“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์ - องก์ 1 III พลัง? (2/2) โดย XiXuan @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก,พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี

รายละเอียด

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์ โดย XiXuan @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”

ผู้แต่ง

XiXuan

เรื่องย่อ

แนะนำเรื่อง


“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”


_____


“คุณตา… คุณยาย… อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยผม”

ร่างเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด เขาทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นไห้

และในวันหนึ่ง…

“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เขาได้พบกับแสงสว่างที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันในชีวิตอีกครั้ง

ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน…

.

“ลองพูดแบบนั้นอีกทีสิ ฉันจะสะบั้นคอนายให้ขาดตรงนี้นี่แหละ”

เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกลัว และเลือกที่จะกลับไปสู่ความมืดที่เขาจากมา


_____


 สวัสดีค้าบบ ยินดีที่ได้รู้จักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ขออนุญาตแนะนำตัวฮะ

ชื่อซาจิโยะ หรือใครอยากเรียกซาจิก็ได้น้า ชอบเขียนแนวแฟนตาซีเป็นหลักคับ!

สำหรับเรื่องนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 องก์ด้วยกัน แต่ละองก์ก็จะมีความเข้มข้นกันคนละแบบ ยังไงก็ฝากติดตามและขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ



องก์ที่ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ – Updating

องก์ที่ 2 เปลวไฟที่เผาผลาญในคืนวัน – Finished (unposted)

องก์ที่ 3 รอยยิ้มสุดท้ายใต้สายฝน – Writing

องก์ที่ 4 คืนวันที่ไม่อาจหวนกลับ – Coming soon…

องก์ที่ 5 แสงสว่างที่ปลายทาง – Coming soon…


_____


⚠Trigger Warning⚠


Abuse (การทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง),

Physical abuse (การทำร้ายร่างกาย),

Mental abuse (การทำร้ายจิตใจ),

Blood (มีเลือด),

Blackmail (มีการข่มขู่ให้ทำตาม),

Coercion (การใช้ความสัมพันธ์ หรืออำนาจที่เหนือกว่าเพื่อบังคับ หรือโน้มน้าวให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ),

Major character death (มีตัวละครหลักตาย),

Minor character death (มีตัวละครรองตาย),

Murder (การฆาตกรรม),

Psychopath (โรคจิต ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือผิดชอบชั่วดี),

Starvation (ความหิวโหย การอดอาหาร),

Kidnapping (การลักพาตัว),

Assault (การบุกทำร้าย โจมตี)


_____


Contact Writer


Twitter(X) : @sachiyogingray

แฮชแท็กประจำนิยาย #ไม่ร้องนะเคียร์

สารบัญ

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-Chapter 0 Introduction,The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 I เพื่อนใหม่ (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 I เพื่อนใหม่ (2/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (2/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 III พลัง? (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 III พลัง? (2/2)

เนื้อหา

องก์ 1 III พลัง? (2/2)


วันต่อมา เคียร์ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึกงัวเงียพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง มือเล็กขยี้ตาตัวเองอยู่นานกว่าภาพตรงหน้าจะชัด นัยน์ตาสีน้ำทะเลหันไปมองบางสิ่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสะดุดตา

มันคือกองหนังสือหลายเล่มวางซ้อนกันจนสูง ด้านข้างนั้นมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับวางอยู่ด้วย

เคียร์ฉีกยิ้มกว้าง เท่านี้เขาก็ไม่ต้องนั่งเบื่อทั้งวันแล้ว

เด็กชายหยิบกล่องข้าวที่เพื่อนเตรียมไว้ให้มาเปิดกิน เขาเหม่อมองภาพวิวนอกหน้าต่างที่ควรจะสว่างจ้าเพราะแสงแดด แต่มันกลับมืดครึ้มและมีฝนตกหนัก เกิดเป็นเสียงซู่ซ่าและอากาศเย็นสบายน่านอน

ก็อย่างว่า ตอนนี้มันฤดูฝนนี่นา

เคียร์ก้มหน้ามองอาหารเช้าในมือ วันนี้เป็นเมนูข้าวห่อไข่ราดด้วยซอสมะเขือเทศ มีบรอกโคลีและมะเขือเทศฝานวางตกแต่งสวยงามน่าทาน

