“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก,พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
แนะนำเรื่อง
“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
_____
“คุณตา… คุณยาย… อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยผม”
ร่างเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด เขาทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นไห้
และในวันหนึ่ง…
“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เขาได้พบกับแสงสว่างที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันในชีวิตอีกครั้ง
ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน…
.
“ลองพูดแบบนั้นอีกทีสิ ฉันจะสะบั้นคอนายให้ขาดตรงนี้นี่แหละ”
เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกลัว และเลือกที่จะกลับไปสู่ความมืดที่เขาจากมา
_____
สวัสดีค้าบบ ยินดีที่ได้รู้จักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ขออนุญาตแนะนำตัวฮะ
ชื่อซาจิโยะ หรือใครอยากเรียกซาจิก็ได้น้า ชอบเขียนแนวแฟนตาซีเป็นหลักคับ!
สำหรับเรื่องนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 องก์ด้วยกัน แต่ละองก์ก็จะมีความเข้มข้นกันคนละแบบ ยังไงก็ฝากติดตามและขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ
องก์ที่ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ – Updating
องก์ที่ 2 เปลวไฟที่เผาผลาญในคืนวัน – Finished (unposted)
องก์ที่ 3 รอยยิ้มสุดท้ายใต้สายฝน – Writing
องก์ที่ 4 คืนวันที่ไม่อาจหวนกลับ – Coming soon…
องก์ที่ 5 แสงสว่างที่ปลายทาง – Coming soon…
_____
⚠Trigger Warning⚠
Abuse (การทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง),
Physical abuse (การทำร้ายร่างกาย),
Mental abuse (การทำร้ายจิตใจ),
Blood (มีเลือด),
Blackmail (มีการข่มขู่ให้ทำตาม),
Coercion (การใช้ความสัมพันธ์ หรืออำนาจที่เหนือกว่าเพื่อบังคับ หรือโน้มน้าวให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ),
Major character death (มีตัวละครหลักตาย),
Minor character death (มีตัวละครรองตาย),
Murder (การฆาตกรรม),
Psychopath (โรคจิต ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือผิดชอบชั่วดี),
Starvation (ความหิวโหย การอดอาหาร),
Kidnapping (การลักพาตัว),
Assault (การบุกทำร้าย โจมตี)
_____
Contact Writer
Twitter(X) : @sachiyogingray
แฮชแท็กประจำนิยาย #ไม่ร้องนะเคียร์
องก์ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ
I
เพื่อนใหม่
ช่วงราตรีกาลของวันหนึ่ง ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างอยู่บนฝืนฟ้าอันมืดมิด รายล้อมด้วยหมู่ดาวจำนวนหนึ่งซึ่งน้อยกว่าปกติ
เด็กชายเนื้อตัวมอมแมมเดินเข้ามาในเมืองด้วยความหิวหลังจากอดอาหารมาเกือบสองวัน เรี่ยวแรงก็ลดน้อยลงจนแทบจะเป็นลมล้มพับระหว่างทาง ทว่าเขาก็ยังฝืนสังขารเดินบุกป่าฝ่าดงมาที่นี่เผื่อจะเจอผู้ใหญ่ใจดีสักคน
เปลือกตาเล็กปรือลงคล้ายจะปิดเสียให้ได้ แต่เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงบ้านคนอยู่แล้วเขาจึงบอกตัวเองให้อดทนไว้
และเมื่อเดินเข้ามาถึงในเมืองเขาก็เห็นความต่างระหว่างกระท่อมเล็กกลางป่าที่เคยอาศัยกับที่นี่ ถ้าเป็นในป่าก็คงมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นนอกจากจะเป็นคืนเดือนหงาย แต่ที่นี่กลับมีแสงไฟรายทางส่องสว่างให้มองเห็นได้แม้ในยามกลางคืน นอกจากนี้ในป่ายังเงียบสงัด มีเพียงเสียงร้องของสัตว์เท่านั้น ในขณะที่เมืองนี้กลับครึกครื้นคล้ายมีเทศกาลบางอย่าง ร้านค้าต่าง ๆ ยังเปิดขายทั้งที่ควรปิดไปแล้ว เสียงจอแจของผู้คนที่เดินซื้อของจับจ่ายใช้สอยนี้ราวกับเป็นเรื่องปกติ แต่มันแปลกใหม่สำหรับเขา
เด็กชายยืนมองภาพตรงหน้า เขาเพิ่งเคยมาที่นี่ และมันดูเจริญมาก ในระหว่างที่กำลังมองผู้คนและซึมซับบรรยากาศ อยู่ ๆ กระเพาะเขาก็ส่งเสียงร้อง เด็กชายตบหน้าเรียกสติตัวเองแล้วเดินไปหาเจ้าของร้านขายผลไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด
“เอ่อ ขอโทษนะครับ คือ…ผมหิว” เคียร์พูดเสียงเบา สองมือถูกันด้วยความประหม่า “ผมไม่มีเงิน คุณป้ามีอะไรที่พอจะให้ผมกินได้บ้างไหมครับ”
หญิงสาววัยกลางคนหันมาเลิกคิ้ว นัยน์ตาคู่นั้นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าและไล่จากเท้าขึ้นมาถึงหัวอีกครั้ง เธอจ้องเรือนผมสีทองที่ยุ่งเหยิงและสีหม่นลงเพราะขาดการดูแล ราวกับไม่ได้สนใจในสิ่งที่เคียร์ถาม
“ผมเธอ…สีทองเหรอ ตั้งแต่เกิด?”
