ห้วงนรกรังสรรค์ ระบบลงทัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อพิพากษาเหล่าคนใจบาปหยาบช้า ให้พวกมันมีโอกาสได้สำนึกตนคืนกลับมาด้วยใจที่บริสุทธิ์ คือการหยุดยั้งมิใช่ทำลาย ด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่..แห่งยักษา
แอคชั่น,แฟนตาซี,ลึกลับ,เกิดใหม่,สะท้อนปัญหาสังคม,นรก,วิญญาณ,ผี,แอคชั่น,อสูร,ยักษ์,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ยักษาตุลาการห้วงนรกรังสรรค์ ระบบลงทัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อพิพากษาเหล่าคนใจบาปหยาบช้า ให้พวกมันมีโอกาสได้สำนึกตนคืนกลับมาด้วยใจที่บริสุทธิ์ คือการหยุดยั้งมิใช่ทำลาย ด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่..แห่งยักษา
คำเตือน : เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่
นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อนและอาจกระทบกระเทือนจิตใจผู้อ่านบางท่าน ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำและอยู่ในการควบคุมดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และแยกแยะว่านี่คือเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
"เจ้าต้องเรียนรู้เรื่องพลังที่ได้มาก่อน" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในห้วงความคิดของตุลย์ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ
"ใคร?!" ทนายหนุ่มหันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ไม่พบต้นตอของเสียงปริศนานั้น
"ข้าคือกุมภกรรณยังไงล่ะ เราสามารถสื่อสารทางจิตได้นับจากนี้" เสียงในหัวตอบกลับมา
"พลังที่ข้ามอบให้เจ้าไม่ได้หายไปไหน มันเพียงซ่อนอยู่ภายในตัวเจ้าในยามกลางวัน" ตุลย์นั่งลงบนเก้าอี้สำนักงานตัวหนึ่งที่ยังอยู่ในสภาพดีด้วยสีหน้าตึงเครียด
"ท่าน..ไม่เคยบอกว่าผม..จะกลายร่างเป็นยักษ์"ตุลย์กัดกรามพูดอย่างไม่สบอารมณ์
"ใจเย็นเจ้าหนุ่ม ข้าบอกว่าเจ้าจะได้รับพลังแห่งการพิพากษา แต่พลังเช่นนั้นต้องการร่างกายที่แข็งแกร่งพอจะรองรับมัน มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับพลังของยักษ์ได้หรอกนะ"
กุมภกรรณอธิบายด้วยเสียงทุ้มแต่นุ่มนวล " นั่นคือเหตุผลที่เจ้าต้องปรับสภาพร่างกายใหม่ และเปลี่ยนร่างในยามค่ำคืนเวลาที่อำนาจแห่งความมืดแข็งแกร่งที่สุด พลังแห่งยักษาก็จะสามารถแสดงพลังได้เต็มที่"
ทนายหนุ่มถอนหายใจยาว ยังรู้สึกรับไม่ค่อยได้ในสิ่งที่ตัวเองเป็น "แล้วจะเป็นแบบนี้ไปตลอดกาลเหรอ? กลางวันเป็นมนุษย์ กลางคืนเป็นยักษ์?"
" ใช่..เพราะกายเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับยักษ์ไปแล้ว แต่ก็ยังพอวิธีอยู่ ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วข้าจะบอก " กุมภกรรณตอบตามความเป็นจริง
ตุลย์รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ได้ยินอย่างนั้น เขาจ้องมองไปที่มือข้างขวาของตัวเอง "พลังในการพิพากษา... มันทำงานแบบไหนกัน?"
"เจ้าสามารถมองเห็นความความผิดบาปของผู้คนที่กระทำมาทั้งชีวิต" เสียงของกุมภกรรณอธิบาย
"และสำหรับผู้ที่ก่อกรรมหนัก เจ้าสามารถส่งดวงวิญญาณของพวกมันลงสู่ห้วงนรกรังสรรค์ เพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ได้" เสียงทุ้มน่าเกรงขามก้องกังวาน
"ผู้ที่ถูกพิพากษาจะยังคงมีชีวิต แต่จะอยู่ในสภาวะเฉกเช่นคนตายทั้งเป็น กระทั่งเมื่อความรู้สึกสำนึกผิดของมันผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง มันจึงจะสามารถกลับคืนสู่โลกด้วยจิตวิญญาณที่ถูกชำระล้างแล้ว"
ทนายตุลย์เงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "นานแค่ไหนกว่าพวกเขาจะกลับมา?"