เห็นอย่างนั้นจากที่ตอนแรกยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ก็ทำเอาน้ำลายสอขึ้นมา เขาจึงหยิบช้อนมาตักกิน

ก็ไม่รู้หรอกนะว่าแม่ใครเป็นคนทำแต่อร่อยมากเลย รู้สึกเหมือนไม่ได้กินของดี ๆ อย่างนี้มานานเหลือเกิน

ใช้เวลาไม่นานข้าวห่อไข่ก็หมดเกลี้ยง เคียร์ดื่มน้ำตามแล้วหยิบหนังสือเล่มบนสุดขึ้นมาอ่าน เอาไว้เมื่อไรที่ฝนหยุดตกหรือตกปรอย ๆ ค่อยเอากล่องข้าวไปล้างที่ลำธารแล้วกัน

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของเหล่าปีศาจ

จอมมารหรืออสูรกายที่ปกครองเหล่าปีศาจทั้งปวงนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘ไทฟอน’ เป็นบุตรคนสุดท้องของเทพีไกอาและเทพทาร์ทารัส

ไทฟอนมีภรรยานามว่าอีคิดนา ทั้งสองมีลูกด้วยกันหลายคน แต่ละคนก็จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ‘เทออส’ บุตรชายของไทฟอนที่รู้จักกันในนาม ‘ไคเมร่า’ เป็นอสูรกายที่ถือว่าแข็งแกร่งและเยือกเย็นที่สุดในหมู่พี่น้อง

เทออสปกครองเหล่าปีศาจฝั่งตะวันออกทั้งหมด เป็นคนที่จัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างเฉียบคมและเยือกเย็น แต่เทออสนั้นได้สิ้นพระชนม์ไปเมื่อแปดปีก่อนเพราะบังเอิญไปสนิทกับปีศาจจิ้งจอกสาวตนหนึ่ง ทั้งสองอยู่ด้วยกันมานาน จากคนแปลกหน้าก็กลับกลายมาเป็นความรัก ทว่าจิ้งจอกสาวตนนั้นก็ไม่ได้รักเทออสจากใจจริง เธอวางแผนสังหารเทออสที่แข็งแกร่งและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินแผนการอื่น ๆ

อ่านถึงตรงนี้หัวคิ้วของเคียร์ก็ชักเข้าหากัน ในใจเริ่มรู้สึกสงสารเทออสที่ถูกคนไว้ใจหลอก

แต่เทออสแข็งแกร่งนี่นา ทำไมถึงโดนฆ่าตายง่าย ๆ ล่ะ?

เคียร์เลิกคิ้ว พลิกกระดาษไปหน้าถัดไปก็เจอคำตอบพอดี

เหตุที่ตายง่ายนั้นก็เพราะเทออสไม่ได้ขัดขืน ยอมให้คนที่ตนรักฆ่าตัวเองง่าย ๆ คล้ายทำใจยอมรับไม่ได้ว่าคนที่ไว้ใจที่สุดอย่างนางจิ้งจอกตนนั้นจะทรยศเขาเข้าจริง ๆ หลังจากเทออสสิ้นพระชนม์ก็มีพิธีไว้อาลัย ไทฟอนและอีคิดนาได้หมายหัวนางจิ้งจอกตนนั้นและออกคำสั่งกับเหล่าปีศาจอสูรกายทั้งปวง ว่าหากพบเห็นก็จงจับนางมาให้ทั้งสองทรมานเหมือนตายทั้งเป็น

อืม… เหมือนจะน้ำเน่าแต่ก็คงเป็นเรื่องจริงละมั้ง?

เคียร์คิดในใจ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนามากนักเขาจึงอ่านจบภายในห้าชั่วโมง จากนั้นมือเล็กก็เอื้อมหยิบหนังสือเล่มต่อไปมาเปิดอ่าน คราวนี้เป็นเพียงหนังสือนิทานเด็กเบาสมอง ไม่ได้อิงประวัติศาสตร์หรืออะไรมากนัก เขานั่งอ่านอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเพื่อน ๆ กลับมาจากโรงเรียน

พวกเขายังคงชวนเคียร์คุยเรื่องไร้สาระเรื่อยเปื่อย พยายามย่นระยะห่างเข้ามาเรื่อย ๆ แม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม

ทั้งหมดนี้กลายเป็นชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ กระทั่งถึงวันเสาร์ วันที่โรงเรียนปิดให้เหล่านักเรียนได้พักสมองจากการเรียนหนักมาห้าวันเต็ม

.

