ในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ชาย-ชาย,รัก,ญี่ปุ่น,อื่นๆ,สะท้อนปัญหาสังคม,โรแมนติก ,ดราม่า,พล็อตสร้างกระแส,ออฟฟิศ,18+,ชาย-ชาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Boss&Me เรื่องราวของผมและหัวหน้าคนนั้นในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ร่องรอยจากอดีต
ตั้งแต่รู้ว่า โยชิโตะ ย้ายมาเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ การเดินทางไปทำงานตอนเช้าของผมก็ไม่เหงาอีกต่อไป ผมเคยคิดว่าคนอย่างเขาต้องใช้บริการรถแท็กซี่แน่นอน แต่ผิดคาด โยชิโตะยอมทนเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้าทุกเช้าอย่างเต็มใจ
จนถึงวันนี้ พวกเราก็ยังคงเดินทางไปทำงานพร้อมกันเหมือนเคย แต่บรรยากาศในขบวนรถไฟฟ้ากลับดูหนาแน่นกว่าปกติมาก ผมถูกเบียดจนแทบไม่มีที่ยืน ใบหน้าแนบชิดกับคนข้าง ๆ จนหายใจแทบไม่ออก ต้องพยายามแหงนหน้าขึ้นเพื่อหาอากาศหายใจเฮือกสุดท้าย
ในขณะที่กำลังอึดอัดอยู่นั้น โยชิโตะก็โน้มตัวมากระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูผม
“หันหน้ามาทางนี้สิ จะได้หายใจง่ายหน่อย” ผมรีบหันตามที่เขาบอกทันที คอที่แหงนจนเมื่อยก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมากจนแทบจะชนกัน จังหวะที่รถไฟฟ้าเข้าโค้ง โยชิโตะเอนตัวเข้ามาหาเต็มแรง ใบหน้าของผมซบเข้าที่ไหล่ของเขาพอดี หัวใจของผมก็เริ่มเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
“ขอโทษที” โยชิโตะพูดพลางดึงตัวเองออกห่างจากผม แต่แล้วรถไฟฟ้าก็เข้าโค้งอีกครั้ง ผู้คนเบียดเข้ามาจากทุกทิศทางจนเราสองคนแทบจะชิดติดกัน ใบหน้าของเขาแนบชิดกับต้นคอของผม ในขณะที่แขนข้างหนึ่งยันกับตัวรถไว้
“หายใจออกมั้ย ? ” โยชิโตะถามพร้อมกับมองหน้าผม ผมพยักหน้าเบา ๆ ทั้งที่รู้สึกได้ว่าใบหน้าตัวเองกำลังร้อนผ่าวและหัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะ จนกระทั่งถึงสถานีที่ต้องลง พวกเราก็รีบเบียดตัวออกจากขบวนอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าเดินไปที่บริษัทกัน ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองยามเช้า ปกติแล้วผมจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการเดินทาง แต่เช้านี้ความรู้สึกเหล่านั้นกลับจางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความทรงจำถึงช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกันในรถไฟฟ้า
ขณะที่ผมกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ผมก็รู้สึกคอแห้งผาก พอหันไปมองขวดน้ำก็พบว่ามันว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว ผมจึงลุกขึ้นพร้อมกับหยิบขวดน้ำเดินไปที่ตู้กดอย่างหมดหวัง และก็เป็นไปตามคาด...ไม่มีน้ำให้กดสักหยดเดียว ในจังหวะที่ผมกำลังเซ็งกับความกระหายนั้นเอง หางตาของผมก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องทำงานและมุ่งตรงไปหาโต๊ะของโยชิโตะ เธอไม่ใช่คนในแผนกนี้ แต่กลับถือแก้วกาแฟมาวางตรงหน้าโยชิโตะอย่างคุ้นเคย
“ขอบคุณนะ ฮารุกะ” เสียงทุ้มของโยชิโตะดังขึ้น
ผมมองดูหญิงสาวที่กำลังยิ้มให้โยชิโตะอยู่ห่าง ๆ ด้วยความหงุดหงิด เขายิ้มตอบเธอเบา ๆ แล้วยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ขณะที่อีกมือก็เปิดอ่านเอกสารในแฟ้มไปด้วย แต่แล้วเธอก็ค่อย ๆ เดินอ้อมไปด้านหลังเขา ใช้มือเรียวทั้งสองข้างวางลงบนไหล่กว้างของโยชิโตะอย่างถือวิสาสะ
ภาพตรงหน้าทำให้ผมอดทนไม่ไหวอีกต่อไป แรงบีบที่ขวดน้ำในมือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนบุบเบี้ยว ก่อนจะเหวี่ยงมันลงถังขยะอย่างไม่สนใจสายตาใคร ผมสูดหายใจลึก ๆ และพยายามปั้นสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เดินตรงไปหาโยชิโตะอย่างตั้งใจ
ทันทีที่ผมไปยืนอยู่หน้าโต๊ะ โยชิโตะก็วางแฟ้มในมือลงและลุกขึ้นยืนข้างผมอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวคนนั้นดูงงงวยที่เขาออกจากเก้าอี้กะทันหัน
