เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
รัก,ไซไฟ,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,ไซไฟ,ไซไฟ-แฟนตาซี,ไซไฟแฟนตาซี,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
.... สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation] ...
°•. “Where the Hunter Becomes the Hunted”. •°
เกริ่นนำ
เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตที่เขาตามหา นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักที่จารึกอยู่บนหิน “สุสาส์นราคะ”
ป่าหนานลู่ไม่มีในแผนที่ของสำนักเทียนหลิน เพราะมันไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับที่มนุษย์รู้จัก
ซฺยงเหมิง นักล่าผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เคยพลาดเป้า เดินเข้าไปเพื่อตามล่าสิ่งที่ทำให้สัตว์ป่าหายไปอย่างเงียบงัน เขาคาดว่าจะพบปีศาจ
แต่สิ่งที่พบกลับเป็น หริณฉานชายหนุ่มดวงตาสีทองที่นั่งเก็บเห็ดบนต้นไม้กลางดึกอย่างใจเย็น และตั้งแต่วินาทีนั้น คำถามก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
ใครกันแน่ที่เป็นนักล่า และใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ
นวนิยายจีนโบราณ ไซไฟ ความรักต่างสายพันธุ์ และจิตวิญญาณ เรื่องราวระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตต่างภพ
ความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และสุสานที่ไม่มีผู้ตาย มีแต่หัวใจที่ยังอยู่รอเพื่อกันในทุกวัน
"สุสาส์นราคะ" ที่ๆ ทุกราคะและความผูกพันที่ไม่มีทางปล่อยวางได้ถูกเก็บรักษาไว้
ไม่ใช่สุสานของการจบสิ้นพันธนาการสุดท้ายของเหล่าดวงวิญญาณ
แต่เป็นสุสานของการจารึกบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความตาย
"สถานที่ ที่ จิตวิญญาณแห่งรัก หลับใหล"
....สุสาส์นราคะ...
มีรายตอนทั้งหมด 30 ตอน (ติดเหรียญตอนที่ 9)
EBOOK: MEB/ARNBOOK/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 09.09-11.11)
ฝากติดตาม: TIkTOk / IG / FB / LEMON8 / X (NAME: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
มีสถานที่บางแห่งที่ไม่ได้รอให้ใครค้นพบ มันรอให้คนที่ใช่เดินเข้ามาเอง
ป่าไม่เปิดประตูให้ทุกคน มันเลือก เหมือนที่หัวใจเลือก
เมื่อต้นไม้โค้งกาย และดอกไม้บานรับ มันไม่ได้ทำเพราะถูกสั่ง มันทำเพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่เดินเข้ามา
บางอย่างที่ป่ารอมานานกว่าที่มนุษย์คนนั้นจะรู้จักตัวเอง และเมื่อนักล่าก้าวเข้าสู่ป่าที่หายใจได้
เขาจะพบว่าป่าหายใจตามเขา หรือเขาหายใจตามป่า เส้นแบ่งนั้นบางกว่าที่คิด
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]
เดือนแปด ปีที่สี่แห่งรัชกาลหยวนเฉิง — วันที่สิบ
ซฺยงเหมิงตื่นขึ้นก่อนฟ้าสาง
นิสัยที่ฝึกมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ครูฝึกคนแรกของเขาบอกว่านักล่าที่ดีตื่นก่อนเหยื่อเสมอ เพราะชั่วยามก่อนรุ่งสางคือชั่วยามที่สัตว์ส่วนใหญ่ผ่อนการระวังลง ธรรมชาติกำหนดให้ความมืดก่อนฟ้าสางเป็นเวลาที่ปลอดภัยที่สุด ดังนั้นมันจึงเป็นเวลาที่อันตรายที่สุดเมื่อมีนักล่าที่รู้ความจริงข้อนั้น
แต่วันนี้ซฺยงเหมิงตื่นขึ้นมาพบว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่ตื่น
หริณฉานนั่งอยู่ที่หน้าปากถ้ำ
ไม่ได้ยืนเตรียมพร้อม แค่นั่ง หลังพิงผนังหิน เข่าชิดอก มือพาดบนเข่า ดวงตาหลับ ท่าทางของคนที่นั่งรอมาสักพักแล้วและไม่รู้สึกเร่งรีบ
แสงเรืองสีทองอ่อนๆ จากผิวหนังของเขาทำให้ถ้ำที่มืดสนิทมีแสงพอให้มองเห็นรูปร่าง
ซฺยงเหมิงนั่งตัวตรงในพริบตา มือไปจับอาวุธที่เขาวางไว้ข้างๆ โดยสัญชาตญาณ
"ข้ารอให้ท่านตื่นเอง" หริณฉานพูดโดยไม่เปิดตา เสียงเรียบและสงบเหมือนคนที่ไม่ได้นั่งรออยู่นอกถ้ำของคนอื่นกลางดึก "ถ้าข้าต้องการทำร้าย ข้าทำตอนท่านนอนหลับง่ายกว่ามาก"
ซฺยงเหมิงปล่อยมือจากอาวุธ แต่ไม่วางกองลง "ท่านมาที่นี่เพราะอะไร?"