.

.

“ไปกันเลยไหม?” โซฮาร์หันมองเพื่อน ๆ แล้วถามเสียงใส

วันนี้พวกเขาจะพาเคียร์เข้าไปในเมือง เข้าไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ให้รู้เรื่องว่าเคียร์นั้นเป็นเพียงเด็กปกติธรรมดา ไม่มีพิษภัยใด ๆ และไม่ใช่เด็กปีศาจอย่างที่พวกเขาว่า

แต่จะได้ผลหรือไม่นั้นก็ต้องเสี่ยงดวงเอา และเคียร์ก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางได้ผลเพราะตัวเขานั้นลองมาหลายรอบแล้ว แต่คนพวกนี้ก็ยังยืนยันว่าตอนนั้นเคียร์ตัวคนเดียว ตอนนี้มีพวกเขาอยู่ช่วยเป็นพยานซะอย่าง ไม่ลองก็ไม่รู้

เคียร์มองลูเซียนที่อยู่ในชุดลำลองแสนธรรมดาซึ่งหันมายิ้มให้เขา ก่อนจะไล่สายตาไปยังเคเรนและเรย์ จบลงที่โซฮาร์ซึ่งยืนอยู่หน้าประตู

ทุกคนพร้อมกันมากกับการพาเคียร์เข้าไปในเมืองโดยเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าอย่างไรก็ต้องได้ผล พวกเขามีเหตุผลสนับสนุนว่าเคียร์ไม่ได้เลวร้าย ในขณะที่พวกผู้ใหญ่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอะไรที่น่าเชื่อถือได้ว่าเคียร์นั้นเป็นตัวหายนะของเมือง

เรย์ชูกำปั้นขึ้นมาข้างหน้าแล้วยิ้ม “แน่นอน!”



และก็เป็นอย่างที่คิด เข้าเมืองมาได้ไม่นานนักก็มีผู้ใหญ่ทักถึงเคียร์ที่ตอนนี้เหมือนอาการหวาดกลัวผู้คนจะกำเริบมาอีกครั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้เริ่มเบาลงไปบ้างแล้ว ร่างเล็กสั่นสะท้านขณะมองรอบกายที่ถูกล้อมด้วยผู้คนตัวใหญ่อย่างหวาดระแวง

ขณะนั้นเองมือหนึ่งก็ยื่นมาจับฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขาแล้วออกแรงบีบเบา ๆ เคียร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันไปมองเจ้าของมือนั้น

เป็นเคเรนนั่นเอง…

“ประหม่าเหรอ พวกฉันอยู่ด้วยไม่ต้องกลัวหรอก”

ถึงจะยังไม่วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาหน่อย เคียร์บีบมือตอบแล้วพยักหน้า “อื้อ”

ตอนนี้เขาไว้ใจสี่คนนี้ในระดับหนึ่ง คงพอหวังพึ่งได้สินะ…

“หายหัวไปเป็นอาทิตย์ก็นึกว่าออกไปจากที่นี่แล้วซะอีก ยังอยู่อีกเหรอเนี่ย” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลัง เจ้าของเสียงเป็นผู้ชายวัยกลางคนกำลังยืนกอดอกมองเหยียดมาทางเคียร์ “แล้วเด็กพวกนี้ใคร? เพื่อน?”

เด็กชายก้มหน้างุด เขาไม่อาจสู้สายตาเหยียดหยามที่มองมาได้เลย


“ก็ใช่น่ะสิ เด็กเป็นเพื่อนกันมันแปลกตรงไหน” เรย์เท้าเอวข้างหนึ่งพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย มันไม่ใช่เรื่องแปลกหากเด็กรุ่นเดียวกันจะทำความรู้จักและสนิทสนมกันสักหน่อย

แล้วอยู่ ๆ ลูเซียนก็เอื้อมมือมาจับแขนเรย์ เจ้าตัวหันมามองเล็กน้อยและเมื่อเห็นว่าเพื่อนส่ายหัวเบา ๆ เขาก็พ่นลมหายใจพลางเสมองไปทางอื่น