"บาปกรรมแต่ละคนหนักเบาต่างกัน ระยะเวลาของการสำนึกผิดย่อมแตกต่าง" เสียงของกุมภกรรณดังก้องในห้วงความคิด "อาจจะหลายวัน หลายเดือน หรือยาวนานเป็นปีๆ"
"ทำไมเวลามันน้อยนัก?" ตุลย์ถามย้ำด้วยความรู้สึกขัดแย้ง เขารู้สึกว่าเมื่อเทียบกับการลงโทษทางกฎหมายแล้ว มันดูเบาจนน่าตกใจ "แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว พวกเขาจะไม่หวนกลับไปทำชั่วอีก?"
"หึหึ เจ้าคิดว่าเบาไปเช่นนั้นหรือ เจ้าหนุ่ม?" พญายักษ์หัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น
"จงจำไว้ว่า การถูกทรมานในนรกนั้นทารุณโหดร้ายยิ่งนัก แม้ปรารถนาความตายก็ไม่อาจทำได้ และอีกประการหนึ่ง เวลาในนรกรังสรรค์ เมื่อเทียบกับโลกมนุษย์แล้ว ยาวนานกว่าหลายพันเท่า" กุมภกรรณเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบจนทนายหนุ่มรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"ถ้าอย่างนั้น ผมต้องกลายร่างเป็นยักษ์เสียก่อนใช่ไหม ถึงจะใช้พลังนี้ได้?" ทนายตุลย์เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"ใช่แล้ว"กุมภกรรณตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่น
"พลังในการพิพากษาอย่างเต็มรูปแบบนั้น จะสำแดงฤทธิ์ได้เฉพาะในร่างยักษ์เท่านั้น แต่ในร่างมนุษย์ของเจ้าตอนนี้ก็ยังมีพลังที่เหนือกว่าคนปกติทั่วไปอยู่ไม่น้อย"
ทนายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกทางกายที่แข็งแกร่งขึ้นจริงๆ แม้แต่การมองเห็นก็คมชัดขึ้น
"และจงอย่าลืม" เสียงของกุมภกรรณดังขึ้นอีกครั้ง เป็นการเตือนสติ "พลังแห่งการพิพากษาย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง อย่าได้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ผิด อย่าปล่อยให้ความโกรธแค้นนำทางเจ้า จงยึดมั่นในความยุติธรรมที่แท้จริงอยู่เสมอ"
"ผมเข้าใจแล้ว ท่านกุมภกรรณ" ตุลย์ตอบกลับด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น "ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน"
หลังจากเสียงของพญายักษ์เงียบหายไปแล้ว ตุลย์จึงลุกขึ้นยืนแล้วกวาดตามองรอบห้องที่ถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย ทนายหนุ่มยืนนิ่งไปชั่วครู่ เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว"
ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนละเอียดรอบคอบและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ประกอบกับการคลุกคลีกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ทำให้ทนายหนุ่มไม่ประมาทและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีโทรศัพท์สำรองพร้อมซิมการ์ดที่ไม่สามารถติดตามได้จึงเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันที่เขาได้วางแผนไว้ล่วงหน้า
