"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain) - 1 จักรพรรดิเฉินหยานแห่งรัชกาลเทียนหรง โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,รัก,ย้อนยุค,จีน,ดราม่า,นิยายจีนโบราณ,นิยายบีแอล,นิยายจีน ,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,รัก,ย้อนยุค,จีน,ดราม่า

แท็คที่เกี่ยวข้อง

นิยายจีนโบราณ,นิยายบีแอล,นิยายจีน ,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายโรแมนติก

รายละเอียด

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain) โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

....หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)...

°•. ลมพัดพริ้วปลิวสะกดใจเราสองดั่งต้องมนตร์. •°

เกริ่นนำ (ก่อนเรื่อง)

ราชวงศ์ หรงเฉา ปกครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่มาสามร้อยปี แต่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิเฉินหยาน จักรวรรดิเริ่มสั่นคลอนจากทุกทิศ ศัตรูทางเหนือที่รุกคืบ ขุนนางภายในที่ทะเยอทะยาน กลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และความลับเก่าแก่ของราชวงศ์ที่บางคนพยายามปิดซ่อน

เฉินหยาน ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบแปด หลังจากบิดาสวรรคตอย่างกะทันหันและพี่ชายต้องสงสัยในการวางยาพิษ เขาเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกที่นั่งบนบัลลังก์ว่าในโลกแห่งอำนาจนี้ ความอ่อนโยนคือจุดอ่อนที่ต้องซ่อนไว้

เขาจึงกลายเป็นจักรพรรดิที่เย็นชา ฉลาดหลักแหลม อ่านคนออก และไม่เคยไว้วางใจใครอย่างแท้จริง

เซียวจ้านหยู เป็นแม่ทัพที่ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนาง เขาเกิดในหมู่บ้านชายแดนที่ถูกเผาทำลายเมื่ออายุสิบสอง รอดชีวิตคนเดียวและสาบานว่าจะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับใครอีก

เขาไต่เต้าจากทหารธรรมดาขึ้นมาด้วยฝีมือและกลยุทธ์จนได้รับตำแหน่ง แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ ตอนอายุยี่สิบแปด สร้างชื่อเสียงในสนามรบจนศัตรูได้ยินชื่อแล้วถอยทัพ แต่ทหารในกองทัพรักเขาเพราะเขาดูแลพวกเขาเหมือนพี่น้อง

เฉินหยานเรียกตัวเขากลับมาพระนครเพื่อรับรางวัลและรับตำแหน่งใหม่ “กุนซือ หยูกั๋วกง” และนั่นคือครั้งแรกที่จักรพรรดิพบใครสักคนที่เป็นมนุษย์และสามารถมองเขาตรงๆ โดยไม่กลัว

"ข้าเคารพบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิ" จ้านหยูพูดในการเข้าเฝ้าครั้งแรก "แต่ข้าไม่กลัวคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร"

ประโยคนั้นทำให้เฉินหยานนิ่งไปสักครู่

เพราะไม่มีใครเคยพูดแบบนั้นกับเขา คนๆ นี้อาจจะเป็นอนาคตของข้า “อ๋องจื่อไท่ฟู”

"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า 

เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่ หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด 

และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

°•.สุสาส์นราคะ. •°

มีรายตอนทั้งหมด 27 ตอน (ติดเหรียญตอนที่9)

EBOOK: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 22.05-22.06)

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ0MjUxMCI7fQ

ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

สารบัญ

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-1 จักรพรรดิเฉินหยานแห่งรัชกาลเทียนหรง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-2 แม่ทัพเซียวจ้านหยู กุนซือหยูกั๋วกง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-3 การประชุม ณ ท้องพระโรงยามเช้า,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-4 คนที่ยืนอยู่กลางฝนเห็นฝนเป็นความจริง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-5 หนังสือซ่อนความจริงได้นานกว่ามนุษย์,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-6 สถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยามค่ำคืน

เนื้อหา

1 จักรพรรดิเฉินหยานแห่งรัชกาลเทียนหรง

ฝนที่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า ไม่ต่างจากคนที่เข้ามาในใจโดยไม่ขออนุญาต และเมื่อเข้ามาแล้ว ทั้งฝนและคนนั้น ไม่มีใครขับไล่ออกไปได้ หรือ วันที่แม่ทัพผู้ไม่กลัวอะไรในโลกเดินเข้ามาในท้องพระโรง และจักรพรรดิผู้ไม่เคยมองใครเป็นมนุษย์ก็เงยหน้าขึ้นมอง

