" เขา…ผู้มีความรักในใจเพื่อใครคนหนึ่ง และปริศนาในความทรงจำที่หายไป…ของเธอ "

ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว - ตอนที่ 9 ความรักนี้เพื่อเธอ โดย ทิรพพย์ : T. La Pop @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-หญิง,แฟนตาซี,ยุคปัจจุบัน,ลึกลับ,ปริศนา,โลกคู่ขนาน,ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,รัก,ความจำเสื่อม,คลั่งรัก,ตลก,ตกหลุมรัก,ความรัก,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-หญิง,แฟนตาซี,ยุคปัจจุบัน,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ปริศนา,โลกคู่ขนาน,ผจญภัย,สืบสวนสอบสวน,แฟนตาซี,พล็อตสร้างกระแส,รัก,ความจำเสื่อม,คลั่งรัก,ตลก,ตกหลุมรัก,ความรัก,ดราม่า

รายละเอียด

ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว โดย ทิรพพย์ : T. La Pop @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

" เขา…ผู้มีความรักในใจเพื่อใครคนหนึ่ง และปริศนาในความทรงจำที่หายไป…ของเธอ "

ผู้แต่ง

ทิรพพย์ : T. La Pop

เรื่องย่อ

เป็นเพราะความบังเอิญ พรหมลิขิต ปาฏิหาริย์ โชคชะตา หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้แต่เหมือนเป็นเส้นใยบางๆ ที่เชื่อมโยงกันไว้แล้วนำพาให้คน 2 คนที่ต่างเส้นทางต่างชีวิตกันให้ได้มาพบกัน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า “มีบางสิ่ง” ที่คนทั้งคู่ต่างทำหายไป ณ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่กลับสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ท่ามกลางปริศนาและคนแปลกหน้าที่ค่อยๆ ก่อตัวเกิดเป็นความวุ่นวายเข้ามาสู่ชีวิตของทั้งคู่โดยที่เขาและเธอเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน..

สารบัญ

ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 1 สัญญานะ,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 2 สัญญาณ,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 3 Grand Opening,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 4 แอบปลื้ม,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 5 คือคนเดียวกัน,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 6 ตัวจริงของปุ่น,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 7 "ภัยเงียบ" เจ้าเสน่ห์,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 8 ช่อดอกไม้ปริศนา,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 9 ความรักนี้เพื่อเธอ,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 10 เล่มที่ถูกต้อง,ภารกิจคลั่งรักของดวงดาว-ตอนที่ 11 ปลดล็อคความทรงจำ

เนื้อหา

ตอนที่ 9 ความรักนี้เพื่อเธอ

บรรยากาศริมแม่น้ำขณะนี้กำลังเย็นสบายด้วยสายลมที่พัดเอื่อยแผ่วเบาผ่านผิวละเอียดของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านไปเรื่อยๆ ปอยเส้นผมที่สั้นระคอยาวระหงของเธอพลิ้วสะบัดไปตามแรงลม ในขณะที่เธอเงยหน้าสูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด เผยให้เห็นใบหน้านั้นเปื้อนยิ้มน้อยๆ ด้วยความรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ณ ขณะนี้ ภายในโสตประสาทของเธอนั้นมีเพียงเสียงคลื่นจากลำน้ำสายใหญ่ที่ซัดสาดมากระทบเข้าฝั่งเสียงดังมองเห็นเป็นระลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งบ่อยครั้งที่เธอมักเดินออกมานั่งฟังเสียงคลื่นแล้วปล่อยให้สายตาได้เดินทางไกลออกไปโดยไร้จุดสิ้นสุดพร้อมกับปลดปล่อยความคิดในหัวให้เดินทางไปเรื่อยเปื่อยอย่างเชื่องช้าเหมือนกับเป็นการพักสายตาและผ่อนคลายสมองของตัวเธอเอง หลังจากที่ต้องใช้พลังงานไปกับการเร่งเขียนงานให้เสร็จตามกำหนด เพียงแต่วันนี้เธอนั่งใช้เวลาขบคิดด้วยความรู้สึกกังวลสับสนต่อเหตุการณ์ระทึกขวัญในคืนนั้น รวมถึงความผิดปกติเล็กน้อยบางอย่างใกล้ตัวของเธอมาตลอดทั้งวันโดยที่เธอเองไม่รู้สึกตัวแม้สักนิดว่ากำลังเป็นทัศนียภาพอันหาชมได้ยากและสุดโปรดปรานของชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอเงียบๆในระยะสบายใจของเธอด้วยแววตาชื่นชมหลงใหลมาสักพักแล้ว