ตุลย์เอื้อมมือไปยังช่องลับใต้พื้นห้อง คว้าโทรศัพท์มือถือสำรองเครื่องนั้นขึ้นมาพิจรณาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงบรรจงใส่ซิมการ์ดใหม่เอี่ยมที่เขาตั้งใจจัดหาไว้สำหรับภารกิจสำคัญนี้ ก่อนจะกดหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่เขาเชื่อใจที่สุด
"ฮัลโหลคเชนท์..." เสียงของตุลย์ทุ้มต่ำกว่าปกติ "นายต้องฟังให้ดี... ฉันมีเวลาไม่มาก"
"ตุลย์? เกิดอะไรขึ้น เสียงนายดูแปลกๆ นะ" เสียงของคเชนท์แฝงด้วยความกังวล เพราะรับรู้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของเพื่อนรัก
"ฉันกำลังจะหายตัวไปสักพัก วันนี้ตอนบ่าย จะมีข่าวการ... เสียชีวิตของฉัน"
"อะไรนะ?! นายพูดบ้าอะไรของนาย" คเชนท์เสียงดังขึ้น
"เงียบไว้และฟังให้ดี" ตุลย์พูดเสียงเข้ม "ห้องทำงานของฉันถูกบุกรุก หลักฐานทั้งหมดถูกทำลาย แม้แต่ข้อมูลสำรองก็หายไปหมด แม่พรวางยาฉันเมื่อคืน แต่โชคดีที่ฉันดื่มนิดเดียวและสังเกตเห็นความผิดปกติ"
ทนายหนุ่มไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด เพราะเรื่องที่เขาตายแล้วฟื้นมันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป
"แสนสินธุ์?" คเชนท์ถามอย่างแผ่วเบา
"ใช่ มันรู้ว่าเราจะจับมันเข้าคุกได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่มีทางสู้ในระบบได้อีกแล้ว ฉันจำเป็นต้องแกล้งตาย..." ตุลย์หยุดพูดชั่วขณะ สูดหายใจลึก
"ฉันจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ ในที่ที่แสนสินธุ์มันหาตัวฉันไม่เจอ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะหาทางเอาผิดมันได้อีกครั้ง"
คเชนท์เงียบไปครู่หนึ่ง "แล้วฉันจะช่วยอะไรนายได้บ้าง?"
"ไม่เป็นไร! ฉันแค่ต้องการให้นายรับรู้ว่าฉันยังชีวิตอยู่"ตุลย์พูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว
"นายจะแกล้งตายด้วยวิธีไหน?" คเชนท์ถามอย่างระมัดระวัง
"เดี๋ยวฉันจะขอให้ไอ้หมอนนท์ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ " ตุลย์ตอบกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"และหลังจากที่ข่าวการตายของฉันเผยแพร่ออกไป ฉันจะติดต่อนายอีกครั้ง"
"แล้วต่อจากนี้นายจะไปไหน? ฉันอยากรู้ว่านายจะปลอดภัย"
ตุลย์ลังเลเล็กน้อย "ฉันไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ ยิ่งนายรู้น้อย นายก็ยิ่งปลอดภัย คเชนท์ เราเป็นเพื่อนกันมานาน... ฉันไว้ใจนายได้ใช่ไหม?"
"แน่นอนเพื่อน" คเชนท์ตอบทันที "นายรู้ดีว่าฉันจะไม่มีวันทรยศนาย แต่ฉันห่วงว่า... นายจะทำอะไรกับแสนสินธุ์หลังจากนี้?"
