“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก,พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
แนะนำเรื่อง
“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
_____
“คุณตา… คุณยาย… อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยผม”
ร่างเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด เขาทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นไห้
และในวันหนึ่ง…
“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เขาได้พบกับแสงสว่างที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันในชีวิตอีกครั้ง
ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน…
.
“ลองพูดแบบนั้นอีกทีสิ ฉันจะสะบั้นคอนายให้ขาดตรงนี้นี่แหละ”
เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกลัว และเลือกที่จะกลับไปสู่ความมืดที่เขาจากมา
_____
สวัสดีค้าบบ ยินดีที่ได้รู้จักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ขออนุญาตแนะนำตัวฮะ
ชื่อซาจิโยะ หรือใครอยากเรียกซาจิก็ได้น้า ชอบเขียนแนวแฟนตาซีเป็นหลักคับ!
สำหรับเรื่องนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 องก์ด้วยกัน แต่ละองก์ก็จะมีความเข้มข้นกันคนละแบบ ยังไงก็ฝากติดตามและขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ
องก์ที่ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ – Updating
องก์ที่ 2 เปลวไฟที่เผาผลาญในคืนวัน – Finished (unposted)
องก์ที่ 3 รอยยิ้มสุดท้ายใต้สายฝน – Writing
องก์ที่ 4 คืนวันที่ไม่อาจหวนกลับ – Coming soon…
องก์ที่ 5 แสงสว่างที่ปลายทาง – Coming soon…
_____
⚠Trigger Warning⚠
Abuse (การทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง),
Physical abuse (การทำร้ายร่างกาย),
Mental abuse (การทำร้ายจิตใจ),
Blood (มีเลือด),
Blackmail (มีการข่มขู่ให้ทำตาม),
Coercion (การใช้ความสัมพันธ์ หรืออำนาจที่เหนือกว่าเพื่อบังคับ หรือโน้มน้าวให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ),
Major character death (มีตัวละครหลักตาย),
Minor character death (มีตัวละครรองตาย),
Murder (การฆาตกรรม),
Psychopath (โรคจิต ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือผิดชอบชั่วดี),
Starvation (ความหิวโหย การอดอาหาร),
Kidnapping (การลักพาตัว),
Assault (การบุกทำร้าย โจมตี)
_____
Contact Writer
Twitter(X) : @sachiyogingray
แฮชแท็กประจำนิยาย #ไม่ร้องนะเคียร์
“อะ เอาไป” เคเรนยื่นหน้ากากอนามัยให้เรย์ที่ยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่นอกโรงงาน ปลายจมูกของเขามีสีแดงเล็กน้อยเพราะคัดจมูกและจามหลายครั้งติดต่อกัน
ที่นี่มีฝุ่นเยอะเกินไปจนเกรงว่าแม้แต่เคียร์ก็คงอยู่ไม่ได้พวกเขาจึงช่วยกันหาผ้าที่ไม่ใช้มาซักให้สะอาดแล้วนำไปถูทำความสะอาดพื้น ดีที่ในโรงงานนี้มีไม้กวาดอยู่ด้วยไม่อย่างนั้นคงต้องกลับไปเอาที่บ้านใครสักคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ส่วนเรย์ที่แพ้ฝุ่นก็ให้เป็นคนถูรอบสองหลังจากกวาดฝุ่นและยักไย่ออกไปแล้ว
โรงงานนี้มีขนาดกว้างขวางทำความสะอาดกันเพียงสี่ห้าคนคงไม่ไหววันนี้จึงทำเพียงส่วนหนึ่งก่อนแล้วพากันนั่งพัก กระทั่งเคียร์ที่ไม่ได้ต้องการมาอยู่ที่นี่ยังถูกบังคับให้มาช่วยงานจนได้
เมื่อหนึ่งในสี่ของที่นี่สะอาดหูสะอาดตาไปได้พวกเขาก็ล้มตัวนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนล้า ไม่คิดเลยว่าแค่ทำความสะอาดจะกินเวลาไปถึงบ่ายโมงครึ่งแบบนี้…
“ฮัดเช้ย!”