"มีเรื่องที่ต้องพาท่านไปดู" หริณฉานเปิดตา แสงสีทองในนั้นสว่างกว่าในตอนกลางวัน ราวกับว่าความมืดทำให้มันชัดขึ้น "ต้องไปตอนนี้ ก่อนที่แสงจะเปลี่ยน"
"ท่านจะพาข้าไปไหน?"
"ที่ที่ท่านต้องการเห็น" หริณฉานลุกขึ้นอย่างเงียบ "ถ้าท่านยังต้องการเข้าใจว่าป่านี้คืออะไร"
ซฺยงเหมิงมองเขาในความมืดก่อนรุ่งสาง ประเมินทุกสิ่งที่เขาสังเกตได้ในเวลาสั้นๆ
ไม่มีอาวุธ ไม่มีกับดัก ท่าทางสงบผิดปกติแม้แต่สำหรับหริณฉาน และที่สำคัญกว่านั้น สัญชาตญาณสัตว์บอกว่า ไม่อันตราย
"รอให้ข้าใส่รองเท้า" ซฺยงเหมิงพูด
พวกเขาเดินในความมืดก่อนรุ่งสางโดยไม่มีตะเกียง
หริณฉานนำทาง เดินด้วยความมั่นใจที่ไม่มีสะดุดแม้แต่ครั้งเดียว ก้าวข้ามรากที่โผล่พ้นดิน หลบกิ่งห้อยต่ำ เดินอ้อมหินที่ซฺยงเหมิงไม่เห็นจนกว่าจะเกือบชน ราวกับว่าเขาอ่านแผนที่ป่าทั้งหมดอยู่ในหัวและกำลังเดินตามมัน
ซฺยงเหมิงเดินตามด้วยสัญชาตญาณสัตว์ที่ขยายออกไปรอบๆ รับรู้อุปสรรคก่อนจะชน แต่ยังช้ากว่าหริณฉานอยู่ดี
"ท่านมองเห็นในความมืดได้" ซฺยงเหมิงพูดขึ้น ไม่ถาม แต่ยืนยัน
"ข้ารับรู้ผ่านรากมากกว่าที่ใช้ตา" หริณฉานตอบ ไม่หันมา "รากในดินใต้เท้าส่งข้อมูลสภาพพื้นผิวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเห็นด้วยเท้า"
"และตาสีทองที่เรืองแสงในความมืด?"
"ออกแบบมาสำหรับแสงน้อย" หริณฉานพูด มีน้ำเสียงอธิบายข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา "ภพพืชพันธุ์มีแสงน้อยกว่าโลกมนุษย์ ดวงตาของสิ่งมีชีวิตในนั้นพัฒนามาเพื่อสภาวะนั้น"
"และเมื่ออยู่ในโลกมนุษย์ที่มีแสงมากกว่า?"