เสียงของตุลย์เปลี่ยนเป็นเย็นชา "ฉันจะเริ่มต้นใหม่ รวบรวมหลักฐานอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉันจะระมัดระวังมากกว่าเดิม ไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นใคร ไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่ตายไปแล้วจะกลับมาล่าพวกมัน"
"ตุลย์ นายต้องสัญญากับฉันว่านายจะไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย" คเชนท์พูดด้วยความเป็นห่วง "เราเป็นทนายความ เราต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรมนะ"
ตุลย์หัวเราะเบาๆ "เรื่องนี้พิสูจน์แล้วว่ากฎหมายไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับคนอย่างแสนสินธุ์" เขาหยุดพูดชั่วขณะ
"แต่นายไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้วางแผนจะฆ่ามันหรอก แต่ฉันจะทำให้มันได้รับโทษอย่างสาสม... ด้วยวิธีที่กฎหมายไม่สามารถจัดการได้ ฉันไปก่อนล่ะ อย่าลืมนะว่าฉัน..ตายแล้ว"
"ตุลย์! ระวังตัวด้วย" คเชนท์ร้องเสียงดัง ก่อนที่สายจะถูกตัด
ตุลย์สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เขารีบจัดเสื้อผ้าสองสามชุดและของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเป้ขนาดไม่ใหญ่มาก ก่อนจะสาวเท้าออกจากสำนักงานทางประตูหลังอย่างเงียบๆ โชคดีที่เขามีรถมอเตอร์ไซค์จอดทิ้งไว้อยู่ที่อพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
" หวังว่าจะไม่มีคนของไอ้แสนสินธุ์ป้วนเปี้ยนแถวนั้นหรอกนะ"
เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา เขาตัดสินใจลัดเลาะไปตามเส้นทางในสวนป่ารกด้านหลังสำนักงานอย่างทุลักทุเล จนกระทั่งทะลุออกสู่ถนนอีกฝั่งได้สำเร็จ และเพียงไม่กี่นาทีต่อมาเสียงไซเรนของรถพยาบาลก็ดังขึ้นและกำลังมุ่งหน้าไปที่สำนักงานของเขาตามแผนที่วางไว้
ทันทีที่ถึงอพาร์ตเมนต์ ทนายหนุ่มยังคงไม่ประมาท เขาสอดส่ายสายตาสำรวจความเคลื่อนไหวรอบๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย ก่อนจะขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์วีราโก้สีดำคันงาม สตาร์ทเครื่องยนต์คำรามเบาๆ แล้วบิดคันเร่ง มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เขาเชื่อมั่นว่าจะปลอดภัยที่สุดในเวลานี้
ณ สำนักงานใหญ่ของแสนสินธุ์ ตึกกระจกสูงเสียดฟ้าสามสิบชั้น สัญลักษณ์แห่งความทันสมัยใจกลางเมืองวังลับแล ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม ผิวขาว สวมชุดสูทหรูราคาแพง นั่งยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีที่ขัดจนเงาวับ มืออวบหนาของเขาเคาะโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ขณะสายตาจับจ้องอยู่ที่รายงานบนหน้าจอแท็บเล็ตเครื่องบาง
"ทนายตุลย์เสียชีวิตแล้วแน่นอนครับ แผนวางยาให้หัวใจวายเฉียบพลันสำเร็จลุล่วงตามเป้าทุกประการ ลูกน้องของผมที่เข้าไปตรวจสอบห้องเมื่อคืนยืนยันหนักแน่น
และเมื่อช่วงบ่ายก็มีข่าวจากทางโรงพยาบาลยืนยันอีกครั้ง" เสียงทุ้มต่ำของโชค ชายร่างกำยำในชุดสูทสีดำทะมึน ผู้เป็นทั้งบอดี้การ์ดและมือขวาคนสนิท รายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความยำเกรง
แสนสินธุ์หัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ พลางวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ "หึ! ไอ้ทนายโง่นั่นบังอาจมาขวางทางฉัน คิดว่าตัวมันเป็นใครกัน นักบุญหรือไง? สุดท้ายก็เป็นได้แค่ศพไร้ญาติ" เขาพูดพลางเอนหลังพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่อย่างสบายอารมณ์
"ที่สำคัญ เอกสารทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม?"
โชคยื่นกระเป๋าเอกสารหนังสีดำสนิทให้เจ้านาย "ครบถ้วนครับนาย ทีมงานของเราได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในด้านนี้ จึงสามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว รับรองว่าไม่เหลือร่องรอยให้สาวถึงตัวท่านแน่นอนครับ" ชายร่างใหญ่นิ่งไปครู่หนึ่งมองเจ้านายที่กำลังพยายามเปิดกระเป๋าเอกสาร ก่อนจะสาธยายต่อ
"ทั้งเอกสารสัญญาที่ดินปลอม หลักฐานการจ่ายสินบน ข้อมูลการฟอกเงินในเครือข่ายธุรกิจของเรา รวมถึงคลิปเสียงและวิดีโอสำคัญต่างๆ ลูกน้องผมกวาดมาหมดสิ้นจากสำนักงานของมัน ไม่มีหลักฐานใดๆ หลงเหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียวครับ"
แสนสินธุ์ยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เขาดูเอกสารคร่าวๆ แล้วพยักหน้าช้าๆ "นี่แหละคือจุดจบของพวกคนดีชอบทำตัวเป็นฮีโร่ สุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าสมเพช "
ชายร่างท้วมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะก้าวเดินไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของเมืองวังลับแลที่กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง "แล้วเรื่องนักข่าวคนนั้นล่ะ? รินรวี...อะไรนั่นน่ะ?"
