ยามมนุษย์ที่บิดเบี้ยวและสายเลือดความเลวได้ส่งต่อไปยังบุตรหลาน ได้สร้างฆาตรกรขึ้นมาจากความรัก เพื่อเป็นนักฆ่าที่ไม่มีใครต่อกรได้
แอคชั่น,อาชญากรรม,ไทย,รัก,แฟนตาซี,วิปลาสทรชน,แฟนตาซี,สืบสวนสอบสวน,พล็อตสร้างกระแส,แอคชั่น,นิยายชายหญิง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
วิปลาสทรชนยามมนุษย์ที่บิดเบี้ยวและสายเลือดความเลวได้ส่งต่อไปยังบุตรหลาน ได้สร้างฆาตรกรขึ้นมาจากความรัก เพื่อเป็นนักฆ่าที่ไม่มีใครต่อกรได้
ยามมนุษย์ที่บิดเบี้ยวและสายเลือดความเลวได้ส่งต่อไปยังบุตรหลาน ได้สร้างฆาตรกรขึ้นมาจากความรัก เพื่อเป็นนักฆ่าที่ไม่มีใครต่อกรได้
วันที่สร้าง 22 มิ.ย 2567
วันที่ลงตอนแรก 29 มิ.ย 2567
ปลายฟ้า รินใจ นิสิตสาวมหาลัยวัย 22ปี จากคณะวิทยาศาสตร์และการกีฬามา ที่กำลังจะจบแล้วไปทำงานต่อที่บริษัทจังเกิ้ลเทคโน แล้วทันใดนั้นเธอก็ได้ตกหลุมรักหนุ่มหล่อเจ้าของรอยยิ้มแสนหวานอย่าง ปวริศที่ทำงานฝ่ายโปรแกรมเมอร์รับผิดชอบระบบการทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับโปรแกรมในบริษัททั้งหมด
แต่ยังไม่ทันได้รู้จักอะไรก็ทำให้เธอเจอแต่เรื่องสงสัยและไม่เข้าใจเต็มไปหมดราวกับว่าเหมือนทุกอย่างตั้งใจให้มันเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น และไม่น่าเชื่อว่าการที่ได้รู้จักปวริศจะทำให้ชีวิตเรียบง่ายของเธอที่ใฝ่ฝันนั้นเปลี่ยนไปตลอดกาล
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของผู้เขียนทั้งสิ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับบุคคลที่สาม หากชื่อไปตรงกับใครขออภัยมา ณ ที่นี้
ในส่วนเนื้อหามีความรุนแรงเพศอาชญากรรมและการกระทำไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
“ตอนนี้ก็ตี 4 แล้วสินะ เข้าของปลายฟ้าไปเอาตอนนี้เลยละกัน”
พูดจบเขาก็ออกจากห้องไปโดยที่เอาโทรศัพท์ของดาริน แสงอุทัยกับเครื่องแปลงเสียงไปด้วย พอถึงชั้นล่างที่พักเท้าปวริศก็หยิบรองเท้าผ้าใบมาและก้มลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบสีดำตัวเอง
ปวริศใช้โทรศัพท์ของตัวเองกดโทรหาคนขับรถประจำตระกูล นั่นก็คือลุงชานน สีตาแสง ชายวัยกลางคนวัย 51 ปี ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้ตระกูลนี้มา 30 ปีได้
(สวัสดีครับ คุณชายปวริศ)
“ลุงชานนครับ วันนี้เอารถตู้คันใหญ่มาหน่อยผมจะเดินทางครับ”
(ได้ครับ อีกประมาณครึ่งชั่วโมงจะไปถึงนะครับ)
“ขอบคุณครับ”
ปวริศพูดจบเขาก็ตัดสายทันที ระหว่างที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อที่เดินออกจากบ้านไปรอให้รถมารับ
น้องชายคนเล็กของบ้าน กรกฎ อมาตยกุลก็เดินมาหาเขาด้วยท่าทีเหมือนจะมีเรื่องอะไรสักอย่าง เพราะแค่ดูหน้าก็รู้แล้วว่ามันมีเรื่องในใจ
“จะพูดอะไรก็รีบพูดมา พี่ต้องไปข้างนอก”
“พาเธอไปด้วยสิ”
ปวริศคิ้วกระตุกหลังจากที่ได้ยินคำพูดกรกฎผู้เป็นคนเล็กของบ้านพูดขึ้นไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ชายหนุ่มจ้องตาน้องชายตัวเองที่มองด้วยสีหน้าที่ดูกังวลใจพอตัว ซึ่งการถูกจ้องนาน ๆ จากปวริศทำให้กรกฎถอนหายใจเพราะถ้าพูดไม่หมดเขาคงถูกจ้องกดดันไปตลอดแบบนี้แน่นอน
“ปลายฟ้าน่ะ มาอยู่บ้านเราแล้ว ผมที่คอยดูแลความเรียบร้อยของบ้านวันนี้เลยอยากให้เธอไปกับพี่ ซื้อของเข้าบ้านที่จำเป็นน่ะ”
“แล้วน้องรู้เหรอว่าพี่จะไปไหน”
“ไม่รู้ไง เลยอยากให้ยัยนั่นไปด้วย ได้ไหมล่ะ?”
“ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอนอนอยู่เหรอ เพราะ…ตอนนี้พึ่งจะตี 4 เอง” ปวริศหันลูกตาตัวเองที่ไปที่นาฬิกาห้อยตรงหลังกรกฎ
“ก็จริง แต่เผื่อผู้หญิงเขามีอะไรใช้เยอะไง”
“ใช้เยอะเหรอ?”
“พี่เนี่ยไม่รู้รึไง ผู้หญิงของจำเป็นเยอะกว่าผู้ชายแบบเรา…ช่างเถอะ”
กรกฎจะพูดต่อ–แต่หน้าปวริศนั้นดูไม่เข้าใจจริง ๆ มันบ่งบอกว่าพี่ชายตรงหน้าเขาเป็นคนไม่สนใจอะไรเลย ขนาดปลายฟ้าตัวเองเป็นคนพามายังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ควรทำนั้น เจ้าตัวยังไม่รู้เลย
เรียกได้ว่ามีแต่เรื่องปวดหัว ไหนจะเรื่องที่พวกพี่ชายอีก 2 คนที่คิดจะให้ปลายฟ้าไปเจอเรื่องอันตรายเพื่อพิสูจน์ความสำคัญอีก
ถึงทีแรกจะเห็นด้วย แต่ไปมา ๆ หญิงสาวคนนั้นธรรมดามากสุด ๆ แอบชื่นชมในใจเลยว่าเธอแข็งแกร่งมากที่ทนได้แม้ตัวเองจะอยู่ในสภาพที่แขนข้อมือหักและต้นขาก็ถูกยิง
โดยรวมแล้วเธอเป็นสาวที่โคตรโชคร้าย แล้วจะให้เจออันตรายอีก
คนเป็นลูกคนเล็กก็รู้สึกได้ว่าตัวเธอไม่ควรเจอเรื่องแบบนี้ ตัวก็เล็กแถมเรี่ยวแรงไม่น่ามีเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคนที่พามาต้องดูแลให้ดีหน่อยสิถึงจะถูก อย่างน้อยพวกเครื่องของใช้สำหรับผู้หญิง
“ชุดชั้นใน เครื่องนุ่งห่มและก็พวกสกินแคร์ นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิง และอา–”
“ได้สิ”
ปวริศพูดแทรกทันควัน เขาก็ถอดรองเท้าตัวเองและเดินไปที่ห้องนอนของปลายฟ้า
กรกฎไม่เข้าใจเท่าไหร่ที่อยู่ ๆ พี่ชายคนโตพูดง่ายเสียอย่างนั้น เพราะปกติแล้วปวริศ อมาตยกุลไม่ใช่คนที่จะฟังเท่าไหร่ถ้าเป็นเรื่องไร้สาระตัวเขาจะเมินเฉยไม่ตอบโต้อะไร น่าแปลก..ที่เขาฟังแล้วทำทันที
“พี่เปลี่ยนไปนะตั้งแต่ปลายฟ้ามาอยู่ที่นี่” กรกฎพูดและเดินตามไล่หลัง
“เพราะพี่พาเธอมา พี่ต้องดูแลเธอ”
ปวริศพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย น้ำเสียงก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเหมือนเดิมทุกอย่างที่เมินเฉย ทำไปเพราะจำเป็นต้องทำ รู้อย่างนี้แล้วไม่น่าคิดไปเลยว่าชายหนุ่มเปลี่ยนไป
“สรุปพี่จะพาเธอไปจริงเหรอ?”
