“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์ - องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (2/2) โดย XiXuan @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก,พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี

รายละเอียด

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์ โดย XiXuan @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”

ผู้แต่ง

XiXuan

เรื่องย่อ

แนะนำเรื่อง


“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”


_____


“คุณตา… คุณยาย… อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยผม”

ร่างเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด เขาทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นไห้

และในวันหนึ่ง…

“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เขาได้พบกับแสงสว่างที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันในชีวิตอีกครั้ง

ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน…

.

“ลองพูดแบบนั้นอีกทีสิ ฉันจะสะบั้นคอนายให้ขาดตรงนี้นี่แหละ”

เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกลัว และเลือกที่จะกลับไปสู่ความมืดที่เขาจากมา


_____


 สวัสดีค้าบบ ยินดีที่ได้รู้จักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ขออนุญาตแนะนำตัวฮะ

ชื่อซาจิโยะ หรือใครอยากเรียกซาจิก็ได้น้า ชอบเขียนแนวแฟนตาซีเป็นหลักคับ!

สำหรับเรื่องนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 องก์ด้วยกัน แต่ละองก์ก็จะมีความเข้มข้นกันคนละแบบ ยังไงก็ฝากติดตามและขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ



องก์ที่ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ – Updating

องก์ที่ 2 เปลวไฟที่เผาผลาญในคืนวัน – Finished (unposted)

องก์ที่ 3 รอยยิ้มสุดท้ายใต้สายฝน – Writing

องก์ที่ 4 คืนวันที่ไม่อาจหวนกลับ – Coming soon…

องก์ที่ 5 แสงสว่างที่ปลายทาง – Coming soon…


_____


⚠Trigger Warning⚠


Abuse (การทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง),

Physical abuse (การทำร้ายร่างกาย),

Mental abuse (การทำร้ายจิตใจ),

Blood (มีเลือด),

Blackmail (มีการข่มขู่ให้ทำตาม),

Coercion (การใช้ความสัมพันธ์ หรืออำนาจที่เหนือกว่าเพื่อบังคับ หรือโน้มน้าวให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ),

Major character death (มีตัวละครหลักตาย),

Minor character death (มีตัวละครรองตาย),

Murder (การฆาตกรรม),

Psychopath (โรคจิต ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือผิดชอบชั่วดี),

Starvation (ความหิวโหย การอดอาหาร),

Kidnapping (การลักพาตัว),

Assault (การบุกทำร้าย โจมตี)


_____


Contact Writer


Twitter(X) : @sachiyogingray

แฮชแท็กประจำนิยาย #ไม่ร้องนะเคียร์

สารบัญ

The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-Chapter 0 Introduction,The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 I เพื่อนใหม่ (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 I เพื่อนใหม่ (2/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (2/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 III พลัง? (1/2),The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์-องก์ 1 III พลัง? (2/2)

เนื้อหา

องก์ 1 II ที่อยู่ใหม่ (2/2)


“อะ เอาไป” เคเรนยื่นหน้ากากอนามัยให้เรย์ที่ยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่นอกโรงงาน ปลายจมูกของเขามีสีแดงเล็กน้อยเพราะคัดจมูกและจามหลายครั้งติดต่อกัน

ที่นี่มีฝุ่นเยอะเกินไปจนเกรงว่าแม้แต่เคียร์ก็คงอยู่ไม่ได้พวกเขาจึงช่วยกันหาผ้าที่ไม่ใช้มาซักให้สะอาดแล้วนำไปถูทำความสะอาดพื้น ดีที่ในโรงงานนี้มีไม้กวาดอยู่ด้วยไม่อย่างนั้นคงต้องกลับไปเอาที่บ้านใครสักคนที่อยู่ใกล้ที่สุด

ส่วนเรย์ที่แพ้ฝุ่นก็ให้เป็นคนถูรอบสองหลังจากกวาดฝุ่นและยักไย่ออกไปแล้ว

โรงงานนี้มีขนาดกว้างขวางทำความสะอาดกันเพียงสี่ห้าคนคงไม่ไหววันนี้จึงทำเพียงส่วนหนึ่งก่อนแล้วพากันนั่งพัก กระทั่งเคียร์ที่ไม่ได้ต้องการมาอยู่ที่นี่ยังถูกบังคับให้มาช่วยงานจนได้