"ลมในฤดูร้อนนั้นพัดแรง แต่ไม่มีใครเรียกมันว่าหยาบกระด้าง เพราะมันพัดมาพร้อมกลิ่นฝน และความเย็นที่โลกกำลังต้องการ

คนบางคนก็เช่นกัน มาในเวลาที่ไม่เหมาะ แรงเกินไปสำหรับโลกที่เคยสงบ แต่นำมาซึ่งสิ่งที่หัวใจกำลังกระหาย โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากระหายอยู่"

"ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ ล้วนเป็นแผ่นดินของราชา ใต้หล้าอันหนักอึ้ง ล้วนอยู่ในใจของราชา"


✦ บทนำ ราชวงศ์หรงเฉา ✦

ราชวงศ์ หรงเฉาปกครองแผ่นดิน จงหยวน มาสามร้อยสิบสองปี

นับตั้งแต่ ปฐมจักรพรรดิไท่จู่ รวมแผ่นดินจากความแตกแยกของหกอาณาจักรด้วยพระหัตถ์ที่เปื้อนเลือดและจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ราชวงศ์นี้ผ่านมาแปดรัชกาล ทั้งรุ่งเรืองและตกต่ำ ทั้งศึกในและศึกนอก ทั้งยุคที่ข้าวปลาอาหารอุดมและยุคที่อดอยากแร้นแค้น

แต่ไม่มีรัชกาลใดที่ซับซ้อนและน่าจดจำเท่า รัชกาลเทียนหรง

ในปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชกาลเทียนหรง ฉางอันหลวง เมืองหลวงหยวนจิง มีประชากรกว่าสองล้านคน ถนนสายหลักกว้างพอให้รถม้าสิบคันแล่นเคียงกัน ตลาดกลางเมือง ต้าชิง เปิดตั้งแต่ก่อนรุ่งสางจนถึงดึกดื่นทุกวัน ร้านน้ำชา ร้านผ้าไหม ร้านยา ร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านเครื่องประดับ ร้านของวิเศษ และร้านที่ขายสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียก ล้วนเบียดเสียดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

กลิ่นธูปจาก วัดต้าหลง  ผสมกับกลิ่นน้ำมันทอดจากร้านขนมข้างถนน กลิ่นม้าจากกองทัพที่เดินลาดตระเวนผสมกับกลิ่นดอกไม้จากสวนขุนนางที่อยู่ลึกเข้าไปในย่านตะวันออก

 

เมืองหยวนจิงมีกลิ่นที่ไม่มีเมืองอื่นในโลกมี  กลิ่นของอำนาจ เงิน ความฝัน และบางอย่างที่อยู่ระหว่างทั้งสามสิ่ง

และอยู่ใจกลางของทุกสิ่งนั้น พระราชวังหลวงหรงเฉา ที่ชาวเมืองเรียกกันว่า จิ้นพระราชวัง เพราะหลังคาทองคำที่เห็นได้จากทุกมุมเมือง

ประตูทองสัมฤทธิ์สูงสิบห้าฉื่อ มังกรหยกสองตัวพันอยู่บนเสาสองข้าง ทหารองครักษ์ในชุดเกราะแดงยืนตรงไม่กระดิก ตำหนักแล้วตำหนักเล่าซ้อนทับกันไปจนสุดสายตา สวนที่มีต้นสนอายุสามร้อยปี สระน้ำที่มีปลาทองว่ายวนตั้งแต่รุ่งสางถึงค่ำ ระเบียงหินอ่อนที่สะท้อนแสงจันทร์ในยามดึก

และอยู่ลึกที่สุด ห่างไกลจากสายตาคนมากที่สุด ห้องพระเจ้าแผ่นดิน ที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนแน่ชัด เพราะจักรพรรดิเปลี่ยนที่บรรทมทุกคืน ตามคำแนะนำของโหร และตามสัญชาตญาณของตัวเอง