“ใช่ มันเป็นความคิดที่ไม่แย่ที่จะมีของพวกนั้นให้เธอ”
เมื่อหนุ่มผิวน้ำผึ้งพูดจบเขาก็เปิดประตูไปที่ห้องนอนเธอด้านใน มือหนาได้เปิดไฟห้องก็พบปลายฟ้า รินใจนอนเปิดแอร์เย็นฉ่ำและนอนผ้าห่มคลุมทั้งตัวอีก
ปวริศได้ดึงผ้าห่มที่นอนคลุมหญิงสาวออกมา ซึ่งปลายฟ้าเป็นคนที่ตื่นง่ายหากใครมาถึงผ้าห่มออกเธอจะสะดุ้งทันที
“ตื่นได้แล้ว เราต้องไปทำอะไรเยอะมากวันนี้”
“พี่ริท..พี่มาทำอะไรที่นี่คะ”
ปลายฟ้าที่งัวเงียก็ต้องมาตกใจเมื่อเจอชายหนุ่มตรงหน้าที่มองเธอด้วยสายตาที่นิ่งเฉยให้ หญิงสาวกลืนน้ำลายข่มใจไม่ให้กลัวอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้ดวงตาของเจ้าตัวยังกระตุกสั่นแบบเห็นได้ชัด
“เราจะไปซื้อของกัน”
“ซื้อของทำไมคะ?”
“ผู้หญิงต้องใช้เยอะไม่ใช่เหรอ และมันจำเป็นด้วย”
“ไม่ได้ขังหนูไว้เหรอคะ?”
“ดูพูดเข้า เธอเป็นคนที่นี่แล้วจะโดนขังได้ไง” กรกฎพูดแทรกเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ก็..ประตูห้องนี้มันล็อค..นี่คะ” ปลายฟ้าก้มหน้าพูด
“กรกฎ” ปวริศเรียก
“ครับพี่”
“พี่จะพาเธอไปข้างนอก พี่ฝากเปลี่ยนกลอนประตูให้เป็นล็อคจากด้านนอกทั้งหมด”
“เดี๋ยวสิพี่ ตอนนี้เลยเหรอ?”
กรกฎอึ้งกับคำสั่งให้ทำทันทีของพี่ชายคนโต ซึ่งไม่มีคำตอบอะไรให้ต่อจากนั้นเลยแค่นี้ก็รู้เลยว่าต้องทำห้ามปฏิเสธ
“ไปกันได้แล้วปลายฟ้า”
“คือว่า..” ปลายฟ้าพูดขึ้น “หนูยังไม่ได้อาบน้ำเลยค่ะพี่ริท”
คำพูดของปลายฟ้าทำให้สองหนุ่มอย่างปวริศกับกรกฎถึงกับมองหน้าหากันทันที
“นานเท่าไหร่แล้ว” ปวริศถาม
“ก็…” ปลายฟ้าอ้ำอึ้ง “ถ้ารวมมาอยู่ที่นี่แล้วก็ 5 วันแล้วค่ะ”
“อาบน้ำก่อนค่อยไป”
“หนูไม่มีเสื้อผ้าค่ะพี่ริท อา..หมายถึงที่จะเปลี่ยนน่ะค่ะ”
“ไม่มีเสื้อผ้าเหรอ ในตู้ไม่มีเลย?”
