เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
รัก,ไซไฟ,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,จีน,นิยายวายจีนโบราณ,นิยายจีนโบราณ,นิยายวาย,นิยายวายพีเรียด,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,ไซไฟ,ไซไฟ-แฟนตาซี,ไซไฟแฟนตาซี,สุสาส์นราคะ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตต่างภพ นวนิยายSci-Fiความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และค.รักที่ถูกจารึกใน สุสาส์นราคะ สถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งรักหลับใหล
.... สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation] ...
°•. “Where the Hunter Becomes the Hunted”. •°
เกริ่นนำ
เมื่อนักล่าผู้เคยเชื่อว่าตนคือผู้ล่า กลับพบว่าตนเองถูกเลือกโดยสิ่งมีชีวิตที่เขาตามหา นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักที่จารึกอยู่บนหิน “สุสาส์นราคะ”
ป่าหนานลู่ไม่มีในแผนที่ของสำนักเทียนหลิน เพราะมันไม่ได้อยู่ในโลกใบเดียวกับที่มนุษย์รู้จัก
ซฺยงเหมิง นักล่าผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เคยพลาดเป้า เดินเข้าไปเพื่อตามล่าสิ่งที่ทำให้สัตว์ป่าหายไปอย่างเงียบงัน เขาคาดว่าจะพบปีศาจ
แต่สิ่งที่พบกลับเป็น หริณฉานชายหนุ่มดวงตาสีทองที่นั่งเก็บเห็ดบนต้นไม้กลางดึกอย่างใจเย็น และตั้งแต่วินาทีนั้น คำถามก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
ใครกันแน่ที่เป็นนักล่า และใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ
นวนิยายจีนโบราณ ไซไฟ ความรักต่างสายพันธุ์ และจิตวิญญาณ เรื่องราวระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตต่างภพ
ความรักต่างสายพันธุ์ที่ข้ามขอบเขตของโลก และสุสานที่ไม่มีผู้ตาย มีแต่หัวใจที่ยังอยู่รอเพื่อกันในทุกวัน
"สุสาส์นราคะ" ที่ๆ ทุกราคะและความผูกพันที่ไม่มีทางปล่อยวางได้ถูกเก็บรักษาไว้
ไม่ใช่สุสานของการจบสิ้นพันธนาการสุดท้ายของเหล่าดวงวิญญาณ
แต่เป็นสุสานของการจารึกบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความตาย
"สถานที่ ที่ จิตวิญญาณแห่งรัก หลับใหล"
....สุสาส์นราคะ...
มีรายตอนทั้งหมด 30 ตอน (ติดเหรียญตอนที่ 9)
EBOOK: MEB/ARNBOOK/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 09.09-11.11)
ฝากติดตาม: TIkTOk / IG / FB / LEMON8 / X (NAME: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)
ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”
°•. สุสาส์นราคะ. •°
มีวันหนึ่งที่นักล่าวางอาวุธลง ไม่ใช่เพราะแพ้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะพบว่ามือที่ถืออาวุธนั้น อยากเอื้อมไปจับมืออีกคนมากกว่า
ป่าเดือนมืดไม่ได้มืดจริง มันแค่เปลี่ยนแหล่งแสง จากฟ้าที่ไกลเกินสัมผัส มาเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างๆ และในคืนที่ขอบเขตบางที่สุด ระหว่างสองโลกที่ไม่เคยพบกัน สิ่งที่ข้ามผ่านไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่คือสิ่งที่ไม่มีชื่อ ที่ทั้งสองพกมาโดยไม่รู้ตัว
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]
เดือนแปด ปีที่สี่แห่งรัชกาลหยวนเฉิง — คืนเดือนมืด วันที่สิบห้า
ท้องฟ้าในคืนนั้นดำสนิทอย่างที่ซฺยงเหมิงไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่ดำแบบที่เมฆบัง ไม่ใช่ดำแบบที่หมอกหนา แต่เป็นดำของคืนที่พระจันทร์ไม่มีอยู่จริง ดาวยังส่องแสงอยู่แต่ดูเหมือนถูกดึงให้ไกลขึ้น ราวกับว่าท้องฟ้าคืนนี้ลึกกว่าปกติหลายเท่า และความลึกนั้นดูดกลืนแสงไว้ก่อนที่มันจะลงมาถึงพื้นดิน
ป่าหนานลู่ในคืนเดือนมืดสว่างด้วยแสงของตัวเอง
แสงสีทองที่ซฺยงเหมิงคุ้นเคยมาสิบห้าวันเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเป็นสองเท่า ใบไม้ทุกใบ กิ่งไม้ทุกกิ่ง รากทุกเส้นที่โผล่พ้นดิน เรืองแสงราวกับว่ากำลังหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่งและกลั้นไว้ ดอกไม้ที่ปกติบานเฉพาะกลางคืนบานเต็มที่ กลีบสีขาวนวลเรืองแสงสีน้ำเงินอ่อนที่ผสมกับทองจนกลายเป็นสีที่ซฺยงเหมิงไม่มีชื่อเรียก
กลิ่นของป่าในคืนนี้ต่างออกไปด้วย หนาแน่นกว่า ลึกกว่า มีชั้นที่ไม่เคยมีในคืนอื่น ราวกับว่าป่าทั้งหมดกำลังปล่อยสิ่งที่กักเก็บไว้ตลอดทั้งเดือนออกมาในคืนเดียว
ซฺยงเหมิงยืนอยู่ที่ปากถ้ำ ถุงเดินทางขนาดเล็กอยู่บนหลัง สมุดบันทึกในกระเป๋าด้านใน อาวุธครบชุดที่หริณฉานไม่ได้ขอให้ทิ้งไว้แต่ซฺยงเหมิงตัดสินใจเองว่าจะพกไปเพราะนิสัย
แล้วก็เปลี่ยนใจ ถอดอาวุธส่วนใหญ่ออก เก็บไว้แค่มีดไม้มงคลเล่มเดียว
ถ้าภพพืชพันธุ์เป็นอย่างที่หริณฉานบอก อาวุธที่ใช้กับมนุษย์ไม่มีประโยชน์ที่นั่น และความไว้ใจก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
หริณฉานมาถึงตรงเวลา
เขาไม่ได้พูดอะไรเมื่อมาถึง แค่มองซฺยงเหมิงจากศีรษะถึงเท้า ตรวจสอบบางอย่างที่ซฺยงเหมิงรู้ว่าคือการอ่านสัญญาณกายผ่านโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณก่อนที่จะพาเข้าไปในสถานที่ที่อ่านจากระยะไกลไม่ได้
"ท่านพักผ่อนพอไหม?" หริณฉานถามในที่สุด
"พอ"
"กินอาหารแล้วไหม?"