"บางครั้งก็สว่างเกินไปสักหน่อย" หริณฉานพูดเงียบๆ และซฺยงเหมิงไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว
พวกเขาเดินต่อไปในความเงียบ เสียงฝีเท้าบนดินชื้นและเสียงแมลงยามดึกเป็นเพลงประกอบ กลิ่นของหริณฉานแผ่วเบากว่าในตอนกลางวัน แต่ยังคงชัดพอที่ซฺยงเหมิงจะรับรู้ได้ ทำให้การเดินในความมืดรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่ควร
เขาสังเกตว่าตัวเองไม่ได้ต้านกลิ่นนั้นเต็มที่ในตอนนี้
แล้วก็สังเกตว่าตัวเองสังเกตเรื่องนั้น
แล้วก็เลือกที่จะไม่คิดต่อ
พวกเขาหยุดที่ขอบลานกว้างในป่า
ลานที่ซฺยงเหมิงไม่เคยเห็นในสี่วันที่เดินสำรวจป่านี้ ทั้งที่เขาคิดว่าเขาสำรวจอย่างละเอียดแล้ว
ตรงกลางลานมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใหญ่กว่าต้นไม้อื่นในป่าทั้งหมด ลำต้นใหญ่จนคนห้าคนกอดโอบไม่หมด เปลือกไม้สีเทาเข้มมีรอยย่นลึกราวกับผิวหน้าของคนชราที่มีชีวิตยาวนาน รากออกมาจากโคนต้นแผ่กว้างออกไปทุกทิศ บางรากใหญ่จนอาจนั่งได้สบายๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ซฺยงเหมิงหยุดหายใจชั่วขณะไม่ใช่ขนาดของต้นไม้
มันคือแสง
ต้นไม้นั้นเรืองแสงสีทองสว่างกว่าทุกอย่างในป่านี้ รากทุกเส้น กิ่งทุกกิ่ง ใบทุกใบ เรืองแสงอย่างสม่ำเสมอ ไม่กะพริบ ไม่เปลี่ยนความเข้ม แต่ให้ความรู้สึกว่ามีชีวิตและหายใจ ราวกับว่าแสงนั้นไม่ได้เรืองออกมา แต่ถูกปล่อยออกมาด้วยเจตจำนง
รอบๆ โคนต้นไม้ ดอกไม้ที่ซฺยงเหมิงไม่เคยเห็นชนิดนี้บานอยู่เต็ม กลีบสีขาวนวลมีเส้นสีทองบางๆ พาดผ่าน กลิ่นของมันอ่อนแต่ลึก เหมือนกลิ่นของสิ่งที่เก่าแก่มากจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอากาศ
"ต้นไม้นี้คืออะไร?" ซฺยงเหมิงถามเสียงเบา โดยไม่รู้ตัวว่าลดระดับเสียงลงเหมือนคนที่เข้าไปในที่ศักดิ์สิทธิ์
"ไม่มีชื่อในภาษามนุษย์" หริณฉานพูดเบาเช่นกัน "ในภาษาของข้า เรียกว่า 'ภพต้นกำเนิดราก' มันคือจุดที่ภพพืชพันธุ์และโลกมนุษย์เชื่อมต่อกันหนาแน่นที่สุดในบริเวณนี้ รากของมันแผ่ออกไปทั้งสองภพพร้อมกัน"
ซฺยงเหมิงขยายสัญชาตญาณสัตว์ออกไปรอบๆ
และรับรู้ถึงบางอย่างที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
ไม่ใช่อารมณ์ของสัตว์ ไม่ใช่ความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึกชัดเจน แต่เป็นบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น กว้างกว่านั้น ราวกับว่าเขากำลังสัมผัสกับบางอย่างที่มีจิตสำนึกแบบต่างออกไป ไม่ใช่จิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตเดียว แต่เป็นจิตสำนึกของระบบ
"ป่าทั้งหมด..." เขาพูดโดยไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกมา
"ป่าทั้งหมดเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวกัน" หริณฉานพูดเบา "เชื่อมต่อกันผ่านรากใต้ดิน ต้นไม้นี้คือหัวใจ"
ซฺยงเหมิงดึงสัญชาตญาณกลับมาอย่างช้าๆ รู้สึกถึงการดึงกลับที่แปลกกว่าปกติ ราวกับว่าบางอย่างในป่าต้านการดึงกลับนั้นเล็กน้อย ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการเชิญชวนให้อยู่ต่อ
"ท่านอยากให้ข้าเห็นสิ่งนี้เพราะอะไร?" เขาถาม
หริณฉานเดินไปยืนใกล้โคนต้นไม้ใหญ่ มือสัมผัสเปลือกไม้อย่างระมัดระวัง ราวกับการทักทายมากกว่าการสัมผัส
"เพราะท่านตั้งคำถามผิด" เขาพูดหลังจากนิ่งสักครู่
"คำถามผิดอย่างไร?"
"ท่านถามว่าสัตว์หายไปไหน" หริณฉานหันมามอง ใบหน้างดงามของเขาในแสงทองของต้นไม้มีรายละเอียดที่ซฺยงเหมิงไม่เคยเห็นในแสงธรรมดา "แต่คำถามที่ควรถามคือ ทำไมสัตว์ถึงอยากไป"
"ต่างกันอย่างไร?"
