เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
รัก,ไซไฟ,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,ไซไฟ,ไซไฟ-แฟนตาซี,ไซไฟแฟนตาซี,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
.... สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation] ...
°•. “Where the Hunter Becomes the Hunted”. •°
เกริ่นนำ
เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตที่เขาตามหา นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักที่จารึกอยู่บนหิน “สุสาส์นราคะ”
ป่าหนานลู่ไม่มีในแผนที่ของสำนักเทียนหลิน เพราะมันไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับที่มนุษย์รู้จัก
ซฺยงเหมิง นักล่าผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เคยพลาดเป้า เดินเข้าไปเพื่อตามล่าสิ่งที่ทำให้สัตว์ป่าหายไปอย่างเงียบงัน เขาคาดว่าจะพบปีศาจ
แต่สิ่งที่พบกลับเป็น หริณฉานชายหนุ่มดวงตาสีทองที่นั่งเก็บเห็ดบนต้นไม้กลางดึกอย่างใจเย็น และตั้งแต่วินาทีนั้น คำถามก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
ใครกันแน่ที่เป็นนักล่า และใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ
นวนิยายจีนโบราณ ไซไฟ ความรักต่างสายพันธุ์ และจิตวิญญาณ เรื่องราวระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตต่างภพ
ความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และสุสานที่ไม่มีผู้ตาย มีแต่หัวใจที่ยังอยู่รอเพื่อกันในทุกวัน
"สุสาส์นราคะ" ที่ๆ ทุกราคะและความผูกพันที่ไม่มีทางปล่อยวางได้ถูกเก็บรักษาไว้
ไม่ใช่สุสานของการจบสิ้นพันธนาการสุดท้ายของเหล่าดวงวิญญาณ
แต่เป็นสุสานของการจารึกบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความตาย
"สถานที่ ที่ จิตวิญญาณแห่งรัก หลับใหล"
....สุสาส์นราคะ...
มีรายตอนทั้งหมด 30 ตอน (ติดเหรียญตอนที่ 9)
EBOOK: MEB/ARNBOOK/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 09.09-11.11)
ฝากติดตาม: TIkTOk / IG / FB / LEMON8 / X (NAME: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
มีคำบางคำที่เขียนลงในกระดาษได้ แต่ส่งไม่ออก ไม่ใช่เพราะมือไม่ยอม แต่เพราะหัวใจรู้ว่าบางคำเมื่อส่งออกไปแล้ว จะไม่มีทางเรียกกลับได้
นักล่าที่ดีรู้จักหน้าที่ นักล่าที่ตกหลุมรักรู้จักหน้าที่เช่นกัน แต่ในค่ำคืนที่ต้องเลือก ระหว่างหน้าที่กับสิ่งที่รู้สึก ปากกาก็หนักขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
เขียนได้ แต่ส่งไม่ออก รู้ว่าควร แต่ทำไม่ได้ นั่นแหละคือวันที่นักล่า รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้ไปแล้ว โดยไม่มีใครรู้
