หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้น ทุกคนจึงกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์ เสี่ยวมู่จื่อได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากแต่ว่า…เพื่อนรักของหลี่อี้กลับหายไป
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ยุคปัจจุบัน,จีน,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
โรงน้ำชาคุณนายเมิ่งหลังเที่ยงคืน เล่ม 4 (จบบริบูรณ์)หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้น ทุกคนจึงกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์ เสี่ยวมู่จื่อได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากแต่ว่า…เพื่อนรักของหลี่อี้กลับหายไป
เรื่องย่อ เล่ม 4
นามปากกา : Kevinth M. PoTae
วาดปก : WALAN
.
เมื่อตกลงกันได้ เยว่หมิงชาง หลิงเซียง และเสี่ยวมู่จื่อ…ก็กลับขึ้นมายังโลกมนุษย์ วิญญาณของเสี่ยวมู่จื่อได้กลับเข้าร่างของตัวเองอีกครั้งแล้วกลับมามีชีวิตได้สำเร็จ
เพียงแต่การกลับมาของทุกคนในคราวนี้ ไม่มีหวังซูกลับมาด้วย หลี่อี้จึงรู้สึกเสียใจ ที่จะไม่ได้เจอเพื่อนของตัวเองอีก
.
.
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักเขียน ดังนั้นตัวละคร/สถานที่/เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง จึงถูกสมมุติขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ทุกคำพูด ทุกตัวละครไม่มีอยู่จริง…โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน…
ฝากเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดไลก์ คอมเมนต์ และกดเข้าชั้นหนังสือด้วยนะครับ
ฝากช่องทางการติดต่อไว้ด้วยนะครับ
Tiktok : kevinth_m.author
Facebook : kevinthm.author
ตอนที่ 2
ความจริงในใจของเสี่ยวมู่
ยามค่ำคืน เสี่ยวมู่พาตัวเองมานั่งอยู่บนหลังคาของจวนกู๋อันหนิง ในช่วงเวลายามราตรีเช่นนี้ ไม่มีแม้แสงดาวหรือแสงจันทร์ สาดส่องลงมายังผืนพิภพนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีแสงสว่างมากพอให้เสี่ยวมู่จ้องมองไปยังขอบเขตของป่าล่อลวงที่อยู่ไกลแสนไกลนอกจวนนั้นได้
กระต่ายหนุ่มจากดวงจันทร์หย่อนตัวลงนั่งเคียงข้างเจ้าแมวน้อยแสนบอบบางในร่างของชายหนุ่มวัยแรกรุ่น แล้วขยับตัวเข้าไปนั่งเบียดเสียดราวกับว่าสนิทสนมกันอย่างไว้ใจ
“นี่เจ้ามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือเสี่ยวมู่ ที่นี่คือจวนของกู๋อันหนิง เจ้ามานั่งอยู่ตรงนี้อยู่คนเดียวมันไม่ปลอดภัยนะ”
“ข้าไม่กลัวหรอก ยามนี้ที่นี่มีเจ้า มีหลิงเซียงและหวังซูที่คอยปกป้องข้าอยู่ แล้วอีกอย่าง กู๋อันหนิงในเวลานี้ก็เป็นทั้งสหายและเป็นคนรักของเพื่อนของท่านมิใช่หรือ เช่นนั้นข้าจะยังต้องกลัวอะไรอีก
“เจ้านี้ช่างไว้ใจคนง่ายเสียจริง แต่ก็จริงอย่างเจ้าว่า แต่ข้าเองก็ไม่คิด เมื่อเรื่องราวมันจะเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ แต่เจ้าจงไว้ใจ…ตราบใดที่เรายังอยู่ในจวนหลังนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว เพียงแต่ว่า…”
“เพียงแต่ว่าอะไรหรือ?”