เด็กหนุ่มเอียงศีรษะทำหน้าฉงน “ใช่ครับ ตั้งแต่เกิด ทำไมเหรอครับ”
หลังจากได้ยินคำตอบสีหน้าของหญิงคนนั้นก็เริ่มบิดเบี้ยว ในดวงตาคู่นั้นฉายแววรังเกียจและขยะแขยงชัดเจน จนเคียร์ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจ สมองเริ่มคิดไปไกลว่าเขาทำอะไรผิดหรือเปล่าอีกฝ่ายถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนั้น
ฉับพลัน ข้าวของผลไม้ต่าง ๆ ภายในร้านก็ลอยขึ้นสูงด้วยพลังของแรงโน้มถ่วง สร้างความตกใจให้เหล่าพ่อค้าแม่ขายคนอื่น ๆ รวมถึงลูกค้าที่กำลังซื้อของอยู่ในบริเวณนั้น
“เฮ้ย ทำอะไรน่ะ!”
พ่อค้าร้านหนึ่งโวยวาย เขาเดินเท้าเอวออกมาเตรียมจะต่อว่าคนต้นเหตุ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับชี้นิ้วไปที่เคียร์แล้วหันไปบอกชาวบ้านคนอื่น ๆ
“นี่ไง เจ้าเด็กปีศาจที่มันหายไปตั้งห้าปี ตอนนี้มันโผล่หัวออกมาแล้ว!”
เคียร์สะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กปีศาจ
“มะ…ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่ใช่ปีศาจ…โอ๊ย!”
เด็กน้อยพยายามปฏิเสธแต่กลับไม่มีใครฟัง บรรดาผลไม้ที่ลอยสูงเมื่อครู่พุ่งมาโจมตีเขาทันที ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ทุกคนต่างพากันด่าทอและขับไล่เขาออกไปราวสิ่งอัปมงคล สิ่งของที่อยู่ใกล้มือถูกคว้ามาโยนใส่เด็กตรงหน้าเพื่อระบายอารมณ์
ไม่นานตามตัวก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เศษอาหารเปรอะเปื้อนไปทั่วตัว และเพราะไม่ได้มีอาหารตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงเขาจึงไม่มีแรงยืนต่อ ร่างเล็กทรุดลงไปกับพื้นในขณะที่ชายกลุ่มหนึ่งแทรกตัวเข้ามากระทืบซ้ำจนเขาได้แต่ร่ำไห้ร้องขอชีวิต เคียร์นอนขดตัวอยู่บนพื้นอย่างไร้ทางสู้ ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน
นี่มัน…เรื่องอะไรกัน
ทำไมอยู่ดี ๆ ชาวบ้านถึงได้ทำร้ายเขาแบบนี้ เขายังไม่ได้ทำอะไรให้ใครเลยนะ…
คิดไปน้ำตาสายหนึ่งก็ไหลอาบแก้ม
“ออกไปเลยนะไอ้เด็กผี! แกกล้าเข้ามาในเมืองได้ยังไง!”
