ในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ชาย-ชาย,รัก,ญี่ปุ่น,อื่นๆ,สะท้อนปัญหาสังคม,โรแมนติก ,ดราม่า,พล็อตสร้างกระแส,ออฟฟิศ,18+,ชาย-ชาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Boss&Me เรื่องราวของผมและหัวหน้าคนนั้นในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
อิ่มเอมในหัวใจ
ตั้งแต่ได้คบกับโยชิโตะ โลกของผมก็ดูสดใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่เหมือนกับวันที่เคยต้องอยู่อย่างเดียวดาย เราทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในห้องของตัวเองและยังไม่คิดที่จะย้ายมาอยู่ด้วยกัน ส่วนเวลาไปทำงาน พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถไฟฟ้า โดยที่มือของเรากุมกันไว้ตลอดทางที่ขบวนรถเคลื่อนไปข้างหน้า ทำให้มีช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ
พอไปถึงที่ทำงาน พวกเราต่างก็ทำตัวเป็นปกติ ไม่ให้เพื่อนร่วมงานคนไหนล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์นี้ เพราะผมเองที่ขอให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ซึ่งโยชิโตะก็ยอมรับและเข้าใจในเหตุผลนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
ก่อนพักกลางวัน ผมเพิ่งตรวจเอกสารในแฟ้มเล่มนี้เสร็จ และกำลังจะลุกขึ้นนำไปส่งให้โยชิโตะที่โต๊ะทำงาน ทันทีที่ผมลุกขึ้นยืน จู่ๆ ก็มีใครบางคนมายืนประชิดด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมหันกลับไปอย่างตกใจ และพบว่าโยชิโตะมาอยู่ด้านหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังอยู่ในระยะที่ใกล้เกินไปจนหัวใจผมเต้นระรัว ผมพยายามสงบสติอารมณ์ไม่ให้แสดงความประหม่าออกมา แต่เขากลับเป็นฝ่ายที่รู้ตัวและถอยห่างออกไปเล็กน้อย
“เอกสารแฟ้มนี้เสร็จแล้วเหรอ ? ” เขาถาม
“ครับหัวหน้า” ผมตอบ
“เอามานี่เถอะ นายไม่ต้องลำบากเดินเอาไปให้ฉันหรอก” เขารับแฟ้มจากมือผมไปพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะเดินจากไป ผมยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปช้าๆ เห็นท่าทางเขากำลังล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหน้าจอ จากนั้นไม่นาน เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นที่โทรศัพท์ของผม ผมจึงรีบหยิบขึ้นมาดู
“เดี๋ยวไปกินไก่ทอดกันมั้ย ? ” ข้อความนั้นถามขึ้น
“เอาสิครับ วันนี้ผมไม่ได้ทำข้าวกล่องมา” ผมตอบกลับ
“ก็กะไว้แล้วล่ะ วันนี้วันเงินเดือนออก” ข้อความถัดมาทำให้ผมถึงกับหัวใจพองโต
“ถ้างั้นเย็นนี้ไปซื้อของเข้าห้องด้วยกันมั้ย ? ” เขาชวนต่อ
“ไปครับ” ผมพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
หลังจากที่ส่งข้อความกลับไป ผมก็เก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง แล้วหันกลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาเข้ามายืนอยู่ด้านหลังผม ความใกล้ชิดนั้นทำให้หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอกเลยทีเดียว ผมเอามือทาบอกเบาๆ พยายามสงบหัวใจที่ยังคงเต้นระรัวอยู่
ผมเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงานของโยชิโตะ เห็นเขากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในแฟ้มที่ผมเพิ่งเอาไปให้ ผมสังเกตเห็นว่ามุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่รอยยิ้มนั้นก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างประหลาด