ปวริศถามพลางมองไปยังตู้เสื้อผ้าในห้องที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ที่นอนใหญ่ 6 ฟุตของเธอ ที่เปิดโล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย
ปลายฟ้าก็ยิ้มแห้งให้เพราะว่ามันไม่มีจริง ๆ จะมาคาดหวังให้เธอมีเสื้อผ้าเปลี่ยนคิดใหม่เถอะ ไหนห้องจะล็อคอีก มันคงได้อาบน้ำหรอกมั้ง
หนุ่มผิวน้ำผึ้งมองหน้าหญิงสาวแล้วก็พอรู้ว่าคำตอบที่ยิ้มแห้งแบบนั้นมันคงไม่มีจริง ๆ
“เดี๋ยวฉันไปหาให้ กรกฎเอาผ้าขนหนูที่ใช้ได้ให้เธอไปก่อน ฉันจะไปหาเสื้อผ้าของเธอมา”
“ครับพี่”
กรกฎรับคำและไปหาผ้าขนหนูในห้องนี้ที่มีลิ้นชักวางใต้เตียงด้านหน้าห้องนอนของหญิงสาวก็มี 2 ผืนสีม่วงกับฟ้า พอได้แล้วเขาก็ยื่นให้ปลายฟ้าที่นั่งอยู่บนเตียง
“ผ้าขนหนูอันนี้เป็นของเธอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปแล้วนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“สงสัยห้องนี้คงไม่ใช่ห้องซ่อนคนแล้ว เป็นห้องเธอเลยละกัน”
“ห้องซ่อนคนเหรอคะ…”
“เดิมทีก่อนที่เธอจะมาอยู่ห้องนี้ มันเคยเป็นห้องไว้สำหรับจับคนมาแล้วก็เค้นคำพูดน่ะ ถึงได้มีห้องซ้อนแบบที่เห็น”
พอปลายฟ้าฟังแล้วขวัญเธอหล่นวูบตกพื้นทันที ไม่คิดว่าจะได้นอนห้องที่มีประวัติน่ากลัวแบบนี้ นึกไม่ออกเลยว่าก่อนที่จะมาหมกตัวในนี้ต้องมีสักคนที่ต้องตายและเลือดคงไม่น้อยไปกว่าไหน
ยิ่งคิดถึงมันมากเท่าไหร่ภาพเลือดฉะโลมเต็มห้องก็แทรกเข้าไปในความทรงจำของสมองราวกับภาพสลับ ที่เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในห้องนี้มีแต่เลือดเต็มละเลงทั่ว และภาพชายหนุ่มผิวน้ำผึ้งที่ถือมีดโดยหยดเลือดไหลติงลงพื้นจนได้ยินเสียงมัน
“ปลายฟ้า”
เสียงเรียกชื่อของเธอจากปวริศ อมาตยกุลำทำให้เจ้าของชื่อหลุดจากวงวนความคิดด้านลบและได้เงยหน้าทันทีจนได้สบตากับนัยน์ตาสีดำที่สะท้อนตัวแบบที่ลมหายใจใกล้กัน
ปลายฟ้าตกใจจนถอยหลังหนีทันทีโดยลืมตัวไปว่าตัวเองก็บาดเจ็บไม่น้อยจนนิ่วหน้าออกอาการเจ็บ
“พี่ริท พี่จะทำอะไรหนูคะ!” ปลายฟ้าถามอย่างร้อนรน
“เรียกแล้วไม่หัน ก็เลยมาดูว่าอาการเหม่ออีกรึเปล่า”
“เหม่อเหรอ..อา..”
ไม่แปลกหรอกเพราะเธอกลัวเลือดมาก พอสมองคิดถึงมัน..ปลายฟ้า รินใจจะถูกสมองสั่งการให้คิดแต่เรื่องเลือดที่เต็มห้องหรือปริมาณที่มากจนเธอไม่สามารถรควบคุมมันได้
การที่ปลายฟ้าไม่ตอบกลับแบบนี้จนชายหนุ่มเอาตัวมาใกล้ดูอาการ รู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงที่มีให้จริง ๆ
“ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ที่นี่เคยเป็นห้องซ่อนคนก็จริงแต่ก็ไปตายข้างนอกหมดแหล่ะ”
“จริงเหรอคะ?” ปลายฟ้าแสดงสีหน้าโล่งใจ
“ใช่ มันไม่มีอะไรน่ากลัวแบบที่เธอคิดหรอก”
“คือหน้าหนูแสดงออกขนาดนั้น..เลยเหรอคะ?”