ถึงแม้ว่าตลอดเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานั้นในระหว่างเธอและเขาจะไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นเลยก็ตาม แต่เขาก็ชื่นชอบเวลาที่เห็นเธอคนนั้นรื่นรมย์กับความสงบเงียบแบบนี้เสมอ เขาชอบที่จะแอบมองเธออย่างเพลิดเพลินเมื่อเธอกำลังอยู่ในภวังค์โลกส่วนตัวแสนสงบนั้นที่มักทำให้เขานึกถึงชิ้นงานประติมากรรมของศิลปินที่บรรจงถ่ายทอดความสงบเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนเอาไว้ ซึ่งเขาเองยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขารู้เพียงแค่ทุกวันที่เขามาทำงานนั้นเพียงเพื่อให้ได้มาเห็นหน้าและพูดคุยกับเธอทุกวัน เพียงเท่านั้นก็ทำให้เขารู้สึกมีพลังพิเศษออกไปทำหน้าที่ของเขาในฐานะทายาทธุรกิจใหญ่ที่ต้องรองรับแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมรอบด้าน แล้วสิ่งที่เขาแปลกใจเสมอนั่นก็คือเธอช่างแตกต่างจากสาวๆ ที่เขาเคยรู้จักหรือเคยคบหาดูใจอย่างสิ้นเชิง อาจจะเรียกได้ว่าคนละขั้วเลยด้วยซ้ำเพราะสำหรับเธอคนนี้ความอ่อนหวานตามจริตของผู้หญิงทั่วไปพึงมีนั้นเขาไม่เคยพบ โดยเฉพาะพวกถ้อยคำหวานๆ ออดอ้อนฉอเลาะนั้นยิ่งไม่มีเลยและที่สำคัญเธอไม่เคยสนใจว่าใครจะคิดอะไรเกี่ยวกับเธอ แต่เธอมีเพียงความจริงใจและความตรงไปตรงมาที่แสดงออกผ่านแววตาสดใสคู่นั้นกับบุคลิกนิ่งๆ และนิสัยที่ไม่นิยมเข้าหาใส่ใจใครเพื่อหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์พิเศษเกินบทบาทหน้าที่ของเธอ คงเป็นเพราะสิ่งนี้ที่เป็นเสน่ห์ของเธอคนนั้นที่ดึงดูดสายตาของเขาไว้ที่เธอเพียงคนเดียวนั่นเอง

 “ อะแฮ่ม !! เจ้านายคะ !! ทำไมไม่ชวนคนป่วยให้เข้ามานั่งเล่นในบ้านล่ะ เดี๋ยวไข้กลับกันพอดี !! มัวแต่นั่งมองตาเยิ้มอยู่ได้ ” จู่ๆ ซีก็เดินเข้ามาทางด้านหลัง ทำเสียงดังดุใส่เจ้านายหนุ่มของเธอที่พอจะได้ยินกันแค่สองคนพร้อมกับทำลายความเงียบนั้นด้วยการนั่งลงข้างๆ บ่นอุบต่อ

 “ ก็ผมเห็นปุ่นเขากำลังสบายอยู่น่ะ ไม่อยากขัดจังหวะ ” เจ้านายหนุ่มตอบ

 “ คุณปริ๊นส์ ซีขอถามตรงๆ นะ ในฐานะที่เป็นเพื่อนปุ่น ซีดูออกนะคะว่าคุณชอบปุ่น และซีเองก็แอบเชียร์ด้วยล่ะ ” เลขาสาวอมยิ้มพร้อมเปิดประเด็นเบาๆ อย่างไม่เกรงใจแค่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น