เมื่อหนึ่งในสี่ของที่นี่สะอาดหูสะอาดตาไปได้พวกเขาก็ล้มตัวนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนล้า ไม่คิดเลยว่าแค่ทำความสะอาดจะกินเวลาไปถึงบ่ายโมงครึ่งแบบนี้…

“ฮัดเช้ย!”

“เปลี่ยนหน้ากากไหมเรย์” โซฮาร์ถามคนที่จามตลอดการทำงานจนหน้ากากอนามัยแผ่นเก่าเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาหม่น จากนั้นก็ยื่นหน้ากากอีกแผ่นให้ซึ่งเรย์ก็รับมาเปลี่ยน “ขอบใจ”

ตอนนี้ลูเซียนกับเคเรนออกไปซื้อน้ำและข้าวกลางวันในเมือง ข้างในนี้จึงมีแค่พวกเขาสามคน

เคียร์ที่เงียบมานานหลายชั่วโมงมองเด็กรุ่นเดียวกันสองคนนั้นแล้วถามเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ “ทำไมต้องทำขนาดนี้”

ทั้งสองหันมามอง รู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มสนทนา เรย์อยากจะแกล้งพูดกวนประสาทแบบที่ชอบทำเป็นปกติ ทว่าตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์ขัน เขาจึงเลือกที่จะเงียบแทน ในขณะที่โซฮาร์เป็นคนตอบ

“เห็นคนลำบากอยู่ใครจะไปทำเมินได้กันล่ะ? อีกอย่าง…” เธอเลื่อนสายตามองเสื้อผ้ามอมแมมและรอยแผลฟกช้ำตามตัวของอีกฝ่าย “นายน่าสงสารออก”

“…” เคียร์เม้มปากแน่น นึกถึงคำพูดที่เขาได้ยินมาตลอดสามปี “แล้ว…ไม่กลัวฉันเหรอ ที่เป็นเด็กปีศาจน่ะ”

“ปีศาจจริงก็ต้องตอบโต้บ้างสิไม่ใช่ยอมโดนกระทำฝ่ายเดียวแบบนี้”

คล้ายจะบอกว่าเขาไม่ใช่ปีศาจอย่างไรอย่างนั้น

“จะว่าไป ที่นายกลัวคนอื่นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า” โซฮาร์คิดภาพตาม หากเป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ เธอไม่แปลกใจเลย โดนทำร้ายตั้งขนาดนั้นเป็นใครก็คงหวาดกลัวและระแวงไปหมด ไม่รู้ว่าใครมาดีมาร้ายยังไง หากเป็นเธอก็คงเลือกที่จะไม่ไว้ใจใครเลย

เคียร์ไม่พูดตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น

“…”

โหดร้ายเกินไปแล้ว…

เด็กตัวแค่นี้แต่ต้องโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ จะรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนเธอไม่อาจจินตนาการได้เลยจริง ๆ หากเป็นเธออาจจะหนีจากเมืองนี้ไปตั้งนานแล้วก็ได้ เคียร์จะทนอยู่แบบนี้ไปทำไมกัน

“พ่อแม่นายล่ะ?” อยู่ ๆ เรย์ก็โพล่งถามขึ้นมา เป็นคำถามที่เหมือนจะสะเทือนใจเคียร์แต่ก็ไม่เชิงซะทีเดียว

“…ไม่รู้สิ ไม่มีมั้ง”

เขาไม่เคยเห็นหน้าหรือได้ยินตากับยายพูดถึงเลยสักครั้ง จึงทำให้ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ จนบางทีก็คิด เขาอาจจะไม่มีก็ได้

เรย์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่เคยเจอหรือไง”

เคียร์ตอบในลำคอ “อือ”

ชีวิตรันทดชะมัด อดไม่ได้จริง ๆ ที่เขาจะคิดแบบนี้ จากนั้นไม่นานลูเซียนและเคเรนก็กลับเข้ามาพอดี ทั้งสองถือถุงขนาดใหญ่มาคนละใบ ทำให้พวกเขาต้องขมวดคิ้วมอง

ซื้ออะไรมาเยอะขนาดนั้น?

