"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"
ชาย-ชาย,รัก,ย้อนยุค,จีน,ดราม่า,นิยายจีนโบราณ,นิยายบีแอล,นิยายจีน ,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"
....หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)...
°•. ลมพัดพริ้วปลิวสะกดใจเราสองดั่งต้องมนตร์. •°
เกริ่นนำ (ก่อนเรื่อง)
ราชวงศ์ หรงเฉา ปกครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่มาสามร้อยปี แต่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิเฉินหยาน จักรวรรดิเริ่มสั่นคลอนจากทุกทิศ ศัตรูทางเหนือที่รุกคืบ ขุนนางภายในที่ทะเยอทะยาน กลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และความลับเก่าแก่ของราชวงศ์ที่บางคนพยายามปิดซ่อน
เฉินหยาน ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบแปด หลังจากบิดาสวรรคตอย่างกะทันหันและพี่ชายต้องสงสัยในการวางยาพิษ เขาเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกที่นั่งบนบัลลังก์ว่าในโลกแห่งอำนาจนี้ ความอ่อนโยนคือจุดอ่อนที่ต้องซ่อนไว้
เขาจึงกลายเป็นจักรพรรดิที่เย็นชา ฉลาดหลักแหลม อ่านคนออก และไม่เคยไว้วางใจใครอย่างแท้จริง
เซียวจ้านหยู เป็นแม่ทัพที่ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนาง เขาเกิดในหมู่บ้านชายแดนที่ถูกเผาทำลายเมื่ออายุสิบสอง รอดชีวิตคนเดียวและสาบานว่าจะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับใครอีก
เขาไต่เต้าจากทหารธรรมดาขึ้นมาด้วยฝีมือและกลยุทธ์จนได้รับตำแหน่ง แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ ตอนอายุยี่สิบแปด สร้างชื่อเสียงในสนามรบจนศัตรูได้ยินชื่อแล้วถอยทัพ แต่ทหารในกองทัพรักเขาเพราะเขาดูแลพวกเขาเหมือนพี่น้อง
เฉินหยานเรียกตัวเขากลับมาพระนครเพื่อรับรางวัลและรับตำแหน่งใหม่ “กุนซือ หยูกั๋วกง” และนั่นคือครั้งแรกที่จักรพรรดิพบใครสักคนที่เป็นมนุษย์และสามารถมองเขาตรงๆ โดยไม่กลัว
"ข้าเคารพบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิ" จ้านหยูพูดในการเข้าเฝ้าครั้งแรก "แต่ข้าไม่กลัวคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร"
ประโยคนั้นทำให้เฉินหยานนิ่งไปสักครู่
เพราะไม่มีใครเคยพูดแบบนั้นกับเขา คนๆ นี้อาจจะเป็นอนาคตของข้า “อ๋องจื่อไท่ฟู”
"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า
เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่ หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด
และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"
°•.สุสาส์นราคะ. •°
มีรายตอนทั้งหมด 27 ตอน (ติดเหรียญตอนที่9)
EBOOK: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 22.05-22.06)
ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
"เขากลับมาแล้ว พาฝุ่นสนามรบกลับมาแล้ว พาดาบที่ไม่เคยชักออกมาบาดตัวเองกลับมาแล้ว พาคืนที่มีแค่เขาเท่านั้นรู้ว่าเงยหน้ามองทิศเมืองหลวงกี่ครั้งกลับมาแล้ว
ประวัติศาสตร์จะบอกว่าหยูกั๋วกงมีชัยและกลับมา แต่ประวัติศาสตร์จะไม่บอกว่า ก้าวแรกที่เขาเดินเข้าประตูพระราชวังนั้น คือก้าวที่เบาที่สุดในชีวิตเขา ไม่ใช่เพราะเขาไม่เหนื่อย
แต่เพราะที่สิ้นสุดของก้าวนั้น มีคนหนึ่งรออยู่ และการมีอยู่ของคนนั้น ทำให้เขาเบากว่าเกราะใดๆ ทำให้เขาสงบกว่าชัยชนะใดๆ
เสี่ยวจ้านหยูกลับมาแล้ว หยูกั๋วกงมีชัยกลับมาแล้ว แต่มีแค่เขาที่รู้ว่า พลังที่ทำให้เขาผลักประตูพระราชวังวันนี้ ไม่ใช่วิทยายุทธ ไม่ใช่หน้าที่ แต่คือชื่อที่เขาพูดออกมาดังๆ ไม่ได้”
“คือคนที่นั่งบนบัลลังก์มังกร รอเขาอยู่ด้วยแววตา ที่มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นอ่านออก"
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
🌙 ราชสำนักและเส้นใยที่ซับซ้อน 🌙
ตำหนักหรงหัว ฝ่ายใน บ่ายสาม
ราชสำนักฝ่ายในของพระราชวังหรงเฉาในรัชกาลเทียนหรงนั้นซับซ้อนกว่าสงครามชายแดน
มีตำหนักสำคัญสิบสองแห่ง แต่ละแห่งมีฝ่ายสนับสนุนคนละชุด แต่ละนางสนมมีตระกูลที่คอยหนุนหลัง และแต่ละตระกูลมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน
ตำหนักหรงหัว เป็นของ พระนางเจ้าหลิวฮุ่ยเยิน อัครมเหสีฝ่ายขวา อายุยี่สิบหก ธิดาของ ขุนนางตระกูลหลิว ตระกูลที่มีอำนาจในกรมการคลังมาสองร้อยปี
ฮุ่ยเยินนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ ดวงตาที่สวยงามกำลังอ่านจดหมายที่เพิ่งได้รับ ริมฝีปากที่ทาแดงขมวดเบาๆ
"หยูกั๋วกงกลับมาแล้ว" นางพูดกับนางสนมคู่ใจ หยูหลิง
"ใช่เพคะ ท่านหญิง" หยูหลิงพูด เสียงเรียบ ดวงตาที่ระวัง
"เร็วกว่าที่คาด" ฮุ่ยเยินวางจดหมายลง นิ้วที่เรียวบางแตะริมฝีปาก "พ่อข้าส่งข่าวมาว่าต้องระวัง"
"ท่านหญิงจะทรงทำอย่างไร"
"ไม่ทำอะไร" ฮุ่ยเยินพูด ยืนขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่สวนในตำหนัก "การเคลื่อนไหวตอนนี้คือความผิดพลาด ต้องรอ สังเกต และรอให้คนอื่นเป็นคนทำก่อน"
ตำหนักชิงหยุน อีกฝั่งของพระราชวัง
พระนางเจ้าเฟิงซื่อหยิน อัครมเหสีฝ่ายซ้าย อายุยี่สิบสี่ ธิดาของ เสนาบดีตระกูลเฟิง ผู้ดูแลกรมสงครามมาสามรุ่น