 “ ขอบคุณครับคุณซี ผมก็รู้แหละว่าคุณดูออก คุณแค่ไม่ถามตรงๆ เพราะเกรงใจที่ผมเป็นเจ้านายของคุณสินะ " ชายหนุ่มตอบกลับปนหัวเราะเบาๆ ไม่คิดว่าคุณเลขาที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอคนนั้นจะแซวเขาตรงๆ ก่อนที่จะถามตรงๆ เช่นกัน คงเพราะเขาชินกับชุดคำพูดในฐานะเจ้านายกับลูกน้องของคุณเลขามากกว่า

" แต่ผมอกหักไปแล้วล่ะคุณซี ผมบอกความในใจกับปุ่นไปแล้ว และเธอก็ปฏิเสธผมชัดเจนด้วย แต่ผมไม่ยอมแพ้นะ และคุณห้ามหยุดเชียร์ผมด้วย นี่เป็นคำสั่ง ” ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายตอบพร้อมกับเล่ารายละเอียดด้วยอารมณ์ขันและมองโลกในแง่ดีอันเป็นอุปนิสัยพื้นฐานปกติของเขาเอง

 “ แปลกจัง ซีไม่เคยเห็นมีผู้ชายที่ไหนมาสนิทกับยัยปุ่นมากเท่ากับเจ้านายเลยนะ สาบาน แล้วทำไมยัยปุ่นไม่หวั่นไหวกับเจ้านายบ้างเลยล่ะ ถ้าปุ่นมีใครในใจอยู่แล้วก็ว่าไปอย่าง แต่ซีมั่นใจว่าไม่มี เพราะปุ่นไม่เคยพูดถึงใครเลย ” คุณเลขาตั้งประเด็นและรำพึงเบาๆ กับตัวเองต่อพอที่จะได้ยินเพียงแค่สองคน

 “ ผมไม่สนใจหรอกคุณซี ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร แต่ตราบใดที่ปุ่นยังไม่ได้รักใคร ผมยังมีโอกาสเสมอ เธอคือคนที่เปลี่ยนชีวิตผม ” เขาตอบพร้อมกับชี้มือไปที่ปุ่น

 “ ดูสิ นี่เรากำลังนั่งนินทาเขาอยู่ เขายังไม่รู้เรื่องเลย คนอะไรก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ " พูดจบชายหนุ่มจึงลุกเดินพร้อมกับตะโกนเรียกหญิงสาวตรงหน้า

ปุ่น ! ปุ่นครับ เข้าบ้านเถอะอากาศเริ่มเย็นแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่สบายมากกว่าเดิม ” เขาตะโกนแข่งกับเสียงเรือที่กำลังแล่นผ่านมาพอดี

 ส่วนทางเลขาสาวเพื่อนสนิทเจ้าของบ้านรีบเดินตรงเข้าไปจูงมือเพื่อนสาวอารมณ์ศิลป์เพื่อพาเดินกลับเข้าภายในตัวบ้าน เพราะอาหารมื้อเย็นได้ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วนั่นเอง

 “ ซี ปุ่นขอนั่งเล่นต่ออีกเดี๋ยวไม่ได้หรอ นะๆๆ ดูพระอาทิตย์ตกก่อน ” ปุ่นเริ่มงอแงอ้อนเพื่อนสาวทำตาวิ้งใส่ เพราะเธอยังไม่หิวมากนัก

 “ ไม่ได้ ลุกเดี๋ยวนี้เลย ไปอาบน้ำซะด้วย แล้วออกมาทานข้าวจ้ะแม่คนป่วย ยาต้องทานตรงตามเวลานะ ” ซีดึงแขนหล่อนให้ลุกเดินตามมา แล้วจึงดันหลังให้เข้าไปอาบน้ำ ซึ่งคนป่วยเองก็เชื่อฟังแต่โดยดี