“เปลี่ยนหน้ากากไหมเรย์” โซฮาร์ถามคนที่จามตลอดการทำงานจนหน้ากากอนามัยแผ่นเก่าเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาหม่น จากนั้นก็ยื่นหน้ากากอีกแผ่นให้ซึ่งเรย์ก็รับมาเปลี่ยน “ขอบใจ”
ตอนนี้ลูเซียนกับเคเรนออกไปซื้อน้ำและข้าวกลางวันในเมือง ข้างในนี้จึงมีแค่พวกเขาสามคน
เคียร์ที่เงียบมานานหลายชั่วโมงมองเด็กรุ่นเดียวกันสองคนนั้นแล้วถามเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ “ทำไมต้องทำขนาดนี้”
ทั้งสองหันมามอง รู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มสนทนา เรย์อยากจะแกล้งพูดกวนประสาทแบบที่ชอบทำเป็นปกติ ทว่าตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์ขัน เขาจึงเลือกที่จะเงียบแทน ในขณะที่โซฮาร์เป็นคนตอบ
“เห็นคนลำบากอยู่ใครจะไปทำเมินได้กันล่ะ? อีกอย่าง…” เธอเลื่อนสายตามองเสื้อผ้ามอมแมมและรอยแผลฟกช้ำตามตัวของอีกฝ่าย “นายน่าสงสารออก”
“…” เคียร์เม้มปากแน่น นึกถึงคำพูดที่เขาได้ยินมาตลอดสามปี “แล้ว…ไม่กลัวฉันเหรอ ที่เป็นเด็กปีศาจน่ะ”
“ปีศาจจริงก็ต้องตอบโต้บ้างสิไม่ใช่ยอมโดนกระทำฝ่ายเดียวแบบนี้”
คล้ายจะบอกว่าเขาไม่ใช่ปีศาจอย่างไรอย่างนั้น
“จะว่าไป ที่นายกลัวคนอื่นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า” โซฮาร์คิดภาพตาม หากเป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ เธอไม่แปลกใจเลย โดนทำร้ายตั้งขนาดนั้นเป็นใครก็คงหวาดกลัวและระแวงไปหมด ไม่รู้ว่าใครมาดีมาร้ายยังไง หากเป็นเธอก็คงเลือกที่จะไม่ไว้ใจใครเลย
เคียร์ไม่พูดตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
“…”
โหดร้ายเกินไปแล้ว…
เด็กตัวแค่นี้แต่ต้องโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ จะรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนเธอไม่อาจจินตนาการได้เลยจริง ๆ หากเป็นเธออาจจะหนีจากเมืองนี้ไปตั้งนานแล้วก็ได้ เคียร์จะทนอยู่แบบนี้ไปทำไมกัน
“พ่อแม่นายล่ะ?” อยู่ ๆ เรย์ก็โพล่งถามขึ้นมา เป็นคำถามที่เหมือนจะสะเทือนใจเคียร์แต่ก็ไม่เชิงซะทีเดียว
“…ไม่รู้สิ ไม่มีมั้ง”
เขาไม่เคยเห็นหน้าหรือได้ยินตากับยายพูดถึงเลยสักครั้ง จึงทำให้ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ จนบางทีก็คิด เขาอาจจะไม่มีก็ได้
เรย์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่เคยเจอหรือไง”
เคียร์ตอบในลำคอ “อือ”
ชีวิตรันทดชะมัด อดไม่ได้จริง ๆ ที่เขาจะคิดแบบนี้ จากนั้นไม่นานลูเซียนและเคเรนก็กลับเข้ามาพอดี ทั้งสองถือถุงขนาดใหญ่มาคนละใบ ทำให้พวกเขาต้องขมวดคิ้วมอง
ซื้ออะไรมาเยอะขนาดนั้น?