ถึงเวลาพักกลางวัน ผมรีบเดินนำหน้าเขาออกจากบริษัทก่อนตามที่ได้นัดกันไว้ เขาให้ผมไปรอที่ร้านไก่ทอดหน้าสถานี แล้วเขาจะตามไปทีหลัง เพราะยังมีเอกสารอีกเล่มที่ต้องตรวจทานก่อนนำไปเสนอท่านประธาน
เมื่อผมมาถึงหน้าร้านไก่ทอดก็พบว่าคนแน่นขนัด พนักงานเสิร์ฟเดินวุ่นอยู่กับการบริการลูกค้าจนไม่มีที่ว่างเลย ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศหน้าร้านแล้วส่งไปให้โยชิโตะดู
ขณะที่กำลังรอข้อความตอบกลับจากเขา พนักงานคนหนึ่งก็เดินออกมาต้อนรับ ผมจึงรีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง
“ด้านในมีโต๊ะว่างนะคะ ไม่ทราบว่ามากี่ท่านคะ?” พนักงานถาม
“สองคนครับ อีกคนกำลังจะตามมา” ผมตอบ
“ได้เลยค่ะ เชิญด้านในเลยค่ะ” พนักงานยิ้มและผายมือให้ผมเดินนำเข้าไป
หลังจากนั้นผมก็เดินตามพนักงานเข้าไปด้านในร้าน เธอพาผมไปนั่งที่โต๊ะมุมร้านที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วส่งข้อความไปหาโยชิโตะว่า
“ผมได้โต๊ะแล้วนะครับ อยู่ที่โต๊ะมุมร้าน” ไม่ถึงนาทีเขาก็ส่งข้อความกลับมาว่า
“โอเค เดี๋ยวฉันรีบไป” ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าแล้วนั่งรอเขาอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่ผมนั่งรออยู่นั้น ก็มีพนักงานอีกคนเดินมารับออเดอร์จากผม
“รับอะไรดีคะ?”
“เดี๋ยวขอรอก่อนนะครับ เพื่อนผมยังมาไม่ถึง” ผมบอกไป แล้วยิ้มให้เธออย่างสุภาพ
“ได้ค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเรียกได้เลยนะคะ” พนักงานตอบ แล้วเดินจากไป
ผมมองออกไปนอกกระจก พลางนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับโยชิโตะ โลกของผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยใช้ชีวิตอย่างเหงาๆ คนเดียว ตอนนี้กลับมีเขาเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของผม ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้
จู่ๆ ก็มีใครบางคนมาสะกิดที่ไหล่ของผม ผมหันกลับไปมองด้วยความตกใจ แล้วก็พบว่าโยชิโตะมาอยู่ด้านหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมยังยิ้มให้ผมอย่างอบอุ่นอีกด้วย
“รอนานไหม?” เขาถาม
“ไม่นานครับ” ผมตอบ แล้วยิ้มให้เขาอย่างเขินๆ โยชิโตะเดินมานั่งลงตรงข้ามกับผม แล้วเรียกพนักงานมารับออเดอร์ เราทั้งคู่ต่างก็สั่งไก่ทอดมาคนละชุด แล้วนั่งคุยกันไปกินกันไปอย่างมีความสุข
เมื่อไก่ทอดที่สั่งมาวางตรงหน้า กลิ่นหอมก็โชยมาแตะจมูก ไก่คาราอาเกะของผมมาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ และสลัดผักราดน้ำสลัดฉ่ำๆ ส่วนของโยชิโตะเป็นไก่ทอดเทบะซากิที่มาพร้อมข้าวสวยและสลัดผักเช่นกัน
ผมไม่รอช้ารีบกล่าวคำพูดเดิมๆ ที่ใช้เป็นประจำ แล้วคีบไก่คาราอาเกะชิ้นโตขึ้นมากัดทันที ความหอมของไก่ทอดที่หมักด้วยโชยุ กระเทียม และขิง ผสานกับรสชาติที่กลมกล่อม ทำเอาผมฟินจนแทบละลาย ผมคีบทั้งข้าวและไก่คาราอาเกะเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ทันใดนั้น โยชิโตะก็ยื่นมือมาที่ปากของผม
“ซอสเลอะปากแล้วนะ” โยชิโตะพูดพลางใช้นิ้วเช็ดคราบซอสออกจากมุมปากของผม หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมาทันที และครั้งนี้ไม่เหมือนทุกที หลังจากเช็ดคราบซอสออก เขาก็ยกนิ้วนั้นขึ้นเลียอย่างไม่ถือตัว ยิ่งทำให้ใจผมเต้นรัวหนักกว่าเดิม ผมนึกถึงภาพจูบของเรา ใบหน้าร้อนผ่าวจนผมรู้สึกได้
"หน้าแดงใหญ่แล้วนะ เขินเหรอ?"