“นี่ไอติมของนาย” ลูเซียนส่งไอศกรีมรสช็อกโกแลตให้เรย์ตามที่สัญญาไว้เมื่อเช้า ดีที่มันไม่ละลายเสียก่อนเพราะลูเซียนใช้พลังของตัวเองรักษาความเย็นนั้นไว้

“นายซื้อให้จริงเหรอเนี่ย” ถึงจะไม่น่าเชื่อแต่เขาก็รับมาแกะกินอย่างรวดเร็ว

“ทำไมซื้อมาเยอะจังล่ะ” โซฮาร์ถามขณะเปิดฝาขวดน้ำดื่มแก้กระหาย

“ระหว่างทางเจอแม่ฉันพอดีน่ะ เขาเลยให้เงินมาซื้อขนมแบ่งกับพวกนายด้วย” เคเรนตอบขณะวางถุงขนมถุงใหญ่ไว้บนโต๊ะเผื่อใครอยากกินอะไรจะได้มาหยิบเองแล้วไปหาที่นั่ง เด็กสาวหันไปสบตากับเพื่อนใหม่พอดีจึงเอ่ย “เคียร์กินได้นะไม่ต้องเกรงใจ”

เขามองตอบแล้วรู้สึกเหมือนทำตัวไม่ถูก “อ่า…อืม”

ขณะฉีกถุงมันฝรั่งกินลูเซียนก็เหลือบมองเคียร์ซึ่งยังนั่งอยู่กับที่ “ไม่กล้าหยิบเหรอ อาหารเช้ายังไม่ได้กินนี่?”

ตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้าดีก็โดนรังแกเสียแล้ว เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแน่ ๆ

เด็กหนุ่มอ้าปากกำลังจะปฏิเสธ ทว่าท้องไส้ไม่เป็นใจส่งเสียงร้องออกมาทำเอาคนที่เหลือหันมามองกันหมด “…”

เคียร์รู้สึกอายขึ้นมากะทันหันจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ไม่นานนักก็มีคนหลุดหัวเราะออกมา

“ปฏิเสธไม่ได้แล้วนะนาย ท้องร้องดังซะขนาดนี้ ฮ่า ๆ ๆ” เรย์ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมกับเอามือกุมท้องของตัวเองไว้ราวกับว่าขำหนักมาก

“เอาเถอะ พวกเราไม่ทำอะไรนายหรอกน่า” ว่าแล้วเคเรนก็หยิบขนมถุงหนึ่งยื่นให้ เคียร์แทบจะถอยหลังหนี แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ทำอะไรให้เขารู้สึกกลัวหรือไม่ไว้ใจก็ค่อย ๆ ยื่นมือไปจับแบบกล้า ๆ กลัว ๆ

“ขอบคุณ” เคียร์พูดแค่นั้นแล้วฉีกถุงขนมกิน เคี้ยวแก้มตุ่ย

พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน ค่อย ๆ ให้เคียร์ปรับตัวอย่างไม่เร่งรีบ อาจจะมีบ้างที่ระแวงเหมือนสุนัขจรจัดถูกรังแกทำให้ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ แต่อย่างน้อยก็ยอมคุยด้วยเยอะกว่าเมื่อวาน ซ้ำยังได้เห็นรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กคนนี้อีก แม้จะเหมือนเผลอแต่ก็ดูจะเปิดใจมากขึ้น… แค่นิดหน่อยเท่านั้นล่ะนะ