☽ จักรพรรดิเฉินหยาน ☽

วันที่สิบห้า เดือนที่สี่ ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชกาลเทียนหรง

ตีสี่ครึ่ง

ยังมืดอยู่

แต่ จักรพรรดิเฉินหยาน ตื่นขึ้นแล้ว

ไม่ใช่เพราะมีใครปลุก ไม่ใช่เพราะมีเรื่องเร่งด่วน แต่เพราะเขาไม่ค่อยหลับนาน ในสิบปีที่ผ่านมานั้น ยิ่งนานวัน ยิ่งหลับได้น้อยลง ราวกับว่าร่างกายรู้ดีว่าการหลับนานเกินไปในพระราชวังนั้นอันตราย แม้แต่ในความฝัน

เขานอนอยู่บนพระแท่นที่หุ้มด้วยผ้าไหมสีดำปักมังกรทอง มองเพดานที่ทาสีน้ำเงินเข้มและปักดาวทองเป็นรูปจักรวาล

อายุยี่สิบแปดปี

ใบหน้าที่คนทั้งพระราชวังพูดถึงด้วยความกลัวปนความเลื่อมใส คมชัด กรามแข็ง ริมฝีปากที่ดูเหมือนไม่เคยยิ้มหากไม่มีเหตุผล ดวงตาสีดำเข้มที่อ่านทุกคนออกในเวลาไม่กี่วินาที

แต่ตอนนี้ ในความมืดของตีสี่ครึ่งที่ไม่มีใครเห็น ดวงตานั้นเหนื่อยล้า

"อีกคืนหนึ่ง"

เขาลุกขึ้นนั่ง ผ้าไหมสีดำร่วงลงมาที่เอว เปิดเผยร่างกายที่แข็งแรงจากการฝึกฝนมาตลอดชีวิต รอยแผลเป็นเล็กๆ ที่ซี่โครงซ้าย จากดาบของพี่ชายตัวเองเมื่อสิบปีก่อน คืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

เขาไม่เคยบอกให้ใครลืมรอยแผลนั้น เพราะเขาไม่เคยลืมเอง

"ฝ่าบาท" เสียงเบาจากนอกม่าน "น้ำร้อนพร้อมแล้วพะย่ะค่ะ"

หลิงเซวียน ขันทีอาวุโสที่อยู่กับเฉินหยานมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ เสียงเขาเบาเสมอ เหมือนกับว่าเขาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าการทำให้ตัวเองเป็นเพียงเงาในห้องนั้นปลอดภัยกว่า

"เข้ามาได้" เฉินหยานพูด

หลิงเซวียนอายุห้าสิบสองปี ใบหน้าที่เคยงามตอนหนุ่มยังเหลือร่องรอยของความงดงามนั้น ผมสีเทาปนดำ มัดเรียบ เดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำร้อนและผ้าเช็ดพระพักตร์ที่หมาดพอดี

เขาวางถาดลง ก้มลงกราบ แล้วค่อยๆ ตั้งตัวขึ้น

"คืนนี้ฝ่าบาทหลับได้สักแค่ไหนพะย่ะค่ะ"

"สองชั่วยามบางที" เฉินหยานพูดตรงๆ ในแบบที่เขาพูดได้เฉพาะกับหลิงเซวียน "คิดเรื่องทางเหนืออยู่"

หลิงเซวียนไม่ถามต่อ เขาเอื้อมหยิบผ้าอุ่นๆ ถวาย

"หยูกั๋วกงกำลังเดินทางกลับมา" หลิงเซวียนพูดเบาๆ "ตามที่รับสั่งไว้พะย่ะค่ะ"

เฉินหยานไม่ขยับ แต่มีบางสิ่งในดวงตาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

"รู้แล้ว"

หยูกั๋วกง ตำแหน่งที่แปลว่า "ดยุคแห่งหยก" ตำแหน่งสูงสุดที่จักรพรรดิพระราชทานให้บุคคลที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หรงเฉา

ชื่อจริง เซียวจ้านหยู 

แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ กุนซือหัวหน้า ที่ปรึกษาราชการ ผู้คุมกองทัพสามแสนคน และคนที่เฉินหยานไว้วางใจมากที่สุดในโลก แม้เขาจะไม่เคยพูดประโยคนั้นออกมาให้ใครได้ยิน

เซียวจ้านหยูออกไปทางเหนือเมื่อสี่เดือนก่อน เพื่อจัดการปัญหาที่ชายแดน แคว้นเหลียนหยาง ที่มีการปะทะกับกองทัพ อาณาจักรเป่ยหรง ถี่ขึ้นผิดปกติ

สี่เดือน

เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่เฉินหยานต้องจัดการราชการทั้งหมดคนเดียว

"สี่เดือน นานเหมือนสี่ปี"

เฉินหยานไม่ยอมรับประโยคนั้นแม้แต่ในใจตัวเอง แต่มันก็อยู่ที่นั่น ทุกวันตั้งแต่เช้าจนดึก

"ถึงเมื่อไหร่" เขาถาม

"ตามที่ผู้ส่งสารรายงาน ท่านกุนซือน่าจะถึงประตูเมืองในตอนสาย ราวๆ ตอนที่บ่ายสองพะย่ะค่ะ" หลิงเซวียนพูด "อยากให้ข้าพระองค์จัดเตรียมการต้อนรับอย่างเป็นทางการไหมพะย่ะค่ะ"

"ไม่ต้อง" เฉินหยานพูดทันที

หลิงเซวียนพยักหน้าเบาๆ ราวกับรู้คำตอบล่วงหน้า

"งั้นข้าพระองค์จะให้เตรียมห้องรับแขกส่วนพระองค์ไว้พะย่ะค่ะ"

"ให้เตรียมห้องทำงานส่วนพระองค์" เฉินหยานแก้ "มีเรื่องราชการต้องพูด"

"พะย่ะค่ะ"

แต่ทั้งคู่รู้ว่าไม่มีเรื่องราชการที่รอไม่ได้จนถึงบ่ายสองวันนี้

☁ หยวนจิงในยามเช้า ☁

ตลาดต้าชิง เช้าตรู่

ในขณะที่จักรพรรดินั่งมองเพดานในพระราชวัง เมืองหยวนจิงตื่นขึ้นแล้ว

ตลาดต้าชิงในเช้าตรู่มีกลิ่นของโจ๊กร้อนและน้ำมันงา พ่อค้าแม่ค้าที่มาวางของตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง เสียงล้อเกวียนบนหินปูถนน เสียงคนขายของร้องเรียกลูกค้า

ร้านน้ำชาเหลียนหัวที่มุมถนนใกล้ประตูใต้ของตลาดเปิดตั้งแต่ตีสี่ เจ้าของร้านชื่อ เฉินม่า หญิงอ้วนอายุห้าสิบปลายๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ฝีมือชงชาที่ทำให้คนทั้งย่านมาประจำทุกวัน

ในเช้าวันนั้น มีลูกค้าพิเศษนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสุด

ชายหนุ่มสามคน แต่งตัวเรียบง่ายเกินไปสำหรับขุนนาง แต่สะอาดเกินไปสำหรับชาวบ้านทั่วไป

"ได้ข่าวไหม" คนแรกพูด เสียงต่ำ "หยูกั๋วกงกำลังกลับมา"

"รู้แล้ว" คนที่สองพูด ดื่มชา "ท่านทำงานได้รวดเร็วมาก สี่เดือนนิดๆ กับปัญหาที่คนอื่นคิดว่าต้องใช้เวลาปีกว่า"

"นั่นแหละปัญหา" คนที่สามพูด เสียงที่เบาที่สุดแต่ทั้งสองคนหยุดฟังทันที "ท่านเก่งเกินไป ฉลาดเกินไป อยู่นานเกินไป ฝ่าบาทเชื่อใจท่านมากเกินไป สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นอันตราย"

"อันตรายต่อใคร"

"ต่อทุกคนที่ต้องการอะไรบางอย่างจากราชสำนัก" คนที่สามพูด ยิ้มเบาๆ ยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่น "รวมถึงพวกเรา"

ทั้งสองนิ่ง

ลมเช้าพัดผ่านผ้าม่านร้านน้ำชา พาเอาเสียงตลาดเข้ามา เสียงคนทั่วไปที่ไม่รู้ว่าในมุมมืดของร้านน้ำชาเล็กๆ มีการสมคบคิดที่จะเปลี่ยนแปลงราชสำนักครั้งใหญ่