“ที่พวกผมมาวันนี้ก็เพื่อจะให้ทุกคนได้รู้ครับว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กปีศาจ เขาไม่ได้เลวร้ายอะไรเลยครับ ก็แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง” ลูเซียนกล่าวอย่างใจเย็นก่อนไล่สายตามองผู้ใหญ่ตรงหน้าทีละคน ทว่าพวกเขาไม่ได้มีสีหน้าต่างไปจากเดิมนัก พลันหนึ่งในนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะ

“เหรอ ไหนล่ะ จะทำยังไงให้พวกฉันคิดว่ามันไม่ใช่เจ้าเด็กปีศาจน่ะ”

“พวกคุณก็น่าจะเห็นกันแล้วนี่ครับ ตามร่างกายของเขา ถึงจะจางไปหน่อยแต่ก็ยังมีรอยช้ำจากที่พวกคุณทำไว้ ถ้าปีศาจจริงก็น่าจะรักษาตัวเองได้ไวกว่านี้นะครับ”

“ใช่แล้วค่ะ แต่เคียร์ไม่สามารถรักษาตัวเองได้เร็วขนาดนั้น อัตราการฟื้นฟูของร่างกายก็เท่ากับพวกเรานะคะ” โซฮาร์ช่วยพูด

ทันใดนั้นอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้น “แต่ยังไงมันก็เป็นปีศาจอยู่ดี ถ้าฆ่าได้พวกเราก็ทำไปนานแล้วแต่เราฆ่ามันไม่ได้ไง เมืองเราก็ตกต่ำย่ำแย่ตั้งแต่มันเกิดมาแล้ว”

“นี่ป้า” เคเรนที่ฟังอยู่นานหันไปมองหญิงสาวที่พูดประโยคเมื่อครู่ นัยน์ตาสีม่วงอเมทิสต์เรืองรองเล็กน้อย “ขอถามหน่อยสิ ถ้าฆ่าเคียร์ไปแล้วเมืองเราจะดีขึ้นหรือไง ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหรอกเหรอ”

“แล้วอีกอย่าง ที่พูดนั่นน่ะหมายความว่าไง เคยตั้งใจจะฆ่าเด็กแบบนี้ด้วยรึไง” เรย์ขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจนัก

ตอนนั้นเองก็มีผู้ชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินมาทางข้างหลังเคียร์พร้อมกับส่งเสียงพูด “เด็กอย่างพวกแกแค่พูดคงไม่เชื่อสินะ งั้นก็ดูนี่”

เขาว่าพลางใช้มือทั้งสองข้างจับศีรษะและคางของเคียร์เตรียมหักคอ

เคียร์เบิกตากว้าง พยายามดิ้นให้หลุดออกมา “มะ…ไม่เอา! ปล่อยนะ!!”

ทว่าชายคนนั้นไม่ฟัง บิดศีรษะของเคียร์ทันที

“เคียร์!!”

บรรดาเพื่อน ๆ ร้องออกมาด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะเกลียดชังเคียร์ขนาดลงมือฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรแบบนี้

…แต่ทั้งที่โดนขนาดนั้น หากเป็นเด็กปกติที่ตัวเล็กและร่างกายขาดสารอาหารแบบเคียร์อาจถึงตายหรือเป็นอัมพาตไปแล้ว ทว่าเคียร์กลับล้มลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

จากที่ใจหายไปเมื่อครู่ตอนนี้ก็ดีขึ้นมาหน่อย…แค่นิดหน่อยเท่านั้น

เคเรนและโซฮาร์พุ่งเข้าไปปลอบ ช่วยเรียกขวัญที่กระเจิงไปแล้วให้กลับมาในขณะที่สวมกอดไปด้วย แต่เพราะอาการหวาดกลัวทำให้เคียร์กลับไปเป็นเหมือนวันแรกที่ไม่ให้พวกเธอจับเนื้อต้องตัวเลย

เรย์ทำท่าจะวิ่งเข้าไปหาบ้างทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เย็นลงพร้อมกับพื้นที่ค่อย ๆ กลายเป็นน้ำแข็งทำให้เขาชะงักฝ่าเท้า เรย์หันควับไปมองอีกทางหนึ่งทันที

“ลูซ!?”