เคียร์ส่ายหน้าไปมา ปากขยับพูดทว่าเสียงกลับเล็ดลอดออกมาเพียงนิด ผมไม่รู้อะไร แล้วก็ไม่ใช่ปีศาจนะครับ แต่ไม่รู้ทำไม สัญชาตญาณของเขามันบอกว่าต่อให้พูดอะไรออกไปก็ไร้ความหมาย คนเหล่านี้คงไม่ฟัง
ในตอนนั้นเองที่เคียร์ทนไม่ไหว รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานเหลือเกินทั้งที่ความจริงอาจจะยังไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ หากเขายังนอนขดอยู่แบบนี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เด็กชายพยาพยามลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้วตะโกนทิ้งท้ายว่า
“ผมไม่ใช่ปีศาจจริง ๆ นะครับ!”
สองขาพยายามวิ่งออกไปให้ไกลที่สุด โชคดีที่ไม่มีใครตามมานอกจากเสียงตะโกนด่าทอ เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ จนเสียงนั้นเบาลงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของตน
เคียร์เข้าไปซ่อนตัวในซอกหนึ่ง เขาหอบหายใจก่อนจะเม้มริมฝีปาก ร่างเล็กทรุดตัวนั่งพิงกำแพง สองแขนโอบเข่าตัวเองแล้วก้มหน้าร้องไห้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ในกระท่อมกลางป่ากับตายายแท้ ๆ ทุกอย่างมันปกติสุข เขามีความสุขมากและไม่เคยมาเหยียบที่เมืองนี้เลยสักครั้ง แต่ทำไมเมื่อครู่ตอนเจอหน้ากันครั้งแรกถึงบอกว่าเขาเป็นปีศาจ
แล้วหายตัวไปห้าปีนั่นมันหมายความว่าอะไร ตอนนั้นเขาเพิ่งเกิดด้วยซ้ำ ปีนี้ก็เพิ่งจะห้าขวบ ถ้าไม่ติดว่าเมื่อสามวันก่อนเขาตื่นมาไม่เจอใคร ทั้งตากับยายต่างก็หายตัวไป เขาออกตามหาหนึ่งวันเต็ม รอจนถึงเช้าวันใหม่ก็ยังไม่เจอจนคิดว่าตัวเองถูกทิ้ง เขาถึงได้เข้ามาในเมืองที่คุณตามักจะมาทำงานบ่อย ๆ ใครจะไปคิดกันล่ะว่าชาวบ้านในเมืองจะโหดร้ายกันขนาดนี้
ทั้งที่ในใจไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อแล้วแต่เขาก็ไม่รู้จะไปที่ไหน เขาไม่รู้จักเมืองอื่น และเมืองนี้ก็อยู่ใกล้ที่สุด หรืออีกทางเลือกก็คือการอยู่ในเมืองนี้แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือไม่…ก็ต้องลองพูดคุยปรับความเข้าใจกับชาวบ้านอีกครั้งว่ามันเป็นความเข้าใจผิด เขาเป็นแค่เด็กธรรมดา ไม่ใช่ปีศาจอะไรทั้งนั้น
แต่…เจ็บไปหมดเลยแฮะ อยากให้คุณตากับคุณยายอยู่ด้วยจัง
.
.
.
แหมะ…
เม็ดฝนตกลงมากระทบเปลือกตาเด็กชายที่นอนอยู่ในตรอกซอยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เขาพ่นลมหายใจออกมาช้า ๆ ก่อนยกแขนก่ายหน้าผากแล้วจึงเปิดเปลือกตา
“ฝันนั้นอีกแล้ว…”
เคียร์เอ่ยพึมพำกับตัวเองพลางลุกขึ้นนั่ง ทั้งที่เรื่องนั้นมันก็ผ่านมาสามปีกว่าแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังฝันถึงตอนที่เข้ามาในเมืองครั้งแรกอยู่ตลอด เขานั่งเหม่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเม็ดฝนตกลงมาใส่ศีรษะอีกครั้งจึงแหงนมอง
ตอนนี้เป็นช่วงกลางคืนอยู่ เม็ดฝนตกปรอย ๆ กระทบใส่ตาอีกครั้งจนต้องขยี้ตาแล้วหาที่หลบ
เด็กชายเข้าไปนั่งใต้ชายคาของอาคารหลังหนึ่ง ทอดสายตามองไปจนสุดทางด้วยความเหงา ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบบนแอ่งน้ำเล็ก ๆ ดังจ๋อม นัยน์ตาสีฟ้าใสเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจกระตุกวูบพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ไหลผ่านกรอบหน้า ภาพความฝันเมื่อครู่ไหลย้อนเข้ามาในหัวอีกครั้งจนตัวสั่น ลมหายใจหอบรุนแรง
แต่พอเห็นว่าเป็นสุนัขสีน้ำตาลตัวหนึ่งอาการเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ หายไป เขาถอนหายใจกับตัวเอง
ยังดีที่ไม่ใช่คน
เคียร์ยื่นมือไปหาสุนัขตัวนั้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน มันจึงเดินเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวัง จมูกเล็กขยับดมฝ่ามือฟุดฟิด เมื่อรู้สึกได้ว่ามนุษย์ตัวเล็กคนนี้ไม่น่าจะเป็นอันตรายมันก็เข้ามาถูใบหน้าของตัวเองกับมือนั้นทันที
โฮ่ง!
มันส่งเสียงเห่าทีหนึ่งแล้วนั่งลงกระดิกหางไปมาอย่างเป็นมิตร
“หมาจรจัดเหรอ”
เด็กชายเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เขายกมือขึ้นลูบหัวสุนัขตัวนั้นด้วยความเพลิดเพลิน และเพราะเห็นว่าหูของมันดูน่ารักดีจึงเผลอยื่นมือไปจับเล่นด้วยความเอ็นดู
ทว่าจู่ ๆ เจ้าสุนัขก็ร้องขู่ในลำคอ เคียร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้
“เป็นแผลเหรอ”
เขาถามเบา ๆ พร้อมกับจับที่หูของมันโดยพยายามเบามือที่สุด เคียร์ขยับตัวอีกนิดเพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น
“โดนกัดมานี่นา...”
เขาทำหน้าเศร้าก่อนหันมองรอบ ๆ คล้ายจะหายามาทาบรรเทาให้ “แถวนี้ไม่มียาสมุนไพรอะไรซะด้วยสิ พอเช้าแล้วนายก็เดินไปหาคนอื่น ๆ ดูนะ ถ้าเจอคนที่ใจดีเอานายไปเลี้ยงก็คงดี” พูดจบก็เลื่อนมือไปลูบหัวสุนัขอีกครั้ง
หงิง…
มันส่งเสียงเบา ๆ แล้วเอนตัวลงนอนข้างเคียร์ ดวงตาสองคู่จ้องมองกันอยู่นานก่อนสุนัขตัวนั้นจะเป็นฝ่ายปิดเปลือกตาลงก่อน
“หาว…” เด็กชายอ้าปากหาวจนน้ำตาเล็ด เขาเงยหน้ามองท้องนภาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกนานกว่าจะเช้าจึงเอนตัวลงนอนบ้าง และเพราะความรู้สึกง่วงงุนที่มีมากจนไม่อาจฝืนเปลือกตาตัวเองต่อไปได้ ไม่นานเขาก็จมอยู่ในห้วงนิทรา
.
.
.
“แม่ครับ! ผมออกไปเล่นกับพวกเรย์นะฮะ” เด็กชายผมสีนิลดำคนหนึ่งวิ่งมาหาแม่ของตนที่ห้องครัวด้วยใบหน้าร่าเริงแจ่มใส นัยน์ตาสีน้ำเงินโค้งขึ้นเป็นสระอิ
หญิงสาวหันมามองลูกชายแล้วส่งยิ้มไปให้ “ได้สิ เอาข้าวกล่องไปกินด้วยไหมลูเซียน?”