"กิน"
"ท่านกังวลไหม?"
ซฺยงเหมิงพิจารณาอยู่สักครู่ "กังวลในแบบที่ดีกว่าน่ากลัว ถ้าท่านหมายถึงแบบนั้น"
หริณฉานพยักหน้าเล็กน้อย "ดี" เขาพูด แล้วหันมองป่า "มีอะไรหนึ่งอย่างที่ต้องรู้ก่อน ภพพืชพันธุ์เชื่อมต่อกับอารมณ์ของผู้ที่อยู่ในนั้น ถ้าท่านกลัวมาก ป่าในภพพืชพันธุ์จะสะท้อนความกลัวนั้น ถ้าท่านสงบ ป่าจะสงบด้วย"
"ป่าเป็นกระจกอารมณ์"
"ป่าตอบสนอง ไม่ใช่กระจก" หริณฉานแก้ไข "กระจกแค่สะท้อน ป่าในภพพืชพันธุ์ตอบสนองและปรับตัว ถ้าท่านกลัว ป่าอาจพยายามปลอบ ซึ่งอาจทำให้ทุกอย่างดูแปลกกว่าเดิม"
"แล้วถ้าข้า..." ซฺยงเหมิงหยุดสักครู่ หาคำ "...รู้สึกอื่นๆ ล่ะ?"
หริณฉานมองเขา "ขึ้นอยู่กับว่ารู้สึกอะไร" เขาพูดเงียบๆ แล้วหันกลับไปมองป่า "เดินตามข้าใกล้ๆ อย่าแยก อย่าสัมผัสอะไรก่อนที่ข้าจะบอกว่าทำได้ และถ้าท่านรู้สึกว่าท่วมท้น บอกข้าทันที"
"ท่านจะทำอะไร?"
"พาออก" หริณฉานพูดเรียบๆ "ข้าพาออกได้เสมอ ถ้าข้าอยู่ด้วย"
ซฺยงเหมิงรับรู้ถึงน้ำหนักในคำสุดท้ายนั้น ถ้าข้าอยู่ด้วย มันไม่ใช่เงื่อนไขแต่เป็นการยืนยัน
"พร้อม" เขาพูด
จุดข้ามภพอยู่ที่ภพต้นกำเนิดราก
ซฺยงเหมิงรู้เรื่องนี้แล้ว แต่เมื่อเท้าทั้งสองก้าวเข้าสู่ลานกลางคืนที่ภพต้นกำเนิดรากตั้งตระหง่านอยู่ ความต่างนั้นก็ยังซัดเข้ามาเต็มอกจนแทบหายใจไม่ออก
ในคืนเดือนมืดสนิท ท้องฟ้าไร้ดวงจันทร์ แสงของภพต้นกำเนิดรากกลับสว่างจ้ากว่าที่เขาเคยเห็นในตอนเช้าหลายเท่านัก แสงสีทองมิใช่เพียงเรืองรอง แต่สั่นไหวเป็นจังหวะช้า ๆ ลึก ๆ ราวกับว่าต้นไม้ยักษ์ทั้งต้นกำลังหายใจ… หายใจด้วยชีวิตที่เก่าแก่กว่าภูเขาและแม่น้ำทั้งปวง
รากที่แผ่กระจายรอบโคนต้นเรืองแสงเต็มกำลัง เส้นรากใหญ่โตคดเคี้ยวเหมือนมังกรทองที่หลับใหลใต้ดินมานานนับพันปี ปลายรากบางส่วนโผล่พ้นผิวดิน เปล่งประกายระยิบระยับจนพื้นลานทั้งผืนกลายเป็นทะเลทองคำที่เคลื่อนไหวช้า ๆ
ดอกไม้รอบโคนต้นบานจนสุดกลีบ กลีบดอกสีขาวเงินและสีทองอ่อนแผ่กว้างราวกับกำลังเปิดรับแสงจากภพต้นกำเนิดเอง กลิ่นหอมเข้มข้นพุ่งเข้าจมูกทันทีที่ก้าวเข้ามาในลาน หอมจนมึนเมา หอมจนรู้สึกว่าอากาศรอบตัวหนาขึ้น
และท่ามกลางกลิ่นดอกไม้นั้น… มีกลิ่นอีกกลิ่นหนึ่งผสมอยู่
กลิ่นของหริณฉาน
เข้มข้นกว่าทุกครั้งที่เคยได้กลิ่น ลึกกว่า ดิบกว่า ราวกับขอบเขตระหว่างร่างมนุษย์กับร่างแท้ได้บางลงจนเกือบจะสลาย และขอบเขตระหว่างสองโลกก็บางลงตามไปด้วยในคืนนี้
ยืนตรงนี้
หริณฉานพาซฺยงเหมิงมายืนที่รากใหญ่ที่โผล่พ้นดินข้างโคนต้น รากเดียวกันกับที่ซฺยงเหมิงเคยสัมผัสเมื่อสองวันก่อน แต่คราวนี้มันร้อนระอุและมีชีวิตมากกว่า
มือทั้งสองวางบนราก เมื่อท่านรู้สึกว่าบางอย่างดึงท่านลงไป อย่าต้าน
ดึงลงไปในดิน?
ดึงเข้าไปในระหว่าง หริณฉานตอบ เสียงทุ้มนุ่มก้องอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยแสงทอง ร่างกายของท่านจะยังอยู่ที่นี่ แต่การรับรู้ของท่านจะข้ามไป เขาหยุดครู่หนึ่ง มันอธิบายด้วยคำยาก ท่านจะเข้าใจเมื่อเกิดขึ้น
ท่านจะอยู่ด้วยไหม?