"รินรวี ไวยาวัฒนากรครับ" โชครายงาน "เธอกำลังทำข่าวเจาะลึกเรื่องความไม่ชอบมาพากลในเมืองวังลับแล ดูท่าทางจะเป็นพวกกัดไม่ปล่อยด้วย แถมยังสืบสาวไปหลายประเด็นที่ส่อเค้าว่าอาจโยงมาถึงท่านครับ"
แสนสินธุ์หันขวับมา สีหน้าเคร่งขรึม "กันตัวมันออกไปจากเรื่องนี้โดยเร็ว แต่ระวังอย่าใช้วิธีรุนแรงล่ะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องบานปลาย เพราะนังนั่นก็มีหน้ามีตาในสังคมไม่น้อย" ชายกลางคนยกมือขึ้นลูบคางหนาๆ เหมือนกำลังใช้ความคิด
"แค่ขู่ให้มันหวาดกลัวก็พอ ให้รู้ว่าหากยังขุดคุ้ยต่อไปมันจะต้องเจอกับอะไร"
"ครับนาย ผมจะจัดการให้เรียบร้อย" โชครับคำสั่งก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่ยังคาใจ "แล้วพวกชาวบ้านที่ประท้วงอยู่ล่ะครับ?"
แสนสินธุ์หัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น "เมื่อไอ้ตุลย์มันไม่อยู่แล้ว พวกมันก็แค่ฝูงมดที่ไร้ผู้นำ อีกไม่นานก็แตกกระเจิง" เขาจรดแก้วบรั่นดีที่ริมฝีปาก
"เมื่อโรงงานเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราจะรวยกันมหาศาล! คุณเดวิดต้องพึงพอใจอย่างมากแน่"
โชคยิ้มกว้าง ยกแก้วขึ้นสูงเสมอคิ้ว "แด่ความสำเร็จของเราครับนาย"
ทางด้านของตุลย์ที่กำลังขี่รถมอเตอร์ไซค์ครูเซอร์ฝ่าการจราจรที่คับคั่งออกจากตัวเมือง ในที่สุดเขาก็มาถึงถนนรอบนอกที่ไม่ค่อยมีรถวิ่งพลุกพล่าน จนกระทั่งถนนลาดยางแปรเปลี่ยนเป็นถนนดินลูกรัง สองข้างทางเริ่มหนาแน่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์
หลังจากขี่รถออกมาจากตัวเมืองได้เกือบหนึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มจึงเลี้ยวขวาตรงทางเข้าเล็กๆ ที่มีป้ายไม้เก่าๆ ทว่าตัวหนังสือกลับลอกออกจนอ่านไม่รู้เรื่อง ตุลย์ค่อยๆ ขี่เข้าไปในทางแคบๆ ที่ขนาดพอจะให้มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านได้ ขึ้นเนินไปอีกประมาณสิบนาที ในที่สุดเขาก็เห็นหลังคาโบสถ์เก่าโผล่พ้นหมู่ไม้
"ผมกลับมาแล้วครับหลวงตา..." เสียงทนายหนุ่มทอดถอนแผ่วเบา ดวงตาเศร้าสร้อยทอดมองป้ายชื่อวัดที่ซีดจาง ตัวอักษรสีทองบนแผ่นไม้ผุพังอ่านได้เลือนรางว่า "วัดป่ารัตนคีรี"
กาลเวลาผันผ่าน วัดป่าอันเคยสงบ ร่มเย็น และเปี่ยมด้วยมนต์ขลังแห่งจิตวิญญาณ บัดนี้กลับกลายเป็นซากที่ถูกทอดทิ้ง หลังคาโบสถ์ทรุดโทรม เถาวัลย์เลื้อยรัดเสาอิฐเก่า กำแพงแตกร้าวแซมด้วยคราบตะไคร่น้ำเขียวคร่ำ
ตุลย์ก้าวผ่านซุ้มประตูโขงที่ผุกร่อน เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าดังกรอบแกรบ นกการ้องก้องกังวานอยู่เหนือยอดทิวไม้ ราวกับเสียงบรรเลงแห่งความเงียบเหงา