“มาพอดีเลยเด็กใหม่ เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกัน” เขาพูดพลางยิ้มกว้าง
“เดี๋ยวก่อนสิ โยชิโตะ นายจะทิ้งฉันไว้ตรงนี้เหรอ ? ” หญิงสาวท้วงขึ้น
“เธอจะเอาอะไรไหมฮารุกะ ? เดี๋ยวฉันซื้อไปให้ที่ฝ่ายขาย” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉันไม่เอาอะไรหรอกค่ะ ขอแค่คุณ…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ โยชิโตะก็คว้าแขนผมแล้วลากเดินออกมาทันที ทิ้งให้เธอยืนอึ้งอยู่คนเดียวอย่างไม่ใยดี ท่าทีของเขาทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ผู้หญิงคนนั้นกับฮารุกะเคยมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ ทำไมเขาถึงกล้าทำแบบนี้ได้โดยไม่ลังเลเลย
ทันทีที่เราเดินออกมาจากแผนกจนไกลพอ โยชิโตะก็ปล่อยมือผมออกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาดูเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
“ขอโทษด้วยนะที่ดึงนายออกมาแบบนั้น” เขาพูด ผมส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร แต่ความสงสัยก็ยังคงค้างอยู่ในใจ
“ผู้หญิงคนนั้น...คือฮารุกะ เธอเคยเป็นแฟนเก่าฉัน” เขาพูดต่อ เหมือนจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
“เราคบกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็เลิกกันไปเพราะเรื่องไม่เข้าใจกันบางอย่าง”
“...” ผมยังคงเงียบเพื่อรอฟังต่อ
“ตอนนั้นฉันทำผิดกับเธอไว้เยอะ แล้วเธอก็ทำผิดกับฉันไว้เยอะเหมือนกัน พอเลิกกันก็ต่างคนต่างไป แต่ดูเหมือนเธอจะไม่จบ…” โยชิโตะพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกผิดและความรำคาญ
“เธอพยายามจะกลับมาคุยกับฉันหลายครั้ง แต่ฉันก็ไม่อยากจะกลับไปแล้ว” เขาหยุดพูดและหันมามองหน้าผมด้วยสายตาที่จริงจัง
“ที่ฉันทำแบบนั้นเมื่อกี้ก็เพราะไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากกว่าเดิม” โยชิโตะอธิบาย
“ไม่อยากให้นายต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องของฉันด้วย” คำพูดของโยชิโตะทำให้ความสับสนในใจผมเริ่มคลี่คลายลง แต่ก็มีบางอย่างที่เข้ามาแทนที่ความรู้สึกนั้น ผมมองแผ่นหลังของเขาที่เดินนำหน้าไปอย่างเงียบ ๆ อยากจะเอ่ยปากเรียกชื่อเขา อยากจะเดินเข้าไปปลอบประโลมจิตใจที่ดูเหนื่อยล้านั่นเหลือเกิน แต่ผมก็ทำไม่ได้ เราเป็นแค่หัวหน้าและลูกน้อง ผมตระหนักในความสัมพันธ์ของเราดี
หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังเกินไป และเดินตามเขาไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้อยู่เคียงข้างกันอย่างที่ควรจะเป็น
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากบริษัท ผมนั่งมองสำรวจรอบร้านอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งโยชิโตะเดินกลับมาพร้อมแก้ว
ชาเขียวมัจฉะในมือ เขาวางมันลงตรงหน้าผมอย่างแผ่วเบา ผมมองแก้ว
ชาเขียวมัจฉะอย่างประหลาดใจ
"ทำไม...ถึงซื้อมาให้ผมด้วยล่ะครับ?" ผมอดถามไม่ได้ เขายิ้ม
เล็กน้อย
"นายดูหิวน้ำมากไม่ใช่เหรอ" คำพูดสั้น ๆ แต่ทำให้ความรู้สึกสับสนในใจผมเริ่มคลี่คลายลงบ้าง ผมพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกล่าวขอบคุณ แล้วจึงยกแก้วชาเขียวมัทฉะขึ้นจิบเล็กน้อย
รสชาติแรกที่สัมผัสได้คือความหอมละมุนของมัทฉะคุณภาพดีที่กระจายไปทั่วปาก ตามมาด้วยความขมฝาดปลายลิ้นที่พอดี ไม่ขมจนเกินไป และความหวานที่แทรกเข้ามาอย่างพอเหมาะ ทำให้มัทฉะแก้วนี้ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป ทั้งกลิ่นและรสชาติช่างลงตัวจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าเป็นรสชาติที่คุ้นเคยมานาน
ผมเงยหน้าขึ้นมองโยชิโตะอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าผมชอบดื่มมัทฉะ แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งมองผมพร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ซึ่งทำให้สายตาของผมถูกตรึงไว้ที่รอยยิ้มนั้นเพียงอย่างเดียว หัวใจของผมเริ่มเต้นรัวแรงขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้ ผมจึงรีบหลบสายตาไปทางอื่นพร้อมกับยกแก้วชาเขียวมัทฉะขึ้นมาจรดริมฝีปาก