"เขินอะไรล่ะ เปล่าสักหน่อยครับ" ผมรีบปฏิเสธพร้อมกับหันหน้าไปทางอื่น แต่ก็รู้สึกได้ว่าสายตาของโยชิโตะยังคงจ้องมองมาที่ผมไม่วางตา พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นและท่าเท้าคาง
"เขินสินะ น่ารักจริง ๆ" เขาพูดเสียงแผ่วเบา ยิ่งทำให้ผมรู้สึกเขินหนักกว่าเดิมจนต้องหันกลับไปมอง ก็เห็นเขากำลังหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ
จากนั้นโยชิโตะก็กลับมากินไก่เทบะซากิของตัวเองต่อ แต่จู่ ๆ เขาก็ฉีกเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งแล้วยื่นมาตรงหน้าผม
"ลองชิมดูสิ อร่อยนะ" เขาบอก
ผมอ้าปากรับเนื้อไก่ชิ้นนั้นอย่างว่าง่าย เนื้อไก่เทบะซากิที่ปรุงรสมาอย่างดีทำให้ผมรู้สึกถึงความอร่อยที่แตกต่างจากไก่คาราอาเกะที่ผมกินอยู่
"เป็นยังไงบ้าง?" เขาถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
"อร่อยครับ แต่ไก่คาราอาเกะของผมก็อร่อยกว่านะ" ผมตอบพร้อมกับยิ้มขำ แล้วใช้ตะเกียบคีบไก่คาราอาเกะชิ้นหนึ่งมาป้อนเขากลับบ้าง ซึ่งเขาก็อ้าปากกินไก่ที่ผมป้อนด้วยเช่นกัน ต่างคนต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
เมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขในมื้อเที่ยงจบลงแล้ว พวกเราเดินกลับบริษัทพร้อมกันและต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อ แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กันตลอด แต่ผมก็รู้สึกถึงการมีอยู่ของโยชิโตะได้เสมอ บางครั้งเขาก็เดินผ่านโต๊ะผมจากด้านหลัง หรือบางทีตอนที่ผมก้มเก็บของใต้โต๊ะ พอจะลุกขึ้น เขาก็จะเอามือมาปิดขอบโต๊ะไว้ไม่ให้หัวผมโขกกับโต๊ะ จนเพื่อนร่วมงานที่นั่งข้างๆ เห็นเหตุการณ์เข้าก็มักจะแซวผมกับโยชิโตะเป็นบางครั้ง ผมพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเรา
พอถึงช่วงเย็น ก่อนกลับห้องพัก พวกผมมาแวะที่ร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ผมย่อตัวลงดูน้ำยาล้างห้องน้ำแต่ละยี่ห้อ พยายามเลือกรุ่นที่ราคาคุ้มค่าและคุณภาพดีที่สุด โดยมีโยชิโตะยืนถือตะกร้าอยู่ข้าง ๆ คอยมองดูผมอย่างอดทน
หลังจากเลือกของที่ต้องการเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็ไปที่เคาน์เตอร์คิดเงิน ผมจ่ายเงินค่าของทั้งหมด รวมถึงวัตถุดิบทำอาหารเย็นนี้ด้วย ขณะที่กำลังจะหยิบถุง โยชิโตะก็คว้าถุงทั้งหมดไปถือเอง
"ให้ผมช่วยถือมั้ย โยชิโตะ?" ผมเอ่ยถาม
"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันถือให้เอง" เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม
พวกเราเดินกลับห้องพักด้วยกัน แม้จะไม่ได้จูงมือกัน แต่ความรู้สึกอบอุ่นในใจก็ทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่ได้เดินเคียงข้างเขาไปแบบนี้