“แน่นอน ต่อให้ไม่พูดแววตานั้นเป็นคำตอบได้เสมอ”
“พี่ปวริศ เขาชอบดูดวงตาน่ะเพราะดวงตามันสำคัญกว่าคำพูดยังไงล่ะ” กรกฎพูดขึ้นหลังเห็นบรรยากาศดูผ่อนคลายและหญิงสาวเหมือนจะเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น
“นี่เสื้อผ้าของเธอ”
ปวริศเอาเสื้อแขนสั้นสีม่วงอ่อนกับกระโปรงเทนนิสสีดำพร้อมกับชุดชั้นในพอดีตัวปลายฟ้าโดยที่ไม่ลืมกางเกงซับในสีดำให้มาด้วย
พูดตรง ๆ สีชุดไม่โดนใจปลายฟ้าเท่าไหร่…
เพราะเธอชอบสีแนวเอิร์ธโทนมากกว่าแต่มันไม่ใช่จังหวะที่พูดออกไปอยู่ดี ตอนนี้เหมือนสถานการณ์จะเริ่มให้เธอปรับตัวได้ ยังดีที่แห่งนี้มีฟูกนอนที่นุ่มมากเหมือนนอนโรงแรมและอาหารการกินที่เสิร์ฟเป็นเวลา รสชาติก็อร่อย
แต่จะดีมากถ้าเธอกินเองโดยไม่ถูกคนที่ชื่อรังสิมันต์ อมาตยกุลป้อนให้ คงจะอร่อยกว่านี้
ถึงอย่างไรปลายฟ้าก็ต้องระวังอยู่ดีเพราะคนตรงหน้าคือคนที่ลงมือฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่รู้สึกผิดหรือหวาดกลัวกฎหมายใด ๆ แถมยังลักพาตัวเธอมาแบบไม่ถามความสมัครใจโดยสักคำและให้มาอยู่บ้านหลังนี้ที่มีห้องซ้อนห้องแบบนี้อีก
ถึงจะบอกว่าไม่มีเรื่องนองเลือดก็ตาม…
แต่ใครมันจะไปไว้ใจคนพวกนี้ที่ดูยังไงก็ไม่ปกติ และดูเหมือนจะรวมพวกมีอำนาจที่ทางตำรวจทำอะไรไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นปลายฟ้า รินใจจะต้องระวังคำพูดและแสดงพฤติกรรมไม่ต่อต้านเขา จากนั้นค่อยหนีไปให้ไกลจากพวกเขา
“ขอบคุณค่ะพี่ริท”
ปลายฟ้ายิ้มกว้างสดใสให้ที่แสดงออกถึงความดีใจเมื่อได้ชุดแบบนี้ ซึ่งขนาดชุดชั้นในนั้นพอดีกับตัวเธอแสดงว่าปวริศคงรู้ขนาดทุกสัดส่วนของเธอหมดแล้วแน่นอน
ให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะอายและกลัวแต่ต้องทนไปก่อน เพราะชีวิตมันก็สำคัญยังไงล่ะ
“ใส่เองได้ใช่ไหม?”
ปวริศถามอย่างนิ่ง ๆ ปลายฟ้าก็มองตัวเองที่ข้อมือหักเข้าเฝือกและต้นขาที่ถูกยิง ให้พูดตรง ๆ สภาพหลายอย่างมันแทบช่วยตัวเองลำบากเลย
แต่ก็..ไม่จำเป็นต้องรับการช่วยเหลือใด ๆ แม้จะรู้ว่ามันยากก็ตาม
“ทำเองได้ค่ะพี่ริท อาจจะนานนิดหนึ่งนะคะ”
หลังจากนั้นการอาบน้ำแต่งตัวได้ผ่านไปปลายฟ้า รินใจที่ยืนมองกระจกด้านหน้าประตูที่วางประดับไว้ตอนนี้ชุดของเธอที่ใส่นั้นนับว่าดูไม่แย่เท่าไหร่
ซึ่งจากสภาพที่มันผ่านการซักและตากมาของเสื้อผ้าตัวนี้ ดูยังไงก็มีเจ้าของสถานะคือผู้เคราะห์ร้ายอย่างแน่นอน
แม้ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้ตายไปนานหรือเพิ่งตายยังไง ปลายฟ้าก็ขอสวดให้เจ้าของชุดนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดีและขออนุญาตินำมาใส่ เห็นอย่างนี้เธอก็กลัวผีเหมือนกันแต่กลัวคนในบ้านนี้มากกว่าโดยเฉพาะปวริศ อมาตยกุล