“ที่เจ้าพูดว่าเจ้าต้องการที่จะทดแทนคุณข้าในตอนนั้น เจ้าหมายความอย่างที่เจ้าพูดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”
“ข้าพูดบอกท่านไปเช่นนั้นหรือ เหตุใดข้าไม่เห็นจะจำได้เลยสักนิด…” เสี่ยวมู่พูดพลางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วยิ้มออกมาราวกับจะแกล้งเย้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“เอาเถอะ ข้าจะเล่าให้ท่านฟังทั้งหมดเลยก็ได้ อันที่จริงแล้วข้าคือปีศาจแมวที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นตั้งแต่เมื่อสองกว่าปีก่อน หมู่บ้านที่ทู่เยและหลี่อี้อยู่ในคราวนั้นนั่นแหละ”
“นี่เจ้าพูดจริงหรือ เกิดเรื่องบังเอิญถึงขนาดนี้เชียวหรือ”
“อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก การที่ข้าได้มาอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะทู่เยเป็นคนช่วยข้ามาแต่ในวันนั้น วันที่ท่านกำลังตามไล่ล่าปีศาจแล้วทำให้หลี่อี้เมื่อสองร้อยปีก่อนต้องตาย และข้าเองก็อยู่ที่นั่นด้วย”
“นี่เจ้ากำลังจะหมายความว่า เจ้าเจอข้ามาตั้งแต่เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างนั้นหรือ นี่เจ้าเจอข้าในตอนที่ข้ากำลังล่าปีศาจอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกแล้ว เป็นเพราะท่านกับปีศาจตนนั้น ที่ต่อสู้กันจนทำให้ข้าพลอยถูกลูกหลงจนใกล้จะสิ้นลมหายใจในวันนั้น แต่เป็นเพราะท่าน ที่แบ่งพลังวิญญาณมาให้ข้า นั่นจึงทำในข้าฟื้นกลับขึ้นมา และหายดีดังเดิม และด้วยพลังวิญญาณนั้น มันจึงทำให้ข้ามีพลังขึ้นมาจนกลายเป็นปีศาจอย่างไรเล่า ข้าไม่เคยลืมที่ท่านช่วยชีวิตข้าจากการถูกปีศาจตนนั้นทำร้ายอย่างไม่ตั้งใจ อันที่จริง ต่อให้ข้าไม่ตายเพราะปีศาจตนนั้น วันหนึ่งข้าก็ต้องตายตามสังขารของข้าอยู่แล้ว แมวโสโครกที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างท้องถนน หาอาหารกินกับข้างทางอย่างข้าจะอยู่ได้สักกี่ปีกัน ท่านทำให้ข้าหลุดพ้นจากความน่าสมเพชเวทนานั้น เช่นนั้นข้าจึงถือว่าท่านคือผู้มีพระคุณของข้าจนวันนี้”
“ที่แท้เรื่องก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ข้าทำมันจะดำเนินมาถึงเกือบสามร้อยปีขนาดนี้ อันที่จริง ข้าลืมเรื่องราวในวันนั้นไปเสียแล้วด้วยซ้ำ แต่ข้าก็ดีใจที่วันนี้ข้าได้มาพบกับเจ้าอีกครั้ง”
“อันที่จริง เรื่องนี้ก็ควรจะยกความดีความชอบให้กับทู่เยนะ เพราะในวันนั้น เมื่อท่านปล่อยพลังวิญญาณให้กับข้าเพื่อช่วยชีวิตแล้วท่านก็จากไป แต่มันก็เพียงแค่หล่อเลี้ยงและวนเวียนยื้อชีวิตข้าได้เท่านั้น หากแต่ข้าไม่รู้วิธีที่จะนำพลังวิญญาณนั้นเข้ามาในกายข้า มีเพียงทู่เยที่เข้ามาช่วยประสานพลังวิญญาณนั้นเข้ามาในกายข้า แล้วตั้งแต่วันนั้น ข้าก็ติดตามทู่เยมาโดยตลอดจนได้มาเจอกับโรงน้ำชาแห่งนี้”
“เจ้ากระต่ายจอมโวยวายนั่นน่ะหรือที่มาช่วยเจ้า?”