ข้าจะข้ามไปพร้อมกัน
หริณฉานก้าวมายืนข้าง ๆ ซฺยงเหมิง ใกล้จนไหล่ทั้งสองแทบสัมผัสกัน ความอบอุ่นจากร่างของเขาแผ่ซ่านมาพร้อมกับแสงทองที่เข้มขึ้น
วางมือ
ซฺยงเหมิงวางฝ่ามือทั้งสองลงบนรากใหญ่
ความรู้สึกที่ไหลเข้ามาในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนทันที
มันไม่ได้เบาและอ่อนโยนอีกต่อไป มันชัดเจน หนักแน่น และตั้งใจ ราวกับประตูโบราณที่ถูกผลักเปิดออกอย่างเต็มที่ แทนที่จะเป็นเพียงรอยร้าวที่แสงลอดผ่าน
แล้วบางอย่างก็… ดึง
ไม่ใช่ดึงร่างกาย
แต่ดึงบางสิ่งที่อยู่ลึกกว่ากล้ามเนื้อ ลึกกว่ากระดูก ลึกกว่าเลือดและลมหายใจ ดึงสิ่งที่ซฺยงเหมิงไม่มีชื่อเรียก แต่รู้ทันทีว่านั่นคือ “ตัวเขา” ทั้งดวง
เขาไม่ต้าน
แสงสีทองท่วมท้นทุกอย่างในพริบตา
ลาน ต้นไม้ ดอกไม้ แม้แต่ร่างของหริณฉาน ทุกอย่างถูกกลืนเข้าไปในแสงสีทองจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด แสงนั้นไม่ร้อน แต่กลับเย็นเยียบและศักดิ์สิทธิ์ ราวกับถูกดึงเข้าไปในหัวใจของดวงอาทิตย์ที่ยังมีชีวิต
แล้วทุกอย่างก็หายไป
เงียบสนิท
มืดสนิท
ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาอีกครั้ง… แต่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ซฺยงเหมิงยืนอยู่ในป่า
แต่ไม่ใช่ป่าเดิม
ต้นไม้รอบตัวสูงเสียดฟ้า ลำต้นโปร่งแสงสีทองอมเขียว ใบไม้ทุกใบเรืองแสงจากภายในราวกับมีดวงดาวเล็ก ๆ นับล้านดวงซ่อนอยู่ อากาศหอมหวานจนแทบจะดื่มได้ และเบื้องหน้า… มีหริณฉานยืนอยู่ข้าง ๆ ยังคงอยู่ในร่างกึ่งมนุษย์กึ่งต้นไม้ มงกุฎรากทองคำพลิ้วไหวเหนือศีรษะ ดวงตาสี่เหลี่ยมสีอำพันมองเขามาอย่างสงบ
ยินดีต้อนรับ เสียงของหริณฉานดังขึ้นท่ามกลางความงามอันอลังการของภพพืชพันธุ์
สู่บ้านของข้า
ซฺยงเหมิงยืนนิ่งอยู่นาน
ป่าตรงหน้าไม่ใช่ป่า
มันคืออาณาจักร
ต้นไม้ในภพพืชพันธุ์สูงใหญ่กว่าป่าหนานลู่หลายเท่าจนเกินกว่าจะเปรียบเทียบ ลำต้นแต่ละต้นกว้างเท่าบ้านสองหลังรวมกัน บางต้นกว้างกว่านั้นอีก ซฺยงเหมิงเงยหน้าขึ้นจนคอเกือบหัก แต่ยังมองไม่เห็นยอดของต้นไม้ หายไปในชั้นแสงสีทองอมเขียวที่ลอยอยู่สูงลิ่วราวกับท้องฟ้าอีกชั้นหนึ่ง
เปลือกไม้สีเงินอมทองทั่วทั้งลำต้นมีรอยลวดลายละเอียดอ่อน ดูคล้ายอักษรโบราณที่ไม่มีผู้ใดอ่านออก แต่รอยเหล่านั้นไม่ได้หยุดนิ่ง มันเคลื่อนไหวช้า ๆ ไหลเรื่อยไปเหมือนแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ไหลเวียนอยู่บนผิวไม้ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ เพียงแค่วนเวียนไปมาอย่างสงบและมีชีวิต
แสงในภพพืชพันธุ์ไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์
มันมาจากทุกทิศทุกทาง
ต้นไม้ทุกต้นเปล่งแสงจากภายใน ใบไม้นับล้านใบเรืองรองด้วยสีทองอมเขียวที่นุ่มนวล พื้นดินใต้เท้าก็เรืองแสงเช่นกัน รากไม้ที่ทอดยาวพันกันเป็นตาข่ายสีทองส่องประกายผ่านผิวดิน แม้แต่อากาศเองก็มีแสง ละอองเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนลอยละล่อง เปล่งประกายจาง ๆ ราวกับฝุ่นดาวที่ยังมีลมหายใจ
และที่น่าอัศจรรย์ที่สุด… แม้แต่ความมืดระหว่างสิ่งของก็มีแสงในตัวเอง
ซอกเงาใต้รากไม้ ช่องว่างระหว่างใบ โพรงในลำต้น ทุกที่ที่ควรจะมืดกลับเปล่งแสงสีทองอมเขียวอ่อน ๆ ออกมาอย่างเงียบเชียบ แสงนั้นไม่จ้า ไม่แยงตา แต่ลึกซึ้งและนุ่มนวล ราวกับว่าแสงในภพพืชพันธุ์ไม่ได้ “ส่องสว่าง” แต่ “ซึมซาบ” เข้าไปในทุกสรรพสิ่ง รวมถึงเข้าไปในดวงตาและหัวใจของผู้ที่ได้ย่างกรายเข้ามา
ดอกไม้บานอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง บางดอกใหญ่เท่าหลังคาบ้าน กลีบโปร่งแสงจนมองทะลุเห็นเส้นเลือดสีทองข้างใน บางดอกเล็กจิ๋วแต่รวมกันเป็นพุ่มเรืองแสงราวกับดวงดาวที่ตกลงมาบนดิน เถาวัลย์เลื้อยพันลำต้นเป็นเกลียว ส่งแสงสีเขียวมรกตวิ่งไปตามเถาเหมือนกระแสไฟฟ้าที่มีชีวิต