“นี่ไอติมของนาย” ลูเซียนส่งไอศกรีมรสช็อกโกแลตให้เรย์ตามที่สัญญาไว้เมื่อเช้า ดีที่มันไม่ละลายเสียก่อนเพราะลูเซียนใช้พลังของตัวเองรักษาความเย็นนั้นไว้
“นายซื้อให้จริงเหรอเนี่ย” ถึงจะไม่น่าเชื่อแต่เขาก็รับมาแกะกินอย่างรวดเร็ว
“ทำไมซื้อมาเยอะจังล่ะ” โซฮาร์ถามขณะเปิดฝาขวดน้ำดื่มแก้กระหาย
“ระหว่างทางเจอแม่ฉันพอดีน่ะ เขาเลยให้เงินมาซื้อขนมแบ่งกับพวกนายด้วย” เคเรนตอบขณะวางถุงขนมถุงใหญ่ไว้บนโต๊ะเผื่อใครอยากกินอะไรจะได้มาหยิบเองแล้วไปหาที่นั่ง เด็กสาวหันไปสบตากับเพื่อนใหม่พอดีจึงเอ่ย “เคียร์กินได้นะไม่ต้องเกรงใจ”
เขามองตอบแล้วรู้สึกเหมือนทำตัวไม่ถูก “อ่า…อืม”
ขณะฉีกถุงมันฝรั่งกินลูเซียนก็เหลือบมองเคียร์ซึ่งยังนั่งอยู่กับที่ “ไม่กล้าหยิบเหรอ อาหารเช้ายังไม่ได้กินนี่?”
ตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้าดีก็โดนรังแกเสียแล้ว เขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแน่ ๆ
เด็กหนุ่มอ้าปากกำลังจะปฏิเสธ ทว่าท้องไส้ไม่เป็นใจส่งเสียงร้องออกมาทำเอาคนที่เหลือหันมามองกันหมด “…”
เคียร์รู้สึกอายขึ้นมากะทันหันจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ไม่นานนักก็มีคนหลุดหัวเราะออกมา
“ปฏิเสธไม่ได้แล้วนะนาย ท้องร้องดังซะขนาดนี้ ฮ่า ๆ ๆ” เรย์ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมกับเอามือกุมท้องของตัวเองไว้ราวกับว่าขำหนักมาก
“เอาเถอะ พวกเราไม่ทำอะไรนายหรอกน่า” ว่าแล้วเคเรนก็หยิบขนมถุงหนึ่งยื่นให้ เคียร์แทบจะถอยหลังหนี แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ทำอะไรให้เขารู้สึกกลัวหรือไม่ไว้ใจก็ค่อย ๆ ยื่นมือไปจับแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
“ขอบคุณ” เคียร์พูดแค่นั้นแล้วฉีกถุงขนมกิน เคี้ยวแก้มตุ่ย
พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวัน ค่อย ๆ ให้เคียร์ปรับตัวอย่างไม่เร่งรีบ อาจจะมีบ้างที่ระแวงเหมือนสุนัขจรจัดถูกรังแกทำให้ไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ แต่อย่างน้อยก็ยอมคุยด้วยเยอะกว่าเมื่อวาน ซ้ำยังได้เห็นรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กคนนี้อีก แม้จะเหมือนเผลอแต่ก็ดูจะเปิดใจมากขึ้น… แค่นิดหน่อยเท่านั้นล่ะนะ
กระทั่งอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า พวกเขาลากลับบ้านก่อนทิ้งให้เคียร์อยู่ที่นี่คนเดียว ยามกลางคืนในโรงงานนี้คงอุ่นกว่านอนในตรอกแคบนั่นบ้าง แต่ก็คงจะไม่ถึงกับไม่หนาวเลย สิ่งที่สามารถห่มได้ก็มีเพียงผ้าม่านเก่า ๆ ที่ซักจนสะอาดแล้วเท่านั้น
คล้ายจะกลัวเคียร์หนีไปในยามดึกพวกเขาจึงพูดขู่
‘ถ้านายหนีออกไปมีหวังได้กลับไปโดนรังแกแน่ คราวนี้พวกฉันไปช่วยไม่ได้แล้วนะจะบอกให้’
แต่ก็ไม่เคยขอให้ช่วยสักหน่อย..