“ถูกแล้ว ท่านทั้งสองคือผู้มีพระคุณของข้า ข้าจึงไม่อยากให้ท่านทั้งสองต้องทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง สิ่งที่ท่านรู้สึกกับทู่เยในวันนั้นก็ได้สะสางกันแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ใช่…อันที่จริงแล้วข้าก็เพิ่งจะรู้ ว่าข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเจ้าทู่เอ๋อเสินนั่นเลยสักนิด ข้าเพียงหลงรูปโฉมที่งดงามของเขา จนข้าลืมคิดว่านั่นไม่ใช่ความรัก แต่ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าก็ได้พูดเรื่องนั้นกับเจ้านั่นแล้วว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เดี๋ยวนะ…ตอนที่ข้าพูดเรื่องนี้กับเจ้านั่น เจ้าไม่อยู่แล้วนี่แล้วเจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“พี่หลิงเซียงเป็นคนบอกข้าน่ะ”
“เช่นนั้น เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ ว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องเสียสละเพื่อข้าถึงเพียงนั้น?”
“ข้า…มันก็แค่แมวน้อยตัวนึง จะมีอะไรร้องขอจากท่านได้นอกเสียจากการทดแทนคุณ”
“เจ้าคิดว่า กระต่ายบนดวงจันทร์ที่มีฐานะเป็นถึงสัตว์เทพของท่านเทพฉางเอ๋อจะมองเจ้าไม่ออกเลยอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้านี่นะ เคยรู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนที่โกหกใครไม่เก่งเลยน่ะ”
“ข้าไม่เข้าใจที่ท่านกำลังพูด ข้าเคยไปโกหกท่านตั้งแต่ตอนไหนกัน…”
“เจ้าไม่ได้ความจำเสื่อม เจ้ายังจำพวกเราได้ทั้งหมดตั้งแต่แรก แต่เจ้าแกล้งทำเพราะเจ้าไม่กล้าที่จะกลับไปที่โรงน้ำชานั่น และสู้หน้ากับข้าตรง ๆ เจ้าจึงแสร้งทำเป็นจำอะไรไม่ได้ เพื่อหวังว่าจะใช้สิ่งนั้นในการซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าเอาไว้ใช่หรือไม่?”
“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้จริง ๆ ท่านยมบาลก็ยังบอกกับท่านถึงเรื่องนี้ ข้าจะโกหกท่านได้อย่างไร”
“เจ้าไม่ได้โกหกท่านเหยียนลั่วฮ่อง แต่เจ้าโกหกข้า”
“ท่านมีอะไรจะบอกกับข้าก็พูดมาตรง ๆ เถอะข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดจริง ๆ”
“เจ้าไม่ได้ความจำเสื่อมจริง ๆ ตั้งแต่คราวแรก ในวันที่เราทั้งสามได้เจอกัน ตอนนั้นเจ้าจึงจำข้าและหลิงเซียงได้ตั้งแต่ต้น ข้ามองแววตาของเจ้าออกตั้งแต่อยู่ที่จวนของเหยียนลั่วฮ่อง เจ้าคิดว่าสายตาอันเว้าวอนของเจ้าจะสามารถปกปิดเทพกระต่ายที่เป็นนักรักแห่งดวงจันทร์ผู้นี้ได้หรือ”
“ข้าน่ะหรือปกปิดท่าน ข้าไม่มีอะไรจะปกปิดท่านเสียหน่อย หรือท่านกำลังคิดว่าข้าหลงรักท่านมากกว่าการเป็นผู้มีพระคุณอย่างนั้นหรือ?”
“หรือไม่ใช่เล่า?”
“ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ท่านคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ บุญคุณของท่าน จะตายกี่ชาติข้าก็ไม่มีทางชดใช้หมด ข้าจะเปลี่ยนความรู้สึกเช่นนี้ให้กลายเป็นความรักแบบนั้นได้อย่างไรกัน”
เมื่อพูดจบ เสี่ยวมู่จึงรีบเปลี่ยนร่างของตัวเองให้กลายเป็นแมวน้อยสีดำ แล้วกระโดดลงไปจากหลังคาจวนที่สูงลิบลิ่วนั้นในทันที
ก่อนจะเปลี่ยนร่างของตัวเองให้กลับมากลายเป็นมนุษย์หนุ่ม และเดินกลับเข้าไปในที่พักของตน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้เยว่หมิงชางนั่งอยู่กับรอยยิ้มนั้นบนหลังคาของจวนกู๋อันหนิงแต่เพียงผู้เดียว
.
.