เสียงในภพนี้ก็ต่างออกไป
ไม่มีเสียงลมธรรมดา แต่เป็นเสียงหายใจช้า ๆ ของต้นไม้ยักษ์ เสียงรากไม้ขยับเบา ๆ ใต้ดิน เสียงดอกไม้บานแยกกลีบ และเสียงอะไรบางอย่างที่ลึกกว่านั้น… เสียงที่คล้ายเพลงแต่ไม่มีทำนอง คล้ายคำรามแต่ไม่มีคำ ราวกับภพทั้งผืนกำลังกระซิบกับตัวเองมาตั้งแต่ก่อนที่โลกมนุษย์จะถือกำเนิด
ซฺยงเหมิงหายใจเข้าลึก ๆ
อากาศหอมหวานจนแทบจะเมา หอมด้วยกลิ่นดินที่อุดม กลิ่นยางไม้สด กลิ่นดอกไม้ที่ไม่เคยมีในโลกมนุษย์ และกลิ่นของหริณฉานที่เจือปนอยู่จาง ๆ ราวกับว่าที่นี่คือบ้านที่แท้จริงของเขา และทุกสิ่งทุกอย่างกำลังต้อนรับการกลับมาของเขา
หริณฉานยืนอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ มงกุฎรากทองคำเหนือศีรษะพลิ้วไหวตามแสง ดวงตาสี่เหลี่ยมสีอำพันมองไปทั่วอาณาบริเวณด้วยสายตาที่ทั้งคุ้นเคยและลึกซึ้ง
ที่นี่… เขาพูดเสียงเบา คือภพพืชพันธุ์
บ้านของข้า
และบัดนี้… ก็เป็นสถานที่ที่ท่านได้ย่างกรายเข้ามาแล้ว
แต่ กลิ่นในภพพืชพันธุ์ทำให้ซฺยงเหมิงหยุดหายใจชั่วขณะ
ไม่ใช่เพราะไม่ดี มันดีกว่าอะไรที่เขาเคยสูดดมมาก แต่เพราะมันเข้มข้นจนประสาทสัมผัสของเขาประมวลผลได้ไม่ทัน กลิ่นของดินที่ไม่เคยแห้ง กลิ่นของใบไม้ที่ไม่เคยร่วง กลิ่นของฝนที่ตกเสมอแม้ท้องฟ้าไม่มีเมฆ และกลิ่นอีกกลิ่นหนึ่งที่เขาจำได้แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับอะไรได้จนกระทั่งรู้ว่ามันคือกลิ่นของหริณฉาน บริสุทธิ์กว่าในโลกมนุษย์ เข้มข้นกว่า และตรงกว่า เหมือนว่าในโลกมนุษย์กลิ่นนั้นถูกกรองผ่านร่างมนุษย์จนอ่อนลง แต่ในภพพืชพันธุ์มันเป็นตัวเองเต็มที่
"หายใจ" หริณฉานพูดเบาๆ จากข้างๆ
ซฺยงเหมิงหายใจ ลมหายใจนั้นเข้มข้นจนเขารู้สึกได้ถึงมันทีละชั้น
"สัญชาตญาณสัตว์ของท่านกำลังทำงานหนักมาก" หริณฉานพูด "ข้ารับรู้ได้จากโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณใต้เท้าท่าน ลดระดับลงได้ไหม?"
"ลดยาก" ซฺยงเหมิงพูดตรงๆ "มันขยายโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่"
"แล้วถ้ามันขยายเต็มที่ในภพพืชพันธุ์?"
"ข้าจะรับรู้ทุกอย่างในบริเวณนี้พร้อมกัน"
หริณฉานเงียบสักครู่ "น่าสนใจ" เขาพูดในที่สุด เสียงมีบางอย่างที่ซฺยงเหมิงไม่เคยได้ยินมาก่อน "ลองดู ข้าอยู่ด้วย"
ซฺยงเหมิงหยุดกั้นสัญชาตญาณสัตว์
มันขยายออกไปในภพพืชพันธุ์
และโลกทั้งใบก็พังทลายเข้ามาพร้อมกัน
ไม่ใช่ในแบบที่เจ็บปวด แต่ในแบบที่ท่วมท้นอย่างที่ไม่มีคำอธิบาย ซฺยงเหมิงรับรู้ถึงต้นไม้ทุกต้นในรัศมีหลายร้อยลี้ รับรู้ถึงอารมณ์ของมันที่ไม่ใช่อารมณ์สัตว์แต่เป็นบางอย่างที่เขาต้องเรียนรู้คำใหม่สำหรับมัน รับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่ในดินและรากและอากาศ รับรู้ถึงสายน้ำใต้ดินที่ไหลเป็นระบบซับซ้อน รับรู้ถึงแสงที่เคลื่อนไหวผ่านทุกอย่างราวกับเลือด
และรับรู้ถึงหริณฉาน
รับรู้ถึงเขาในแบบที่ไม่เคยรับรู้ได้ในโลกมนุษย์ แม้แต่ตอนใกล้ชิดที่สุด ไม่ใช่แค่อุณหภูมิและชีพจรที่โครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณส่งมา แต่เป็นบางอย่างที่ลึกกว่า บางอย่างที่ซฺยงเหมิงจะเรียกว่า ตัวตน ถ้าเขาต้องเลือกคำ รู้สึกถึงสิ่งที่ทำให้หริณฉานเป็นหริณฉาน ไม่ใช่สายพันธุ์ ไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นบางอย่างที่อยู่ใต้ทั้งหมดนั้น
และบางอย่างในตัวตนนั้นหันมาหาซฺยงเหมิง
ราวกับว่ารู้ว่าถูกรับรู้
ซฺยงเหมิงดึงสัญชาตญาณกลับมาอย่างรวดเร็วเพราะมันมากเกินไป เขาเซถอยหลังครึ่งก้าว แล้วมีบางอย่างจับแขนเขาไว้
มือของหริณฉาน
"เป็นอย่างไร?" หริณฉานถาม เสียงเบาและใกล้
ซฺยงเหมิงใช้เวลาสักครู่กว่าจะหาคำ "มากเกินไป" เขาพูดในที่สุด
"มากเกินไปในแบบที่ดีหรือไม่ดี?"
ซฺยงเหมิงคิดอยู่ "ดี แต่ต้องปรับ"
"ใช้เวลา" หริณฉานพูด แต่ยังไม่ปล่อยแขน "เดินได้ไหม?"