เมื่อมาถึงห้องพัก ผมเอาของใช้ส่วนตัวไปเก็บไว้ในห้องตัวเอง ส่วนโยชิโตะนำวัตถุดิบทำอาหารไปที่ห้องเขาเพื่อเตรียมอาหารเย็น ผมเดินตามเข้าไป เห็นแผ่นหลังเขากำลังสาละวนกับการเตรียมของ ผมจึงเดินเข้าไปหาจากด้านข้างเพื่อจะช่วยเขาอีกแรง โยชิโตะยื่นต้นหอมมาให้ผมทำหน้าที่หั่น ผมเอื้อมมือไปหยิบต้นหอมมาล้างน้ำเล็กน้อยก่อนที่จะลงมือหั่นท่อนยาวตรงหน้า แต่ผมหั่นได้ไม่สวยงามเท่าไหร่นัก
ทันใดนั้น โยชิโตะก็เข้ามาประชิดด้านหลัง เอื้อมมือมาจับมือของผมที่กำลังถือมีดอยู่ แล้วค่อยๆ ช่วยผมหั่นต้นหอมอย่างช้าๆ หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ผมหันไปมองเขา แต่โยชิโตะกลับบอกให้ผมมองไปข้างหน้า ราวกับกำลังสอนให้ผมหั่นต้นหอมให้สวยงาม
"แบบนี้น่ะ ถูกต้องแล้ว" เสียงกระซิบของเขาอยู่ใกล้จนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดต้นคอ กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเขาทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ผมพยายามมีสมาธิกับการหั่นต้นหอม แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน เมื่อเขาผละออกไป ผมรู้สึกถึงความว่างเปล่าอย่างประหลาด แต่ก็พยายามไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา
ไม่นานนัก พวกเราสองคนก็ช่วยกันทำอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย บนโต๊ะมีทั้งต้นหอมญี่ปุ่นผัดไข่, หมูผัดซอสขิง, ถั่วนัตโตะ และซุปมิโสะพร้อมข้าวสวยร้อนๆ คนละถ้วย เรานั่งกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข มีป้อนอาหารให้กันบ้างเป็นครั้งคราว
หลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็ช่วยกันเก็บกวาดห้องครัว โยชิโตะล้างจาน ส่วนผมเช็ดโต๊ะจนสะอาด ผมจึงเอ่ยปากขอตัวกลับห้องเพื่อไปพักผ่อน จะได้สดชื่นสำหรับการทำงานในวันพรุ่งนี้
"ให้ฉันไปส่งที่ห้องไหม?" โยชิโตะถาม
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ห้องอยู่ข้าง ๆ แค่นี้เอง" ผมตอบพลางหันตัวจะเดินไปที่ประตู ทว่าโยชิโตะกลับคว้าแขนผมไว้แล้วดึงเข้ามาประชิดตัว ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจูบผมอย่างดูดดื่มจนผมเบิกตากว้าง ผมไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ความรู้สึกนำทางไป จนกระทั่งเขาค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกช้าๆ
"ฝันดีนะ ไทกะ" เขากระซิบเสียงแผ่วเบาแล้วลูบแก้มผมอย่างอ่อนโยน ผมพยักหน้ารับอย่างเขินอายแล้วรีบเดินกลับห้องตัวเองทันที หัวใจยังคงเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจากจูบเมื่อครู่