นางนอนเอนอยู่บนแคร่ไม้จันทน์ สีหน้าซีดเผือด
"ไม่สบายอีกแล้วหรือ" นางสนมอาวุโส โถวจู่ ถามด้วยความกังวล
"ไม่เป็นไร" ซื่อหยินพูด เสียงเหนื่อย "แค่ปวดหัว ตั้งแต่เช้า"
"ให้ข้าเรียกแพทย์หลวงมาดูไหมเพคะ"
"ไม่ต้อง" ซื่อหยินพูดทันที แล้วก็เงียบ จากนั้นพูดเบาๆ "ได้ยินไหมว่าหยูกั๋วกงกลับมา"
"ได้ยินเพคะ"
"พ่อข้าส่งข่าวมาว่า" ซื่อหยินพูดช้าๆ "ตระกูลเฟิงต้องเดินหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไร"
โถวจู่นิ่ง
"ท่านหญิงคิดว่าจะเป็นอย่างไร"
"ข้าไม่รู้" ซื่อหยินพูด ม้วนตัวเข้าหาตัวเอง ดวงตาที่มองเพดาน "แต่ข้ารู้ว่าอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายนั้นอันตราย"
ตำหนักเทียนจิ้ง ที่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก
พระนางเจ้าหม่าเป่าหลิง สนมอันดับหนึ่ง อายุยี่สิบสอง ธิดาของ นายพลม้าโจวฉี แม่ทัพเก่าที่ปัจจุบันเกษียณอยู่ที่บ้าน
นางนั่งตัดดอกไม้อย่างสงบ ใบหน้าที่งดงามไม่แสดงอารมณ์
"ท่านหญิง" นางสนมใหม่ชื่อ เสี่ยวเฉิน วิ่งเข้ามา "หยูกั๋วกงกลับมาแล้วเพคะ"
"รู้แล้ว" เป่าหลิงพูด ไม่หันมา วางดอกไม้ที่ตัดลงในแจกัน "เสี่ยวเฉิน"
"ค่ะ"
"อย่าพูดเรื่องนั้นในตำหนักข้า" เป่าหลิงพูด น้ำเสียงที่เรียบแต่มีน้ำหนัก "ไม่มีประโยชน์อะไร"
ตำหนักซวงเจ๋อ เล็กที่สุดและห่างไกลที่สุดจากพระราชวังหลัก
พระนางเจ้าหวังเหมยเหลียน สนมอันดับสาม อายุสามสิบ ธิดาของขุนนางตระกูลหวางที่เคยยิ่งใหญ่แต่ปัจจุบันตกต่ำ
นางยืนอยู่ที่ระเบียง มองออกไปที่กำแพงพระราชวังสูงสิบห้าฉี
"ก็กลับมาแล้ว" นางพูดคนเดียว
ไม่มีใครรู้ว่านางพูดถึงใคร
💙 ห้องเก็บหนังสือและการรายงาน 💙
ห้องเก็บหนังสือส่วนพระองค์ เทียนชู่เก๋อ ค่ำ
หลังอาหารค่ำ เมื่อพระราชวังเงียบลงจากความอึกทึกของกลางวัน เฉินหยานมาถึงห้องเก็บหนังสือส่วนพระองค์ก่อน
ห้องนี้เขาชอบที่สุดในพระราชวังทั้งหมด ไม่ใหญ่โต ไม่โอ่อ่า แต่มีหนังสือและกระดาษแผ่นที่ระเบียง มีโต๊ะไม้จันทน์เก่าที่บิดาเคยใช้ มีหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวนสนเล็กๆ ที่ปลูกมาตั้งแต่รุ่นปู่
เฉินหยานจุดเทียนด้วยตัวเอง ไม่ให้ขันทีทำ นั่งลงที่โต๊ะ เทชาจากกาที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
รอ
เซียวจ้านหยูมาในเวลาที่ตรงพอดี ไม่เร็วไม่ช้า ตามที่คาดไว้
เขาปิดประตูเบาๆ หันมา และสองคนก็มองหน้ากันในห้องที่มีแสงเทียนสองดวง