🌿การเดินทางกลับมา 🌿

ถนนใหญ่ทางเหนือ เส้นทางเข้าเมืองหยวนจิง บ่าย

กองทหารม้าสามสิบคนเดินทางเข้าเมืองในความเงียบ

ไม่มีป้ายประกาศ ไม่มีกลอง ไม่มีพิธีรีตอง ตามคำสั่งของผู้นำที่ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม

ชาวบ้านที่เห็นกองทหารแดงผ่านไปรู้ทันทีว่านั่นคือ ธงหยูกั๋วกง ธงสีดำปักอักษร "蕭" สีทอง ซึ่งในแวดวงทหารหมายความว่า "ถ้าเห็นธงนี้ให้ระวังตัวให้ดี"

และกองทหารม้าก็หยุดคุยกัน

ตลอดทางทั้งสองข้างของถนน ชาวบ้านที่กำลังทำธุระหยุดและหลีกทาง บางคนก้มหัว บางคนมองด้วยความอยากรู้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้

เซียวจ้านหยู นั่งบนหลังม้าสีดำ ตัวตรง สายตาที่มองไปข้างหน้าตลอดเวลา

อายุสามสิบสี่ปี

ร่างกายที่สูงและแข็งแกร่งจากการฝึกทหารมาตั้งแต่อายุสิบสอง ใบหน้าที่คมและลึกลับในแบบที่ทำให้คนไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่สังเกตทุกสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ดูเหมือนว่ากำลังสังเกต

เสื้อผ้าเรียบง่ายกว่าที่ตำแหน่งของเขากำหนด ผ้าดำและเทา ไม่มีเครื่องประดับนอกจากหยกสีขาวขนาดเล็กที่ห้อยอยู่ที่เอว ของขวัญที่เขาไม่เคยถอดออก

 "กลับมาแล้ว"

เขาคิดในใจ แต่ไม่แสดงออกมาทางสีหน้า

ข้างหลังเขา อิงหลาน ผู้บัญชาการหญิงอายุยี่สิบแปด ขี่ม้าสีน้ำตาล ดวงตาที่สังเกตเหมือนกันแต่มีประกายที่ต่างออกไป ประกายของคนที่รู้สึกดีที่ได้กลับมาบ้าน

"ท่านกุนซือ" นางพูดเบาๆ ให้ได้ยินแค่สองคน

"อะไร"

"ยิ้มบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครเห็น"

เซียวจ้านหยูไม่หัน

"ข้าไม่ยิ้ม"

"ท่านยิ้มอยู่ในใจ" อิงหลานพูด เสียงที่รู้จักเจ้านายของตัวเองดีพอที่จะพูดแบบนี้ได้ "ข้าเห็น"

ความเงียบสักครู่

"ท่านเห็นได้อย่างไรถ้าข้าไม่แสดงออก"

"เพราะท่านไม่ขมวดคิ้วในขณะที่มองเมืองเหมือนตอนออกไป" อิงหลานพูด "นั่นแหละที่ข้าเรียกว่ายิ้ม สำหรับท่านกุนซือ"

เซียวจ้านหยูไม่ตอบ แต่สายตาที่มองไปข้างหน้านั้นอ่อนลงเล็กน้อย เล็กน้อยมากจนแทบไม่เห็น

"ถึงแล้ว"

🌊พระราชวังและการเฝ้า 🌊

ท้องพระโรงหลักจงเหอเตี้ยน ยามเว่ย

พระราชวังหลวงในเวลากลางวันนั้นต่างจากกลางคืนโดยสิ้นเชิง

ตอนกลางวันมีเสียง เสียงข้าราชการที่เดินสลับกันไปมา เสียงขันทีที่ประกาศชื่อ เสียงจากห้องเตรียมอาหาร เสียงทหารที่เปลี่ยนเวร เสียงระฆังที่บอกเวลาทุกสี่สิบห้านาที

แต่ท้องพระโรงหลักในบ่ายวันนั้นเงียบผิดปกติ

เฉินหยานนั่งอยู่บนพระราชบัลลังก์สีทองที่แกะสลักมังกรสิบหกตัว บัลลังก์ที่สูงกว่าพื้นห้องห้าชั้นบันได ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนที่เข้ามาต้องเงยหน้ามอง และถูกมองกลับจากมุมสูง