“ไม่เป็นไรครับ งั้นผมไปก่อนนะ” ว่าจบลูเซียนก็ใส่เกียร์ที่ฝ่าเท้าวิ่งไปหน้าบ้านทันที โดยที่ตรงนั้นมีเพื่อน ๆ ของเขายืนรออยู่นานแล้ว
“ช้าจังนะลูเซียน” เคเรน คลาริเบลล์ เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีขาวเงินและดวงเนตรสีม่วงอเมทิสต์เท้าเอวมองพลางตำหนิ
“โทษที ๆ พอดีฉันตื่นสายน่ะ” ลูเซียนยิ้มแห้งให้กับเพื่อนทั้งสามคนที่รอเขาอยู่นาน
วันนี้พวกเขานัดกันไปซื้อขนมที่ร้านแห่งหนึ่ง เป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานก็ขายดิบขายดีจนพวกเขาเองก็อยากลองกินบ้าง แต่พอไปถึงทีไรของก็มักจะหมดก่อนทุกครั้ง ทำให้ต้องลงทุนตื่นแต่เช้าเพื่อไปที่ร้านนั้นเร็วยิ่งขึ้น
แต่ก็อย่างที่เห็น ในแต่ละวันมักจะมีคนหนึ่งที่ตื่นสายมาช้ากว่าเพื่อนเสมอ
“งั้นไปกันเร็ว ๆ เถอะ ฉันอยากกินขนมนั่นแย่แล้ว!”
“นั่นสิ ฉันเองก็อยากกินเหมือนกัน” เมื่อเรย์เร่งโซฮาร์ก็ว่าตาม ยิ่งขนมของร้านนี้มีจำกัดแค่หนึ่งร้อยชิ้นต่อวัน ราคาก็ไม่แพงมากแค่ 50 เหรียญต่อชิ้น ถือว่าเป็นราคาที่ใคร ๆ ก็ซื้อได้ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่
ว่าแล้วก็ไม่มัวมาเสียเวลาเปล่า ทั้งสี่รีบออกตัววิ่งไปในทันที
“ใครไปถึงคนสุดท้ายเลี้ยงด้วยล่ะ!”
เรย์ โพล่อน เด็กแสบประจำกลุ่มตะโกนไล่หลังมา เขามีผมสีน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์ซึ่งตัดกับนัยน์ตาสีส้มคล้ายกองเพลิง
และเมื่อได้ยินอย่างนั้นเคเรนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเรย์มีหรือจะยอม เธอเองก็รีบวิ่งสุดแรงเกิดเพื่อที่จะตามอีกฝ่ายให้ทัน แต่อาจเป็นเพราะเรย์เกิดในตระกูลโพล่อน ตระกูลของเหล่าทหารที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์ เด็กทุกคนในตระกูลนี้จึงถูกบังคับให้ฝึกร่างกายตั้งแต่ยังเด็ก นั่นทำให้ไม่มีใครในกลุ่มนี้ที่วิ่งตามเรย์ทันสักคน
ในขณะเดียวกันโซฮาร์ ลูเซตต้า เด็กสาวจากตระกูลแพทย์ประจำเมือง ผู้มีเรือนผมสีดำรับกับนัยน์ตาสีแดงเลือดดูอันตรายก็ถอนหายใจเบา ๆ เช่นเดียวกับลูเซียน ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความหน่ายใจก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ ตามไป
โซฮาร์เป็นเด็กที่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกายจึงเหนื่อยง่ายต่างกับอีกสามคน นั่นจึงทำให้เธอวิ่งได้ช้า แต่ถึงอย่างนั้นลูเซียนก็ไม่เร่งรีบ วิ่งขนาบข้างเธอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงร้านในที่สุด
“...นี่ครับ 200 เหรียญ”
“ขอบใจจ้ะ”
ลูเซียนถึงกับถอนหายใจแล้วกัดขนมปังรูปปลากินด้วยความรู้สึกเซ็งแม้มันจะอร่อยมากตามที่ใครหลายคนบอกมาก็ตาม
“เกือบไม่ทันแล้วไหมล่ะ ถ้ามาช้าอีกนิดอดแน่ ๆ เลย” เคเรนบ่นงึมงำก่อนกัดขนมปังในมือของตัวเอง “อร่อยย~” เธอทำหน้าฟินแล้วหันมาถามเพื่อนที่เหลือ “ของพวกนายไส้อะไรกันอะ”
“ของฉันครีม” โซฮาร์ตอบก่อน ตามด้วยเรย์และลูเซียน
“ฉันช็อกโกแลต”
“ส่วนฉันถั่วแดง เธอล่ะ?”