อยากจะค้านแบบนั้นแต่ก็กลัวเจ้าคนผมน้ำเงินนั่นจะโวยวายเสียงดังอีก จะว่าน่ากลัวก็นิดหน่อยแต่ตกใจมากกว่า อยู่ดี ๆ ก็โพล่งขึ้นมาแบบนั้นน่ะเป็นใครก็คงสะดุ้ง
ความหวังเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้น เหมือนจะได้พบกับความสุขที่ห่างหายไปนาน การพูดคุยหยอกล้อกับใครสักคนเขาไม่ได้ทำมานานแล้ว ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายเหมือนจะเป็นช่วงห้าขวบ นับแต่นั้นมาก็โดนรังแกทำร้าย ได้แต่ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก คร่ำครวญถึงคนที่รักมากที่สุด อยากให้ตากับยายมาช่วยแต่ก็ไม่ได้เห็นท่านทั้งสองอีกเลย กาลเวลาผ่านมานานจนแทบจะนึกภาพตอนที่ตัวเองยิ้มร่าอยู่กับสองคนนั้นไม่ออกแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดถึง อยากเจอทั้งสองคน อยากถามว่าทำไมถึงทิ้งเขาไป เขาทำอะไรผิดไปเหรอ หรือดื้อมากไป เขาคิดไม่ออกเลย
ท้ายที่สุดก็ต้องใช้ชีวิตไปอย่างไร้ค่า เดินเร่ร่อนเข้ามาในเมือง โดนซ้อมบ้างอะไรบ้างจนตอนนี้เขาก็เริ่มชินแล้ว แค่น้อยใจโชคชะตาที่ทำกับเขาแบบนี้เท่านั้น…
.
.
.
เคลิ้มหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็สายโด่งแล้ว
เคียร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อแสงอาทิตย์สอดส่องเข้ามาทางผ้าม่านหน้าต่าง เขาจำได้ว่าปิดไปแล้วนี่ ทำไมถึงเปิดอยู่กันล่ะ?
งุนงงอยู่พักใหญ่เขาก็ลุกขึ้นนั่ง หันไปมองรอบ ๆ แล้วสะดุดตาเข้ากับถุงพลาสติกที่วางอยู่บนโต๊ะเก่า ๆ จึงเดินเข้าไปดู ข้างในเป็นกล่องข้าวที่ห่อมาอย่างดีสองกล่องกับกระดาษโน้ตอีกหนึ่งใบ
เขาเลิกคิ้วก่อนหยิบมันขึ้นมาไล่สายตาอ่าน
‘วันนี้พวกฉันต้องไปเรียนนายอยู่คนเดียวไปก่อนนะ เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวพวกเรามาหา กินข้าวด้วย!’
อ่านจบเคียร์ก็ส่ายหน้า ถ้าหิวยังไงเขาก็ต้องกินอยู่แล้วไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองอดหรอก มีก็แค่กินไม่อิ่มเท่านั้นเอง
เขาพลิกกระดาษไปอีกด้านซึ่งมีลายมือชุ่ย ๆ เขียนอยู่ คล้ายตอนเขียนเจ้าตัวกำลังรีบร้อนอย่างไรอย่างนั้น
‘ห้ามออกไปข้างนอกนะ ถ้ารู้ว่านายออกไปนายโดนดีแน่!’
