ปลายฝันหนีรักพัง ๆ และแฟนเก่าที่ตามตื้อ มาทำงานเพื่อพักใจ แต่ดันมาเจอ "นายไฟ" เจ้านายหนุ่มสุดเนี๊ยบ บ้างาน และจริงจังกับทุกตัวอักษร จากคนที่ไม่อยากเข้าใกล้ กลับกลายเป็นคนที่หัวใจเผลอรักโดยไม่รู้ตัว...
รัก,ชาย-หญิง,ไทย,รักโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
เหมือนจะร้าย แต่กลายเป็นรักปลายฝันหนีรักพัง ๆ และแฟนเก่าที่ตามตื้อ มาทำงานเพื่อพักใจ แต่ดันมาเจอ "นายไฟ" เจ้านายหนุ่มสุดเนี๊ยบ บ้างาน และจริงจังกับทุกตัวอักษร จากคนที่ไม่อยากเข้าใกล้ กลับกลายเป็นคนที่หัวใจเผลอรักโดยไม่รู้ตัว...
เมื่อปลายฝันมาถึงหน้าบ้าน เธอก็ต้องประหลาดใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า บ้านที่เคยเงียบเหงา บัดนี้เต็มไปด้วยคนงานสี่ห้าคน เดินขวักไขว่ไปมาอย่างกับมาเดินสวนสนาม ตอนที่เอื้องบอก เธอคิดว่ามีแค่นายควนคนเดียวซะอีก
"โอ้โห มากันเยอะเลยพี่ปลายฝัน" เอื้องเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น ขณะเอารถมอเตอร์ไซค์ของตนมาจอดใต้ต้นไม้
ทุกคนต่างขมักเขม้นกับการตัดหญ้า ถางต้นไม้ที่รกร้าง สูงเกือบหลังคา รวมถึงยกแปลงดอกไม้ขึ้นมาจัดวางข้างบ้านอย่างเป็นระเบียบ ส่วนบางคนก็สาละวนกับการซ่อมท่อน้ำที่รั่วซึม
ปลายฝันยืนงง ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะสั่งใครดี เพราะทุกคนดูคล่องแคล่วและรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี เธอไม่อยากนั่งรอเฉยๆ เลยตัดสินใจลงมือปลูกดอกไม้ใกล้บ้านเองอย่างตั้งใจ
"น่าจะเอาผักสวนครัวมาปลูกโตยเน้อพี่ปลายฝัน เผื่อวันไหนได้เด็ดมากิ๋นน้ำพริก" เอื้องเสนอความคิดอย่างกระตือรือร้น
"นั่นสิ ความคิดดีเลยเอื้อง ไว้วันหลังเข้าเมืองจะซื้อเมล็ดมาปลูก"
ปลายฝันเห็นด้วย
เอื้องมองปลายฝันครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
"พี่ปลายฝัน รำคาญผมก่อ เดี๋ยวเอื้องมัดหื้อ" เอื้องเอ่ยอาสาด้วยความหวังดี
ปลายฝันมองผมที่หลุดรุ่ยปรกหน้า มือทั้งสองข้างก็เลอะดินไปหมด
"ก็ดีเหมือนกัน" เธอลุกขึ้นยืน ไม่ทันระวัง แว่นที่สวมอยู่ก็ร่วงหล่นลงพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เอื้องก้าวเข้ามาใกล้
"เอื้อง ระวัง"
กร๊อบ!