"ต่างกันทุกอย่าง" หริณฉานพูด "ถ้าถามว่าหายไปไหน คำตอบคือข้อมูลตำแหน่ง ถ้าถามว่าทำไมถึงอยากไป คำตอบคือความจริงของสิ่งมีชีวิต"
ซฺยงเหมิงเดินเข้าไปในลานอย่างช้าๆ รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศเมื่อเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ มันไม่ได้เย็นลงหรือร้อนขึ้น แต่มีน้ำหนักต่างออกไป ราวกับว่าอากาศบริเวณนี้มีส่วนผสมที่ต่างออกจากอากาศทั่วไป
"สัตว์อยากไปเพราะอะไร?" เขาถาม เสียงนุ่มลงโดยไม่ตั้งใจ
"เพราะมันรู้สึกว่าที่นั่นดีกว่า" หริณฉานพูดเรียบๆ "ภพพืชพันธุ์ไม่มีนักล่า ไม่มีโรค ไม่มีความหิว ทุกอย่างมีพลังงานพอเพียง มันคือสถานที่ที่ตรงกับสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความปลอดภัยและความพอเพียง"
"แต่มันออกจากโลกที่มันเกิดมา"
"มนุษย์ก็ออกจากหมู่บ้านที่ตัวเองเกิดเพื่อหาชีวิตที่ดีกว่า" หริณฉานพูด "ต่างกันอย่างไร?"
ซฺยงเหมิงนึกถึงคำถามนั้น เดินวนรอบโคนต้นไม้อย่างช้าๆ มองดูรากที่แผ่ออกไปทุกทิศ รากบางเส้นใหญ่เป็นพิเศษ ผิวเรียบกว่ารากทั่วไป มีแสงทองเข้มกว่าส่วนอื่น
"รากเหล่านี้" เขาพูด "แผ่ไปถึงไหน?"
"ถ้าท่านหมายถึงในโลกนี้ ไปทั่วป่าหนานลู่ทั้งหมด" หริณฉานพูด "ถ้าท่านหมายถึงทั้งสองภพรวมกัน ข้าไม่รู้ขอบเขต"
"ท่านเชื่อมต่อกับรากเหล่านี้ตลอดเวลา?"
"ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ในป่านี้" หริณฉานพูด "มันเหมือนการได้ยินเสียงเบาๆ ที่ไม่เคยหยุด ข้อมูลไหลเข้ามาตลอด บางครั้งมากเกินไปจนต้องกรอง"
"ท่านกรองอย่างไร?"
หริณฉานนิ่งสักครู่ดูเหมือนจะไม่ได้คาดว่าจะถูกถามเรื่องนั้น "เหมือนกับที่ท่านกรองเสียงในตลาด" เขาพูดในที่สุด "ท่านได้ยินทุกเสียงในตลาด แต่สมองกรองเสียงส่วนใหญ่ออกและโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญ ข้าทำแบบเดียวกันกับข้อมูลจากราก"
"และตอนนี้ท่านโฟกัสกับอะไร?"
หริณฉานมองซฺยงเหมิงสักครู่ก่อนตอบ "ตอนนี้ข้าโฟกัสกับอุณหภูมิกายของท่านที่เพิ่มขึ้นสององศาตั้งแต่เข้ามาในลานนี้ และจังหวะหายใจที่เปลี่ยนไป"
ซฺยงเหมิงไม่ขยับ แต่รู้ว่าการไม่ขยับก็เป็นการยืนยัน
"ท่านอ่านร่างกายของข้าผ่านรากใต้ดิน" เขาพูด
"ผ่านรากและผ่านอากาศ" หริณฉานพูดเงียบๆ "ท่านอยู่ในขอบเขตที่ข้ารับรู้ได้ตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในป่านี้"
"ตั้งแต่วันแรก"
"ตั้งแต่วันแรก"
ซฺยงเหมิงยืนนิ่งรับข้อมูลนั้น ในยี่สิบแปดปีของชีวิต เขาเป็นคนที่สังเกตคนอื่นเสมอ ไม่ใช่คนที่ถูกสังเกต หรืออย่างน้อยก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ถูกสังเกต
"แล้วท่านรู้ว่าข้ารู้สึกอะไรตลอดเวลา" เขาพูด เสียงแบนและสงบเกินไปจนหริณฉานจับน้ำเสียงใต้นั้นได้
"ไม่" หริณฉานตอบ "ข้ารับรู้สัญญาณกาย ไม่ใช่ความคิด อุณหภูมิ ชีพจร การหายใจ ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ข้อมูลเหล่านั้นบอกได้แค่ว่าท่านรู้สึกอะไรบางอย่าง ไม่บอกว่าท่านกำลังคิดอะไร"