…คำพูดลักษณะนี้คงเป็นเรย์ เอาข้าวมาให้ขนาดนี้แล้วเขาจะออกไปไหนได้ แค่ตอนอยู่ในตรอกนั่นยังแทบไม่ไปไหนเลยด้วยซ้ำ
เคียร์วางกระดาษลงแล้วหยิบกล่องข้าวขึ้นมาเปิดดู ข้างในเป็นข้าวสวยที่ถูกทับด้วยไข่เจียวหอมฉุย จากที่ยังไม่หิวตอนนี้ท้องกลับร้องเสียงดังเขาเลยต้องควานหาช้อนในถุงมาตักกินไปพลาง ๆ พร้อมกับดูนกชมไม้นอกหน้าต่าง
ระหว่างที่กำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่นั้นจู่ ๆ เขาก็นึกสงสัยขึ้นมา คนพวกนั้นรู้ได้ยังไงว่าเขาอ่านหนังสือออก? หรือไม่ได้คิดอะไรเลย? โอกาสมีน้อยมากที่เขาจะอ่านได้เพราะไม่เคยเรียนหนังสือ แต่ดูแล้วคงจะเป็นอย่างหลัง พวกนั้นไม่น่าจะคิดอะไรมากโดยเฉพาะเรย์ ดูเป็นคนคิดน้อยเหลือเกิน
แต่ก็นั่นละ ที่เขาอ่านได้เพราะตอนเด็ก ๆ เขาอยากอ่านนิทานให้คุณตาคุณยายฟังบ้างเลยให้ทั้งสองท่านช่วยสอน ถึงจะใช้เวลาเรียนรู้นานไปหน่อยแต่ก็ไม่ถือว่าปล่อยเวลาว่างไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือไปเลย ว่างเป็นไม่ได้หาหนังสือมานั่งอ่านให้ยายฟังอยู่เรื่อย
เอาจริง ๆ ตลอดเวลาเกือบสี่ปีที่ผ่านมานี้ พอไม่ได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปเลยแฮะ
เคียร์หลุดยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต คราวหลังลองขอหนังสือคนพวกนั้นมาอ่านเล่นฆ่าเวลาในแต่ละวันบ้างดีกว่า
เขาคิดขณะลุกขึ้นเอากล่องข้าวไปล้างที่ลำธาร เดินไปก็คอยมองทางเผื่อเหยียบโดนอะไรที่อันตราย อย่างเช่นเผลอไปเหยียบหางงูเข้าคงแย่แน่
แล้วก็เดินมาถึงลำธารเสียที เคียร์ล้างกล่องข้าวจนสะอาดเอี่ยมแล้วมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าแถวนี้ลมพัดเย็นสบายดีซ้ำยังร่มรื่นเด็กหนุ่มจึงเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่ข้างหลังก่อนหลับตาพริ้ม
ไหน ๆ ในหนึ่งวันเขาก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ว่างหรือเบื่อก็จะงีบหลับประจำ ต่อให้หลับไม่ลงเขาก็จะเหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดอะไรไปเรื่อย
…
ผ่านมาหนี่งชั่วโมง เคียร์ตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติ อาจเพราะเมื่อคืนหลับสบายกลางวันแบบนี้จึงงีบได้ไม่นานนัก
เด็กชายขยี้ตาเล็กน้อยก่อนลุกขึ้น ปัดเศษดินและใบไม้แห้งออกจากกางเกงแล้วกลับไปโรงงานร้างที่ต่อจากนี้จะไม่ร้างอีกต่อไปแล้ว
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่เขารู้สึกได้ว่าการเฝ้ารอคอยให้คนพวกนั้นกลับมามันนานมาก
เลิกเรียนกันตอนกี่โมงนะ?