ในเวลาปกติจะมีข้าราชการหลายสิบคนอยู่ในท้องพระโรง แต่วันนี้เฉินหยานขอให้ว่างเปล่า มีแค่หลิงเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ บัลลังก์ และทหารองครักษ์สี่คนที่ประตู

เขาถือกระดาษรายงานจากกรมการคลังอ่านอยู่ แต่ดวงตาที่อ่านนั้นไม่ได้มองที่ตัวอักษรจริงๆ

เสียงประกาศจากนอกประตู

"หยูกั๋วกงเข้าเฝ้าฝ่าบาท—"

"ให้เข้า" เฉินหยานพูดก่อนที่ขันทีจะประกาศจบ

เสียงก้าวเท้าบนพื้นหินอ่อน ช้า สม่ำเสมอ ไม่รีบไม่ช้า ก้าวเท้าที่เฉินหยานจำได้จากทุกเสียงในพระราชวังนี้

เซียวจ้านหยูเดินเข้ามา

ชุดสีดำ ผมมัดเรียบ ไม่มีเครื่องประดับพิเศษ ท่าทางที่เดินเข้าท้องพระโรงหลวงเหมือนกับเดินเข้าร้านน้ำชาข้างถนน ไม่ย่อตัว ไม่แสดงความกลัว แต่ก็ไม่หยิ่ง

ที่ระยะสิบก้าวจากบัลลังก์ เขาหยุด ก้มลงคุกเข่าในการก้มกราบอย่างเป็นทางการ

"ข้าพระองค์ เซียวจ้านหยู หยูกั๋วกง ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท" เสียงที่ชัดเจน ไม่สูงไม่ต่ำ "ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"

เฉินหยานวางกระดาษลง มองลงมาจากบัลลังก์

มองสักครู่

"ลุกขึ้น"

เซียวจ้านหยูลุกขึ้นยืน และครั้งแรกทั้งสองมองหน้ากัน

สี่เดือน

สั้นในประวัติศาสตร์ ยาวในสิ่งที่ทั้งสองไม่พูดออกมา

เฉินหยานสังเกตทุกอย่างในไม่กี่วินาที แผลเล็กน้อยที่แก้มซ้าย ดวงตาที่เหนื่อยกว่าปกติแต่ไม่ยอมแสดง ท่าทางที่ตรงเสมอแต่ไหล่ซ้ายเกร็งกว่าปกติ ซึ่งหมายความว่าได้รับบาดเจ็บที่ไหนสักแห่งและซ่อนไว้

"สี่เดือน" เฉินหยานพูด เสียงที่เรียบและราบเรียบในแบบของจักรพรรดิ

"ข้าพระองค์กราบประทานอภัยที่ใช้เวลานาน"

"ไม่ได้ว่าเรื่องนั้น" เฉินหยานพูด ลงมาจากบัลลังก์ ขั้นละขั้น ช้าๆ "รายงานว่ามีอะไรบ้าง"

เซียวจ้านหยูรอให้เฉินหยานลงมาถึงพื้น จากนั้นจึงพูด

"ปัญหาชายแดนแคว้นเหลียนหยางคลี่คลายแล้วพะย่ะค่ะ ไม่ใช่การรุกรานของเป่ยหรงโดยตรง แต่เป็นกองโจรที่รับจ้างจากภายใน ข้าพระองค์จัดการได้ครบถ้วนแล้ว รายงานฉบับเต็มจะถวายภายในวันนี้"

"กองโจรรับจ้างจากภายใน" เฉินหยานทวน เดินช้าๆ ไปทางหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวนหลวง

"ใช่พะย่ะค่ะ จากการสอบสวน เงินมาจากสองแหล่ง แหล่งหนึ่งอยู่ในเป่ยหรง แหล่งที่สองอยู่ในหยวนจิง"

ความเงียบ

"และท่านรู้แล้วว่าแหล่งในหยวนจิงคือใคร"

"รู้พะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดช้าๆ "แต่ยังไม่สมควรรายงานในที่โล่งแบบนี้"

เฉินหยานหันมา สายตาที่คมทันที

"ท่านกำลังบอกว่าในท้องพระโรงของข้า มีคนที่ไว้ใจไม่ได้"