เจ้าของชื่อก้มหน้านิ่งราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนสนิท มือทั้งสองกำแน่นพร้อมกับนัยน์ตาที่เริ่มเปลี่ยนสี จากสีน้ำเงินสดใส…กลายเป็นสีฟ้าอ่อนแบบน้ำแข็ง

“พวกคุณ…ทำเกินไปแล้วนะครับ”

เสียงนั้นกดต่ำลงจนเรย์ใจหาย เขารีบบอกเพื่อนที่เหลือด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“เคเรน โซฮาร์ พาเคียร์ออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!”

เด็กสาวสองคนหันมาพยักหน้าก่อนจะค่อย ๆ ประคองร่างเคียร์ให้ลุกขึ้น ตอนที่กำลังจะพาเคียร์ออกไปนั้นเองโซฮาร์ก็หันมาทางเรย์กับลูเซียนด้วยความเป็นห่วง

“แล้วพวกนายล่ะ?” เธอถามเสียงค่อย

“ไม่ต้องห่วง ไปเร็ว ๆ เถอะน่า!” เรย์เร่งก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ลูเซียน “ลูซ ตั้งสติ ที่นี่ยังมีเพื่อนเราอยู่นะ”

เคเรนมองตาม เธอพอจะเดาสถานการณ์ออกจึงหันมาหาโซฮาร์ “ไปเถอะ ฉันรู้สึกว่าท่าไม่ค่อยดีแล้ว”

เด็กสาวตระกูลแพทย์ส่งเสียงตอบในลำคอแล้วสร้างบาเรียขึ้นรอบตัวพวกเธอขณะเดินฝ่ากลุ่มผู้คนออกไป

“นั่นแหละ แบบนั้น เอาไอ้เด็กปีศาจนั่นไปไกล ๆ เลย!”

เสียงตะโกนไล่หลังมาทว่าพวกเธอก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เคเรนหันมามองตาขวางใส่ทีหนึ่งแล้วรีบเดินต่อ

 .

.

ทางด้านลูเซียนและเรย์

เรย์ลอบกลืนน้ำลายขณะมองพื้นเบื้องล่างซึ่งค่อย ๆ กลายเป็นน้ำแข็งราวกับลานสเก็ต ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามองเจ้าของพลังนั้น

“ไม่เป็นไรลูซ เคียร์ปลอดภัยแล้ว” เขาว่าพลางจับมืออีกฝ่ายแล้วบีบเบา ๆ

“แต่พวกนั้นถึงกับจะหักคอเคียร์” ลูเซียนพูดเสียงเย็น “ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ?”

“ฉันเข้าใจว่านายโกรธ ฉันก็โกรธเหมือนกัน แต่นายต้องมีสตินะ นายจะมาคลั่งที่นี่ไม่ได้”

…เพราะถ้านายคลั่งขึ้นมาก็ไม่มีใครเอาอยู่แล้วนะ…

เรย์ที่เคยเห็นลูเซียนผู้ใจเย็นโกรธจัดถึงขั้นฟิวส์ขาดมาก่อนย่อมรู้ดี ว่าตอนที่ลูเซียนไม่มีสตินั้นน่ากลัวมากแค่ไหน และตัวเขาเองก็ไม่อยากจะเห็นมันอีก

ลูเซียนซึ่งตอนนี้ไม่ใช่ลูเซียนที่ใคร ๆ รู้จักแค่นเสียงหัวเราะพร้อมกับเสมองไปทางอื่น

ไม่เป็นไร ตอนนี้เขายังพอมีสติอยู่บ้าง

“แล้วทำไมพวกแกไม่ไปล่ะ? อยากให้พวกฉันปาข้าวของใส่พวกแกแทนเจ้าเด็กปีศาจนั่นหรือไง”

ในระหว่างที่อารมณ์ของลูเซียนเริ่มจะเย็นลงก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัด เรย์หันไปมองอย่างไม่ชอบใจแล้วตะโกน

“แล้วพวกลุง ๆ ป้า ๆ นี่ไม่มีการมีงานทำกันแล้วหรือไง ถึงได้ว่างมารังแกคนอื่นเขาน่ะ แล้วไอ้ของที่ปามาเนี่ย” เรย์เหลือบมองข้าวของมากมายที่กลายเป็นขยะไปภายในชั่วพริบตาพลางเลิกคิ้ว “ไม่เสียดายเลย?”

“ไอ้เด็กนี่ ลามปามพูดจาไม่มีหางเสียง ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!”