กระทั่งอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า พวกเขาลากลับบ้านก่อนทิ้งให้เคียร์อยู่ที่นี่คนเดียว ยามกลางคืนในโรงงานนี้คงอุ่นกว่านอนในตรอกแคบนั่นบ้าง แต่ก็คงจะไม่ถึงกับไม่หนาวเลย สิ่งที่สามารถห่มได้ก็มีเพียงผ้าม่านเก่า ๆ ที่ซักจนสะอาดแล้วเท่านั้น

คล้ายจะกลัวเคียร์หนีไปในยามดึกพวกเขาจึงพูดขู่

‘ถ้านายหนีออกไปมีหวังได้กลับไปโดนรังแกแน่ คราวนี้พวกฉันไปช่วยไม่ได้แล้วนะจะบอกให้’

แต่ก็ไม่เคยขอให้ช่วยสักหน่อย..

อยากจะค้านแบบนั้นแต่ก็กลัวเจ้าคนผมน้ำเงินนั่นจะโวยวายเสียงดังอีก จะว่าน่ากลัวก็นิดหน่อยแต่ตกใจมากกว่า อยู่ดี ๆ ก็โพล่งขึ้นมาแบบนั้นน่ะเป็นใครก็คงสะดุ้ง

ความหวังเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้น เหมือนจะได้พบกับความสุขที่ห่างหายไปนาน การพูดคุยหยอกล้อกับใครสักคนเขาไม่ได้ทำมานานแล้ว ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายเหมือนจะเป็นช่วงห้าขวบ นับแต่นั้นมาก็โดนรังแกทำร้าย ได้แต่ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก คร่ำครวญถึงคนที่รักมากที่สุด อยากให้ตากับยายมาช่วยแต่ก็ไม่ได้เห็นท่านทั้งสองอีกเลย กาลเวลาผ่านมานานจนแทบจะนึกภาพตอนที่ตัวเองยิ้มร่าอยู่กับสองคนนั้นไม่ออกแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดถึง อยากเจอทั้งสองคน อยากถามว่าทำไมถึงทิ้งเขาไป เขาทำอะไรผิดไปเหรอ หรือดื้อมากไป เขาคิดไม่ออกเลย

ท้ายที่สุดก็ต้องใช้ชีวิตไปอย่างไร้ค่า เดินเร่ร่อนเข้ามาในเมือง โดนซ้อมบ้างอะไรบ้างจนตอนนี้เขาก็เริ่มชินแล้ว แค่น้อยใจโชคชะตาที่ทำกับเขาแบบนี้เท่านั้น…

.

.

เคลิ้มหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็สายโด่งแล้ว

เคียร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อแสงอาทิตย์สอดส่องเข้ามาทางผ้าม่านหน้าต่าง เขาจำได้ว่าปิดไปแล้วนี่ ทำไมถึงเปิดอยู่กันล่ะ?

งุนงงอยู่พักใหญ่เขาก็ลุกขึ้นนั่ง หันไปมองรอบ ๆ แล้วสะดุดตาเข้ากับถุงพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะเก่า ๆ จึงเดินเข้าไปดู ข้างในเป็นกล่องข้าวที่ห่อมาอย่างดีสองกล่องกับกระดาษโน้ตอีกหนึ่งใบ

เขาเลิกคิ้วก่อนหยิบมันขึ้นมาไล่สายตาอ่าน

‘วันนี้พวกฉันต้องไปเรียนนายอยู่คนเดียวไปก่อนนะ เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวพวกเรามาหา กินข้าวด้วย!’

อ่านจบเคียร์ก็ส่ายหน้า ถ้าหิวยังไงเขาก็ต้องกินอยู่แล้วไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองอดหรอก มีก็แค่กินไม่อิ่มเท่านั้นเอง

เขาพลิกกระดาษไปอีกด้านซึ่งมีลายมือชุ่ย ๆ เขียนอยู่ คล้ายตอนเขียนเจ้าตัวกำลังรีบร้อนอย่างไรอย่างนั้น

‘ห้ามออกไปข้างนอกนะ ถ้ารู้ว่านายออกไปนายโดนดีแน่!’