ในโอกาสที่ออกมาแบบนี้ปลายฟ้าต้องสังเกตพฤติกรรมอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งที่ต้องทดไว้เสมอนั่นคือห้ามทำอะไรที่ไม่พอใจเด็ดขาด ถึงจะให้ถามได้หากสงสัยและเขาจะตอบก็ต่อเมื่อคำถามมันน่าตอบ
‘ให้พูดตรง ๆ แล้วจะพูดเพื่ออะไรให้เหมือนถามได้แบบนี้มิทราบ’
ปลายฟ้าบ่นในใจ
“จะยืนดูกระจกอีกนานไหม”
ปวริศทักขึ้นมาหญิงสาวหันหลังไปทันทีพร้อมยิ้มหวานให้
“ขอโทษค่ะพอดีชุดมันสวยมากเลยค่ะ หนูเลยมองนานไปหน่อย”
“ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ค่ะ ก็มันเป็นชุดที่สวยและดูวัยรุ่นดีน่ะค่ะ ไม่คิดว่าพี่ริทจะมีชุดแบบนี้ด้วย”
“มันไม่ใช่ของฉันหรอก”
“เหรอคะ เข้าใจแล้วค่ะ”
“ใส่รองเท้าแล้วไปข้างนอกกันได้แล้ว เรามีเรื่องต้องทำอีกเยอะ”
“เรื่องอะไรคะ?” ปลายฟ้าถามอย่างกังวล
“เราจะเอาของใช้ในบ้านเธอมาที่นี่ รวมไปถึงของจำเป็นสำหรับผู้หญิงทั้งหมด”
“เดี๋ยวสิคะ เอาของในบ้านฉันมาที่นี่ทำไมคะ?!”
“เธอเป็นคนในบ้านนี้แล้ว ก็ต้องย้ายของมาบ้านหลังนี้สิ”
“แต่..ว่า..”
“แต่อะไร?”
ปวริศถามซึ่งปลายฟ้าเรียกสติตัวเองให้ใจเย็น เธอนับเลขในใจถึง 10 และมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่เจื่อนสุด ๆ
“ก็..ซื้อใหม่หมดเถอะค่ะ บางทีมันเก่าแล้วไม่อยากเอามา”
ไม่รู้แถรอดไหมแต่ขอให้รอด...
“เอางั้นเลยเหรอ”
“ขอบคุณค่ะ”
ปลายฟ้าตอบยิ้มบาน ชายหนุ่มก็ไม่พูดอะไรเขาก็เดินไปเปิดประตูที่ตอนนี้มีรถจอดรออยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นรถอัลธาร์ดคันใหญ่สีดำโดยมีคนขับรถเป็นผู้ชายวัยน่าจะ 50 ปีได้เปิดประตูให้ทั้งสองหนุ่มสาว ปลายฟ้าที่สบตาเขาตามนิสัยช่างมองของเธอ
แววตาของลุงคนนี้ช่างไร้อารมณ์ใด ๆ ตัดกับใบหน้าที่ยิ้มอย่างนั้น
เธอขนลุกซู่ทันทีที่เห็นทำให้ปลายฟ้าเรียกสติตัวเองอีกครั้งให้ใจเย็น และนั่งคาดเข็มขัดให้เรียบร้อยจากนั้นก็สำรวจภายในรถยนต์คนนี้ ตามคาดจริง ๆ มันคือรถราคา 7หลักที่นักธุรกิจหรือลูกบ้านรวยชอบใช้กัน
ให้พูดตรง ๆ หญิงสาวไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ทั้งชีวิตเธอรู้จักแต่คำว่าต้องประหยัดกับอดมื้อกินมื้อในบางครั้งเพื่อที่จะให้ชีวิตไปต่อ
พอมาเจอคนที่เลวฆ่าคนโดยไร้ความรู้สึกมีของแบบนี้แล้วมีเงินใช้ล้นมือ ปลายฟ้า รินใจรู้สึกว่าโลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ
“ไปที่ไหนครับคุณชาย” ลุงชานนถามหลังจากที่เข้ามานั่งคนขับแล้ว
“ห้างประตูน้ำครับที่แรก”
“ได้ครับ”