เสียงเพลงโรแมนติกที่ดังคลอเบา ๆ ภายในร้านบรรเลงขึ้นมาในจังหวะที่หัวใจของผมเต้นไม่เป็นส่ำพอดี ราวกับกำลังขับกล่อมความรู้สึกที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาภายในใจ
ในขณะที่ผมกำลังหลบสายตาอยู่นั้น โยชิโตะก็ก้มลงมองโทรศัพท์ของตัวเองแทน แต่แล้วเขาก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
"เรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังวันนี้ นายไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอกนะ" คำพูดของเขาทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นมาสบตา
"เอ๊ะ! ผะ...ผมไม่คิดอะไรหรอกครับ" ผมตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกัก ทั้งที่ในใจกลับคิดเรื่องนั้นไม่หยุดเลย ผมยอมรับว่ากลัว...กลัวว่าหญิงสาวคนนั้นจะพยายามเข้าหาโยชิโตะอีกครั้ง ดูจากวันนี้ที่จู่ ๆ เธอก็เดินเข้ามาถึงโต๊ะทำงาน ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลย การพยายามของเธออาจจะทำให้ถ่านไฟเก่าระหว่างเขากับเธอคุขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ และความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่ากลัวสำหรับผมเหลือเกิน
ขณะที่ความคิดวุ่นวายยังคงวนเวียนอยู่ในหัว โยชิโตะก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืน
“กลับไปทำงานกันเถอะ” เขาพูดสั้น ๆ ผมรีบลุกตามทันทีพร้อมกับถือแก้วชาเขียวมัทฉะในมือ เราสองคนเดินกลับไปที่บริษัทด้วยกัน โชคดีที่ตอนนั้นยังเป็นช่วงพักกลางวัน เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ผมรีบเปิด
กล่องข้าวของตัวเองและเริ่มกินทันที แต่ผมก็ไม่ได้กินข้าวกลางวันคนเดียว
โยชิโตะถือกล่องข้าวเดินมานั่งกินที่โต๊ะข้าง ๆ ผมอีกด้วย
ผมกำลังรีบกินข้าวในกล่องของตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เลยเวลาพัก แต่ในขณะที่พวกเรานั่งกินข้าวกันอยู่นั้น พนักงานบางส่วนเริ่มทยอยขึ้นมาจากข้างล่าง และสายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่เราพร้อมกับซุบซิบกันเบา ๆ จนผมรู้สึกเครียดเล็กน้อย เผลอสำลักข้าวที่กำลังกินเข้าไป โยชิโตะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าก็รีบใช้มือข้างหนึ่งลูบหลังผมเบา ๆ ส่วนมืออีกข้างก็คว้าแก้วชาเขียวมัทฉะที่วางอยู่ใกล้ ๆ ส่งให้ผมทันที ผมรีบดูดมันเข้าไปจนรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งเพราะสำลักข้าวเสียแล้ว
“นายโอเคไหม ? ” โยชิโตะถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง ผมพยักหน้าพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้
“โอเคครับ ขอบคุณมากครับหัวหน้า”
โยชิโตะไม่ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกลับไปกินข้าวของตัวเองต่อ ผมเองก็หันกลับมาจัดการกับข้าวในกล่องของตัวเองให้หมดโดยเร็ว เพราะเหลือเวลาพักอีกไม่มากนัก แต่ถึงแม้ว่าจะรีบกินแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าเหลือบมองไปทางอื่นเลย ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไปจนหมด เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง โยชิโตะก็ได้ลุกขึ้นเดินถือกล่องข้าวของตัวเองไปเก็บแล้ว ส่วนผมก็รีบเก็บข้าวกล่องของตัวเองลงในกระเป๋าและตั้งหน้าทำงานในส่วนของผมต่อ
ตอนนี้มีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับผมกับโยชิโตะแล้ว ผมกังวลว่าเรื่องนี้จะบานปลายไปมากกว่านี้ และก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะรู้สึกยังไง แต่จากนี้ไป ผมคงต้องระวังให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราคงได้อึดอัดใจเวลาเจอกันแน่ๆ