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]
เดือนแปด ปีที่สี่แห่งรัชกาลหยวนเฉิง — วันที่สิบหก
ซฺยงเหมิงนั่งอยู่หน้ากระดาษรายงานตั้งแต่รุ่งสาง
กระดาษเปล่าสองแผ่นวางตรงหน้า ปากกาอยู่ในมือ และหมึกบนยังแห้งไม่ตก เพราะเขายังไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลยแม้แต่คำเดียวตั้งแต่นั่งมาเกือบสองชั่วยาม
ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเขียน
แต่เพราะมีมากเกินไป
ซฺยงเหมิงวางปากกาลง ลุกขึ้นเดินไปที่ปากถ้ำ ยืนมองป่าที่ยังเรืองแสงอยู่แม้ยามเช้าจะสว่าง แสงทองอ่อนๆ ในแสงตะวันช่างดูอ่อนโยนผิดปกติ ราวกับว่าป่าในคืนเดือนมืดใช้พลังงานไปมากและกำลังพักฟื้น
เขาคิดถึงคืนที่ผ่านมา
คิดถึงภพพืชพันธุ์ที่ทุกอย่างโปร่งใสและเข้มข้น คิดถึงกวางที่ทำจากพืช คิดถึงแสงทองที่ซึมอยู่ในอากาศ คิดถึงการที่สัญชาตญาณสัตว์ขยายออกไปเต็มที่แล้วรับรู้ถึงตัวตนของหริณฉาน รับรู้ในแบบที่ไม่มีกำแพงใดๆ กั้น
และคิดถึงสิ่งที่พูดออกไปก่อนที่พวกหยีเซี่ยจะบุก
สิ่งที่ท่านรู้สึก ข้าไม่ได้รู้สึกคนเดียว
ซฺยงเหมิงหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง กลับมานั่งที่โต๊ะ
เขาเป็นคนที่เชื่อในความจริง เชื่อในข้อมูล เชื่อในการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักล่าที่ดี ไม่ใช่การปิดบัง ไม่ใช่การเลือกบอกเฉพาะสิ่งที่อยากบอก
แต่รายงานที่เขาส่งกลับสำนักนั้น มันไม่ใช่แค่บันทึกข้อมูล มันคือสิ่งที่จะกำหนดว่าสำนักจะทำอะไรกับสิ่งที่อยู่ในป่าหนานลู่
และเขาก็รู้ดีว่าสำนักเทียนหลินจะทำอะไรกับข้อมูลที่เขาได้มา
รายงานฉบับที่หนึ่ง ที่เขาเขียนแล้วฉีกทิ้ง อ่านว่า
สรุปการสืบสวน วันที่ 1–15 : พบสิ่งมีชีวิตนอกภพที่อาศัยอยู่ในป่าหนานลู่ จัดอยู่ในสายพันธุ์ที่เรียกว่า หยิ่นสือ มาจากมิติที่เรียกว่าภพพืชพันธุ์ซึ่งซ้อนทับกับโลกมนุษย์ มีความสามารถในการสื่อสารผ่านโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณไม้ ผลิตสารดึงดูดที่มีผลต่อระบบประสาทมนุษย์ รับรู้สัญญาณกายภาพของสิ่งมีชีวิตโดยรอบ และสามารถส่งสัตว์ข้ามไปยังภพพืชพันธุ์ได้...
เขาเขียนได้ถึงตรงนั้นแล้วหยุด อ่านซ้ำ แล้วฉีกทิ้ง
เพราะทุกคำในนั้นเป็นความจริง แต่มันเป็นความจริงที่เล่าเรื่องผิด
รายงานฉบับที่สอง
สรุปการสืบสวน : การหายไปของสัตว์ในป่าหนานลู่เกิดจากการที่สัตว์เดินข้ามไปยังภพพืชพันธุ์โดยสมัครใจ ไม่ใช่การโจมตีหรือการล่า สาเหตุคือสัญญาณที่ส่งออกมาจากระบบของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสองภพ ไม่พบหลักฐานการเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์...