"เดินได้"
พวกเขาเดินเข้าไปในภพพืชพันธุ์ หริณฉานเดินนำ มือยังจับแขนซฺยงเหมิงไว้เบาๆ ไม่แน่น ไม่หลวม แค่พอให้รู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ด้วย
ภพพืชพันธุ์ในคืนเดือนมืดมีรายละเอียดที่ซฺยงเหมิงไม่คาดคิด
ซฺยงเหมิงเดินไปได้ไม่ไกลนักก็ต้องชะงักเท้า
เพราะสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์กำลังปรากฏตัวทีละน้อยจากแสงสีทองอมเขียว
กวางตัวหนึ่งยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ยักษ์ ลำตัวปกคลุมด้วยเปลือกไม้สีเงินบาง ๆ แทนขน ขาทั้งสี่เป็นรากไม้ที่หยั่งลงดินอย่างมั่นคง แต่สิ่งที่ทำให้เขาตาค้างคือ “เขา” บนหัว… ไม่ใช่เขากระดูก แต่เป็นกิ่งต้นไม้จริง ๆ ที่ยังมีชีวิต กิ่งเล็กกิ่งน้อยแตกแขนงออกไป มีใบทองคำเรืองแสงพริ้วไหวเบา ๆ ราวกับมงกุฎที่มีลมหายใจ กวางตัวนั้นหันมามองซฺยงเหมิงด้วยดวงตาสีเขียวมรกต ไม่มีความหวาดกลัว มีแต่ความสนใจอย่างเงียบงัน
ไม่ไกลจากนั้น แมลงขนาดเท่าฝ่ามือบินวนเวียนอยู่กลางอากาศ ปีกของมันไม่ใช่ปีกแมลงธรรมดา แต่เป็นกลีบดอกไม้โปร่งแสงสีชมพูอ่อนและสีขาวเงินที่พับและกางได้อย่างสง่างาม ทุกครั้งที่ปีกกระพือ ละอองเกสรสีทองร่วงหล่นลงมาเป็นสาย แมลงตัวนั้นบินวนรอบตัวซฺยงเหมิงสองสามรอบ ก่อนจะหยุดนิ่งกลางอากาศ หันลำตัวมาจ้องเขาด้วยตาเล็ก ๆ สีดำสนิท ราวกับกำลังใคร่ครวญว่ามนุษย์คนนี้คืออะไร
และบนพื้นดินใกล้รากไม้ใหญ่ มีงูลำตัวยาวเลื้อยผ่านไปอย่างช้า ๆ
ลำตัวของมันโปร่งใสจนมองทะลุได้ ข้างในไม่มีอวัยวะเนื้อหนัง แต่เป็นสายน้ำใสไหลเวียนไปมาอย่างต่อเนื่อง บางช่วงน้ำนั้นเรืองแสงสีฟ้าอ่อน บางช่วงเป็นสีทอง ราวกับมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ถูกบรรจุอยู่ในร่างงู หัวงูเงยขึ้นเมื่อผ่านใกล้ซฺยงเหมิง ลิ้นสีเขียวอ่อนสั่นไหวเบา ๆ แล้วมันก็หยุดนิ่ง จ้องเขามานานกว่าที่สัตว์ใดควรจะจ้อง
สัตว์เหล่านี้ไม่กลัว
ไม่มีตัวใดวิ่งหนี หรือแสดงท่าทีข่มขู่ พวกมันเพียงแค่หยุด มอง และให้ความสนใจเป็นพิเศษกับซฺยงเหมิง ราวกับว่ามนุษย์ที่เพิ่งย่างกรายเข้ามาในภพนี้เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่น่าพิศวงยิ่งกว่าตัวพวกมันเอง
หริณฉานยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น
พวกมันรู้ เขาพูดเสียงเบา ว่าร่างกายของท่านไม่ได้เกิดจากที่นี่ แต่จิตวิญญาณของท่าน… ตอบสนองต่อแสงของภพนี้ได้
จึงสนใจ
กวางที่มีกิ่งไม้เป็นเขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ใบทองคำบนกิ่งพลิ้วไหว แมลงปีกกลีบดอกไม้บินวนรอบไหล่ซฺยงเหมิงเบา ๆ และงูลำตัวโปร่งใสเลื้อยวนเป็นวงกลมรอบเท้าเขาอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังวนเวียนต้อนรับผู้มาเยือนคนแรกในรอบหลายร้อยปี
ในภพพืชพันธุ์… แม้แต่สัตว์ก็เต็มไปด้วยชีวิต และความสงสัยที่เงียบงันต่อมนุษย์ผู้บังเอิญได้ข้ามมาเหยียบผืนดินแห่งนี้
"พวกมันไม่เคยเห็นมนุษย์ที่มีสัญชาตญาณแบบท่าน" หริณฉานพูดเมื่อกวางต้นไม้สองตัวเดินเข้ามาใกล้โดยไม่ระวังตัว
"พวกมันรู้สึกถึงสัญชาตญาณสัตว์ของข้า?"
"พวกมันรู้สึกว่าท่านคล้ายพวกมันบางส่วน" หริณฉานพูด มีบางอย่างในน้ำเสียงที่ซฺยงเหมิงไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไร
กวางต้นไม้ตัวใหญ่กว่าเดินเข้ามาวางปากที่มีดอกไม้เล็กๆ บานอยู่บนหัวไว้ที่มือของซฺยงเหมิง
สัมผัสนั้นเย็นและชื้น เหมือนใบไม้หลังฝน ไม่ใช่ปากสัตว์
ซฺยงเหมิงไม่ขยับ ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้น
"ท่านไม่ตกใจ" หริณฉานสังเกต
"สัตว์ที่มาหาโดยไม่กลัวไม่น่ากลัว" ซฺยงเหมิงพูดเงียบๆ "นั่นเป็นกฎพื้นฐานที่สุดที่ข้าเรียนรู้มา"
"แล้วสัตว์ที่มาหาโดยตั้งใจล่ะ?"