 ในเวลาเดียวกันรถเอสยูวีสีดำด้านคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าบ้านสีขาวชั้นเดียวริมแม่น้ำมาหยุดจอดที่ลานโล่งท้ายซอยด้านข้างศาลเจ้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของบ้านสีขาวหลังนั้นซึ่งเป็นจุดลับตาคนที่เดินผ่านไปมา เมื่อรถจอดนิ่งสนิทแล้วคนขับจึงดับเครื่องยนต์และนั่งนิ่งๆ คิดทบทวนกับตัวเองสักพักเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาตัดสินใจขับรถมาที่ซอยนี้เพียงลำพังโดยไม่มีผู้ติดตาม ตั้งแต่ที่เขาได้เป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ชื่อดัง นับได้ว่านี่คือการใช้ชีวิตส่วนตัวนอกเซฟโซนครั้งแรกในรอบหลายปีของ "อนาวิณ ลอฟ" และเพราะเขารู้สึกเป็นห่วงอีกทั้งยังต้องการทราบข่าวคราวของนักเขียนเยือกทิวาหรือปุ่น หญิงสาวที่เขาเพิ่งบังเอิญได้เคยพบกันในสถานที่และเวลาที่อาจจะเรียกได้ว่าต่างกรรมต่างวาระกันอย่างแปลกประหลาดและคาดไม่ถึง มิหนำซ้ำเขาเองซึ่งเริ่มแรกก็หลงใหลปลาบปลื้มในผลงานเขียนของเธออยู่ก่อนแล้วนั้นเมื่อยิ่งมีโอกาสและจังหวะดั่งบุพเพผีผลักอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งกลับทำให้เขาเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ติดอยู่ภายในใจมาตลอดอย่างไร้เหตุผลและความรู้สึกนั้นมันกำลังก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่คืนนั้นที่เขาและทิวธงได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้จากกลุ่มชายชุดดำที่ลานจอดรถ

ความรัก?? ใช่แล้ว มันคงเรียกแบบนั้น เขาเริ่มรู้ตัวว่ากำลังรู้สึกตกหลุมรัก เธอคนนั้น เข้าอย่างจังและฉับพลันจนไม่สามารถหาเหตุผลหรือจับต้นชนปลายอะไรได้เลย ทำไมกันนะ?? มันช่างไร้เหตุผลที่สุด ทำไม??

เริ่มตั้งแต่ที่เขารู้ว่าหญิงแปลกหน้าที่เคยพาไปส่งโรงพยาบาลในวันนั้นคือคนเดียวกันกับนักเขียนที่เขาชื่นชอบในผลงานมาตลอดหลายปี และเพียงแค่เพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่เขามีโอกาสได้ช่วยให้ปลอดภัยในเวลาคับขันที่เกี่ยวข้องต่อชีวิตเท่านั้น หากเป็นคนอื่นเขาก็จะเข้าไปช่วยแบบนั้นเช่นกัน ทำไม?? เขาจึงต้องคิดถึงและเป็นห่วงเธอมากมายขนาดนี้ แทบจะทุกลมหายใจของเขาเลย ทำไมกัน..??

 “ เฮ้อ..อนาวิณ อนาวิณ กล้าๆ เข้าไว้ นายอยากมาที่นี่เองนี่หว่า ” เขาพึมพำกับตัวเองที่กำลังรู้สึกกลัวๆ กล้าๆ อยู่หลังพวงมาลัยคนขับมาสักพักแล้ว จนในที่สุดเขาสามารถรวบรวมความกล้าลงมาจากรถได้