เขาเขียนได้ถึงตรงนั้น แล้วก็หยุดอีกครั้ง
อ่านซ้ำ
แล้วก็ฉีกทิ้งอีกครั้ง
เพราะมันก็เป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่ขาดบางอย่างที่สำคัญ ขาดเรื่องที่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นมีชื่อว่าหริณฉาน ขาดเรื่องที่ว่าซฺยงเหมิงได้คุยกับมันสิบห้าวัน ขาดเรื่องที่ว่าเขาเข้าภพพืชพันธุ์ไปกับมัน และขาดเรื่องที่ว่าเขาพูดบางอย่างในภพพืชพันธุ์ที่ทำให้เขาไม่สามารถเขียนรายงานฉบับนี้ได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังทรยศบางอย่าง
ซฺยงเหมิงวางปากกาลง กำมือ คลาย
ข้ากำลังปกป้อง เขาคิดในใจ เหมือนกับที่หริณฉานพูดเมื่อวันก่อน
ใช่ เขากำลังปกป้อง
และสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องที่เขากำลังปกป้อง แต่คือเรื่องที่เขาไม่รู้สึกผิดกับมัน
หริณฉานมาถึงเมื่อแสงสายขึ้น
เขาเคาะประตูถ้ำก่อนเข้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซฺยงเหมิงสังเกตเรื่องนั้นและรู้สึกว่ามันหมายความถึงอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่แปลออก
"เข้ามา" ซฺยงเหมิงพูด
หริณฉานเปิดประตูเข้ามา ถือถุงผ้าเล็กๆ ที่มีกลิ่นสมุนไพรลอยออกมา เขามองโต๊ะที่ซฺยงเหมิงนั่งอยู่ มองกระดาษเปล่าและปากกา มองรอยยับของกระดาษในตะกร้าที่อยู่ข้างโต๊ะ แต่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมัน
"นำอาหารเช้ามาให้" เขาพูด วางถุงผ้าลงบนโต๊ะ "ข้าเดาว่าท่านไม่ได้กิน"
ซฺยงเหมิงมองถุงผ้า "ท่านรู้จากโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณไหม?"
"ข้ารู้จากการที่ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่รุ่งสางโดยไม่ออกไปไหน" หริณฉานพูดเรียบๆ นั่งลงบนม้านั่งตัวเดิม "คนที่กินอาหารแล้วมักเดินออกไปสักครั้ง"
"สังเกตดี"
"ข้าอยู่ในป่านี้สามปี" หริณฉานพูด "ข้ารู้นิสัยของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านเข้ามา"
ซฺยงเหมิงเปิดถุงผ้า พบข้าวต้มร้อนๆ ในภาชนะดินเผา ขนมปังแบนที่ยังอุ่น และชาที่กลิ่นต่างออกไปจากชาคืนก่อน
"ชานี้ไม่มีอะไรพิเศษ" หริณฉานพูดก่อนที่ซฺยงเหมิงจะถาม "แค่ขิงกับน้ำผึ้ง ดีสำหรับร่างกายที่เพิ่งข้ามภพ"
ซฺยงเหมิงหยิบชาขึ้นมาดื่ม อุ่นและหวานเล็กน้อย กลิ่นขิงเข้ม
"ท่านรู้จักชาหลายชนิด" เขาพูด
"ข้าอยู่ในโลกมนุษย์สามปี เรียนรู้สิ่งที่มนุษย์ใช้ดูแลตัวเอง" หริณฉานมองออกไปที่ปากถ้ำ "มนุษย์ดูแลตัวเองด้วยชาและอาหารและการนอนหลับ สายพันธุ์ของข้าดูแลตัวเองด้วยแสงและน้ำและการเชื่อมต่อกับรากดิน ต่างกัน แต่จุดประสงค์เหมือนกัน"
"ฟื้นฟูพลังงาน"
"ฟื้นฟูตัวเอง" หริณฉานแก้ไข "ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือความเป็นตัวเอง ที่บางครั้งก็กระจัดกระจายออกไปเมื่อต้องรับมือกับสิ่งต่างๆ"
ซฺยงเหมิงหยิบข้าวต้มขึ้นมากิน คิดถึงคำพูดนั้น
ความเป็นตัวเอง
"ท่านรู้สึกว่าตัวเองกระจัดกระจายออกไปบ้างไหม?" เขาถาม
หริณฉานพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ก่อนหน้านี้ ไม่มาก ข้ารักษาระยะห่างจากทุกอย่างในโลกมนุษย์ดี" เขาพูดช้าๆ "แต่ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา..." เขาหยุดสักครู่ "ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้ารู้สึกว่าตัวเองกระจัดกระจายออกไปบ้างบางครั้ง"
"เพราะข้า"
"เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่" หริณฉานพูด แต่น้ำเสียงบอกว่านั่นเป็นความจริงเพียงบางส่วน
ซฺยงเหมิงกินข้าวต้มต่อไปโดยไม่กดดันให้พูดเพิ่ม เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่าหริณฉานจะพูดเองเมื่อพร้อม
"ท่านกำลังเขียนรายงาน" หริณฉานพูดในที่สุด ไม่ถาม แค่พูดให้รู้ว่ารู้
"พยายามอยู่"
"ยากไหม?"