“ฉันช็อกฯ แฮะ” เคเรนก้มลงมองขนมปังรูปปลาในมือแล้วหันไปมองค้อนใส่เรย์ อย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าถูกมองอยู่
“งั้นเราไปไหนกันต่อดี” โซฮาร์หันไปถามเพื่อน ๆ
“เดินเล่นก่อนก็ได้มั้ง ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน” เรย์ว่าพลางกัดขนมปังในมือไปอีกคำ ครั้นจะให้ไปสวนสาธารณะของเมืองพวกเขาก็ไปบ่อยจนเริ่มจะเบื่อแล้ว เมืองเดโฟร์นี้ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวแบบเมืองอื่นสักเท่าไร ตัวเมืองเองก็ไม่ได้กว้างขวางนัก ไปที่ไหนก็เจอแต่สถานที่เดิม ๆ
ว่าแล้วทั้งสี่ก็พากันเดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนผ่านตรอกเล็ก ๆ ตรอกหนึ่ง เพียงหางตาลูเซียนก็รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ในนั้น
“หือ?”
เขาเดินย้อนกลับมา ขณะเพ่งสายตาไปในตรอกที่แคบและมืดตรงหน้า
“มีอะไรลูซ”
เรย์เดินตามเขามาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน ทั้งสามชะโงกใบหน้ามองเข้าไปด้านในบ้าง
“เหมือนมีคนอยู่ตรงนั้นน่ะ” ลูเซียนชี้ไปยังจุดที่ตัวเองเห็น ตรงนั้นเป็นเงาของคนหนึ่งซึ่งกำลังนอนตะแคงหันหลังอยู่ เห็นอย่างนั้นทั้งเรย์ เคเรน และโซฮาร์ต่างก็มีสีหน้าสงสัย
“นอนอยู่เหรอ?” เคเรนเลิกคิ้ว
“เหมือนจะใช่นะ แต่อากาศก็เย็นคนนั้นเขาไม่หนาวบ้างเลยเหรอ” โซฮาร์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามสวย วันนี้แดดไม่แรงนักซ้ำยังอยู่ในช่วงใกล้ฤดูฝนไม่แปลกที่อากาศจะเย็นลงกว่าปกติ
แต่ถ้านอนข้างทางโดยที่ไม่มีผ้าห่มแบบนั้นก็คงจะหนาวน่าดู
“เข้าไปดูกันเถอะ” เรย์โพล่งขึ้นก่อนจะก้าวฝีเท้านำไป
อีกสามคนเดินตามหลังเรย์มาอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งถึงบริเวณที่มีคนนอนอยู่ ลูเซียนนั่งคุกเข่าเอื้อมมือจับบ่าอีกฝ่ายแล้วออกแรงเขย่า
“เฮ้นาย”
แต่อีกฝ่ายไม่ยอมตื่น เพียงแค่ส่งเสียงงึมงำในลำคอ
“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก” เคเรนส่ายหน้าไปมา เธอสะบัดมือไล่ลูเซียนให้ลุกออกไปแล้วตนก็ไปยืนคร่อมร่างคนที่นอนอยู่ เธอจับมือของคนนั้นแล้วดึง “ตื่นขึ้นมา!!”
เมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงความฝันเคียร์ก็ส่งเสียงไม่ชอบใจดังอยู่ในลำคอ คิ้วขมวดมุ่นแต่ก็ยอมลืมตาและนั่งแต่โดยดี
มือเล็กยกขึ้นขยี้ตาให้ภาพตรงหน้าชัดเจน กะพริบตาหลายรอบจนเห็นเด็กรุ่นเดียวกันจ้องมองเขาคล้ายตำหนิ
เคียร์เอียงคอสงสัย สมองยังประมวลผลไม่ทันคล้ายมีตัวอักษรคำว่า loading... ลอยอยู่บนหัว และเมื่อรู้สึกตัวเขาก็อุทานออกมา
“เฮ้ย!”
มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ… ไม่ควรมีใครมาเจอเขาที่นี่แบบนี้
เคียร์ยืนขึ้นมองไปรอบตัวอย่างตระหนก เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสี่คนยืนล้อมเขากันคนละมุมเคียร์ก็เกิดความรู้หวาดกลัว นัยน์ตาสั่นไหวขณะที่สองขาก็เริ่มสั่นระริกจนแทบไม่มีแรงยืน สิ่งที่พวกชาวบ้านทำกับเขายังคงเป็นเหมือนวันแรกจนถึงทุกวันนี้ และตอนนี้มันก็กำลังหลอกหลอนเขาอยู่ในหัว
“เป็นอะไรของนาย?” เรย์เท้าเอวมองท่าทีของเด็กคนนั้นราวกับกำลังดูอะไรที่แปลกและขัดตา
“พ…พวกนายเป็นใคร”
เคียร์ถามเสียงสั่น ในใจเขาอยากจะถอยหลังหนีเสียเดี๋ยวนี้เลย แต่เพราะทางด้านหลังมีเด็กผู้หญิงสองคนยืนอยู่ ถ้าถอยไปสองคนนั้นจะทำะไรเขาบ้างก็ไม่รู้ ครั้นจะวิ่งหนีไปข้างหน้าความกล้าก็มีไม่มากพอ เคียร์จึงทำได้เพียงยืนระแวงรอบด้านอยู่อย่างนั้น
“คนน่ะสิถามได้ ไม่ใช่ผีสักหน่อย” เคเรนว่าพลางกอดอก
“เคเรน” โซฮาร์ปรามเสียงเข้มราวกับจะบอกว่าอย่าพูดอะไรแบบนั้น ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจนัก เพียงแค่ไหวไหล่เบา ๆ
โฮ่ง!
ในตอนนั้นเองสุนัขตัวเมื่อคืนก็วิ่งเข้ามาหาเคียร์ มันส่ายหางไปมาอย่างอารมณ์ดีแล้ววิ่งไปหาลูเซียนพร้อมกับเห่าอีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่เสียงเห่าที่ดูหงุดหงิดอะไร กลับกันเป็นเสียงที่ดูยินดีราวกับได้เจอเจ้าของที่ไม่ได้เห็นหน้ามานานมากกว่า
“กลับมาแล้วเหรอแวร์” เสียงอ่อนโยนถาม ในขณะที่มือก็ลูบขนมันอย่างแผ่วเบา
สุนัขตัวนั้นไซ้ใบหน้ากับมือเล็กราวกับจะออดอ้อน เคียร์มองตามแล้วเกิดความสงสัย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป “เอ่อ…หมาตัวนั้น ของนายเหรอ”
เพราะเห็นเดินอยู่ตัวเดียวตอนกลางคืนแบบนั้นเลยคิดว่าเป็นหมาจรจัดเสียอีก…
“ใช่ ช่วงนี้เป็นช่วงผสมพันธุ์น่ะ มันไม่กลับบ้านเกือบจะสองอาทิตย์แล้ว” ลูเซียนตอบ
“ปกติไม่เห็นเจ้าแวร์วูฟวิ่งเข้าหาคนอื่นแบบนี้เลย ถูกใจอะไรนายหรือเปล่าเนี่ย” เรย์เดินเข้าไปใกล้สุนัขตัวนั้นแล้วย่อตัวนั่งยอง เขายื่นสองมือไปจับหูเจ้าสุนัขคล้ายหมั่นไส้ เห็นแบบนั้นเคียร์ก็ตกใจรีบร้องห้าม
“อย่าจับหูมันนะ! มันเพิ่งโดนกัดมา”
เด็กหนุ่มชะงักมือพลางหันมามอง “ฮะ?”
ลูเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนก้มตัวลงตรวจสอบบริเวณหูของสุนัขตัวนั้น ครั้นเห็นแผลถูกกัดเขาก็พึมพำ “จริงด้วยแฮะ”
“อ๊ะ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยรักษาให้!”
โซฮาร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังอาสาแล้ววิ่งผ่านเคียร์มาดูทันที ทำเอาเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกขยับหลบแทบไม่ทัน “แผลไม่ใหญ่มาก ไว้ใจได้เลย!”
เมื่อเห็นทุกคนเบนความสนใจไปที่แวร์หรือแวร์วูฟ เคียร์ก็ค่อย ๆ ก้าวถอยห่างออกมาอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ใครรู้ตัว เขาอยากออกไปจากที่นี่ ไม่อยากอยู่ให้ใครเห็นแบบนี้เพราะฉะนั้นต้องรีบหนีตอนที่ยังมีโอกาส
แต่ทว่าเคเรนที่คอยเฝ้ามองเขาทุกฝีก้าวนั้นเอื้อมมือมาจับท่อนแขนของเขาไว้ เคียร์เบิกตาโพลงด้วยความตกใจแล้วสะดุ้งสุดแรง
“ปล่อยนะ!!”