จากนั้น เขาจึงเดินไปที่ท้ายรถเพื่อเปิดประตูด้านหลังลากเอารถจักรยานฟิกเกียร์สีแดงเข้มที่วางนอนไว้ลงมา แล้วจึงเดินอ้อมไปเปิดประตูที่นั่งด้านข้างคนขับหยิบเอาช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ที่วางไว้ออกมาใส่ในตะกร้าสานแนวยาวก้นลึกที่เขานำมาติดเสริมที่ด้านหน้าของจักรยาน จากนั้นจึงจัดขยี้ผมของตัวเองให้ยุ่งเหยิง ชี้ฟูและปัดหน้าม้าลงมาปิดหน้าผากพร้อมกับหยิบหมวกทรงบัคเก็ตสีกรมท่าปักตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว A.L. ตัวเล็กๆ ไ้ว้ด้านหน้าตรงกลางหมวกด้วยด้ายปักสีเงิน ส่วนชุดที่เขาเลือกสวมออกมาวันนี้เป็นแบบลำลองสบายๆ โดยสวมกางเกงทรงคาร์โก้สีเทาเข้มกับเสื้อกล้ามสีขาวที่สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นเนื้อผ้าบางเบาสีเดียวกันโดยเขาปล่อยชายเสื้อทั้งสองข้างแทนการกลัดกระดุม และเลือกสวมรองเท้าบาสเก็ตบอลสีขาวสลับแดงสดเพื่อความคล่องตัว เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาจึงหยิบแว่นใสกันลมในช่องเก็บของฝั่งคนขับออกมาสวมเพื่อการพรางใบหน้าของเขาและใช้ผ้าเช็ดหน้าพิมพ์ลายกราฟฟิตี้ผืนใหญ่สีเทาอ่อนพับเป็นสามเหลี่ยมผูกครึ่งหน้าปิดตั้งแต่จมูกลงมา แล้วจึงขี่จักรยานฟิกเกียร์ออกไปอีกทางหนึ่งเพื่อวกกลับเข้ามาในทางเดิมที่นำไปสู่บ้านริมน้ำของนักเขียนคนโปรดของเขาอีกครั้ง

เวลาผ่านไป หญิงสาวผู้เป็นทั้งเจ้าของบ้านและคนป่วยในชุดกางเกงขายาวกับเสื้อยืดแขนสั้นเนื้อผ้าเบาสบายที่เพิ่งอาบน้ำและรับประทานอาหารเสร็จได้เดินเข้ามาที่ห้องสมุดกึ่งห้องทำงานที่อยู่บริเวณด้านหน้าสุดของบ้าน เพื่อหาหนังสือให้กับชายหนุ่มผู้เป็นทั้งเจ้านายและคนมาเยี่ยมไข้คนป่วยเช่นเธอ เพราะเขาต้องการจะขอยืมกลับไปอ่านที่บ้าน เธอค้นหาจนทั่วแต่ไม่พบจนกระทั่งสายตาคู่สวยได้กวาดไปเจอกับสันหนังสือสีชมพูสดเล่มที่ต้องการ ซึ่งขณะนี้มันถูกวางไว้ที่ชั้นบนสุดของชั้นหนังสือ เธอจึงลากบันไดสีดำที่เป็นรางสไลด์ด้านข้างตามแนวของชั้นวางหนังสือจากด้านขวา ลากมายังตำแหน่งของหนังสือเล่มสีชมพูสดเล่มนั้นแล้วจึงปีนขึ้นไปหยิบทันที ทันใดนั้นเธอกลับต้องหยุดให้ความสนใจกับหนังสือเล่มสีชมพูเล่มนั้นก่อน เพราะตาของเธอเหลือบไปเห็นอัลบั้มเก็บรูปถ่ายเล่มหนาๆ สีครีมเก่าๆ เล่มหนึ่งวางอยู่บนชั้นนั้นและด้วยความสงสัยใคร่รู้ของเธอจึงเอื้อมมือไปหยิบมาเปิดดู โดยในอัลบั้มรูปเล่มนั้นมีรูปถ่ายจำนวนมาก ทัศนียภาพที่ปรากฏในแต่ละรูปนั้นไม่ใช่บรรยากาศประเทศไทยเลย หากแต่เป็นทัศนียภาพของประเทศอังกฤษ เพราะที่หัวรูปทุกใบมีการเขียนกระดาษชิ้นเล็กๆ ติดเอาไว้ว่าถ่ายที่ไหน บุคคลในรูปคือใครแล้ว ณ วันนั้นทำอะไรบ้าง หล่อนเปิดดูอย่างเพลิดเพลินและใช้ความคิดกับตนเองสักครู่