ซฺยงเหมิงหันมามองหริณฉาน
และพบว่าหริณฉานกำลังมองกลับมา
ดวงตาสีทองคู่นั้นมีแสงมากกว่าในโลกมนุษย์หลายเท่า แสงอำพันลุกโชนจากภายในราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ สองดวงถูกจุดไว้ใต้รูม่านตาสี่เหลี่ยมแนวตั้ง แสงนั้นไม่ได้จ้าจนแยงตา แต่ลึกซึ้งและอบอุ่น ราวกับกำลังมองทะลุผ่านเนื้อหนังของซฺยงเหมิงไปจนถึงจิตวิญญาณ
ในภพพืชพันธุ์ ร่างมนุษย์ของหริณฉานบางลงอย่างเห็นได้ชัด
ผิวหนังที่เคยขาวเนียนในโลกมนุษย์ บัดนี้โปร่งแสงขึ้นจนเกือบจะมองเห็นเส้นแสงสีทองที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิว ราวกับร่างนี้เป็นเพียงผ้าคลุมบาง ๆ ที่ห่อหุ้มตัวตนที่แท้จริงไว้ไม่มิด แสงทองเรืองรองซึมออกมาจากทุกอณูของผิวหนัง ไม่จ้าแต่สม่ำเสมอ ทำให้เขอดูเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยแสงอรุณที่ยังไม่ทันสาง
ที่ปลายนิ้วทั้งสิบ รากบาง ๆ สีทองเส้นเล็กกำลังค่อย ๆ งอกออกมา
รากเหล่านั้นไม่ได้แข็งกระด้าง แต่ยืดหยุ่นและมีชีวิต โบกสะบัดเบา ๆ ในอากาศราวกับเส้นผมของใครบางคนที่ถูกลมพัด ปลายรากแตะต้องอากาศรอบตัวอย่างแผ่วเบา สัมผัสละอองแสงที่ลอยอยู่ บางครั้งรากเล็ก ๆ ก็แตกแขนงออกเป็นใบทองคำจิ๋วที่พริ้วไหวแล้วสลายไปในพริบตา
ร่างแท้ของเขากำลังซึมผ่านออกมาทีละน้อย
ไม่ถึงกับเผยโฉมเต็มรูปแบบเหมือนเมื่อคืนในป่ามนุษย์ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นถึงขอบเขตที่จางลงระหว่างสองร่าง ในภพนี้หริณฉานไม่ได้ต้องฝืนกลั้นตัวตนอีกต่อไป แสงทอง รากไม้ และชีวิตพืชพันธุ์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา ล้วนได้รับอนุญาตให้หายใจออกมาอย่างอิสระ
ซฺยงเหมิงมองภาพตรงหน้าแล้วนิ่งไป
ชายหนุ่มที่เคยยืนอยู่ในชุดสีเขียวอ่อนใต้แสงจันทร์ บัดนี้กลายเป็นสิ่งที่มีความงามต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ความงามที่ไม่ใช่ของมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นความงามในแบบตัวเองที่กลับสู่บ้านเกิด ทุกการหายใจของเขาทำให้แสงรอบตัวกระเพื่อม ทุกการขยับนิ้วทำให้รากทองคำพลิ้วไหว และทุกสายตาที่มองมา ทำให้ซฺยงเหมิงรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ทั้งอบอุ่นและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
หริณฉานยิ้มบาง ๆ ปลายรากที่งอกจากนิ้วมือแตะอากาศเบา ๆ อีกครั้ง
ที่นี่ เขาพูด เสียงทุ้มนุ่มก้องอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยแสง
ข้าไม่ต้องซ่อนอะไรเลย
"สัตว์ที่มาหาโดยตั้งใจ" ซฺยงเหมิงพูดช้าๆ "บอกได้มากกว่าเรื่องอันตราย มันบอกเรื่องเจตนา"
"และเจตนาอ่านออกอย่างไร?"
"จากสิ่งที่มันทำเมื่อเข้ามาถึง" ซฺยงเหมิงพูด "ไม่ใช่จากสิ่งที่มันพูด"
หริณฉานเงียบสักครู่ มองเขาในแบบที่ทำให้ซฺยงเหมิงรู้สึกว่าถูกอ่านในระดับที่ลึกกว่าโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณและสัญชาตญาณสัตว์รวมกัน
"ข้ามาหาท่าน" หริณฉานพูดเงียบๆ "ตั้งแต่คืนแรกที่ท่านเข้ามาในป่านี้ ข้าเลือกที่จะมาหา ไม่ใช่แค่เพราะภารกิจ"
"ข้ารู้"
"แล้วเจตนาของข้าอ่านออกอย่างไร?"
ซฺยงเหมิงมองเขานานพอที่กวางต้นไม้จะเดินออกไปและแมลงปีกดอกไม้จะบินผ่านระหว่างทั้งสอง
"เจตนาของท่าน" ซฺยงเหมิงพูดในที่สุด เสียงเงียบในแบบที่เขาไม่ค่อยพูดเงียบขนาดนี้ "ทำให้ข้าไม่แน่ใจในภารกิจของตัวเองครั้งแรกในชีวิต"
พวกเขาเดินในภพพืชพันธุ์นานกว่าที่ซฺยงเหมิงรู้สึกว่านานจริง
เวลาในภพพืชพันธุ์เดินต่างออกไป หริณฉานบอกก่อนเข้ามาว่าหนึ่งชั่วยามในภพพืชพันธุ์อาจเท่ากับครึ่งชั่วยามในโลกมนุษย์หรืออาจเท่ากับสองชั่วยาม ขึ้นอยู่กับสภาวะของขอบเขต
ซฺยงเหมิงไม่ได้นับเวลา
เขาแค่เดินและสังเกตและรับรู้ สัญชาตญาณสัตว์ทำงานในระดับที่ต่ำกว่าตอนแรก ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป และยิ่งปรับตัวมากขึ้นเท่าไหร่ รายละเอียดของภพพืชพันธุ์ก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น
ต้นไม้ในภพพืชพันธุ์ไม่ได้แค่ยืนอยู่ มันเคลื่อนไหว ช้ามากจนมนุษย์ทั่วไปอาจมองไม่เห็น แต่สัญชาตญาณสัตว์ที่ปรับตัวแล้วรับรู้ได้ กิ่งที่หมุนเข้าหาแสง รากที่ขยายออกไปหาน้ำ ใบที่ปรับมุมตามแรงลมที่ไม่มีอยู่
"ต้นไม้ที่นี่เคลื่อนไหว" ซฺยงเหมิงพูดขึ้น
"ทั้งหมด" หริณฉานพูด "แต่ช้าเกินกว่าสายตามนุษย์ปกติจะเห็น ท่านเห็นได้เพราะสัญชาตญาณสัตว์ท่านไวพอ"
"มันรู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างมีชีวิตในแบบที่โลกมนุษย์ไม่มี"
"เพราะทุกอย่างมีชีวิตจริงๆ" หริณฉานพูด "ในโลกมนุษย์ พืชมีชีวิตในระดับพื้นฐาน ในภพพืชพันธุ์ ทุกอย่างมีชีวิตในระดับที่ลึกกว่า มีจิตสำนึก มีอารมณ์ มีความทรงจำ"
"ท่านรู้สึกถึงพวกมันทั้งหมดตลอดเวลา"
"ตลอดเวลาที่ข้าเชื่อมต่อ" หริณฉานพูด "ในโลกมนุษย์ข้าได้ยินเพียงบางส่วน ในภพพืชพันธุ์ ข้าได้ยินทุกอย่าง"
"มันไม่ท่วมท้นหรือ?"