…คำพูดลักษณะนี้คงเป็นเรย์ เอาข้าวมาให้ขนาดนี้แล้วเขาจะออกไปไหนได้ แค่ตอนอยู่ในตรอกนั่นยังแทบไม่ไปไหนเลยด้วยซ้ำ

เคียร์วางกระดาษลงแล้วหยิบกล่องข้าวขึ้นมาเปิดดู ข้างในเป็นข้าวสวยที่ถูกทับด้วยไข่เจียวหอมฉุย จากที่ยังไม่หิวตอนนี้ท้องกลับร้องเสียงดังเขาเลยต้องควานหาช้อนในถุงมาตักกินไปพลาง ๆ พร้อมกับดูนกชมไม้นอกหน้าต่าง

ระหว่างที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่นั้นจู่ ๆ เขาก็นึกสงสัยขึ้นมา คนพวกนั้นรู้ได้ยังไงว่าเขาอ่านหนังสือออก? หรือไม่ได้คิดอะไรเลย? โอกาสมีน้อยมากที่เขาจะอ่านได้เพราะไม่เคยเรียนหนังสือ แต่ดูแล้วคงจะเป็นอย่างหลัง พวกนั้นไม่น่าจะคิดอะไรมากโดยเฉพาะเรย์ ดูเป็นคนคิดน้อยเหลือเกิน

แต่ก็นั่นละ ที่เขาอ่านได้เพราะตอนเด็ก ๆ เขาอยากอ่านนิทานให้คุณตาคุณยายฟังบ้างเลยให้ทั้งสองท่านช่วยสอน ถึงจะใช้เวลาเรียนรู้นานไปหน่อยแต่ก็ไม่ถือว่าปล่อยเวลาว่างไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือไปเลย ว่างเป็นไม่ได้หาหนังสือมานั่งอ่านให้ยายฟังอยู่เรื่อย

เอาจริง ๆ ตลอดเวลาเกือบสี่ปีที่ผ่านมานี้ พอไม่ได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปเลยแฮะ

เคียร์หลุดยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต คราวหลังลองขอหนังสือคนพวกนั้นมาอ่านเล่นฆ่าเวลาในแต่ละวันบ้างดีกว่า

เขาคิดขณะลุกขึ้นเอากล่องข้าวไปล้างที่ลำธาร เดินไปก็คอยมองทางเผื่อเหยียบโดนอะไรที่อันตราย อย่างเช่นเผลอไปเหยียบหางงูเข้าคงแย่แน่

แล้วก็เดินมาถึงลำธารเสียที เคียร์ล้างกล่องข้าวจนสะอาดเอี่ยมแล้วมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าแถวนี้ลมพัดเย็นสบายดีซ้ำยังร่มรื่นเด็กหนุ่มจึงเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่ข้างหลังก่อนหลับตาพริ้ม

ไหน ๆ ในหนึ่งวันเขาก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ว่างหรือเบื่อก็จะงีบหลับประจำ ต่อให้หลับไม่ลงเขาก็จะเหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดอะไรไปเรื่อย

ผ่านมาหนี่งชั่วโมง เคียร์ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ อาจเพราะเมื่อคืนหลับสบายกลางวันแบบนี้จึงงีบได้ไม่นานนัก

เด็กชายขยี้ตาเล็กน้อยก่อนลุกขึ้น ปัดเศษดินและใบไม้แห้งออกจากกางเกงแล้วกลับไปโรงงานร้างที่ต่อจากนี้จะไม่ร้างอีกต่อไปแล้ว

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่เขารู้สึกได้ว่าการเฝ้ารอคอยให้คนพวกนั้นกลับมามันนานมาก

เลิกเรียนกันตอนกี่โมงนะ?

