ในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ชาย-ชาย,รัก,ญี่ปุ่น,อื่นๆ,สะท้อนปัญหาสังคม,โรแมนติก ,ดราม่า,พล็อตสร้างกระแส,ออฟฟิศ,18+,ชาย-ชาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Boss&Me เรื่องราวของผมและหัวหน้าคนนั้นในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ชีวิตของผม นากามูระ ไทกะ คือการอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครหันมาเหลียวแล ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียนหรือคนข้างบ้าน พ่อแม่หายไปตั้งแต่ผมยังเด็ก ส่วนคุณปู่คุณย่าผู้เป็นที่พึ่งเดียวก็จากไปด้วยโรคชราตอนผมอยู่มัธยมต้น
หลังจากนั้นผมก็ต้องดิ้นรนทำงานหาเลี้ยงตัวเองเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบา ผมรับหมดจนตอนนี้อายุ 24 ปี ชีวิตของผมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อย้ายมาสู่เมืองคอนกรีตที่เต็มไปด้วยรถไฟฟ้า รถใต้ดิน และแสงสีเสียงอันวุ่นวาย ผมมาที่นี่ตามคำชวนของคนรู้จัก เพื่อทำงานตำแหน่งผู้ช่วยตรวจอักษรในบริษัทแห่งหนึ่ง
การเริ่มต้นในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่มาจากต่างจังหวัดอย่างผมเลย ผมยังไม่คุ้นชินกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการหลงทางบนรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยชื่อสถานีชวนสับสน การต้องเกร็งตัวทุกครั้งที่ลิฟต์เคลื่อนที่ หรือแม้แต่การยืนบนบันไดเลื่อนที่ไม่เคยมีมาก่อนในบ้านเกิด แม้จะรู้สึกไม่คุ้นเคย แต่ชีวิตในเมืองก็มีข้อดีตรงที่หลายอย่างสะดวกสบายกว่าที่เคยเป็นมา
เช้าวันนี้ ผมยืนโหนราวเบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้าเหมือนเคย เมื่อเสียงประกาศดังขึ้นพร้อมประตูที่เปิดออก ผู้คนนับสิบต่างรีบกรูออกอย่างรวดเร็ว รวมถึงตัวผมด้วยเช่นกัน ผมพยายามเบียดเสียดออกมาจากขบวนรถจนสำเร็จ เมื่อออกมาสู่ด้านนอก ผมได้แต่ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะรีบเดินไปยังบริษัทที่อยู่ไม่ไกล เพราะเหลือเวลาอีกแค่สิบนาทีก็จะถึงเวลาทำงานแล้ว
เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ต่างลุกจากโต๊ะเพื่อออกไปหาข้าวกลางวันกิน ส่วนผมยังคงอยู่ที่โต๊ะทำงาน หยิบกล่องข้าวเบนโตะที่เตรียมมาจากบ้านออกมาจากกระเป๋าผ้า วันนี้อาหารก็ยังคงน่ากินเหมือนเช่นเคย ผมแกะกล่องอย่างระมัดระวัง จัดวางตะเกียบข้างกล่อง ก่อนจะพนมมือพร้อมกล่าวคำว่า
"จะกินแล้วนะครับ" ตามความเคยชิน
ขณะที่ผมกำลังกินข้าวกล่องอยู่นั้น จู่ๆผมก็ได้ยินใครบางคนดังขึ้นมาจากประตูห้อง
“นี่ เด็กใหม่ เอาข้าวกล่องมากินอีกแล้วเหรอ? จะประหยัดเกินไปแล้วรึเปล่า ไม่ลงไปกินข้าวข้างล่างดูบ้างละ” ผมหันไปมองต้นเสียงพร้อมกับมือที่ยังถือตะเกียบคีบไส้กรอกอยู่ ซึ่งเจ้าเสียงนั้นเป็นหัวหน้าแผนก
คุณทากาฮาชิ โยชิโตะ ชายหนุ่มร่างสูง ผมทรงยาวปานกลาง อายุ 33 ปี เขากำลังเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับมือถือแก้วกาแฟ ผมที่เห็นหัวหน้าแผนกเดินมา ผมรีบวางตะเกียบลงและตอบกลับเบา ๆ
“คือผมพึ่งจะเข้าเมืองมา ช่วงแรกๆนี้ผมคงต้องกินข้าวกล่องไปก่อนนะครับหัวหน้า”
“อย่างนั้นเหรอ?”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น กินต่อไปเถอะ ฉันไม่กวนนายละเด็กใหม่” เมื่อเขาพูดจบ เขาก็เดินจากไปอย่างเดียว ผมมองดูแผ่นหลังนั้นอย่างเงียบ ๆ หลังจากนั้นผมมองข้าวกล่องตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ไข่ดาวที่ขอบสุกกำลังดีแต่ไข่แดงยังเยิ้มสวย ไส้กรอกถูกหั่นเป็นแว่นๆ เต้าหู้ทอดชิ้นพอดีคำและกิมจิกับผักดองที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบบนข้าวสวย นี่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำได้
ผมชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยคิดจะเอาดีทางนี้ถึงขั้นเป็นเชฟ เพราะไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองพอ ผมรู้ดีว่างานในครัวยุ่งยากแค่ไหน
ตอนที่เคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ผมมักจะเห็นพ่อครัวในครัวมีสีหน้าเคร่งเครียดและทะเลาะกันบ่อยครั้ง นั่นทำให้ผมรู้ว่าตัวเองคงไม่เหมาะกับงานแบบนั้น และตัดสินใจทำอาหารกินเองต่อไป
เมื่อหมดเวลาพัก ผมกลับมาทำงานตรวจอักษรต่ออย่างตั้งใจ เพ่งสายตามองหาจุดที่สะกดผิดหรือประโยคที่ซับซ้อนเกินไปเพื่อส่งกลับไปแก้ไข บางครั้งผมก็จะช่วยแก้ไขให้เลยหากรู้ว่าอีกฝ่ายยุ่ง
อีกวันถัดมา ก่อนช่วงพักกลางวัน ผมเริ่มรู้สึกง่วง จนหาวซ้ำหลาย ๆ รอบในเวลางาน ขณะที่ผมกำลังอ่านเอกสาร ทันใดนั้นมีบางอย่างเคาะเบาๆ ที่ศีรษะ
“นั่งหาวอยู่นั่นแหละ เมื่อคืนนอนดึกรึไง ? เด็กใหม่”
“เปล่าสักหน่อยครับหัวหน้า” ผมตอบกลับ
“เอ้า กาแฟ” โยชิโตะยื่นแก้วกาแฟให้ ผมไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร ทำได้เพียงนั่งมองอย่างมึนงง
“เอาไปสิ ฉันให้ เห็นนายนั่งหาวตลอดเลย”
“มะ...ไม่ต้องก็ได้ครับหัวหน้า หัวหน้าซื้อมาเองไม่ใช่… ” ผมยังไม่ทันพูดจบ โยชิโตะก็ได้พูดแทรกขึ้นมา
“ฉันจะปล่อยให้ลูกน้องทำงานแบบง่วงนอนได้ยังไงล่ะ เอาไปดื่มซะ จะได้มีแรงทำงานหน่อย” โยชิโตะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะและเดินจากไป ผมหยิบแก้วขึ้นมา แต่ทว่ากลับสังเกตเห็นรอยคราบกาแฟที่ขอบปากแก้วพอดี จึงทำให้ผมคิดว่าหัวหน้าคงดื่มไปแล้วไม่ชอบ เลยเอามาให้ผมดื่มแทน จากนั้นผมจึงใช้ทิชชู่เช็ดทำความสะอาดก่อนจะยกดื่ม
หลังจากนั้นผมก็ทำงานต่อได้ดีขึ้น เพราะฤทธิ์กาแฟที่ทำให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้นมาบ้าง
เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ผมเตรียมจะเปิดข้าวกล่องเมนูใหม่ที่ตั้งใจทำ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางประตู
“เด็กใหม่ วันนี้ทำอะไรมาทานล่ะ ? ” โยชิโตะเดินเข้ามาพร้อมกล่องข้าวในมือ
“ข้าวผัดปลาแซลมอนครับ”
“ข้าวผัดปลาแซลมอนเหรอ ? ” โยชิโตะวางกล่องข้าวของตัวเองลงบนโต๊ะข้างๆ
“ถ้างั้นฉันขอนั่งกินข้าวด้วยคนสิ”
ผมไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงกินข้าวของตัวเองเงียบๆ ในขณะที่โยชิโตะเปิดกล่องข้าวของเขาออกภายในนั้นมีไข่ม้วน บรอกโคลี แครอท ไก่คาราอาเกะ และบ๊วยเค็มที่วางอยู่บนข้าวสวยร้อนๆ
ขณะที่ผมกำลังกินอย่างตั้งใจ โยชิโตะก็ยื่นมือมาหาผมอย่างกะทันหัน
“มีเศษข้าวติดอยู่มุมปากนะ”พูดจบเขาก็ปาดเศษข้าวที่มุมปากของผมออกแล้วป้อนให้กิน ผมตกตะลึงจนพูดไม่ออก หัวใจของผมสั่นรัวเหมือนจะหลุดออกมา ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าว ผมได้แต่รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง
ขณะที่ผมกำลังก้มหน้ากินข้าวอยู่นั้น ผมแอบชำเลืองมองเขาเล็กน้อย เขาดูผ่อนคลายและนั่งกินข้าวด้วยสีหน้านิ่งสงบ ผมสังเกตดูใบหน้าเขาอย่างเงียบ ๆ เขาช่างดูหล่อเหลาต่างจากปกติและไม่เคยเห็นเขามานั่งกินข้าวกับลูกน้องด้วย
“หน้าฉันมีอะไรติดเหรอ ? ” โยชิโตะถาม