เด็กน้อยคิดก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างก็เห็นว่าตะวันยังสูงโด่งอยู่เลย คาดว่าคงอีกหลายชั่วโมงกว่าพวกนั้นจะกลับมา
นัยน์ตาสีน้ำทะเลกลอกไปมองพื้นกระเบื้องซึ่งห่างจากจุดที่ยืนอยู่ไม่มากนัก ฝุ่นเกาะก็ไม่ใช่น้อย ๆ ไหนจะขี้ดินอีก… ขอทำความสะอาดฆ่าเวลาก็แล้วกัน
เคียร์เดินไปหยิบไม้กวาดมาละยักไย่ตามฝ้าเพดาน แต่เพราะเขายังตัวเล็กนัก เขย่งให้ตายก็ไม่ถึงเลยต้องขึ้นมายืนบนเก้าอี้ อีกมือหนึ่งก็ปิดจมูกตัวเองไปด้วย
ขณะที่เขาปัดยักไย่ไปมาสายตาก็เหลือบไปเห็นแมงมุมตัวใหญ่ที่เกาะอยู่ตรงมุมมืด
“ว้าก!”
เด็กชายอุทานตกใจ สะดุ้งแรงจนตกเก้าอี้ก้นกระแทกพื้นดังปั่ก! “โอย…”
เคียร์ลูบก้นตัวเองป้อย ๆ เบะปากเล็กน้อยก่อนตวัดสายตาไปมองเจ้าแมงมุมตัวร้าย
เขาก็ไม่ได้กลัวมันมากนักหรอก ก็แค่รู้สึกว่ามันตัวใหญ่เกินไปก็เท่านั้นเอง ปกติเจอแต่ตัวเล็ก ๆ เท่าขี้ตาแมวยังดูน่ารักกว่าเจ้าตัวใหญ่บนฝ้านั่นอีก
…มันกัดไม่ได้ใช่ไหมนะ?
อยู่ ๆ ก็ตั้งคำถามขึ้นมา เพราะนี่แลดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตแบบใหม่ที่เคยเห็นจึงไม่รู้รายละเอียดนัก
แต่… ปากมันก็เล็กนิดเดียวไม่น่าจะกัดได้นะ
อีกความคิดหนึ่งแย้งขึ้นมา ท้ายที่สุดเคียร์ก็ทำใจกล้าปีนไปยืนบนเก้าอี้อีกครั้ง ใช้ไม้กวาดปัดมันให้ตกลงพื้น
ก็ไม่ได้น่ากลัวนี่หว่า
เคียร์ส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเองแล้วตั้งใจทำความสะอาดต่อไป หวังว่าครั้งนี้คงไม่มีอะไรแปลก ๆ โผล่ออกมาอีกละมั้ง
.
.
.
ว่าไปนั่น…
หลายชั่วโมงที่เคียร์ทำความสะอาดเป็นเวลาติดต่อกันไม่ได้พัก เขาละยักไย่หมดแล้ว กวาดพื้นคร่าว ๆ ไปแล้วรอบหนึ่งตอนนี้กำลังจัดของรก ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง สมกับเป็นสถานที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานเสียนาน ขณะที่กำลังจัดของรก ๆ นั่นเขาก็เห็นเส้นบางอย่างที่ใหญ่ประมาณข้อมืออยู่ตรงมุมมืด ทีแรกคิดว่าเป็นเชือกแต่เพราะไม่แน่ใจจึงยื่นมือไปสัมผัส
มันเรียบลื่นเล็กน้อยแต่ก็แห้ง เหมือนจะมีเกล็ดด้วย…
มือเล็กที่สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างนั้นเริ่มสั่น เขาขยับถอยออกมาทันที ดวงตาจ้องมองเส้นนั้นด้วยสายตาหวาดหวั่น …ไม่ต้องบอกเขาก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร
ไม่นานสิ่งมีชีวิตนั่นก็เลื้อยออกมาจากมุมมืด มันมีสีน้ำตาลเทายาวประมาณสองเมตร ชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยแล้วส่งเสียงขู่
เคียร์เคยอ่านเจอในหนังสือและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คงไม่เจอกับตัวง่าย ๆ หรอก แต่เขาคิดผิด ในวันนี้เขาได้เจอกับมันแล้ว
แบล็คแมมบา งูที่มีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง…
___________________________________
Talk : ไม่เจอแล้วชาวบ้าน เจองูดีกว่า ไม่ให้พักกันเลยย