ซฺยงเหมิงวางชามข้าวต้มลง มองกระดาษเปล่าที่ยังอยู่ตรงหน้า "ยากกว่าที่เคย"
"เพราะ?"
"เพราะรายงานที่ถูกต้องตามหน้าที่ของข้าจะส่งผลต่อท่าน" ซฺยงเหมิงพูดตรงๆ "และข้ายังไม่แน่ใจว่าอยากให้ผลนั้นเกิดขึ้น"
หริณฉานนั่งนิ่งกับคำพูดนั้น
"บอกข้าว่ารายงานที่ 'ถูกต้องตามหน้าที่' ของท่านจะบอกอะไร" เขาพูดเงียบๆ
"จะบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกภพอาศัยอยู่ในป่าหนานลู่ มีพลังงานและความสามารถที่เป็นภัยต่อชาวบ้าน และสำนักควรส่งคนมาจัดการ"
"จัดการในแบบที่สำนักเข้าใจว่าจัดการ"
"ใช่"
ความเงียบสั้นๆ
"แล้วรายงานที่ท่านต้องการเขียนจะบอกอะไร?" หริณฉานถาม
ซฺยงเหมิงมองเขา "จะบอกว่าสิ่งที่อยู่ที่นี่ซับซ้อนกว่าคำว่าภัยคุกคาม จะบอกว่าการส่งคนมาโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอจะทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่จำเป็น และจะเสนอให้มีการเจรจาแทน"
"รายงานนั้นสำนักจะยอมรับไหม?"
"ขึ้นอยู่กับว่าใครอ่าน และขึ้นอยู่กับว่าข้าเขียนได้น่าเชื่อถือแค่ไหน"
หริณฉานพิจารณาอยู่สักครู่ "ข้าช่วยได้ไหม?"
ซฺยงเหมิงแปลกใจเล็กน้อย "ช่วยอย่างไร?"
"ข้าสามารถให้ข้อมูลที่ท่านต้องการในรายงานนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์หยิ่นสือ เกี่ยวกับภพพืชพันธุ์ เกี่ยวกับนโยบายของชาติพันธุ์ต่อโลกมนุษย์" หริณฉานพูด "ถ้ารายงานของท่านมีข้อมูลที่สำนักไม่สามารถหาได้เองจากแหล่งอื่น มันจะมีน้ำหนักมากกว่า"
"ท่านกำลังเสนอให้ข้อมูลที่อาจถูกใช้ในการเจรจากับชาติพันธุ์ของท่าน"
"ข้ากำลังเสนอให้ข้อมูลที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น" หริณฉานแก้ไข "ซึ่งในระยะยาวดีกว่าการที่ทั้งสองฝ่ายกระโดดเข้าหากันโดยไม่มีข้อมูล"
ซฺยงเหมิงมองเขานาน
"ท่านคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว" เขาพูด
"ข้าคิดหลายอย่างไว้ก่อนเสมอ" หริณฉานพูด แล้วเงยหน้ามองซฺยงเหมิงตรงๆ "และข้าคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่รู้ว่าท่านต้องส่งรายงาน"
พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันนั้นอยู่ในถ้ำของซฺยงเหมิง