ผู้หญิงคนหนึ่งก้าวขาเดินฉับ ๆ พร้อมกับง้างมือขึ้น ตบไปที่หน้าของเด็กตรงหน้า

เพี๊ยะ!

เรย์เบิกตาโพลงรู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าช้าลงราวกับถูกลดความเร็ว ทั้งที่ตั้งใจจะรับความเจ็บนั้นไว้เอง แต่เพื่อนของเขากลับขยับตัวมาบังแทนเสียอย่างนั้น เส้นผมสีดำปลิวไหวเล็กน้อยพร้อมกับดวงหน้าที่หันไปตามแรงตบ ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่ตนเป็นต้นเหตุให้ลูเซียนต้องเจ็บตัว

“เฮ้ย…ลูซ ไม่เอาน่าไม่ต้องมาบังฉัน” เรย์จับแขนลูเซียนไว้แล้วเขย่าเบา ๆ

ลูเซียนไม่ได้สนใจ ทว่ากลับจ้องเขม็งไปที่ผู้หญิงตรงหน้า เขาคลี่ยิ้มจางทว่าดวงตากลับไม่ยิ้มตาม

“ขอโทษนะครับ แต่ถ้าจะทำร้ายเพื่อนผมขนาดนี้ ผมก็คงไม่ปล่อยไว้หรอกนะครับ”

บรรยากาศรอบด้านเย็นลงกะทันหันทั้งที่ไม่ใช่ฤดูหนาว เหล่าชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ซึ่งไม่สามารถกันหนาวได้ก็เริ่มตัวสั่น รวมถึงเรย์ด้วย…

ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ที่นี่ต้องเละแน่ ๆ

เรย์คิดขณะเม้มปากแน่น เขาไม่อยากให้มีปัญหาตามมาทีหลัง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายทรัพย์สินของคนอื่นหรือลูเซียนโดนพ่อบ่นเพราะใช้พลังผิดที่และควบคุมไม่อยู่ แม้ในใจจะอยากลงโทษพวกชาวบ้านที่กล้าทำร้ายเด็กตัวเล็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนของเขาก็เถอะ…

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องนั้น ชาวบ้านเหล่านี้เขาจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จะให้ลูเซียนที่ฟิวส์ขาดจัดการเองไม่ได้เด็ดขาด

คิดแล้วเรย์ก็แสร้งทำตัวสั่นราวกับลูกสุนัขตกน้ำ เขาเรียกลูเซียนเสียงเบา “นี่ ลูซ…ลูเซียน”

เจ้าของชื่อหันมามองเล็กน้อยเขาจึงเอ่ยต่อ “ฉันหนาว…”

ลูเซียนชะงัก พร้อมกันนั้นเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าธาตุพลังของเขาและเรย์อยู่คนละขั้วกัน ถ้าหากเรย์หนาวมากเกินไปก็จะป่วยได้

เขาได้สติพร้อมกับค่อย ๆ พยุงเรย์ที่แสร้งทำตัวอ่อนปวกเปียก ลูเซียนหันมามองเหล่าชาวเมืองด้วยแววตาเย็นเยียบอีกครั้งก่อนจะหันมาพาเรย์กลับไปโรงงานร้างด้วยกัน

“โทษทีนะเรย์ แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยดึงสติฉัน”

ลูเซียนพูด ตอนนั้นเองที่ดวงตาของเขากลับมาเป็นสีน้ำเงินสดใสอีกครั้ง ทว่าแววตาที่ฉายออกมานั้นกลับแสดงถึงความเป็นห่วงเพื่อนข้างกายอย่างชัดเจน

เรย์เหลือบมองเพื่อนข้างตัวด้วยความรู้สึกผิด

ฉันเองก็ต้องขอโทษนายเหมือนกันลูซ ถึงจริง ๆ จะหนาวแต่มันก็ไม่ได้มากขนาดนั้นสักหน่อย…

 .

.

.