"นั่นยังเป็นการละเมิดที่ข้าไม่ได้อนุญาต"
"ใช่" หริณฉานพูดโดยไม่ปฏิเสธ "ข้าขอโทษ"
สองคำนั้นเรียบและตรง ไม่ตกแต่ง ไม่อธิบาย แค่ยอมรับ
ซฺยงเหมิงไม่ได้คาดว่าจะได้ยิน
"ท่านบอกก่อนได้ไหม?" เขาพูดในที่สุด "ก่อนที่ท่านจะอ่านข้อมูลนั้น"
หริณฉานพิจารณาอยู่สักครู่ "มันไม่ได้เป็นการตั้งใจอ่าน มันเป็นการรับข้อมูลตลอดเวลาเหมือนการมองเห็น ท่านไม่ได้ตั้งใจมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันเกิดขึ้นเอง"
"แต่ข้าสามารถหลับตาได้"
ความเงียบสั้นๆ
"ข้าสามารถตัดการเชื่อมต่อจากรากในบริเวณที่ท่านอยู่" หริณฉานพูดช้าๆ "แต่มันจะทำให้ข้าตาบอดในส่วนนั้นของป่า ซึ่งอาจเป็นอันตรายถ้ามีสิ่งมีชีวิตศัตรูเข้ามา"
"หรือท่านสามารถแจ้งให้ข้ารู้เมื่อท่านกำลังอ่าน"
"ได้" หริณฉานพูดเงียบๆ "ข้าสามารถทำได้"
"แล้วเราตกลงกันแบบนั้น"
หริณฉานมองเขาด้วยดวงตาที่มีบางอย่างที่ซฺยงเหมิงจะเรียนรู้ภายหลังว่าคือความประหลาดใจในแบบของสิ่งมีชีวิตที่ไม่คุ้นเคยกับการต่อรองจากสถานะที่เท่ากัน
"ตกลง" เขาพูด
ฟ้าเริ่มสางเมื่อพวกเขาตกลงกันได้
แสงสีเทาอ่อนค่อยๆ เข้ามาแทนความมืด ทำให้แสงทองของต้นไม้ใหญ่ดูจางลงเปรียบเทียบ แต่ยังคงชัดเจนพอที่จะมองเห็นว่าต้นไม้นั้นมีชีวิตในแบบที่ต้นไม้ทั่วไปไม่มี
หริณฉานนั่งลงบนรากใหญ่ข้างโคนต้น ท่าทางผ่อนคลายกว่าที่ซฺยงเหมิงเคยเห็น ราวกับว่าการอยู่ใกล้ต้นไม้นี้ทำให้เขาวางการป้องกันลงบางส่วน
"นั่งด้วยได้ถ้าต้องการ" เขาพูด "ต้นไม้นี้ไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มาด้วยเจตนาร้าย"
"มันอ่านเจตนาได้?"
"มันรับรู้สัญญาณกาย เหมือนข้า" หริณฉานพูด "ความกลัว ความก้าวร้าว ความตึงเครียดก่อนการโจมตี มันอ่านออกหมด"
ซฺยงเหมิงนั่งลงบนรากข้างๆ ระยะห่างพอดี
ทันทีที่สัมผัสรากด้วยฝ่ามือ เขารับรู้ถึงบางอย่างที่เคลื่อนผ่านมือเขาขึ้นมา ไม่ใช่ไฟฟ้า ไม่ใช่ความร้อน แต่เป็นบางอย่างที่เขาไม่มีคำอธิบาย รู้สึกเหมือนการสัมผัสกับจิตใจขนาดใหญ่มากที่เพิ่งรู้ว่าเขามีอยู่
"ต้นไม้รับรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่" เขาพูด
"ใช่" หริณฉานมองมือของซฺยงเหมิงที่วางบนราก "และมันสนใจท่าน"
"สนใจในแบบที่ดีหรือแบบที่น่ากลัว?"
"สนใจในแบบที่สงสัย" หริณฉานพูด "ท่านผิดปกติสำหรับมันเช่นกัน กลิ่นและสัญญาณกายของท่านไม่ตรงกับมนุษย์ทั่วไปในฐานข้อมูลของมัน"
ซฺยงเหมิงถอนมือออกช้าๆ ความรู้สึกนั้นลางลง แต่ไม่หายไปทันที ราวกับว่ามีรอยที่เหลือค้างอยู่ในฝ่ามือสักครู่
"ฐานข้อมูล" เขาทวน "ต้นไม้มีฐานข้อมูล"
"มีความทรงจำ" หริณฉานแก้ไข "ความทรงจำของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เคยสัมผัสรากของมัน สะสมมาหลายร้อยปี"
"ต้นไม้นี้อายุเท่าไหร่?"
หริณฉานพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ในหน่วยปีมนุษย์ ประมาณสี่ร้อยปี แต่เวลาในภพพืชพันธุ์เดินต่างจากที่นี่ ดังนั้นถ้าคิดตามประสบการณ์ที่มัน ..." เขาหยุดสักครู่ "มันเก่าแก่กว่าตัวเลขนั้นมาก"
ทั้งสองนั่งในความเงียบสักพัก แสงฟ้าสางค่อยๆ สว่างขึ้น เสียงนกเริ่มร้องทีละตัวสองตัว ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นเสียงประสานของเช้าใหม่
"ท่านพาข้ามาที่นี่เพราะต้องการให้ข้าเห็น" ซฺยงเหมิงพูดในที่สุด "แต่ท่านยังไม่บอกว่าต้องการให้ข้าเห็นอะไรจริงๆ"
หริณฉานมองต้นไม้ใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง สายตามีบางอย่างที่ซฺยงเหมิงยังอ่านไม่ออก
"ข้าต้องการให้ท่านเห็นว่าสิ่งที่ท่านมาล่าไม่ใช่ศัตรู" หริณฉานพูดช้าๆ "ป่านี้ไม่ได้ขโมยสัตว์ มันรับสัตว์ที่อยากมา ความแตกต่างนั้นสำคัญมาก"
"แต่ถ้าสัตว์เหล่านั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ชาวบ้านสูญเสียทรัพย์สิน"
"ข้ารู้" หริณฉานพูด เสียงไม่ปฏิเสธ "ข้าได้คืนสัตว์บางตัว ตัวที่มีเจ้าของชัดเจนและเจ้าของต้องการมันกลับ สัตว์ที่หายไปส่วนใหญ่ไม่มีเจ้าของ หรือเจ้าของไม่ตามหา"
ซฺยงเหมิงนึกถึงรายงานจากชาวบ้านอีกครั้ง พยายามจำว่ามีกรณีไหนที่เจ้าของตามหาสัตว์และไม่พบบ้าง
มีน้อยกว่าที่เขาคาดไว้
"ท่านตรวจสอบก่อนที่จะรับสัตว์" เขาพูด
"เสมอ" หริณฉานพูด แล้วหันมามองเขา "ข้าไม่ได้ไร้ความรับผิดชอบ"
ซฺยงเหมิงมองเขาในแสงรุ่งอรุณที่ค่อยๆ สว่างขึ้น
ในแสงนี้ หริณฉานดูต่างออกไปจากทุกครั้งที่พบกัน ไม่มีความระมัดระวังแบบในตลาด ไม่มีความสงบที่ตั้งใจแบบในการสนทนา เขาแค่นั่งอยู่ในป่าที่เขารู้สึกว่าเป็นบ้าน และดูเหมือนตัวเองมากที่สุด
นี่คือเขาจริงๆ ซฺยงเหมิงคิด คนที่นั่งอยู่กับต้นไม้ใหญ่ในยามรุ่งสาง ไม่ได้พยายามเป็นอะไรมากกว่าที่เขาเป็น
"ท่านรักป่านี้" ซฺยงเหมิงพูดโดยไม่ได้ตั้งใจ
หริณฉานหันมามองเขา ดวงตาสีทองในแสงเช้าดูอบอุ่นที่สุดเท่าที่ซฺยงเหมิงเคยเห็น
"ใช่" เขาพูดเบาๆ "มากกว่าหลายสิ่งหลายอย่าง"
"มากกว่าภพพืชพันธุ์ที่ท่านมาจาก?"