ศาลาการเปรียญไม้โบราณยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัด ผนังไม้สีน้ำตาลเข้มดูซีดจางเพราะโดนฝุ่นจับมานานนับสิบปี พระประธานทองเหลืององค์ใหญ่ที่อยู่ด้านในก็ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครดูแลจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและมีคราบสนิมเขียวปกคลุมเป็นหย่อมๆ
ทนายหนุ่มเดินทอดน่องไปรอบบริเวณวัด ความทรงจำในวัยเยาว์ไหลบ่าเข้ามาในห้วงคำนึง ที่นี่คือสถานที่ที่เขาเคยเติบโตภายใต้ร่มเงาของหลวงตาแสง เจ้าอาวาสผู้เดียวของวัด หลังจากการสูญเสียบิดามารดาด้วยน้ำมือของผู้มีอิทธิพล ที่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองที่ให้ความอบอุ่นจนกระทั่งเขาเรียนจบชั้นมัธยมและได้ไปศึกษาต่อยังเมืองหลวง
ในที่สุด เขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้ากุฏิไม้หลังเล็กที่ซ่อนลึกอยู่ในป่า กุฏิที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิง ประตูไม้ผุพังแต่ยังคงใช้การได้ เมื่อดันเข้าไป ฝุ่นละอองและใยแมงมุมก็ฟุ้งกระจาย ภายในมีเพียงเตียงไม้เก่าคร่ำคร่าและโต๊ะทำงานตัวเล็กๆ เท่านั้น
ตุลย์ปลดกระเป๋าเสื้อผ้าแขวนไว้กับกิ่งไม้ข้างกุฏิ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นถังน้ำเก่าสองใบที่ยังอยู่ในสภาพดีวางอยู่หน้ากุฏิ ทว่าระบบไฟฟ้าประปาถูกตัดขาดไปนานแล้ว ดีที่เขามีเครื่องปั่นไฟพกพากับแบตเตอรี่เก็บไฟติดมาด้วยพอได้ใช้ชาร์ทโทรศัพท์กับโน้ตบุ้ค แต่ก็ยังจำเป็นต้องเดินไปตักน้ำจากสระธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลมาใช้ก่อน
ชายหนุ่มเริ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูที่พัก หลังจากตักน้ำมาได้ปริมาณเพียงพอแล้ว เพดานพื้น โต๊ะ และเตียงที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา แม้จะเป็นงานที่หนักและยุ่งยาก แต่เขาก็ต้องอดทนทำให้เสร็จก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จนกระทั่งภายในห้องค่อยๆสะอาดขึ้นทีละน้อย และเสร็จเรียบร้อยเหมาะแก่การพักอาศัย
"เฮ้อ! เอาแค่ห้องนี้ก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยๆ เคลียทำความสะอาดส่วนที่เหลือๆ" ตุลย์ขยับยืดเส้นยืดสายอย่างเมื่อยขบ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้อาศัยกระเป๋าเสื้อผ้าแทนหมอนชั่วคราว
"กลับมาแล้วเหรอ ดาร์ลิ้งก์" เสียงแหลมสูงของหญิงสาวดังขึ้นจากไหนก็ไม่รู้ จนชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว พร้อมกับหันมองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดระแวง
"ใครน่ะ?"
□□□□□□□□□□□□□□□□□□