แขนเล็กออกแรงสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุมแล้วขยับถอยห่างไปไกล หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกจากอกพร้อมกับลำตัวที่สั่นเทาอย่างรุนแรง และจากระดับความดังของเสียงนั้นก็ทำให้เด็กสามคนรวมถึงสุนัขที่ถูกล้อมอยู่สะดุ้งเฮือกไปตาม ๆ กัน
“เฮ้ ฉันแค่จับแขนนายเองนะ หวงเนื้อหวงตัวไปได้” เคเรนถึงกับหน้าเหวอทำอะไรไม่ถูก
“ไม่… ไม่ให้จับ!” นัยน์ตาสีฟ้าใสมองทุกคนอย่างไม่ไว้ใจ สองแขนโอบกอดร่างที่ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดสั่นกลัวของตัวเองไว้ สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่มองมาไม่น้อย
“เดี๋ยว เป็นไรเนี่ย?” เรย์ขมวดคิ้ว “หรือว่าสติไม่เต็ม?”
“ไม่เกี่ยวกับพวกนาย อะ…ออกไปได้แล้ว”
คำพูดดูเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของตรอกนี้แต่เปล่าเลย เขาแค่ออกจากตรอกนี้ไปไม่ได้และไม่ต้องการให้ใครอยู่เป็นเพื่อนทั้งนั้น เกือบครึ่งชีวิตที่ผ่านมานี้เขายังอยู่คนเดียวได้เลยไม่เห็นจะเป็นอะไร
“นายไม่เหม็นถังขยะพวกนี้เหรอ มันเป็นมลพิษทางอากาศ ไม่ดีต่อร่างกายนะ” ลูเซียนถามอย่างเป็นห่วง โซฮาร์เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เรื่องของฉัน พวกนายออกไปซะ…”
น้ำเสียงเริ่มแผ่วเบาแต่ตัวยังคงสั่น ลูเซียนสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายพยายามข่มกลั้นความกลัวด้วยการจิกเล็บเข้าที่ต้นแขนสองข้างของตัวเอง เขามองคนตรงหน้านิ่งในขณะที่หัวคิ้วชักเข้าหากันเล็กน้อย
เด็กสี่คนมองหน้ากันแล้วไหวไหล่ช่วยไม่ได้ ก่อนจะพากันเดินออกไปจากตรอกนี้ เคียร์มองแผ่นหลังของพวกเขาจนลับตาแล้วถอนหายใจพร้อมกับทรุดขาลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง มือขวายกขึ้นแนบกับอกซ้ายแล้วฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวเร็วก่อนจะก้มหน้าลง
เมื่อไหร่…จะเลิกเป็นแบบนี้สักที
“อ๊ะ ลืมถามเลย นายชื่ออะไรนะ”
เคียร์สะดุ้งตัวโยน เงยหน้ามองเจ้าของเสียงที่ชะโงกหน้ากลับมาถาม
นั่นสิ ว่าไปก็เกือบลืมชื่อตัวเองไปแล้วไม่ได้มีคนเรียกตั้งนาน
“…เคียร์ ชื่อเคียร์ ดาฟินัส”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ฉันลูเซียน โกเบียส แล้วเจอกันนะเคียร์” จากนั้นก็ออกตัววิ่งตามเพื่อน ๆ ที่เดินนำไปก่อน เคียร์ยังคงได้ยินเสียงสดใสดังแว่วมาว่า ‘รอด้วยสิ!’ ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เบาลง
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจอีกครั้งแล้วคลี่ยิ้มบางเบา นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้ยิ้มแบบนี้…
เอ๊ะ แล้วเขาจะยิ้มทำไมกัน?
คิ้วเรียวเล็กชักเข้าหากันหน่อย ๆ ก่อนส่ายหัวให้ตัวเอง จากนั้นก็นั่งเหม่อมองท้องฟ้าอย่างที่ทำเป็นประจำ
___________________________________
Talk : น้องเคียร์ก็ตัวแค่นิ พวกผู้ใหญ่ใจร้าย!
ฝากติดตามน้องเคียร์กันด้วยน้า มาดูพัฒนาการของน้องไปด้วยกันน