“ปะ… เปล่าครับ” ผมรีบตอบกลับและก้มหน้ากินข้าวต่อด้วยความเร่งรีบ จนเวลาพักกลางวันได้จบลง โยชิโตะหยิบกล่องและลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนที่เขาจะเดินจากไป เขาได้พูดบางอย่างทิ้งท้าย
“ขอบคุณที่ให้ฉันนั่งด้วยนะ ไว้วันหลังจะชวนไปนั่งกินข้าวด้วย เด็กใหม่” เขาเดินจากไป ทิ้งให้ผมนั่งมองแผ่นหลังอย่างเหม่อลอย หลังจากนั้นทั้งวันผมแทบไม่มีสมาธิทำงาน ภาพที่โยชิโตะยื่นมือมาเช็ดเศษข้าวให้ยังคงติดตา หัวใจของผมก็ยังคงเต้นระรัวไม่หยุดหย่อน จนพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็นเรื่องปกติที่หัวหน้าทำกับลูกน้อง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ผมก็หาคำตอบที่ทำให้ใจสงบไม่ไม่ได้เลย
จนกระทั่งถึงวันศุกร์ โยชิโตะลางาน ผมไม่รู้ว่าเขาไปไหน แต่ในหัวของผมกลับคิดถึงแต่เรื่องหัวหน้าคนนี้ จนทำงานแทบไม่ได้ ผมรู้สึกประหลาดใจกับตัวเองที่ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้ ผมสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านและพยายามจ้องไปที่งานตรงหน้า จนคนที่นั่งข้างๆ หันมามอง
ไม่ว่าจะเป็นตอนกินข้าว เข้าห้องน้ำ หรือทำงาน หัวของผมก็ยังคงนึกถึงแต่โยชิโตะคนเดียว ทำไมเขาถึงได้เข้ามามีบทบาทในความคิดของผมได้ตลอดเวลาแบบนี้ ผมยังคงไม่เข้าใจ
เมื่อถึงช่วงหัวค่ำเวลาสองทุ่มครึ่ง ผมกำลังเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางผู้คนที่ออกมาเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน บางคนมาเป็นคู่ บางคนมาเป็นกลุ่ม ความเงียบเหงาเข้าเกาะกุมหัวใจของผมพลางคิดว่าอยากจะมีใครสักคนเดินเคียงข้าง หิมะแรกของฤดูกาลโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอย่างช้าๆ ไทกะมองดูเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นก่อนจะเดินต่อไป
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก ผมได้ยินเสียงย้ายของดังมาจากห้องข้าง ๆ ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองกำลังจะมีเพื่อนบ้านใหม่เสียที เพราะทั้งชั้นที่มีห้าห้อง มีคนอาศัยอยู่แค่สามห้องรวมห้องของผมด้วย ทำให้ผมรู้สึกเหงามาตลอด แต่ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก รีบวางกระเป๋าแล้วเข้าไปอาบน้ำ
ระหว่างอาบน้ำ เสียงย้ายของก็ยังคงดังอยู่เป็นระยะ แต่ผมไม่ได้สนใจ เมื่อผมได้แต่งตัวเสร็จและกำลังจะล้มตัวลงนอน ก็รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งที่เพิ่งจะกินบะหมี่สำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อไป ผมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบนมขวดออกมาแล้วยกดื่มจนหมดขวด
หลังจากดื่มนมจนอิ่ม ความง่วงก็เข้ามาแทนที่ ผมเดินไปทิ้งขวดนมแล้วล้มตัวลงบนเตียงด้วยความอ่อนเพลีย วันนี้เป็นอีกวันที่เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพของโยชิโตะยังคงวนเวียนไม่หาย ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
รุ่งเช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาปลุกผมให้ตื่นพร้อมเสียงนกน้อยที่ร้องอยู่ข้างหน้าต่าง ผมรู้สึกงัวเงียและไม่เข้าใจว่าจะตื่นขึ้นมาทำไมในวันหยุด เลยคิดว่าจะนอนต่อ แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อหวังว่าจะเงียบไปเอง แต่เสียงยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ผมจึงต้องลุกจากเตียง เดินไปเปิดประตูอย่างเชื่องช้า และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือหัวหน้าโยชิโตะนั่นเอง