ห้องเล็ก ไม่มีพิธีกรรม ไม่มีบัลลังก์ ไม่มีทหารองครักษ์ ไม่มีอำนาจที่แสดงออกมาภายนอก มีแค่สองคนที่รู้จักกันมาสิบปีและยังไม่รู้จักกันพอ
"นั่งลง" เฉินหยานพูด
เซียวจ้านหยูนั่งลงตรงข้าม ในแบบที่เขานั่งในห้องนี้เสมอ ตรง ระวัง แต่ไม่เกร็ง
"รายงาน"
เซียวจ้านหยูดึงกระดาษออกมาจากชั้นในเสื้อ วางลงบนโต๊ะ
"รายงานฉบับย่อพะย่ะค่ะ ฉบับเต็มจะถวายพรุ่งนี้"
เฉินหยานรับมา ผ่านสายตาอย่างรวดเร็ว แต่อ่านทุกคำ
"กองโจรชื่อ 'กลุ่มดาวดำ' มีสมาชิกหลายร้อยคนกระจายอยู่ตามแนวชายแดนเหนือ ได้รับเงินจาก เป่ยหรง และจาก—" เขาหยุด ดวงตาแหลมขึ้น "ตระกูลเหอ"
"ใช่พะย่ะค่ะ"
ตระกูลเหอ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจในราชสำนักมาสองร้อยปี ปัจจุบัน เหอเทียนเฉิง เป็นหัวหน้าตระกูล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกรมนครบาล
"เหอเทียนเฉิง" เฉินหยานพูดเสียงเบา
"หลักฐานชี้ไปที่เขาพะย่ะค่ะ แต่ยังไม่ครบถ้วนพอสำหรับการดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ"
"ท่านต้องการอะไรเพิ่ม"
"สองสิ่ง" เซียวจ้านหยูพูด "หนึ่ง หลักฐานการส่งเงิน ซึ่งน่าจะอยู่ในบัญชีของตระกูลเหอที่กรมคลัง สอง ตัวกลางที่รับเงินจากตระกูลเหอและส่งต่อไปยังกลุ่มดาวดำ"
"ตัวกลางคือใคร"
"ข้าพระองค์ยังไม่รู้ แต่มีเบาะแสว่าอยู่ในเมืองหยวนจิง"
เฉินหยานวางกระดาษลง นั่งพิงพนักเก้าอี้ มองเพดาน
"เรื่องนี้ ซับซ้อนกว่าที่คิด"
"ตระกูลเหอ" เขาพูดช้าๆ "มีความสัมพันธ์กับตระกูลฝ่ายในสองตระกูล"
"ตระกูลหลิวและตระกูลเฟิงพะย่ะค่ะ"
"ซึ่งคือ—"
"อัครมเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย"
ทั้งสองนิ่ง
ห้องเงียบ มีแค่เสียงเทียนที่ลุกสั่นเล็กน้อยในลมที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่าง
"ท่านคิดว่าตระกูลหลิวและเฟิงรู้เรื่องนี้ไหม" เฉินหยานถาม
"ยังไม่แน่ใจพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด "ตระกูลเหออาจดำเนินการเองโดยที่สองตระกูลนั้นไม่รู้ หรืออาจเป็นการร่วมมือกัน ต้องสืบเพิ่ม"
"สืบอย่างไร"
"ต้องใช้คนที่ตระกูลเหอไว้วางใจ เข้าไปสอดแนม"
"ท่านมีคนอยู่แล้ว"
เสียงนั้นไม่ใช่คำถาม
เซียวจ้านหยูพยักหน้าเล็กน้อย
"มี"
"ดำเนินการได้ แต่—" เฉินหยานหยุด ดวงตาที่มองเซิ่นอวี๋โดยตรง "ระวัง ถ้าตระกูลเหอรู้สึกว่าถูกจับตามองก็จะระวังตัว และถ้าตระกูลหลิวกับเฟิงรู้ว่าเราสืบพวกเขา—"
"จะซับซ้อนขึ้นมาก"
"ใช่" เฉินหยานพูด "ดังนั้นอย่าให้ใครรู้นอกจากเราสองคนและคนที่ท่านไว้วางใจจริงๆ"
"เข้าใจพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานเทชาเพิ่มในถ้วยของตัวเอง แล้วก็เทให้เซียวจ้านหยูด้วยโดยไม่ได้ถาม
เซียวจ้านหยูมองถ้วยชาที่วางตรงหน้า ไม่ยกขึ้นทันที
"ไหล่ซ้าย" เฉินหยานพูด ไม่ดูที่เขา "แพทย์หลวงบอกว่าอย่างไร"
"บอกว่าไม่อันตราย แผลถูกดาบ ลึกนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกระดูก"
"นิดหน่อย" เฉินหยานทวน น้ำเสียงที่แบนราบแต่มีอะไรบางอย่างข้างใน
"พะย่ะค่ะ"
"ท่านออกไปสี่เดือนและกลับมาพร้อมแผลดาบที่ไหล่" เฉินหยานพูด "และเรียกสิ่งนั้นว่านิดหน่อย"
"ข้าพระองค์ยังใช้การได้พะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่ได้ถามว่าท่านยังใช้การได้ไหม" เฉินหยานพูด เสียงที่ค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้น แต่ยังเรียบอยู่ "ข้าถามว่าเจ็บไหม"
เซียวจ้านหยูนิ่งสักครู่
นานพอที่จะบอกว่าคำถามนั้นทำให้เขาหยุดคิด
"เจ็บบ้าง" เขาพูดในที่สุด เสียงที่ยอมรับอย่างไม่เต็มใจ
"รู้" เฉินหยานพูด ยกถ้วยชาขึ้น "ครั้งหน้าอย่าซ่อน"
"ข้าพระองค์ไม่ได้ซ่อน ข้ารายงาน"
"ท่านรายงานเมื่อข้าสังเกตเห็น ไม่ใช่เพราะต้องการบอก" เฉินหยานพูดตรง
เซียวจ้านหยูรับถ้วยชาขึ้นมา ดื่มช้าๆ ไม่พูดโต้แย้ง เพราะนั่นถูก
"เขามองทะลุ"
⚔ ความลับที่ซ่อนอยู่ใต้พระราชวัง ⚔
ห้องใต้ดินลับ ใต้ตำหนักจงยี่ เวลาเดียวกัน
ห้องที่ไม่มีชื่อในแผนที่ทางการของพระราชวัง ที่มีแค่คนหยิบมือเดียวในพระราชวังทั้งหมดที่รู้ว่ามันมีอยู่
แสงเทียนสีเหลืองส่องหน้าชายสองคนและหญิงหนึ่งคน
ชายแรก --- เหอเทียนเฉิง อายุห้าสิบห้า ใบหน้าที่ดูสุภาพแต่ดวงตาที่คำนวณทุกอย่างตลอดเวลา ตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกรมนครบาล แต่มีอำนาจจริงมากกว่านั้นมาก
ชายที่สอง — เหยินปิงจ้าน อายุสี่สิบสาม นายทหารระดับสูงในกองทัพ ใบหน้าที่เหี้ยมเกรียม ดวงตาที่มองทุกอย่างเป็นศัตรูจนกว่าจะพิสูจน์ตัวว่าเป็นพันธมิตร
หญิง — เหอเฟยเยิน อายุสี่สิบ น้องสาวของเหอเทียนเฉิง ใบหน้าที่เคยงามตอนสาวยังเหลือร่องรอย ดวงตาที่คมกว่าพี่ชายมาก
"หยูกั๋วกงกลับมาแล้ว" เหอเทียนเฉิงพูด เสียงที่ราบเรียบราวกับว่ากำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ
"และเร็วกว่าที่เราคาด" เหยินปิงจ้านพูด ขมวดคิ้ว "ซึ่งแปลว่าเขาพบอะไรบางอย่างที่ชายแดน"
"หรือมีใครส่งข่าวให้เขาล่วงหน้า" เหอเฟยเยินพูด เสียงที่เบาแต่ชัด
ทั้งสองชายหันมามองนาง
"ใครจะกล้า" เหอเทียนเฉิงถาม
"ใครก็ได้ที่ได้ประโยชน์จากการที่เขากลับมาเร็ว" เหอเฟยเยินพูด "หรือได้ประโยชน์จากการที่เราเสียหาย"
"ตระกูลหลิวหรือเฟิง"
"ไม่ใช่หรอก" เหอเฟยเยินพูด ลุกขึ้นเดินช้าๆ "พี่ชาย ถ้าสองตระกูลนั้นรู้เรื่องของเรา พวกเขาคงมาร่วมมือกับเรามากกว่าขัดขวาง เพราะมันเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ต้องการลดอำนาจของหยูกั๋วกง"
"แล้วใคร"
"ตระกูลที่เราไม่ได้นึกถึง" เหอเฟยเยินพูด หยุด หันมา "หรืออาจไม่มีใครเลย อาจเป็นเพราะหยูกั๋วกงเก่งจริงๆ"
ความเงียบ
"ถ้าเป็นอย่างนั้น" เหยินปิงจ้านพูดช้าๆ "แผนการต้องเปลี่ยน"
"แน่นอน" เหอเทียนเฉิงพูด ยิ้มบางๆ ยิ้มที่ไม่มีอารมณ์ "แต่เป้าหมายไม่เปลี่ยน"
"เป้าหมายคืออะไร" เหอเฟยเยินถาม เสียงที่ดูเหมือนถามทบทวน
"ทำให้จักรพรรดิไม่ไว้วางใจหยูกั๋วกง" เหอเทียนเฉิงพูด "วิธีที่ดีที่สุดในการทำลายคนที่แข็งแกร่งคือการทำลายความสัมพันธ์ที่ทำให้เขาแข็งแกร่ง"
"การยุแยงให้แตกแยก"
🌸 สวนสนและคำถามที่ไม่มีคำตอบ 🌸
ห้องเก็บหนังสือ ค่ำ ดึกขึ้น
บทสนทนาเรื่องราชการจบลงสักพักแล้ว แต่ทั้งสองยังไม่ลุกออกไป
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างครั้ง หลังเรื่องราชการเสร็จสิ้น มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทั้งสองอยู่ในห้องด้วยกันโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
เฉินหยานเปิดหนังสืออยู่ เซียวจ้านหยูนั่งมองหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวนสน
"ทางเหนือเป็นอย่างไรบ้าง" เฉินหยานถาม ไม่ยกหน้าจากหนังสือ
"หนาวพะย่ะค่ะ แม้จะเป็นเดือนสี่แล้ว ดอกไม้ที่นั่นยังไม่บาน"
"ฝนตกไหม"
เซียวจ้านหยูหันมา ดวงตาที่ผ่อนคลายลงนิดหน่อยจากที่เป็นสักพักที่ผ่านมา
"ตกพะย่ะค่ะ คืนที่สองก่อนกลับมา ฝนฤดูร้อนตกหนักมาก"
"ฝนฤดูร้อนที่ชายแดนเหนือ"
"ใช่พะย่ะค่ะ ผิดฤดูกาลนิดหน่อย แต่ก็ตก ตกหนักและรวดเร็วมาก เสร็จแล้วก็หยุดทันทีราวกับว่าไม่เคยตก"
เฉินหยานวางหนังสือลง มองเซียวจ้านหยู
"ท่านชอบฝนไหม"
คำถามที่แปลก สำหรับจักรพรรดิที่ไม่เคยถามเรื่องส่วนตัว
เซียวจ้านหยูไม่รีบตอบ คิดสักครู่จริงๆ
"ชอบ" เขาพูดในที่สุด "ฝนทำให้อากาศสะอาด ล้างสิ่งสกปรกออกไป และหลังฝนทุกอย่างกลับมาชัดเจนกว่าเดิม เหมือนกับที่บางสิ่งต้องผ่านความยากลำบากก่อนจึงจะเห็นความจริง"
เฉินหยานมองเขาสักครู่ ดวงตาที่อ่านทุกคนออกกำลังอ่านคนตรงหน้า
"ท่านพูดเชิงปรัชญา"
"ข้าพระองค์แค่พูดเรื่องฝนพะย่ะค่ะ"
"ไม่ใช่" เฉินหยานพูดเบา "ท่านไม่เคยพูดแค่เรื่องเดียว"
เซียวจ้านหยูหันมามอง และสองคนก็มองหน้ากันในแสงเทียนสักครู่
"เขามองทะลุข้า เหมือนเสมอ"
"ฝ่าบาทชอบฝนไหมพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูถามกลับ
เฉินหยานนิ่งอยู่นาน
"ข้าไม่เคยคิดเรื่องนั้น" เขาพูดในที่สุด เสียงที่ตรงอย่างไม่คาดคิด "ข้าแค่รู้ว่าทุกครั้งที่ฝนตก ข้าอยากออกไปนอกพระราชวัง"
"แต่ไม่ได้ออก"
"ไม่ได้ออก" เฉินหยานพูดซ้ำ ยิ้มเล็กน้อย ยิ้มที่แทบมองไม่เห็น "เพราะมีราชการที่ต้องทำอยู่เสมอ"
"ครั้งหน้าที่ฝนตก" เซียวจ้านหยูพูด เสียงที่เบาลง "ถ้าฝ่าบาทอยากออกไป ข้าพระองค์จะดูแลให้ปลอดภัย"
เฉินหยานมองเขา
"นั่นคือการที่ท่านบอกอ้อมๆ ว่าจะพาข้าหนีออกจากพระราชวัง"
"ข้าพระองค์กำลังบอกว่าบางครั้งจักรพรรดิก็ควรเห็นว่าอาณาจักรของตนเป็นอย่างไรในตอนฝนตก"
"นั่นก็ยังเป็นการพาข้าหนีออกจากพระราชวัง"
"ในทางวิธีการ ใช่"
ครั้งนี้เฉินหยานยิ้มชัดขึ้น ยิ้มเล็กๆ ที่ทำให้ใบหน้าที่ปกติเย็นชาดูอ่อนโยนขึ้นอย่างน่าแปลกใจ
"ข้าจะพิจารณา"
"ขณะนี้ ลมพัดแสงเทียน ดูราวกับความฝัน"
✨ ก่อนนอนและรุ่งใหม่ ✨
พระตำหนักเฉินหยาน ดึก
เฉินหยานนอนอยู่บนพระแท่น มองเพดาน
ไม่หลับ
คิดเรื่องตระกูลเหอ คิดเรื่องกองโจรชายแดน คิดเรื่องสองอัครมเหสีที่อาจเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวพัน คิดเรื่องแผนการที่เซียวจ้านหยูจะดำเนินการต่อไป
แต่แทรกอยู่ระหว่างความคิดเหล่านั้น ประโยคเล็กๆ ว่า "ครั้งหน้าที่ฝนตก ถ้าฝ่าบาทอยากออกไป ข้าพระองค์จะดูแลให้ปลอดภัย"
"คนนี้"
เขาคิดแค่นั้น ไม่ต่อ ไม่ขยาย แต่ก็คิดซ้ำอยู่สามครั้ง
ในเช้าของวันถัดมา ก่อนที่ใครจะตื่น ก่อนที่พระราชวังจะเริ่มเสียง ฝนตก
ฝนเม็ดใหญ่ในฤดูที่ยังไม่ถึงคราวที่ฝนควรตก ตกลงมาบนหลังคาทองคำของพระราชวัง บนสวนสนในหน้าต่างห้องเก็บหนังสือ บนถนนหินปูที่ยังว่างเปล่าก่อนรุ่งสาง
เฉินหยานนอนฟังเสียงฝน ดวงตาเปิดกว้าง
"ฝนตกแล้ว"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ในเมืองที่มีคนสองล้านคน มีความลับสองล้านความลับ แต่ความลับที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ความลับที่คนมากที่สุดรู้
แต่คือความลับที่คนสองคนรู้ และทั้งสองยังไม่รู้ว่าตัวเองรู้
ฝนที่ตกในคืนนั้น ล้างกลิ่นฝุ่นออกไปจากถนน ล้างรอยเท้าเก่าออกไปจากลาน
แต่ล้างสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่เริ่มต้นแล้วนั้น ไม่ว่าจะซ่อนไว้ดีแค่ไหน ก็งอกออกมาในที่สุด เหมือนรากไม้ที่งอกผ่านหินได้ ถ้าต้องการมากพอ"
♥️ "ข้ามีแผ่นดินทั้งหมด ขาดอยู่เพียงคนเดียว ข้าปกป้องแผ่นดิน และปกป้องใจดวงหนึ่งด้วย"♥️
..สุสาส์นราคะ..