ทางฝ่ายคุณปริ๊นส์เจ้านายหนุ่มที่กำลังเก็บถ้วยชามล้างทำความสะอาดอยู่ในครัวโดยมีซีผู้เป็นเลขาสาวคนเก่งทำหน้าที่เป็นลูกมือคอยช่วยเก็บเช็ดใส่ตู้อยู่ใกล้ๆ

 “ เจ้านายคะ พอเถอะค่ะ เหลืออีกนิดเดียวเอง ให้ซีทำต่อก็ได้ค่ะ ไปดูแลยัยปุ่นเถอะ นี่ก็ได้เวลาทานยาแล้ว ” ซีร้องปรามเจ้านายของเธอ

 “ จริงสินะ เดี๋ยวผมไปตามปุ่นที่ห้องหนังสือก่อนดีกว่า จะได้ทานยาตามเวลา ” เจ้านายหนุ่มจึงจัดแจงเช็ดมือแล้วรีบเดินออกไปทันที 

“ ปุ่นครับ ปุ่น!! ” เขาแกล้งตะโกนเรียกหล่อนเสียงดังลั่นเมื่อโผล่หน้าเข้ามาในห้องหนังสือ แต่แทนที่เขาจะได้เห็นเพื่อนคนโปรดตกใจสะดุ้งหน้าเสียเฉยๆ กลับกลายเป็นว่าเขาทำให้เธอตกใจมากจนสะดุ้งสุดตัวทำให้อัลบั้มรูปถ่ายในมือหล่นกระจาย เธอจึงเอี้ยวตัวจะหันไปคว้าหนังสือไว้ทำให้เสียหลักพลัดตกลงมาจากบันไดนั้น แต่โชคดียังเป็นของเธอตรงที่แรงกระแทกจากตัวของเธอทำให้เขาหงายหลังล้มลงไปนอนกับพื้นทันทีเมื่อเขาวิ่งถลาเข้ามารับตัวของเธอไว้ได้ทัน โดยเป็นการตกลงมาในอ้อมอกของเขาแทน

ในทันทีที่หญิงสาวคนป่วยรู้สึกตัวว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหนนั้น เธอจึงรีบผละลุกออกมาจากวงแขนที่แกร่งของเขาซึ่งขณะนี้กำลังโอบล้อมรอบตัวเธอเอาไว้หลวมๆ แล้วกลับโอบกระชับแน่นขึ้นทันทีพร้อมสายตาเจ้าเล่ห์ เธอตกใจพร้อมกับมองหน้าเจ้าของวงแขนนั้นอย่างเอาเรื่อง

“ คุณปริ๊นซ์ ขอร้องค่ะ ปล่อยเดี๋ยวนี้ ” เธอใช้น้ำเสียงห้วนๆ เพื่อบอกถึงความไม่พอใจที่เจ้านายหนุ่มกำลังล้ำเส้นเธอ

ทางฝ่ายเจ้าของวงแขนนั้นกลับยิ้มมุมปากแล้วคลายวงแขนออกปล่อยให้ปุ่นเป็นอิสระ จากนั้นเธอจึงเดินกลับไปหยิบหนังสือเล่มสีชมพูที่ตกอยู่ตรงชั้นวางขึ้นมาแล้วหันกลับไปชนเข้ากับอกอุ่นๆของเขาอีกครั้ง และครั้งนี้หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงฝ่ามือเดียว ปุ่นถอยกรูดไปสองถึงสามก้าวจนหลังติดตู้หนังสือแต่ฝ่ายชายหนุ่มกลับค่อยๆ เดินกระชับพื้นที่อาณาเขตให้แคบขึ้นช้าๆ แววตาหวานเข้มนั้นมองลึกลงประสานแววตาแข็งกร้าวของเธอราวกับว่ากำลังค้นหาบางสิ่งที่อาจกำลังถูกซ่อนไว้ในนั้น จากนั้นเขาจึงใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งยันตู้หนังสือไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ เอื้อมลงไปหยิบหนังสือในมืออันสั่นเทาของเธอมาถือยันตู้เอาไว้อีกฝั่งเช่นกัน ช่วงเวลาเช่นนี้ช่างเป็นวินาทีใจสั่นสุดระทึกของหญิงสาวผู้ตกอยู่ในสภาพหลังชนฝาความรู้สึกที่ทั้งปั่นป่วนทั้งอึดอัดระคนไปกับท่าทางที่ไม่ปกติของชายหนุ่มตรงหน้า ซึ่งเวลานี้เขาค่อยๆ พาสายตาของตนเคลื่อนจากดวงตากลมโตของเธอมาจับจ้องที่ริมฝีปากซีดได้รูปคู่นั้นของเธอนิ่งค้างราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่างของตนแล้วจึงค่อยๆ โน้มตัวก้มลงเข้าหาเธออย่างเชื่องช้า