หริณฉานเดินต่อไปสักสองสามก้าวก่อนตอบ "บางครั้งก็ท่วมท้น" เขาพูดเงียบๆ "บางครั้งก็โดดเดี่ยวมากกว่า เพราะได้ยินทุกอย่างแต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการได้ยิน"
ซฺยงเหมิงหยุดเดิน
หริณฉานเดินไปอีกสองก้าวก่อนจะรู้ว่าซฺยงเหมิงหยุด หันมามอง
"สิ่งที่ต้องการได้ยิน" ซฺยงเหมิงพูด "คืออะไร?"
หริณฉานมองเขาในแสงทองของภพพืชพันธุ์ ดวงตาสีทองที่ชัดกว่าในโลกมนุษย์ มีบางอย่างในนั้นที่เคลื่อนไหว บางอย่างที่เขาไม่แสดงออกในโลกมนุษย์แต่ภพพืชพันธุ์ทำให้มองเห็นได้
"สิ่งที่ต้องการได้ยิน" เขาพูดช้าๆ "คือสิ่งที่บอกว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่นั้นไม่ได้รู้สึกคนเดียว"
ป่าในภพพืชพันธุ์เงียบลงในพริบตา
ในแบบที่ป่าไม่เคยเงียบ เพราะป่าไม่เคยเงียบจริงๆ แต่มันเงียบในแบบที่ทุกอย่างหยุดฟัง
ซฺยงเหมิงเดินเข้ามาหาหริณฉานหนึ่งก้าว
"ท่านรู้สึกอยู่คนเดียวในโลกมนุษย์สามปี" เขาพูด ไม่ถาม
"ข้ารู้สึกอยู่คนเดียวในภพพืชพันธุ์ก่อนหน้านั้นด้วย" หริณฉานพูดเงียบๆ "สายพันธุ์ของข้าเชื่อมต่อกันผ่านรากเสมอ แต่การเชื่อมต่อนั้นเป็นระบบ ไม่ใช่ความใกล้ชิด" เขาหยุดสักครู่ "ข้าได้ยินทุกคน แต่ไม่มีใครได้ยินข้า ไม่ใช่ข้าจริงๆ"
"และในโลกมนุษย์?"
"ในโลกมนุษย์มีท่าน"
สองคำสุดท้ายนั้นตกลงมาในความเงียบของภพพืชพันธุ์อย่างเบา แต่ซฺยงเหมิงรับรู้ถึงน้ำหนักของมันผ่านสัญชาตญาณสัตว์ที่ขยายออกไปในภพพืชพันธุ์อย่างเต็มที่
น้ำหนักของบางอย่างที่พูดออกมาครั้งแรก
หลังจากที่คิดอยู่นานมากโดยไม่รู้ว่าจะพูดได้ไหม
"หริณฉาน" ซฺยงเหมิงพูด เสียงต่ำและตรง
"อะไร?"
"สิ่งที่ท่านรู้สึก ข้าไม่ได้รู้สึกคนเดียว"
ป่าในภพพืชพันธุ์ตอบสนองในพริบตา
แสงทองสว่างขึ้นเล็กน้อย ดอกไม้รอบๆ หมุนหันมาทางพวกเขา ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดก้มกิ่งลงมาเบาๆ ราวกับว่ากำลังโน้มเข้ามาฟัง
และรากบางๆ สีทองจากปลายนิ้วของหริณฉานแผ่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซฺยงเหมิงเห็นมัน มองลงไปที่รากเล็กๆ ที่ออกมาโดยไม่ตั้งใจนั้น แล้วยื่นมือออกมาให้มันสัมผัสได้ถ้าต้องการ
หริณฉานถอนรากกลับทันที
"ขอโทษ" เขาพูด "ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
"ข้ารู้" ซฺยงเหมิงพูด มือที่ยื่นออกมายังอยู่ที่เดิม "และข้ายังยื่นมืออยู่"
หริณฉานมองมือที่ยื่นออกมานั้น มองนานพอที่แสงในภพพืชพันธุ์จะเปลี่ยนสีสักครั้ง
แล้วรากบางๆ สีทองก็แผ่ออกมาอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ระมัดระวังกว่าเดิม และสัมผัสปลายนิ้วของซฺยงเหมิงเบาๆ
ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนอะไรที่ซฺยงเหมิงเคยรู้สึกมาก่อน ไม่ใช่ความร้อน ไม่ใช่ความเย็น ไม่ใช่ไฟฟ้า แต่เป็นบางอย่างที่เขาจะเรียนรู้ภายหลังว่าชาติพันธุ์ของหริณฉานเรียกว่า การแบ่งปันชีวิต ไม่ใช่การดูดซับ แต่เป็นการให้และรับพร้อมกัน
แสงทองเล็กๆ จากรากของหริณฉานไหลเข้ามาที่ปลายนิ้วซฺยงเหมิง
และบางอย่างจากซฺยงเหมิงไหลกลับออกไป
หริณฉานหยุดหายใจชั่วขณะ
"ท่านมีรากพืชพันธุ์ในเลือด" เขาพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน เสียงนั้นมีบางอย่างที่ซฺยงเหมิงไม่เคยได้ยินในน้ำเสียงของหริณฉานมาก่อน
"อะไร?"