ลุงชานนรับทราบและขับรถไปโดยไม่ถามต่อใด ๆ ปลายฟ้าที่นั่งข้างปวริศก็เหลือบไปมองหน่อยหนึ่งก็เห็นชายหนุ่มผิวน้ำผึ้งนั่งมองวิวผ่านหน้าต่างเงียบ ๆ พูดตรง ๆ เลยใบหน้าเขาตอนที่กระทบแสงแดดอ่อนยามเช้าของ 6 โมงตรงเขาดูดีมาก ยิ่งเป็นคนที่มีสันกรามชัด จมูกโด่งสันได้รูป เวลาปวริศหันข้างนั้นเรียกได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่สามารถเป็นดาราได้เลยทีเดียว
‘เสียดายชะมัด ทำไมคนแบบนี้ต้องมาฆ่าคนด้วยนะ’
นี่เป็นอีกอย่างที่โลกไม่ยุติธรรม นอกจากพวกนี้จะมีเม็ดเงินแล้ว หน้าตาก็ดันดีด้วยเสียอย่างนั้น ปลายฟ้าเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะได้หน้าตาน่ารักแบบนี้มา เรียกได้ว่ากัดฟันสู้เลยทีเดียว
“วันนี้ดูไม่กลัวเท่าไหร่นะ ชินแล้วเหรอ”
“คะ หนูเหรอคะ?”
“ฉันคุยกับกระจกมั้ง”
“เออ ค่ะ…ก็เริ่มชินแล้ว”
“ดีมาก เพราะต่อไปเธอต้องชินแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดหน้าที่ของเธอ”
“หมดหน้าที่เหรอคะ?”
“ใช่”
“ตายเหรอคะ?” ปลายฟ้าถามเสียงสั่น
“ไม่รู้สิ เพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ค่ะ”
‘ไม่รู้เหรอ…ทำไมล่ะเนี่ย?’ ปลายฟ้าคิดในใจ
“มีอะไรจะถามไหม”
“เออ ขอบคุณที่พาหนูออกมานะคะ กำลังเบื่อพอดีเลย”
ที่จริงมีอยู่แต่คิดว่าไม่น่าถามเท่าไหร่ ตรงที่ ‘หน้าที่’ ที่ว่ามันคืออะไร
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก มันเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว”
“ค่ะ”
“พอเห็นเธอชินแบบนี้แล้ว ฉันไม่สบอารมณ์จริ งๆ”
“...”
ปลายฟ้าที่ได้ยินถึงกับรู้สึกเย็นหลังทันที แม้น้ำเสียงเขาจะนิ่งไม่มีโทนใด ๆ ว่ารู้สึกอะไรแต่ตอนนี้ปลายฟ้าก็มือสั่นจนต้องกำชายประโปร่งแน่นเพื่อไม่ให้สติตัวเองขวัญหาย
“ขอถามหน่อยสิ ระหว่างที่บ้านเธอกับที่นี่ ชอบที่ไหนมากกว่าเหรอ?”
คำถามที่ช่างกล้าถามออกมาจากปากคนที่ลักพาตัวเธอมาอยู่ที่นี่ มันเป็นอะไรที่ปลายฟ้าแทบอยากจะกรีดร้องให้ดังจริง ๆ ทำไมถึงคิดว่าที่นี่ดีกว่าเป็นคำถามที่เสียสติเสียเหลือเกิน
ถึงอย่างนั้นการตอบให้อีกฝ่ายถูกใจนับว่าเป็นการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งในตอนนี้ ถึงใจจริงชีวิตที่นี่เหมือนจะเป็นคุกที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและหรูหราดีกว่าบ้านตัวเองก็ตาม
“ก็ต้องบ้านที่นี่สิคะ”
ปลายฟ้าตอบยิ้มหวานให้และชายหนุ่มที่เห็นก็ยิ้มเหยียดมุมปากที่ตัวเธอเห็นแล้วมันน่ากลัวไม่เหมือนรอยยิ้มคนทั่วไปให้กัน จนต้องเอายกแขนมาบังที่อกตัวเองราวกับเป็นเกราะกำบังทางใจ
“งั้นเหรอ ตอบได้เสียสติดี”