หริณฉานเล่าและซฺยงเหมิงจดบันทึก ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์หยิ่นสือที่ละเอียดและตรงไปตรงมากว่าอะไรที่ซฺยงเหมิงได้รับมาจากสำนักหรือจากการสังเกตด้วยตัวเอง
สายพันธุ์หยิ่นสือประกอบด้วยหน่วยที่เรียกว่า "ภพต้นกำเนิด" แต่ละภพต้นกำเนิดเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในภพพืชพันธุ์และสามารถส่ง "ผู้สำรวจ" ออกมาตรวจสอบโลกอื่น ผู้สำรวจคือสิ่งมีชีวิตที่แยกตัวออกมาจากภพต้นกำเนิดแต่ยังเชื่อมต่อด้วยสายรากพลังงาน สามารถใช้ชีวิตได้อิสระแต่ยังรายงานกลับ
หริณฉานคือผู้สำรวจที่ส่งออกมาจากภพต้นกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุดในภพพืชพันธุ์บริเวณนี้ ซึ่งเป็นภพต้นกำเนิดรากที่ซฺยงเหมิงรู้จัก
"ภพต้นกำเนิดราก" ซฺยงเหมิงพูด หยุดเขียน "มันไม่ใช่แค่ต้นไม้ใหญ่ที่เชื่อมสองภพ มันคือ... บรรพบุรุษของท่าน?"
หริณฉานพิจารณาคำนั้น "คำนั้นไม่ผิด แต่ไม่ครบ ความสัมพันธ์ระหว่างภพต้นกำเนิดและผู้สำรวจซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์บรรพบุรุษกับลูกหลาน มันเป็นทั้งที่มาและที่สิ้นสุด ทั้งผู้ให้และผู้รับ ทั้งพ่อแม่และตัวตนอีกส่วนหนึ่ง"
"แล้วเมื่อผู้สำรวจกลับมา?"
"รวมกลับเป็นหนึ่งเดียวกับภพต้นกำเนิด ประสบการณ์ทั้งหมดของผู้สำรวจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำภพต้นกำเนิด"
ซฺยงเหมิงจดบันทึกข้อมูลนั้น แต่ในหัวเขากำลังประมวลผลสิ่งที่ไม่ได้เขียนลงไป
"ท่านจะต้องกลับ" เขาพูด ไม่ถาม
"ท้ายที่สุด ใช่" หริณฉานพูดเงียบๆ
"เมื่อไหร่?"
"เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น หรือเมื่อภพต้นกำเนิดเรียกกลับ" หริณฉานพูด "ยังไม่มีสัญญาณเรียกกลับ และภารกิจ..." เขาหยุดสักครู่ "ภารกิจซับซ้อนกว่าที่ตั้งใจไว้"
"ซับซ้อนเพราะอะไร?"
หริณฉานมองซฺยงเหมิง ดวงตาสีทองมีบางอย่างที่เขาเลือกที่จะไม่ซ่อน "เพราะผู้สำรวจไม่ควรผูกพันกับสิ่งที่สำรวจ แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้น"
"และเมื่อมันเกิดขึ้น?"
"ภพต้นกำเนิดจะต้องตัดสินใจว่าจะเรียกผู้สำรวจกลับก่อนกำหนด หรือจะปล่อยให้ภารกิจดำเนินต่อโดยรับรู้ว่ารายงานที่ได้อาจไม่เป็นกลาง"
ซฺยงเหมิงวางปากกาลง
"รายงานของท่านที่ส่งกลับไปยังชาติพันธุ์" เขาพูดช้าๆ "ท่านรักษาความเป็นกลางได้ไหม?"