“ ฮัด ชิ้ว!! ” คนป่วยสาวจามจนตัวโยนลงไปนั่งกองกับพื้นและแอบนึกในใจว่าโชคดีจริงๆ ที่เธอยังไม่หายจากอาการไข้หวัดใหญ่ เพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดออกมาจากบรรยากาศเมื่อไม่กี่วินาทีนี้ได้อย่างไรโดยที่เธอจะไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหวังหรือมองหน้ากันไม่ติดอีกเลย และในขณะเดียวกันละอองน้ำลายที่เธอพ่นออกมานั้นติดอยู่เต็มหน้าชายหนุ่มผู้ตกอยู่ในภวังค์รักที่ปรารถนาจะพิสูจน์ใจของเธอผู้ที่เขาตกหลุมรักมาเป็นเวลานานนับปี และด้วยเสียงจามของเธอนั้นก็ดังมากจนเรียกสติของเขาได้ทันก่อนที่เขาจะทำอะไรที่เป็นการหยามน้ำใจไมตรีที่เธอมีให้กับเขาตลอดมา เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงทำได้เพียงยิ้มให้กับตัวเอง แล้วนั่งลงจับมือคนป่วยที่รักของเขาไว้อย่างอ่อนโยน

" ปุ่น ผม ขอโทษ ผมเกือบจะล้ำเส้นคุณ " เขาพูดออกมาด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดจากใจ

" ผมเอาตลับยามื้อเย็นของคุณวางไว้ให้บนโต๊ะนะครับ " เขาบอกเธอ พร้อมประคองคนป่วยให้ลุกขึ้นพามานั่งที่โซฟา

" คุณปริ๊นซ์ โอเคไหม ปุ่นขอโทษนะ " คนป่วยเจ้าของบ้านจับแขนเขาไว้แล้วถามด้วยความเป็นห่วงในความรู้สึกของชายหนุ่มที่เป็นทั้งคนร่วมงานและเป็นเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

" อื้ม ผมโอเค ปุ่นเองก็พักผ่อนมากๆ นะครับ จะได้หายไวๆ ผมจะกลับเลยนะ วันนี้มาป่วนคุณหลายชั่วโมงแล้ว อย่าลืมทานยานะครับ " เขาตอบพร้อมกับยิ้มซึมๆ ด้วยความรู้สึกละอายใจ แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนเพื่อให้คนป่วยที่รักของเขาสบายใจไม่อึดอัด ก่อนที่จะเดินออกไปเงียบๆ จนถึงประตูหน้ารั้วบ้านและขับรถคู่ใจกลับไป

ช่วงเวลที่น่าอึดอัดเมื่อสักครู่นี้ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนจบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องหนังสือของบ้านซึ่งเป็นส่วนหน้าสุด ที่สามารถมองเห็นได้จากนอกรั้วบ้าน เพราะเป็นหน้าต่างบานใหญ่ขนาดหนึ่งในสามของผนังบ้านและยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อให้แสงธรรมชาติจากข้างนอกส่องเข้ามาได้ และนั่นจึงทำให้มีใครบางคนที่กำลังจะกดกริ่งตรงหน้าบ้านกลับต้องชะงักงันเพราะภาพที่สายตามองเห็นนั่นเอง ภาพเหตุการณ์นั้นช่างบีบหัวใจสุดขีดสำหรับอนาวิณ ลอฟ ผู้ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตกหลุมรักเยือกทิวาหรือปุ่นหญิงสาวแปลกหน้าผู้เป็นเจ้าของบ้านริมน้ำหลังนี้ 