แต่ก่อนที่หริณฉานจะตอบ มีเสียงดังขึ้นจากทิศเหนือของภพพืชพันธุ์ เสียงที่ไม่ใช่เสียงสัตว์ปกติ เสียงที่ทำให้ต้นไม้รอบๆ สั่นสะท้านเล็กน้อย
หริณฉานถอนรากกลับทันที หันไปทางเสียงนั้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นรูปสี่เหลี่ยมแนวตั้งในพริบตา
"ต้องออกไปตอนนี้" เขาพูด เสียงเปลี่ยนเป็นโทนที่ซฺยงเหมิงรู้ว่าเป็นโทนที่ใช้เมื่ออันตราย
"อะไร?"
"พวกหยีเซี่ย" หริณฉานพูด มือคว้าแขนซฺยงเหมิง "สายพันธุ์ที่ก้าวร้าว พวกมันรู้สึกถึงสัญญาณของท่านในภพพืชพันธุ์"
"สัญญาณของข้า?"
"รากพืชพันธุ์ในเลือดของท่าน อธิบายทีหลัง ตอนนี้ต้องไป"
พวกเขาวิ่ง
การออกจากภพพืชพันธุ์ต่างจากการเข้า
ไม่มีการค่อยๆ ดึง ไม่มีความรู้สึกนุ่มนวล หริณฉานจับมือซฺยงเหมิงแน่น กดให้สัมผัสรากของภพต้นกำเนิดรากด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณอย่างรุนแรง
โลกพลิก
แสงทองท่วมทุกอย่างอีกครั้ง แต่เข้มกว่า เร็วกว่า แล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นป่าหนานลู่
ซฺยงเหมิงล้มลงบนรากใหญ่ข้างโคนภพต้นกำเนิดราก หัวหมุนเล็กน้อย หริณฉานนั่งลงข้างๆ ทันที มือจับไหล่เขาเพื่อพยุง
"เป็นอย่างไร?" หริณฉานถามเร็ว
"หมุน" ซฺยงเหมิงพูด "แต่โอเค"
"การออกเร็วมีผลกระทบ" หริณฉานพูด "รอสักครู่"
ทั้งสองนั่งอยู่ที่โคนภพต้นกำเนิดราก ป่าหนานลู่เงียบและเรืองแสงรอบๆ มือของหริณฉานยังอยู่บนไหล่ของซฺยงเหมิง
ซฺยงเหมิงไม่ได้ขยับออก
"รากพืชพันธุ์ในเลือด" เขาพูดเมื่อหัวหยุดหมุน "ท่านพูดถึงเรื่องนั้น"
หริณฉานเงียบสักครู่ มือบนไหล่ซฺยงเหมิงไม่เคลื่อนไหว
"ใช่" เขาพูดในที่สุด
"หมายถึงอะไร?"
"หมายถึงว่าท่านมีสิ่งที่มาจากภพพืชพันธุ์อยู่ในเลือด" หริณฉานพูดช้าๆ "ไม่ใช่เยอะ ไม่ใช่เต็ม แต่มีพอที่จะทำให้สัญชาตญาณสัตว์ของท่านทำงานได้เกินกว่ามนุษย์ธรรมดา และพอที่จะทำให้พวกหยีเซี่ยรับรู้ท่านในภพพืชพันธุ์"
"และพอที่จะทำให้ท่านรับรู้ข้าต่างจากมนุษย์ทั่วไปตั้งแต่วันแรก"
หริณฉานไม่ตอบทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
"ใครใส่มันในเลือดของข้า?" ซฺยงเหมิงถาม เสียงสงบเกินไปสำหรับคำถามขนาดนั้น
"ข้าไม่รู้" หริณฉานพูดตรงๆ "แต่ภพต้นกำเนิดรากรู้สึกถึงมันตั้งแต่วันแรกที่ท่านสัมผัสมัน"
ซฺยงเหมิงนั่งนิ่งอยู่กับข้อมูลนั้น ปล่อยให้มันซึมเข้าไปในแบบที่เขาปล่อยให้ข้อมูลใหม่ซึมเข้าไปเสมอ ช้าๆ มีระเบียบ
"นี่เป็นอีกสิ่งที่ท่านรู้แต่ไม่บอก" เขาพูด
"ข้ารู้สึกว่ายังไม่ได้เวลา" หริณฉานพูดเงียบๆ "ข้าขอโทษ"
ซฺยงเหมิงมองหน้าของเขาในแสงเรืองของป่า มองดวงตาสีทองที่มีบางอย่างที่เขาอ่านได้ชัดขึ้นในแต่ละวัน
"เวลาตอนนี้ถึงหรือยัง?" เขาถาม
"ถึง" หริณฉานพูด "และยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องบอก แต่คืนนี้ท่านเหนื่อยแล้ว"
"ข้าไม่เหนื่อย"
"ร่างกายของท่านเหนื่อย แม้ว่าจิตใจจะไม่ยอมรับ" หริณฉานพูด และซฺยงเหมิงรู้ว่าเขารู้จากโครงข่ายรากแห่งจิตวิญญาณใต้เท้า
"คืนพรุ่งนี้" ซฺยงเหมิงพูด
"คืนพรุ่งนี้" หริณฉานพูดซ้ำ คำยืนยัน ไม่ใช่คำถาม
พวกเขานั่งอยู่ที่โคนภพต้นกำเนิดราก มือของหริณฉานยังบนไหล่ซฺยงเหมิง แสงทองของป่าล้อมรอบ
และในความเงียบนั้น ทั้งสองรู้ว่าหลังคืนนี้ บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ในแบบที่ไม่สามารถเปลี่ยนกลับได้
มีความรักบางชนิดที่บอกตัวเองก่อน ก่อนที่ใจจะยอมรับ มันบอกผ่านมือที่ไม่ยอมปล่อย
ผ่านก้าวที่เดินเข้าหาโดยไม่รอคำเชิญ
ในภพพืชพันธุ์ที่ทุกอย่างโปร่งใส ความรู้สึกซ่อนอยู่ไม่ได้ มันออกมาเป็นแสง เป็นราก เป็นดอกไม้ที่บาน
โดยที่เจ้าของความรู้สึกยังไม่ทันรู้ตัว
และเมื่อนักล่าพูดว่า 'ข้าไม่ได้รู้สึกคนเดียว' ป่าทั้งสองภพก็รู้แล้ว แม้ว่าทั้งสองคนยังอยู่ระหว่างทาง
ไปสู่สิ่งที่ยังไม่มีชื่อ
..สุสาส์นราคะ...