แว่นสายตาของปลายฝันหักคาฝ่าเท้าของเอื้องไปแล้ว
"ตายแล้วพี่ปลายฝัน เอื้องบะทันได้มอง" เอื้องรีบหยิบขึ้นมาส่องดู เลนส์หลุดออกไปข้างหนึ่ง ก้านแว่นหักเป็นสองท่อน เด็กสาวหน้าเสียทันที
"แพงนักก่อ พี่ปลายฝัน?" เอื้องถามเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิด
ปลายฝันมองแว่นที่หักพลางถอนหายใจ ดีที่เธอพกคอนแทคเลนส์มาเผื่อ
"ไม่เป็นไรหรอกเอื้อง เดี๋ยวพี่เอาไปซ่อม เลนส์ยังใช้ได้ เปลี่ยนแค่กรอบก็พอ" เธอปลอบใจ เอื้องยกมือไหว้ไม่หยุด
"ขอโทษเน้อพี่ปลายฝัน เอื้องบะได้ตั้งใจ"
"ไม่เป็นไรหรอก พี่เองที่นั่งไม่ระวัง เดี๋ยวพี่เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์ก็ได้" ปลายฝันยิ้มให้
ว่าแล้วเธอก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน เปลี่ยนเป็นคอนแทคเลนส์ รวบผมเป็นมวยเรียบร้อย แล้วกลับมาจัดแปลงดอกไม้ต่อ
เอื้องทำตาลุกวาว
"พี่ปลายฝัน ถอดแว่นแล้วสวยขึ้นเยอะเลยเน้อ นายไฟมาเห็นคงจำบะได้แน่" เอื้องเอ่ยแซวด้วยความชื่นชม
ปลายฝันย่นคิ้ว ดุเสียงเข้ม
"เกี่ยวอะไรกับนายไฟ เลิกพูดอะไรมั่วๆ ได้แล้วนะ"
เธอแกล้งทำเป็นดุ แต่ในใจก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้
ไม่ทันตะวันตกดิน ทุกอย่างก็เรียบร้อย บ้านที่เคยดูวังเวงถูกถากถางจนเตียนโล่ง ดอกไม้ที่ยกมาทั้งกระถางวางเรียงราย ทำให้บรรยากาศสดชื่นขึ้นทันตาเห็น ปลายฝันเอ่ยขอบคุณทุกคน ก่อนที่คนงานจะแยกย้ายกันกลับ เหลือเพียงเอื้องกับเธอที่ยังช่วยกันจัดนู่นจัดนี่จนฟ้าเริ่มมืดสนิท วันนี้ปลายฝันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะจะได้อาบน้ำฝักบัวสมใจ หลังจากต้องทนอาบในลำธารที่ไม่ถนัด ต้องคอยระวังผ้าถุงที่ชอบจะหลุดตลอดเวลา
"บ้านนี่ดูหายวังเวงละเน้อพี่ปลายฝัน น่าอยู่ขึ้นขนาดเลย แบบนี้พี่ก็นอนคนเดียวได้แล้วก่อ" เอื้องเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
"ทำไมเอื้อง เบื่อจะนอนกับพี่แล้วหรือไง" ปลายฝันหันมายิ้มถามอย่างหยอกล้อ
"เปล่าเน้อพี่ บะได้จะอู้จะอั้น" เอื้องรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"พี่ล้อเล่นน่า เอื้องกลับไปนอนที่บ้านบ้างก็ดี ไปดูพ่อแม่บ้าง พี่ว่าพี่เริ่มจะชินแล้ว" เธอเองก็เกรงใจเอื้อง ที่ต้องมานอนเป็นเพื่อนหลายคืน
"แน่ใจน้อ?" เอื้องถามเสียงไม่มั่นใจ
"แน่สิ" ปากบอกแน่ แต่ในใจปลายฝันก็ยังแอบฝ่ออยู่บ้าง เพียงแต่ไม่อยากรบกวนเอื้องอีกต่อไป
คืนนั้นจึงเป็นคืนแรกที่ปลายฝันอยู่คนเดียวจริงๆ เธอรู้สึกเหงาและวังเวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอนั่งกดโทรศัพท์ ดูรูปไปมา เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยฆ่าเวลาได้ สงสัยต้องหาโอกาสเข้าเมืองไปซื้อหนังสือสักเล่มสองเล่มมาอ่านแก้เหงาแล้ว
*****
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง รถยุโรปคันหรูสีดำขลับก็แล่นเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ในกรุงเทพฯ วารีก้าวลงมาพร้อมของพะรุงพะรังเต็มสองมือ ก่อนจะวางกระเป๋าและถุงช้อปปิ้งแบรนด์เนมลงบนโซฟาหนังแท้ แล้วทิ้งตัวนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน
“กลับมาแล้วเหรอ วารี” เสียงของหญิงสูงวัยดังขึ้นจากห้องรับแขก ใบหน้าของเธอยังคงดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจริง แม้จะติดแววเบื่อหน่ายอยู่บ้าง แต่แฝงด้วยความเอ็นดูในลูกสาวคนเล็ก
“ไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยนะเรา แล้วนั่นซื้ออะไรมาอีกเยอะแยะ” สาวิตรีเอ่ยถาม
วารีหัวเราะคิก รีบเดินเข้าไปสวมกอดแม่แล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ราวกับจะอ้อนเอาใจ
“โถ คุณแม่คะ ก็เบื่อนี่คะ เลยไปช้อปปิ้งแก้เซ็งสักหน่อย”
สาวิตรีส่ายหน้าเบาๆ ถอนหายใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิที่คุ้นเคย
“แทนที่จะไปหางานทำให้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กลับเอาแต่นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน ก็บ่นว่าเบื่อ แล้วงานกับพ่อก็ไม่ยอมไปช่วย งานกับพี่ชายก็ไม่ยอม”
“ให้ไปทำงานกับพี่ไฟ น้ำยอมตายดีกว่า” วารีรีบส่ายหน้าแรง ทำหน้าตาเหมือนกลืนยาขม
“ใครเขาให้พูดเรื่องตายกันยัยลูกคนนี้!” สาวิตรีเอ็ด
วารีหัวเราะแหะๆ ก่อนตอบเสียงออดอ้อน “คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้พี่ไฟมีผู้ช่วยมือหนึ่งแล้ว วารีส่งไปให้เอง รับรองว่าพี่ไฟไม่เหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนแน่ๆ ค่ะ”
สาวิตรีหันขวับทันที แววตาคมจ้องลูกสาวเขม็ง
“อะไรนะ! นี่เราไปส่งใครไปยัยวารี?”