สำหรับเขาแล้วมันช่างเป็นจังหวะนรกที่เกิดขึ้นพอดิบพอดีโดยที่เขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมาพบภาพบาดหัวใจแบบนั้น เขาทำได้เพียงเฝ้าจับตาดูว่าชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นั้นมีความสัมพันธ์กันแบบไหน และเขาจะมีโอกาสหรือไม่ที่จะเข้าไปเป็นหนึ่งคนในชีวิตของเธอคนนั้นหากว่าเธออาจจะยังไม่มีใครในหัวใจ จนกระทั่งเขามองเห็นว่าชายหนุ่มคู่แข่งคนนั้นกำลังขับรถออกมาจากรั้วบ้านไปแล้ว เขาจึงรีบมากดกริ่งหน้าบ้านทันที

เมื่อเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น หญิงสาวเจ้าของบ้านจึงถือโอกาสออกมาจากห้องหนังสือนั้นทันทีเพื่อปรับอารมณ์ตนเองด้วยการให้ความสนใจสิ่งอื่น

“ เดี๋ยวปุ่นออกไปดูเองนะซี ” เธอตะโกนบอกเพื่อนสาว พร้อมกับเดินออกไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน

“ มีดอกไม้มาส่งครับ ” อนาวิณ ในคราบพนักงานส่งดอกไม้บอกกล่าวเธอทันที สายตาของเขาภายใต้แว่นกันลมนั้นเป็นประกาย ภายในใจก็เต้นระทึก

“ ใครส่งมาคะ แล้วเมื่อวานกับสองวันก่อนก็เป็นดอกไม้ที่มาจากร้านของคุณใช่ไหมที่มาส่งดอกทานตะวันน่ะค่ะ ” หญิงสาวถามเป็นชุด เพราะคาใจสงสัยมาหลายวันแล้ว

“ ไม่มีนะครับ ช่อนี้เป็นออเดอร์แรกที่สั่งให้มาส่งครับ ดอกทานตะวันน่าจะไม่ได้มาจากร้านของผม เพราะโซนนี้ผมเพิ่งเคยมาวันนี้ครั้งแรกนะครับ ส่วนคนสั่งก็ไม่ได้ระบุข้อมูลอะไรมาด้วยครับ” เขาตอบพร้อมกับเริ่มเอะใจอะไรบางอย่างในสิ่งที่หญิงสาวถามมา

“ แล้วเป็นไปได้ไหมคะที่คุณอาจส่งผิดบ้าน หรือเป็นพนักงานคนอื่นมาส่ง ” เธอถามต่อ

“ ไม่ผิดนะครับ เพราะลูกค้าระบุบ้านเลขที่นี้ชัดเจน และผมก็เป็นคนส่งเพียงคนเดียวของร้านด้วยครับ ” เขาอธิบายพร้อมรอยยิ้มที่เธอคนนั้นมองไม่เห็นภายใต้ผ้าปิดหน้าด้วยความโล่งใจที่เธอเพียงแค่เจ็บป่วยเล็กน้อยเท่านั้น

“ ตกลงค่ะ ฉันจะรับไว้ละกัน ฝากขอบคุณเจ้าของดอกลิลลี่ช่อนี้ด้วยนะคะ ว่าแต่ ร้านของคุณก็เก๋ดีนะ ให้พนักงานขี่ฟิกเกียร์ส่งดอกไม้ เท่ห์เลยค่ะ ” สาวคนป่วยเจ้าของบ้านส่งยิ้มให้แล้วจึงเดินหอบช่อดอกลิลลี่ช่อใหญ่กลับเข้าบ้านไปด้วยรอยยิ้มที่ระคนกับความแปลกใจที่เพิ่มขึ้นอีกเพราะในช่อดอกลิลลี่นั้นมีการ์ดใบเล็กที่เขียนด้วยลายมือว่า จาก…ELF.