หริณฉานนิ่งอยู่นานกว่าปกติก่อนตอบ
"ไม่" เขาพูดในที่สุด ตรงและเรียบ "ข้ารักษาความเป็นกลางไม่ได้แล้วในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา"
ซฺยงเหมิงรับข้อมูลนั้นไว้ในความเงียบ
"ท่านรู้ว่านั่นอาจเป็นปัญหา" เขาพูด
"ข้ารู้" หริณฉานพูด "แต่ข้าเลือกที่จะบอกท่านตามที่เป็นจริง"
แสงบ่ายส่องเข้ามาในถ้ำเป็นเส้นแนวตั้งสีทองอ่อน ฝุ่นเล็กๆ ลอยอยู่ในแสงนั้น ทั้งสองนั่งอยู่ข้างโต๊ะที่มีกระดาษบันทึกเต็ม สมุดบันทึกของซฺยงเหมิงเปิดอยู่ที่หน้าใหม่ แต่ปากกาวางอยู่ข้างๆ ไม่ได้ถือ
ทั้งสองนั่งดื่มชาร้อนในความเงียบที่ไม่ตึงเครียด
ซฺยงเหมิงคิดถึงสิ่งที่หริณฉานบอก คิดถึงภารกิจที่ซับซ้อนกว่าที่ตั้งใจ คิดถึงผู้สำรวจที่ผูกพันกับสิ่งที่สำรวจ
คิดถึงตัวเองที่นั่งอยู่ที่นี่เมื่อสองชั่วยามก่อน หน้ากระดาษเปล่า พยายามเขียนรายงานที่ถูกต้องตามหน้าที่
"หริณฉาน" เขาพูดขึ้น
"อะไร?"
"ถ้าข้าส่งรายงานที่เสนอการเจรจา สำนักจะส่งใครมา?"
"ข้าไม่รู้" หริณฉานตอบ "ท่านรู้ดีกว่าข้าว่าสำนักทำงานอย่างไร"
"ถ้าพวกเขาส่งคนมา ท่านจะรับมือได้ไหม?"
หริณฉานพิจารณาอยู่สักครู่ "ขึ้นอยู่กับว่าส่งมาด้วยเจตนาอะไร ถ้าส่งมาเพื่อเข้าใจ ข้ารับมือได้ ถ้าส่งมาเพื่อขจัด..." เขาหยุดสักครู่ "ข้าจะปกป้องตัวเองได้ แต่อาจต้องกลับไปยังภพพืชพันธุ์ก่อนกำหนด"
"และถ้ากลับก่อนกำหนด ท่านจะกลับมาได้ไหม?"
หริณฉานมองเขา "ทำไมถึงถาม?"
ซฺยงเหมิงถามเองในใจว่าทำไม คำตอบที่ได้มาตรงและน่ากังวลกว่าที่เขาอยากยอมรับ
"เพราะข้าต้องการรู้ว่าการกระทำของข้ามีผลต่อท่านอย่างไร" เขาพูดในที่สุด
หริณฉานมองเขานาน ดวงตาสีทองในแสงบ่ายดูอบอุ่น
"ผู้สำรวจที่กลับไปยังภพต้นกำเนิดก่อนกำหนดอาจกลับออกมาได้อีก ถ้าภพต้นกำเนิดอนุญาต" เขาพูดเงียบๆ "แต่จะจำสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ไหม ขึ้นอยู่กับว่าผูกพันลึกแค่ไหนก่อนกลับ"
"ถ้าผูกพันลึกพอ จะจำ"
"ใช่"
ซฺยงเหมิงนั่งอยู่กับคำตอบนั้น
"ข้าจะเขียนรายงานที่เสนอการเจรจา" เขาพูดในที่สุด เสียงสงบและหนักแน่น "และข้าจะรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น"
"ท่านไม่จำเป็นต้อง—"
"ข้าตัดสินใจเลือกเอง" ซฺยงเหมิงพูดตัด น้ำเสียงไม่โกรธ แต่ชัดเจน "เหมือนที่ท่านเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อแม้ภารกิจซับซ้อนขึ้น ข้าก็เลือกที่จะเขียนสิ่งที่ข้าคิดว่าถูกต้องในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่ในฐานะนักล่า"
หริณฉานเงียบสักครู่
"ในฐานะมนุษย์" เขาพูดซ้ำ เบาๆ "นั่นต่างกันอย่างไรสำหรับท่าน?"