“เพื่อนวารีเองค่า คุณแม่ไม่ต้องกังวลหรอก ไว้ใจได้แน่นอนค่ะ” วารีตอบอย่างมั่นใจ
“เพื่อนคนไหน? โอ๊ย แม่จะเป็นลม ทำอะไรไม่คิดจะบอกแม่สักคำ แล้วเพื่อนนี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” คำถามคาดคั้นทำเอาวารีทำหน้าตาลุกลี้ลุกลน
“เอ่อ…คือ…ผู้ชายค่ะ แม่ ผู้ชายแน่นอน!” วารีรีบตอบ
“แน่ใจนะ ผู้ชายจริงๆ นะ” สาวิตรีถามย้ำ
“ใช่ค่ะ ผู้ชายแน่นอน…เอ๊ะ หรือว่าเป็นผู้หญิงหว่า…” วารีเผลอพูดพลางทำหน้าลังเล ก่อนรีบหันหลังเดินหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ! ยังไงกันแน่ยัยน้ำ! ผู้ชายหรือผู้หญิง พูดให้มันดีๆ” สาวิตรีตะโกนตามหลัง
“ไม่รู้แล้วค่ะคุณแม่ จำไม่ค่อยได้ ไว้คุณแม่ขึ้นไปดูเองก็แล้วกันนะ!” เสียงตะโกนลอดกลับมาจากทางบันได
สาวิตรียืนหน้าตึง ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หากเป็นผู้ชายก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงล่ะก็…นางอดหวั่นใจไม่ได้ ไหนจะอยู่กลางป่ากลางเขา ไม่ได้เจอผู้หญิงสวยๆ มานาน หากเพื่อนลูกสาวดันสวยเข้าตา ขึ้นมาจะลำบากกันไปใหญ่ อีกทั้งในใจลึกๆ สาวิตรีก็มีว่าที่สะใภ้ในอนาคตที่ตั้งใจไว้ให้ลูกชายอยู่แล้ว คราวนี้เห็นทีจะต้องขึ้นดอยไปเยี่ยมเจ้าลูกชายด้วยตนเองเสียแล้ว…
*****
เสียงดนตรีจากบาร์หรูใจกลางกรุงเทพฯ คลอเบาๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัว โต๊ะวีไอพีมุมในถูกยึดครองโดยชายหนุ่มรูปหล่อในชุดสูทเนี้ยบ “คิณ” เอนกายอย่างสบายอารมณ์พร้อมสาวสวยสองคนที่นั่งแนบซ้ายขวา คนหนึ่งชงเหล้าให้ อีกคนโน้มตัวมากระซิบชิดข้างหู
เขายกแก้วขึ้นจิบเบาๆ แต่แววตากลับล่องลอย ไม่ได้สนใจกับร่างนุ่มนวลข้างกายเท่าไรนัก ใจเขายังวนเวียนอยู่กับเพียงชื่อเดียว…ปลายฝัน
“คุณคิณคะ…คืนนี้ไปต่อกันมั้ย” สาวฝั่งขวากระซิบอ้อนหวาน ใบหน้าแนบลงที่ไหล่เขา
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือแตะคางอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู แต่ริมฝีปากกลับแย้มรอยยิ้มที่ไม่ได้แตะต้องดวงตา
“ไว้วันหลังนะ…คืนนี้ฉันมีธุระ”
เขาลุกขึ้นจากโซฟาหนังอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้สองสาวมองตามด้วยความเสียดาย ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นพอดี
“ผมได้ที่อยู่ที่คุณคิณให้หาแล้วนะครับ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า เขากดโทรศัพท์ตอบกลับเสียงเรียบแต่ชัดเจน
“ดีมาก ส่งโลเคชันมาเลย ที่เหลือฉันจัดการเอง” ไม่นาน ข้อความพร้อมรายละเอียดก็เด้งขึ้นมา คิณปรายตามองแล้วหัวเราะหึในลำคอ
“ปลายฝัน…คิดหรือว่าจะหนีฉันพ้น”