“เฮ้อ…”

เรย์พ่นลมหายใจยาวขณะเดินเข้ามาในโรงฝึกซ้อม ซึ่งอยู่ในบริเวณด้านหลังของปราสาทเดโฟร์

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะรู้สึกเหนื่อยจากการไปถกเถียงกับพวกผู้ใหญ่และการแสดงแกล้งทำตัวว่าเกือบจะป่วยต่อหน้าลูเซียนมากแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาซ้อมฟันดาบยังไงเขาก็ต้องมาให้ตรงเวลา

ดวงตาสีแสดเหลือบมองเก้าอี้ตัวยาวซึ่งตั้งอยู่ข้างประตูเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีเด็กสาวที่อายุมากกว่าตนนั่งอยู่เหมือนทุกทีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา

อย่างน้อยยัยนั่นก็ไม่ต้องมาซักไซ้ถามอะไรจากเขามากละนะ

นัยน์ตาคู่นั้นเลื่อนไปยังกลางโรงฝึกซ้อมที่ตอนนี้มีชายคนหนึ่งยืนรอเขาอยู่

เรย์กล่าวทัก “พ่อมาเร็วจังเลยนะครับ”

ลียา โพล่อน ชายผู้เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ของเมือง พ่อของเรย์ และผู้นำตระกูลโพล่อนยกยิ้มอ่อนก่อนเดินเข้ามาหาลูกชาย

“ลูกสิมาช้า” เขาพูดขณะยื่นมือไปยีศีรษะเด็กน้อย “แล้วนี่เป็นอะไรทำไมดูเหนื่อย ๆ หืม?”

เรย์ยิ้มแห้งก่อนตอบ “เล่นละครตบตาลูซมาน่ะ”

ลียาเลิกคิ้ว “ทำไมล่ะ?”

“วันนี้ลูซฟิวส์ขาดน่ะสิ พ่อก็รู้ว่านอกจากพ่อแม่ลูซแล้วก็มีแค่ผมที่หยุดเขาได้ พอเขาปล่อยพลังออกมาแบบไม่รู้ตัวผมก็เลยแกล้งทำเป็นหนาวเหมือนจะป่วย กินพลังงานเยอะมาก” เรย์เล่าด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ ลียาจึงหัวเราะเบา ๆ

“แต่จะว่าไปก็หายากนะที่ลูเซียนจะฟิวส์ขาดแบบนั้น เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”

“ก็แค่เล่นบอลกับเพื่อน ผมเป็นคนเฝ้าประตู พอมีคนเตะบอลมาอัดหน้าผมลูซก็เลยโมโหเฉย ๆ ไม่มีอะไรมากหรอก” เขาโกหกขณะยกมือขึ้นมาลูบจมูกตัวเองเบา ๆ ให้ดูเหมือนโดนลูกบอลอัดจนเจ็บจมูกจริง ๆ

ลียาหรี่ตาเล็กน้อยคล้ายจะจับผิด “เรย์ ลูกมีอะไรปิดบังพ่อหรือเปล่า”

เรย์ชะงักแทบจะทันที

“พ่อเป็นพ่อของลูกนะ พ่อดูออกว่าลูกโกหกหรือพูดจริง”

เขาเองก็รู้จักลูเซียนนานพอ ๆ กับเรย์ ถึงจะไม่ได้สนิทแต่ก็ดูออกว่าลูเซียนเป็นเด็กมีเหตุผลมากกว่าจะโมโหกับเรื่องแค่นั้น

ลียายิ้มเล็กน้อย “แต่ถ้าลูกไม่สะดวกพูดก็ไม่เป็นไรหรอกนะ” เขาพูดพลางยืดตัวบิดขี้เกียจ “ไหน ๆ วันนี้ลูกก็เล่นละครซะเหนื่อยเลย งั้นวันนี้เรางดซ้อมแล้วก็ไปพักผ่อนกันเถอะ”

เรย์มองตามแผ่นหลังของพ่อตัวเองที่กำลังจะเดินออกไป

“อ้อ …พ่อว่าก่อนกลับจะไปห้องทำงานเก่าของพ่อล่ะ ไปด้วยกันไหม?”

เรย์ทำหน้างุนงงเล็กน้อยเพราะห้องนั้นไม่ได้ถูกใช้งานมานานมาก ตั้งแต่ช่วงที่เขาเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วันเองมั้ง แต่ถึงจะสงสัยสุดท้ายเขาก็พยักหน้าตอบและเดินตามไป


___________________________________


Talk : เรย์เวลาอยู่กับพ่อก็กลายเป็นเด็กน้อยไปเลยย น่ารักเนอะะ><