ซฺยงเหมิงคิดอยู่ "ในฐานะนักล่า ข้าทำตามคำสั่งทที่ได้รับมา จัดการภัยคุกคาม รายงานข้อเท็จจริง" เขาพูดช้าๆ "ในฐานะมนุษย์ ข้ารับผิดชอบผลกระทบของการกระทำตัวเองต่อสิ่งมีชีวิตอื่น โดยไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะเป็นมนุษย์หรือไม่"
หริณฉานฟังโดยไม่ขัด
"และในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา" ซฺยงเหมิงพูดต่อ เสียงเงียบลง "ข้าเริ่มรู้สึกว่าทั้งสองอย่างนั้นขัดกัน"
"แล้วท่านเลือกอะไร?"
"ข้าเลือกที่จะพยายามหาทางที่ทั้งสองอย่างไม่ขัดกัน" ซฺยงเหมิงพูด "รายงานที่เสนอการเจรจาคือความพยายามนั้น ถ้าสำนักยอมรับ ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ถ้าสำนักไม่ยอมรับ..." เขาหยุดสักครู่ "ข้าจะต้องตัดสินใจอีกครั้ง"
พวกเขาอยู่ในถ้ำจนเย็น เมื่อหริณฉานกลับไป ซฺยงเหมิงนั่งลงหน้ากระดาษเปล่าอีกครั้ง
แต่คราวนี้เขาเขียน
ไม่ใช่รายงานที่รวดเร็วและกระชับแบบที่เขาเคยเขียน แต่เป็นรายงานที่ละเอียดและรอบด้าน อธิบายบริบท อธิบายสายพันธุ์ อธิบายระบบภพ อธิบายนโยบายของหยิ่นสือต่อโลกมนุษย์ที่หริณฉานให้ข้อมูล และสรุปด้วยข้อเสนอการเจรจาที่มีเหตุผลรองรับ
เขาเขียนอยู่จนดึก ไม่หยุด ไม่ลังเล
แต่เมื่อถึงส่วนสุดท้ายของรายงาน ส่วนที่ต้องระบุสถานะของผู้ถูกสืบสวน เขาหยุดสักครู่
เขียนลงไปว่า ไม่เป็นภัยคุกคาม
แล้วก็เพิ่มบรรทัดหนึ่งที่ไม่มีในคำสั่งการรายงานมาตรฐาน
มีศักยภาพในการเป็นพันธมิตร ขอเสนอให้พิจารณาแนวทางความร่วมมือแทนการเผชิญหน้า
เขาม้วนรายงานนั้นเข้ากล่องส่งสัญญาณ กดปุ่มส่ง
แล้วนั่งมองกล่องนั้นสักครู่หนึ่งก่อนจะปิดมัน
รายงานออกไปแล้ว ไม่มีทางเรียกกลับ
รายงานที่ส่งออกไปนั้น เป็นรายงานที่สั้นกว่าความจริงมาก เพราะความจริงที่สำคัญที่สุด
ไม่สามารถเขียนลงในกระดาษราชการได้
ว่ารายงานนั้นเขียนด้วยมือที่สั่น ว่าก่อนส่งออกไปนักล่าหยุดคิดนานมาก ว่าสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจส่งในที่สุด
ไม่ใช่หน้าที่ แต่คือคนที่ยืนข้างๆ เขาตลอดวันนั้น
บางการตัดสินใจไม่ได้มาจากสมอง มันมาจากที่ที่ลึกกว่านั้น
และนักล่าผู้เชี่ยวชาญรู้ดีที่สุด
ว่าเมื่อรู้สึกเช่นนั้นแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับ
..สุสาส์นราคะ...