เด็กน้อยคิดก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างก็เห็นว่าตะวันยังสูงโด่งอยู่เลย คาดว่าคงอีกหลายชั่วโมงกว่าพวกนั้นจะกลับมา

นัยน์ตาสีน้ำทะเลกลอกไปมองพื้นกระเบื้องซึ่งห่างจากจุดที่ยืนอยู่ไม่มากนัก ฝุ่นเกาะก็ไม่ใช่น้อย ๆ ไหนจะขี้ดินอีก… ขอทำความสะอาดฆ่าเวลาก็แล้วกัน

เคียร์เดินไปหยิบไม้กวาดมาละยักไย่ตามฝ้าเพดาน แต่เพราะเขายังตัวเล็กนัก เขย่งให้ตายก็ไม่ถึงเลยต้องขึ้นมายืนบนเก้าอี้ อีกมือหนึ่งก็ปิดจมูกตัวเองไปด้วย

ขณะที่เขาปัดยักไย่ไปมาสายตาก็เหลือบไปเห็นแมงมุมตัวใหญ่ที่เกาะอยู่ตรงมุมมืด

“ว้าก!”

เด็กชายอุทานตกใจ สะดุ้งแรงจนตกเก้าอี้ก้นกระแทกพื้นดังปั่ก! “โอย…”

เคียร์ลูบก้นตัวเองป้อย ๆ เบะปากเล็กน้อยก่อนตวัดสายตาไปมองเจ้าแมงมุมตัวร้าย

เขาก็ไม่ได้กลัวมันมากนักหรอก ก็แค่รู้สึกว่ามันตัวใหญ่เกินไปก็เท่านั้นเอง ปกติเจอแต่ตัวเล็ก ๆ เท่าขี้ตาแมวยังดูน่ารักกว่าเจ้าตัวใหญ่บนฝ้านั่นอีก

…มันกัดไม่ได้ใช่ไหมนะ?

อยู่ ๆ ก็ตั้งคำถามขึ้นมา เพราะนี่แลดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตแบบใหม่ที่เคยเห็นจึงไม่รู้รายละเอียดนัก

แต่… ปากมันก็เล็กนิดเดียวไม่น่าจะกัดได้นะ

อีกความคิดหนึ่งแย้งขึ้นมา ท้ายที่สุดเคียร์ก็ทำใจกล้าปีนไปยืนบนเก้าอี้อีกครั้ง ใช้ไม้กวาดปัดมันให้ตกลงพื้น

ก็ไม่ได้น่ากลัวนี่หว่า

เคียร์ส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเองแล้วตั้งใจทำความสะอาดต่อไป หวังว่าครั้งนี้คงไม่มีอะไรแปลก ๆ โผล่ออกมาอีกละมั้ง

.

.

.

ว่าไปนั่น…

หลายชั่วโมงที่เคียร์ทำความสะอาดเป็นเวลาติดต่อกันไม่ได้พัก เขาละยักไย่หมดแล้ว กวาดพื้นคร่าว ๆ ไปแล้วรอบหนึ่งตอนนี้กำลังจัดของรก ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง สมกับเป็นสถานที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานเสียนาน ขณะที่กำลังจัดของรก ๆ นั่นเขาก็เห็นเส้นบางอย่างที่ใหญ่ประมาณข้อมืออยู่ตรงมุมมืด ทีแรกคิดว่าเป็นเชือกแต่เพราะไม่แน่ใจจึงยื่นมือไปสัมผัส

มันเรียบลื่นเล็กน้อยแต่ก็แห้ง เหมือนจะมีเกล็ดด้วย…

มือเล็กที่สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างนั้นเริ่มสั่น เขาขยับถอยออกมาทันที ดวงตาจ้องมองเส้นนั้นด้วยสายตาหวาดหวั่น …ไม่ต้องบอกเขาก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร

ไม่นานสิ่งมีชีวิตนั่นก็เลื้อยออกมาจากมุมมืด มันมีสีน้ำตาลเทายาวประมาณสองเมตร ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยแล้วส่งเสียงขู่

เคียร์เคยอ่านเจอในหนังสือและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คงไม่เจอกับตัวง่าย ๆ หรอก แต่เขาคิดผิด ในวันนี้เขาได้เจอกับมันแล้ว

แบล็คแมมบา งูที่มีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง…


___________________________________


Talk : ไม่เจอแล้วชาวบ้าน เจองูดีกว่า ไม่ให้พักกันเลยย