หริณฉานพิจารณาอยู่สักครู่ก่อนตอบ "ภพพืชพันธุ์คือที่ที่ข้าเกิด" เขาพูดเงียบๆ "แต่ป่านี้คือที่แรกที่ข้ารู้สึกว่า ... อยากอยู่"
"อยากอยู่ต่างจากอยู่เพราะภารกิจ"
"ต่างกันทุกอย่าง" หริณฉานพูดด้วยน้ำเสียงที่ซฺยงเหมิงจำได้ มันเป็นน้ำเสียงเดียวกับที่ซฺยงเหมิงใช้ตอบเรื่องสัญชาตญาณสัตว์
และซฺยงเหมิงรู้ว่าหริณฉานรู้ว่าเขาจำได้
ทั้งสองนั่งอยู่กับความสมมาตรนั้นในความเงียบ
พระอาทิตย์ขึ้นอย่างเต็มตัวเมื่อพวกเขาเริ่มเดินกลับ
แสงทองของเช้าส่องผ่านใบไม้ สร้างลวดลายแสงเงาบนพื้นดิน ดอกไม้บานอีกชนิดหนึ่งที่ซฺยงเหมิงไม่รู้ชื่อ กลีบสีม่วงอ่อนเปิดรับแสง ผีเสื้อสีขาวตัวหนึ่งบินผ่านระหว่างทั้งสอง
ซฺยงเหมิงสังเกตว่าเดินขบวนนั้นต้นไม้รอบๆ ตอบสนองต่อหริณฉานอย่างละเอียดอ่อน กิ่งที่ห้อยต่ำค่อยๆ ยกขึ้นเมื่อเขาเข้าใกล้ รากที่โผล่พ้นดินดูเหมือนค่อยๆ ลงไปเมื่อเขาจะก้าวข้าม ราวกับว่าป่าทั้งหมดกำลังเคลียร์ทางให้เขา
"ป่าเปิดทางให้ท่าน" เขาพูด
"ป่ารู้ว่าข้ามาจากที่ไหน" หริณฉานพูด "มันทำตามสัญชาตญาณ เหมือนที่ท่านรู้สึกสบายใจกับสัตว์มากกว่ากับคน"
"ข้าไม่ได้บอกว่ารู้สึกอย่างนั้น"
"ท่านไม่ต้องบอก" หริณฉานพูดเบาๆ "ท่านผ่อนคลายมากกว่าเมื่ออยู่ในป่าเปรียบกับในตลาด ชีพจรสงบกว่า การหายใจลึกกว่า กล้ามเนื้อไหล่ตึงน้อยกว่า"
ซฺยงเหมิงจำได้ว่าเขาตกลงกับหริณฉานเรื่องการแจ้งก่อนอ่าน แต่ข้อมูลนี้ดูเหมือนสะสมมาก่อนหน้านั้น
"ข้อมูลที่ท่านสะสมมาก่อนหน้า" เขาพูด "ก่อนที่เราจะตกลงกัน"
"ใช่" หริณฉานพูดโดยไม่ปฏิเสธ
"ท่านจะแบ่งปันสิ่งที่ท่านสังเกตเห็นเกี่ยวกับข้าได้ไหม? ทั้งหมด"
หริณฉานเดินต่อไปสองสามก้าวโดยไม่ตอบ แล้วพูดเงียบๆ "ทั้งหมดนั้นมาก"
"ข้าอยากรู้ว่าท่านเห็นข้าอย่างไร"
อีกสักครู่ของความเงียบ
"ท่านมาที่นี่คนเดียวเพราะท่านเลือก ไม่ใช่เพราะไม่มีคนอื่น" หริณฉานพูดในที่สุด เสียงเงียบแต่ชัด
"ท่านแบกความเหงาไว้ในไหล่ที่กว้างนั้นราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์การล่า ท่านวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ก่อนที่จะรู้สึก และเมื่อท่านรู้สึกแล้ว ท่านเขียนมันลงในสมุดเพื่อให้มันกลายเป็นข้อมูลแทน" เขาหยุด
"ท่านกลัวบางอย่าง แต่ข้ายังไม่รู้ว่ากลัวอะไร"
ซฺยงเหมิงเดินต่อไปโดยไม่ตอบ ก้าวเท้าเท่ากัน ใบหน้าเท่ากัน
แต่ข้างในเขา มีบางอย่างเคลื่อนไหว
เหมือนรากที่เพิ่งได้รับน้ำหลังจากแล้งมานาน
"ท่านเคยถูกอ่านขนาดนี้ไหม?" หริณฉานถามเบาๆ
"ไม่" ซฺยงเหมิงตอบตรงๆ เป็นครั้งแรก
"รู้สึกอย่างไร?"
ซฺยงเหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง คำที่ถูกต้องมีหลายคำ น่ากลัว ล่อแหลม เปราะบาง แต่มีอีกคำหนึ่งที่อยู่ใต้ทั้งหมดนั้นซึ่งเขาเลือกพูดออกมาเพราะเขาจำสัญญาที่ทำกับตัวเองว่าจะพูดความจริงเท่าที่ทำได้
"บางส่วนรู้สึกดีกว่าที่ควร"
หริณฉานไม่ได้ทำอะไรกับคำตอบนั้น ไม่แสดงความพึงพอใจ ไม่แสดงความประหลาดใจ แค่รับไว้และเดินต่อ
แต่ซฺยงเหมิงสังเกตว่าก้าวเดินของหริณฉานเบาขึ้นเล็กน้อย
ในแบบที่สังเกตได้ก็เพราะสัญชาตญาณสัตว์
พวกเขากลับมาถึงบริเวณใกล้ถ้ำที่พักเมื่อแสงสายสูงขึ้น
หริณฉานหยุดที่จุดแยกทาง จุดที่ทิศหนึ่งไปยังถ้ำของซฺยงเหมิง อีกทิศไปยังบ้านของเขา
"ขอบคุณ" ซฺยงเหมิงพูด ไม่ใช่คำขอบคุณสำหรับการนำทาง แต่เป็นคำขอบคุณสำหรับสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
หริณฉานมองเขาสักครู่
"ถ้าท่านต้องการเห็นภพพืชพันธุ์" เขาพูดเงียบๆ "ข้าพาไปได้ แต่ต้องรอเวลาที่ถูกต้อง"
"เวลาที่ถูกต้องคือเมื่อไหร่?"
"เมื่อขอบเขตบางที่สุด" หริณฉานพูด "คืนเดือนมืด สามวันข้างหน้า"
แล้วเขาก็เดินไปทางบ้านของเขา
ซฺยงเหมิงยืนอยู่ที่จุดแยกทาง มองตามจนร่างนั้นหายไปในแสงเช้า
เขาควักสมุดบันทึก เขียนสั้นๆ
วันที่สิบ เช้า ภพต้นกำเนิดราก : สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีชื่อในภาษามนุษย์ เชื่อมต่อทั้งสองภพ มีความทรงจำสี่ร้อยปี รับรู้ข้าและสนใจ
ตกลงกับหริณฉาน : เขาแจ้งเมื่ออ่านข้อมูลกาย ข้ารับรู้เขาตามที่ตกลง
สามวันข้างหน้า : คืนเดือนมืด — ภพพืชพันธุ์
เขาวางปากกาลง มองข้อความสุดท้าย
คืนเดือนมืด เขาคิด สามวัน
แล้วเขาก็เขียนเพิ่มในส่วนที่เขาเขียนด้วยอักษรเล็กกว่าปกติเสมอ
วันนี้ : รู้สึกว่าป่านี้หายใจ และป่าหายใจตามข้า
ไม่รู้ว่าจะบันทึกความรู้สึกนั้นว่าอะไร
บางทีบางสิ่งไม่ต้องการชื่อเพื่อที่จะจริง
พิเศษท้ายตอน
ในตอนที่ซฺยงเหมิงสัมผัสรากของภพต้นกำเนิดราก และรู้สึกถึงบางอย่างที่เคลื่อนผ่านมือขึ้นมา
สิ่งที่เขารู้สึกนั้นไม่ใช่แค่การสัมผัสกับจิตสำนึกของป่า
มันคือการที่ภพต้นกำเนิดรากส่งสัญญาณไปยังหริณฉาน
สัญญาณที่ในภาษาของภพพืชพันธุ์แปลได้ประมาณว่า สิ่งมีชีวิตนี้มีรากของเราอยู่ในเลือด
และหริณฉานซึ่งรับสัญญาณนั้นนั่งนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนที่จะตอบกลับในภาษาเดียวกันว่า ข้ารู้ ข้าแค่ยังไม่เข้าใจ
ภพต้นกำเนิดรากส่งสัญญาณกลับมาอีกครั้ง สั้นกว่า
สัญญาณที่แปลได้ว่า แล้วท่านจะเข้าใจ
และหริณฉานไม่รู้ว่าต้นไม้นั้นหมายถึงเรื่องเลือดของซฺยงเหมิง
หรือหมายถึงเรื่องอื่น
ต้นไม้ที่มีอายุสี่ร้อยปีรู้เรื่องหนึ่ง ที่คนอายุยี่สิบแปดปียังไม่รู้
ว่าสิ่งที่หยั่งรากลึกที่สุด
ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ
มันเริ่มด้วยการยืนอยู่ในที่เดียวกัน นานพอที่รากจะพันกัน โดยที่ไม่มีใครสั่ง
และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหรที่มันเริ่ม
..สุสาส์นราคะ..