"ข้าพระองค์กำลังบอกว่าเรื่องนี้ควรรายงานในที่ที่มีแค่ฝ่าบาทและข้าพระองค์พะย่ะค่ะ"

หลิงเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่แสดงอาการใดๆ ราวกับไม่ได้ยิน แต่เฉินหยานรู้ว่าเขาฟังทุกคำ

"งั้น" เฉินหยานพูด หันกลับไปมองสวน "มาพบข้าที่ห้องเก็บหนังสือส่วนพระองค์ในตอนเย็น หลังอาหารค่ำ"

"รับพระบัญชา"

"มีอะไรอีกไหม"

"มีอีกเรื่องหนึ่งพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด เสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย "เรื่องส่วนตัว"

เฉินหยานหัน มองเขา

ในเวลาสิบปีที่ผ่านมา เซียวจ้านหยูไม่เคยพูดว่ามีเรื่องส่วนตัว

"พูดมา"

"ข้าพระองค์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไหล่ซ้าย ระหว่างปฏิบัติภารกิจ" เซียวจ้านหยูพูดเรียบๆ "แพทย์ประจำกองทัพรักษาแล้ว แต่คิดว่าฝ่าบาทควรรับทราบ"

"เล็กน้อย" เฉินหยานทวน เสียงที่ราบเรียบแต่คมอยู่ข้างใน

"ไม่อันตรายพะย่ะค่ะ"

"ข้าไม่ได้ถาม" เฉินหยานพูด เดินกลับไปที่บัลลังก์ "ข้ากำลังบอกว่าคำว่าเล็กน้อยของท่านและคำว่าเล็กน้อยของคนอื่นนั้นต่างกัน"

เซียวจ้านหยูไม่ตอบ

"แพทย์หลวงจะไปดูท่านภายในวันนี้" เฉินหยานพูด น้ำเสียงที่บอกว่าไม่ใช่การขอ "ท่านจะไม่ปฏิเสธ"

"พะย่ะค่ะ"

หลังเซียวจ้านหยูออกไป ท้องพระโรงกลับมาเงียบ

หลิงเซวียนยืนอยู่ข้างบัลลังก์ ไม่พูดอะไร

"พูดมา" เฉินหยานพูด ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง

"ข้าพระองค์ไม่มีอะไรจะพูดพะย่ะค่ะ"

"ท่านกำลังคิดอะไรอยู่"

"กำลังคิดว่า" หลิงเซวียนพูดช้าๆ "ฝ่าบาทและท่านกุนซือนั้น ทั้งคู่เหมือนกันในหลายอย่างมากพะย่ะค่ะ"

"เหมือนกันอย่างไร"

"ทั้งคู่บอกว่าไม่มีอะไร ในเวลาที่มีอะไรที่สุด" หลิงเซวียนพูด เงียบสักครู่ "ขอถวายพระพร"

แล้วก็ก้มลงกราบ หันออกไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ประวัติศาสตร์จะจารึกว่า ในรัชกาลเทียนหรง เฉินหยานปกครองแผ่นดินอย่างไร สงบสี่ทิศอย่างไร

ประวัติศาสตร์จะไม่จารึกคืนนั้น ที่กษัตริย์นั่งอยู่คนเดียวในห้องทรงพระอักษรตรวจราชการเสร็จฉบับสุดท้าย วางพู่กันหลวงลง แล้วมองไปทางทิศเหนือนานมาก

ประวัติศาสตร์จะไม่จารึกรุ่งสางนั้น ที่กษัตริย์ยืนอยู่บนกำแพงพระราชวังครั้งที่หนึ่งร้อยเจ็ด มองไปในทิศเดิม

♥️"แผ่นดินคุกเข่าต่อเขา เขาคุกเข่าต่อการรอ

ไม่ใช่เพราะการรอยิ่งใหญ่กว่าแผ่นดิน แต่เพราะแผ่นดินให้เขาได้ทุกสิ่งยกเว้นคนที่ยังไม่กลับมา

เขาจึงนั่งบนบัลลังก์มังกร ทำสิ่งที่เขาไม่ถนัดที่สุด ไม่ทำอะไรเลยแค่รอ"♥️

..สุสาส์นราคะ..