ผมตกใจจนแทบจะพูดไม่ออก โยชิโตะในชุดลำลอง เสื้อยืดสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ดูสบายๆ ยืนอยู่หน้าประตูห้องของผม ท่าทางไม่ได้ดูเคร่งขรึมเหมือนตอนอยู่ที่ทำงานเลยแม้แต่น้อย
"หัวหน้า...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ" ผมถามออกไปเสียงสั่น ๆ โยชิโตะยิ้มเล็กน้อย
“ฉันก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะเป็นนายด้วยซ้ำ ประหลาดใจจริงๆ” เมื่อโยชิโตะพูดจบ ผมพูดอะไรไม่ออกนอกจากนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
“แต่ก็นะ ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนบ้าน” รอยยิ้มของเขาทำให้ใจผมเต้นระรัวอีกครั้ง ผมยิ่งพูดอะไรไม่ออกมามากกว่าเดิม
“แปลกใจมากเหรอที่เจอกันนอกเวลางาน”
“ครับ...คือไม่คิดว่าหัวหน้าจะมาเป็นเพื่อนบ้าน” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย เพราะไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ ความรู้สึกประหม่าเมื่อวันก่อนกลับมาอีกครั้ง
“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นหรอก” เขายิ้มและหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่จะพูดต่อ
“ว่าแต่นายยังไม่แต่งตัวเลยนี่นา ไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวฉันจะทำข้าวเช้าให้กิน”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ ผมทำกินเองได้” ผมรีบปฏิเสธ แต่ในใจกลับอยากกินฝีมือเขาอย่างประหลาด
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก” โยชิโตะเอื้อมมือมาแตะที่หัวผมเบา ๆ
“ถือซะว่าเป็นของขวัญต้อนรับเพื่อนบ้านใหม่ก็แล้วกัน”
หลังจากที่โยชิโตะกลับไปที่ห้อง ผมก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวตามที่เขาบอก จากนั้นจึงเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องของเขา ผมค่อยๆ ยกมือขึ้นเคาะประตูด้วยความลังเล
ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !
“เปิดประตูเข้ามาได้เลย ประตูไม่ได้ล็อก” เสียงโยชิโตะดังมาจากข้างใน
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ผมก็ตกตะลึงกับห้องที่ตกแต่งอย่างเป็นระเบียบ เขาเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งถึงถึงโต๊ะอาหารที่มีข้าวผัดอเมริกันวางอยู่ กลิ่นหอมๆโชยเตะจมูก
“เชิญนั่งกินเลย” โยชิโตะพูดพร้อมกับวางแก้วน้ำเปล่าลงข้างจาน ผมนั่งลงแล้วตักข้าวผัดกับไข่แดงเยิ้มๆ เข้าปาก ทันทีที่ได้ลิ้มรส ดวงตาของผมก็เป็นประกาย ข้าวที่คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศเข้ากันดีกับไข่แดงที่นุ่มนวล ผมไม่คิดเลยว่าฝีมือของเขาจะอร่อยได้ขนาดนี้
โยชิโตะมองอย่างมีความสุข ก่อนจะยิ้มมุมปากและถามว่า
“อร่อยมั้ย ? ”
“อร่อยมากครับ”
“ถ้างั้นกินเยอะ ๆ เลยนะ นายเป็นคนแรกเลยนะที่ได้กินข้าวฝีมือฉัน”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ผมก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่เพียงแต่ได้กินอาหารอร่อย แต่ผมยังเป็นคนแรกอีกด้วย จากนั้นผมจึงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวตรงหน้าจนหมดจาน
หลังจากกินเสร็จ ผมกล่าวขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร โยชิโตะเก็บจานของผมไปที่อ่างล้างจาน ผมมองแผ่นหลังของหัวหน้าอย่างเงียบๆ
พลางใช้มือเท้าคางและยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ให้ผมนอกจากคุณย่าที่จากไปนานแล้ว
นับจากวันนี้เป็นต้นไป ชีวิตของผมก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป