ในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ชาย-ชาย,รัก,ญี่ปุ่น,อื่นๆ,สะท้อนปัญหาสังคม,โรแมนติก ,ดราม่า,พล็อตสร้างกระแส,ออฟฟิศ,18+,ชาย-ชาย,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Boss&Me เรื่องราวของผมและหัวหน้าคนนั้นในที่ทำงาน เขาคือหัวหน้าผู้เฉียบขาดที่ใครก็ยำเกรง แต่ในห้องข้างๆ เขาคือคนขี้แกล้งที่คอยดูแลใจพนักงานใหม่อย่างผม เมื่อโลกของการทำงานเต็มไปด้วยการแก่งแย่งและการใส่ร้ายป้ายสี มีเพียงอ้อมกอดเดียวที่ไทกะวางใจได้... คืออ้อมกอดของหัวหน้าคนนั้นที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกคนเพื่อปกป้องเขา
ความรู้สึกที่แท้จริง
หลังจากที่ผมกลับเข้ามาในห้องพักของตัวเองอีกครั้ง ผมใช้แผ่นหลังพิงบานประตูอย่างหมดแรง แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะไว้แน่น ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกภายในใจได้เลยว่ามันคืออะไรกันแน่
ใจหนึ่งอยากจะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องเอาไว้เหมือนเดิม แต่ในอีกใจหนึ่งกลับเรียกร้องอยากเป็นมากกว่านั้น ความสับสนนี้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งคิดถึงตอนที่ผมตัดสินใจเข้าไปดูแลเขา ภาพคำพูดในวันนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างกะทันหัน
"ฉัน...ไม่รู้สิ ฉันตอบไม่ได้เหมือนกัน"
คำพูดนั้นแทงใจผมอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่หัวใจจนน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ผมปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกสับสนและความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจอยู่คนเดียวในความเงียบงันของห้องพัก
จนกระทั่งวันต่อมา ผมมาทำงานตามปกติ ขณะที่ผมกำลังทำงาน สายตาก็อดที่จะมองไปที่โต๊ะทำงานของโยชิโตะไม่ได้ ดูเหมือนว่าอาการป่วยของเขายังไม่ดีขึ้น ผมคิดว่าวันนี้ควรจะทำอาหารไปให้เขากิน เพราะเมื่อวานเขาถึงขั้นล้มป่วยลงไปนอนอยู่บนพื้นห้องเลย
ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็มาที่แผนกอีกครั้ง ฮารุกะมาพร้อมแก้วกาแฟในมือ เมื่อไม่เห็นโยชิโตะ เธอก็ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แล้วหันมาจ้องมองที่ผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ ผมรีบก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตา แต่เธอก็ยังคงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะผมอยู่ดี
“วันนี้โยชิโตะไม่มาอีกแล้วเหรอ ? ” เธอถามเสียงห้วน
“ครับ” ผมตอบสั้นๆ
“เขาหายไปไหนกันนะ” พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปทันที เมื่อเธอไปแล้ว บรรดาพนักงานผู้หญิงคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันหัวเราะคิกคักเบาๆ สร้างความสับสนให้กับผมชั่วขณะหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักและหันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ
จนเข้าสู่ช่วงเย็นของวัน ผมรู้สึกเหนื่อยล้าสายตาเป็นอย่างมากจากการจ้องมองหาจุดผิดพลาดของตัวอักษรและประโยคที่ชวนสับสนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากวันนี้พนักงานที่ดูแลด้านงานเขียนลาหยุด ทำให้ผู้ช่วยต้องรับผิดชอบงานเขียนทั้งหมดเพียงลำพัง ผมจึงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบแก้ไขงานอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าปกติ
ขณะที่ผมกำลังรีบเดินกลับห้องพักอยู่นั้น จู่ๆ หิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า อากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้วยิ่งยะเยือกขึ้นไปอีก ผมรีบก้าวขาเดินให้เร็วขึ้น พร้อมกับใช้มือลูบแขนตัวเองเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
เมื่อผมกลับมาถึงห้องพัก ผมรีบวางกระเป๋าไว้บนโซฟาอย่างไม่ใยดี แล้วตรงไปที่ห้องน้ำทันที ผมเปิดน้ำอุ่นลงในอ่าง ปล่อยให้ไอระเหยจากน้ำร้อนช่วยคลายความเหนื่อยล้าและความหนาวเย็นจากหิมะที่เกาะตามตัว
หลังจากที่ได้แช่น้ำอุ่นจนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้ว ผมก็เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว ก่อนจะรีบแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วเดินไปที่ห้องครัว หยิบข้าวสารออกมาพร้อมกับเปิดเตาแก๊ส ตั้งใจจะทำข้าวต้มร้อนๆ ไปให้โยชิโตะกิน ผมหั่นขิงเป็นเส้นๆ และเตรียมเนื้อหมูหมักเอาไว้ ค่อยๆ ตักส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเคี่ยวรวมกันจนได้ที่ กลิ่นหอมๆ ของข้าวต้มลอยฟุ้งไปทั่วห้อง
ถึงแม้จะยังคงสับสนในความรู้สึกของตัวเอง แต่ในเวลานี้ ความเป็นห่วงที่มีต่อเพื่อนบ้านคนนี้กลับมีมากกว่าสิ่งอื่นใด ผมจึงตักข้าวต้มใส่ถ้วยอย่างเบามือ แล้วรีบเดินไปที่ห้องของโยชิโตะทันที
จนกระทั่งผมเดินมาถึงหน้าห้องของโยชิโตะ ผมยกมือขึ้นเคาะ
ประตูเบาๆ ไม่นานนักประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นโยชิโตะที่ดูดีขึ้นกว่าเมื่อวาน บนหน้าผากของเขามีแผ่นเจลลดไข้แปะอยู่ เขายิ้มบางๆ แล้วเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปด้านใน
เมื่อผมเดินเข้ามาในห้องของโยชิโตะ ผมตรงไปที่โต๊ะแล้ววางถ้วยข้าวต้มลงอย่างเบามือ
“ผมไม่แน่ใจว่าคุณทานอะไรหรือยัง แต่ผมทำข้าวต้มมาให้ครับ” ผมพูดขึ้น
“ขอบใจนะ” โยชิโตะกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วดึงชามข้าวต้มมาตรงหน้า ผมนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างไม่ตั้งใจ จนไปสะดุดกับถุงยาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว
“วันนี้คุณไปหาหมอมาเหรอครับ ? ” ผมถาม
“อืม ไปมาเมื่อเช้านี้” โยชิโตะตอบพลางตักข้าวต้มเข้าปาก ผมลุกขึ้นเดินไปดูถุงยาที่เขาพูดถึงอย่างเงียบๆ เพื่อดูว่าหมอจัดยาอะไรมาให้บ้าง
“นี่มันมีแต่ยากินหลังอาหารทั้งนั้นเลยนี่ครับ แล้วอาการตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ ? ”
“ก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ ตั้งแต่นายเข้ามาเช็ดตัวให้เมื่อวาน”
“คุณก็อายุไม่ใช่น้อยแล้วนะครับ ดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง อย่าปล่อยให้คนอื่นต้องเป็นห่วงสิ”
“นี่นายห่วงฉันขนาดนั้นเลยเหรอ ? ”
“ห่วงในฐานะเพื่อนบ้านเท่านั้นแหละครับ” ทันทีที่ผมพูดจบ
โยชิโตะก็สำลักข้าวต้มจนหน้าแดง ผมรีบดึงกระดาษทิชชู่จากกล่องบนโต๊ะ แล้วยื่นไปเช็ดปากให้เขาอย่างรวดเร็ว
"ไม่เป็นไรนะครับ?" ผมถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไร" เขาตอบเสียงเบา
"จะทานต่อไหมครับ หรือว่าอิ่มแล้ว?"
"อิ่มแล้วล่ะ ขอบใจสำหรับอาหารมื้อนี้นะ อร่อยมากเลย" โยชิโตะยิ้มบางๆ ให้ผม
"ครับ งั้นเดี๋ยวทานยาหลังอาหารเลยนะครับ" ผมพูดพลางเดินไปหยิบถุงยามาให้ ก่อนที่เขาจะกิน ผมก็รีบไปรินน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วนำมาวางให้ถึงโต๊ะ โยชิโตะรับแก้วไปแล้วกินยาอย่างว่าง่ายโดยไม่บ่นอะไร
เมื่อจัดการดูแลโยชิโตะเรียบร้อยแล้ว ผมจึงขอตัวกลับห้องพัก พร้อมกับหยิบชามข้าวต้มที่เขากินจนหมดแล้วติดมือมาด้วย ผมไม่ได้พูดอะไร แค่ส่งยิ้มบางๆ ให้เขา แล้วเดินออกมาจากห้องของเขาอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง ผมก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอย่างประหลาด ความสัมพันธ์ที่เคยอึดอัดเริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ในใจก็ยังคงมีคำถามมากมายผุดขึ้นมา มันจะดีขึ้นจริงๆ ใช่ไหม ผมได้แต่ถามตัวเองในความเงียบงันของห้องพัก
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ผมก้าวออกจากห้องพักและพบโยชิโตะยืนรออยู่หน้าประตูห้องของผม ผมแสร้งทำเป็นไม่สนใจและเดินผ่านเขาไปเฉยๆ ดูเหมือนว่าวันนี้อาการของเขาจะดีขึ้นแล้วและสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ
เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ผมเดินออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์เพื่อจะเดินทางไปทำงาน แต่ผมสังเกตว่าโยชิโตะไม่ได้เดินตามมาเหมือนทุกทีแต่ก่อน ผมหันไปมองอย่างเงียบๆ และเห็นเขากำลังโบกมือเรียกแท็กซี่ เมื่อรถจอดเทียบตรงหน้าตึก เขากลับหันมามองหน้าผมและชวนให้ผมขึ้นรถไปด้วย ผมปฏิเสธเขาและหันหน้าหนี แต่สุดท้ายผมก็ได้แต่มองดูเขาก้าวขึ้นรถไปเพียงลำพัง ปล่อยให้ผมยืนอยู่ตรงนั้นและต้องเดินทางไปทำงานคนเดียว
ขณะที่ผมโหนราวอยู่กลางรถไฟฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ความหงุดหงิดในใจก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โยชิโตะ... หมอนั่นกล้าดียังไงถึงปล่อยให้ผมเดินทางคนเดียวแบบนี้ เมื่อวานผมไม่น่าเสียเวลาไปดูแลเขาเลย น่าจะปล่อยให้เขาไปหาข้าวกินเองซะให้เข็ด ผมยืนบึ้งตึงแก้มป่องอยู่คนเดียวในมุมของตัวเอง
พอรถไฟฟ้าจอดสนิทที่สถานี ผมก็รีบเบียดตัวออกมาจากขบวนแล้วมุ่งหน้าไปบริษัททันที แต่พอถึงหน้าตึก ผมก็เห็นโยชิโตะยืนรออยู่ ผมแกล้งเดินเชิดหน้าผ่านไปทำเป็นไม่สนใจ แต่เขาก็คว้าไหล่ผมไว้ทันที ผมหันไปมองอย่างไม่พอใจ โยชิโตะยื่นแก้วชาเขียวมัทฉะมาให้ ผมมองซ้ายมองขวาด้วยความกังวลว่าจะมีใครเห็น พอแน่ใจว่าไม่มีใครมอง ผมรีบรับแก้วมาแล้วเดินนำหน้าเขาไปหลายก้าว เพราะไม่อยากให้เรื่องซุบซิบน่ารำคาญเกิดขึ้นอีก
ในช่วงเย็น หลังจากผมตรวจเอกสารเสร็จเรียบร้อยและเก็บของลงกระเป๋า ผมก็หยิบแฟ้มเอกสารเพื่อจะนำไปให้โยชิโตะที่โต๊ะทำงานและจะไปทำธุระต่อ วันนี้ผมต้องแวะซื้อของเข้าห้อง เพราะของใช้บางอย่างเริ่มหมดแล้ว ทั้งกระดาษทิชชู น้ำยาล้างห้องน้ำ รวมถึงวัตถุดิบทำอาหารในตู้เย็นด้วย เมื่อผมถือกระเป๋าทำงานพร้อมกับแฟ้มเอกสารมาถึงโต๊ะของโยชิโตะ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่อยู่ ผมจึงวางแฟ้มไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกจากแผนกไป
เมื่อผมเลี้ยวไปทางลิฟต์ พลันได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาจากทางห้องน้ำ จึงย่องไปแอบดูอย่างเงียบ ๆ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจผมหล่นวูบ ฮารุกะกับโยชิโตะยืนอยู่ด้วยกัน เธอยกมือยันกำแพงและค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าใกล้เขา ผมไม่อาจทนดูภาพบาดตาต่อไปได้อีก จึงรีบเดินจากมาทันที น้ำตาเอ่อล้นไหลอาบแก้มอย่างไม่ขาดสาย หัวใจของผมเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกิน
ขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดประตูรออยู่ ก็มีบางอย่างคว้าแขนผมไว้แล้วลากผมเข้าไปทางประตูหนีไฟอย่างรวดเร็ว ผมหันไปมองจึงได้รู้ว่าเป็นโยชิโตะ เขาผลักผมจนแผ่นหลังชิดติดกำแพง ผมพยายามจะเดินหนี แต่เขากลับใช้มือดันตัวผมไว้ไม่ให้ขยับได้ ก่อนที่เขาจะสวมกอดผมไว้แน่นจนผมต้องหยุดชะงัก
“เมื่อกี้นายเห็นใช่ไหม” โยชิโตะถามพร้อมกับค่อยๆ คลายอ้อมกอดออก ผมหันหน้าหนีไปทางอื่น
“เห็นหรือไม่เห็นมันก็ไม่สำคัญหรอกครับ” ผมตอบ
“แต่มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ”
“ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเหรอครับ หัวหน้ากับฮารุกะกำลังจะจูบกันอยู่แล้วนี่”
“ฉันบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น!” โยชิโตะพูดเสียงแข็ง ผมจึงเงียบไป ไม่โต้ตอบกลับอีก
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายต้องมาเห็นอะไรแบบนั้น แต่ฉันสาบานได้เลยว่า ฉันกับฮารุกะไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้น”
“แล้วทำไมหัวหน้าถึงไม่ผลักเธอออกไปล่ะครับ ทั้ง ๆ ที่เธอกำลังจะจูบหัวหน้าอยู่แล้ว” โยชิโตะเงียบงัน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวด ทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัดหนักกว่าเดิม ผมจึงตัดสินใจขอตัวกลับบ้านแทน พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นไหลอาบแก้มอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้โยชิโตะกลับคว้าแขนของผมไว้ แล้วกระชากให้กลับมาที่เดิม ผมพยายามดิ้นรนจะหนี แต่เขากลับโน้มใบหน้าเข้ามาประทับจูบ ผมตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อ และหยุดการขัดขืนโดยสิ้นเชิง
โยชิโตะขโมยจูบแรกของผมไปโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว เมื่อเขาค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก เขาก็ใช้มือขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนแก้มของผมอย่างอ่อนโยน แล้วพูดว่า
“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น และฉันก็ต้องขอโทษที่วันนั้นพูดแบบนั้นกับนายไป” ผมนิ่งเงียบฟังเขาพูดต่อ
“และที่นายเห็นเมื่อกี้ก็ไม่ใช่แบบที่นายคิดนะ”
“ผมจะเชื่อได้ยังไงครับ หัวหน้าปล่อยให้เธอเข้ามาใกล้ขนาดนั้น” ผมยังคงไม่ยอมแพ้ โยชิโตะส่ายหน้าช้า ๆ
"ฉันกับฮารุกะไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นแล้ว เธอแค่แวะมาคุยเรื่องงาน แต่พยายามจะจูบฉัน เพราะเข้าใจว่าเรายังมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ซึ่งฉันก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น และฉันกำลังจะบอกเธอให้ถอยห่าง แต่บังเอิญนายเดินเข้ามาเห็นเสียก่อน” ผมเริ่มรู้สึกใจเย็นลงเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจ
“แล้วทำไมคุณถึงไม่ผลักเธอออกไปล่ะครับ”
“เพราะฉันกำลังช็อก และฉันก็ยังทำใจเรื่องนายไม่ได้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันรู้สึกยังไงกับนายกันแน่...ฉันรักนาย”
หลังจากโยชิโตะสารภาพรัก ความโกรธและความเสียใจในใจผมก็คลายลง หัวใจกลับมาเต้นแรงอีกครั้งราวกับดอกรักกำลังผลิบาน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ยอมให้อภัยที่เขาปล่อยให้ฮารุกะเข้าใกล้ได้ขนาดนั้น จึงเบือนหน้าหนีเขา
“ยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ” โยชิโตะถามเสียงอ่อน
“ยังครับ” ผมตอบสั้น ๆ
“แล้วจะให้ทำยังไงถึงจะหายโกรธล่ะ”
“ที่ผมยังไม่หายโกรธ ก็เพราะฮารุกะเข้าใกล้คุณได้ขนาดนั้นนี่แหละครับ” พอผมพูดจบ โยชิโตะก็ใช้มือจับคางผมให้หันกลับไปหาเขา พร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ มาให้
“นี่หึงฉันขนาดนี้เลยเหรอ”
“เปล่าสักหน่อยครับ ผมมีสิทธิ์ด้วยเหรอ” ผมถามกลับไป
“มีสิ...คบกับฉันไหม” โยชิโตะเอ่ยขอคบกับผมอย่างกะทันหัน จนผมต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม แต่สีหน้าของเขาดูจริงจัง ผมจึงยิ้มกลับไปก่อนจะตอบด้วยคำพูดว่า
“ครับ แต่อย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะหนีคุณไปให้ไกลจนคุณหาไม่เจอเลย”
“อืม ถ้าอย่างนั้น…ต่อไปนี้ตอนอยู่ด้วยกัน ช่วยเรียกชื่อของฉันได้มั้ย ? ”
“ครับ คุณทากาฮาชิ…”
“ไม่เอานามสกุลสิ อยากได้ยินชื่อจริง”
“โยชิโตะ…” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงและมีความเขินอายปนอยู่ หลังจากนั้นโยชิโตะก็โน้มตัวเข้ามาจูบผมอีกครั้ง เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างเราสองคน