“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
ดราม่า,แฟนตาซี,เลือดสาด,แอคชั่น,ปลูกผัก,พันธสัญญา,ปีศาจ,มิตรภาพ,มังกร,friendzone,ดาร์กแฟนตาซี,แก้แค้น,ต่างโลก,รักแฟนตาซี,ดราม่า,ต่อสู้,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
The Forsaken Warden #ไม่ร้องนะเคียร์“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
แนะนำเรื่อง
“ทั้งทำลายชีวิตผม ทำร้ายคนสำคัญของผม คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าสักวันผมจะกลับมาเอาคืน คิดว่าผมเป็นเด็กดีขนาดนั้นเลย?”
_____
“คุณตา… คุณยาย… อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยผม”
ร่างเล็กนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในความมืด เขาทำได้เพียงส่งเสียงสะอื้นไห้
และในวันหนึ่ง…
“เดี๋ยวก็ป่วยหรอก”
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น เขาได้พบกับแสงสว่างที่เข้ามาแต่งแต้มสีสันในชีวิตอีกครั้ง
ทว่าความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน…
.
“ลองพูดแบบนั้นอีกทีสิ ฉันจะสะบั้นคอนายให้ขาดตรงนี้นี่แหละ”
เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกกลัว และเลือกที่จะกลับไปสู่ความมืดที่เขาจากมา
_____
สวัสดีค้าบบ ยินดีที่ได้รู้จักรีดเดอร์ทุกคนนะคะ ขออนุญาตแนะนำตัวฮะ
ชื่อซาจิโยะ หรือใครอยากเรียกซาจิก็ได้น้า ชอบเขียนแนวแฟนตาซีเป็นหลักคับ!
สำหรับเรื่องนี้ก็จะมีทั้งหมด 5 องก์ด้วยกัน แต่ละองก์ก็จะมีความเข้มข้นกันคนละแบบ ยังไงก็ฝากติดตามและขอฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยนะคะ
องก์ที่ 1 เสียงสะท้อนในความเงียบ – Updating
องก์ที่ 2 เปลวไฟที่เผาผลาญในคืนวัน – Finished (unposted)
องก์ที่ 3 รอยยิ้มสุดท้ายใต้สายฝน – Writing
องก์ที่ 4 คืนวันที่ไม่อาจหวนกลับ – Coming soon…
องก์ที่ 5 แสงสว่างที่ปลายทาง – Coming soon…
_____
⚠Trigger Warning⚠
Abuse (การทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรง),
Physical abuse (การทำร้ายร่างกาย),
Mental abuse (การทำร้ายจิตใจ),
Blood (มีเลือด),
Blackmail (มีการข่มขู่ให้ทำตาม),
Coercion (การใช้ความสัมพันธ์ หรืออำนาจที่เหนือกว่าเพื่อบังคับ หรือโน้มน้าวให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตามในสิ่งที่ไม่อยากทำ),
Major character death (มีตัวละครหลักตาย),
Minor character death (มีตัวละครรองตาย),
Murder (การฆาตกรรม),
Psychopath (โรคจิต ไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือผิดชอบชั่วดี),
Starvation (ความหิวโหย การอดอาหาร),
Kidnapping (การลักพาตัว),
Assault (การบุกทำร้าย โจมตี)
_____
Contact Writer
Twitter(X) : @sachiyogingray
แฮชแท็กประจำนิยาย #ไม่ร้องนะเคียร์
“ฉันว่านะ เจ้าเด็กนั่น…อึก มันต้องเป็นโรคอะไรสักอย่างแน่ ๆ”
“นายก็กินไอติมให้หมดปากก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ” เคเรนส่ายหน้าใส่เรย์ที่พูดทั้ง ๆ ที่ยังมีไอศกรีมอยู่ในปาก พร้อมกับตักไอศกรีมในแก้วของตัวเอง
“เป็นไปได้นะ อาการนี้คล้าย ๆ พวกหวาดกลัวผู้คนเลย ใครเข้าหาก็ไม่ได้ระแวงไปหมด” โซฮาร์ผู้อยู่ในตระกูลแพทย์สันนิษฐาน
“แล้วมีวิธีรักษาไหม” ลูเซียนถามบ้าง
“เอ มันก็มีนะ” เธอพูดพลางทำท่านึก “แต่อาการแบบนี้มันเกิดจากเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตน่ะสิ ไม่มีใครเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอก คงจะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น ถ้าอยากให้เขาหายก็ต้องค่อย ๆ ปรับตัว พูดคุยกับเขาให้มากขึ้นแล้วย่นระยะห่างจนกว่าเขาจะไว้ใจเรา”
“แล้วใครขชอยากให้เจ้านั่นหายกันล่ะ ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าขนาดนั้นทั้งที่แค่จับเนื้อต้องตัวนี่มันขัดลูกหูลูกตาชะมัด” เรย์กล่าวอย่างอารมณ์เสีย เขาแสดงสีหน้ามู่ทู่ออกมายามนึกถึงเรื่องเมื่อเช้า
“แต่ฉันอยากนะ” ลูเซียนหันไปมองเรย์ที่จู่ ๆ ก็ชะงักมือซึ่งกำลังตักไอศกรีมอยู่
“ฉันด้วย ๆ ดูน่าสงสารออก” โซฮาร์เสริม “แล้วเคเรนล่ะ?”
เจ้าของชื่อกลืนไอศกรีมลงคอก่อนตอบ “ก็อยากนะ แต่ก็เหมือนเจ้าเรย์ การกระทำบางอย่างมันขัดตาเกินไปหน่อย”
ทว่าเรย์กลับเปลี่ยนใจ “อ่า ไม่ละ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว อยากก็ได้”
เคเรนหันไปถลึงตาใส่คู่กัดตัวเองทันที ถ้าอย่างนั้นก็มีแค่เธอที่ไม่เห็นด้วยน่ะสิ!?
โซฮาร์ยิ้ม “อยากช่วยเด็กคนนั้นสามคน ไม่อยากช่วยอีกหนึ่ง ต้องยอมฟังเสียงส่วนมากแล้วนะเคเรน”
เด็กสาวรีบแแย้ง “ก็เจ้าเรย์มันเป็นกิ่งก่าเปลี่ยนสีนี่! เปลี่ยนใจตามลูเซียนชัด ๆ”
“เธอว่าใครเป็นกิ่งก่าฮะยายแก่ขี้บ่น?”
“ฉันให้พูดอีกที นายว่าใครเป็นยายแก่นะไอ้กิ้งก่า!”
“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อนพวกนาย ใจเย็น ๆ” ลูเซียนรีบห้ามทัพเพื่อนสองคนที่เริ่มส่งเสียงดัง ขณะเดียวกันโซฮาร์ก็หันไปขอโทษคนอื่น ๆ ที่อยู่ในร้าน
เมื่อปะทะฝีปากกันไม่ได้อย่างทุกทีเรย์และเคเรนก็จ้องตากันเขม็งจนแทบจะมีกระแสไฟฟ้าโผล่ออกมาแบบในการ์ตูน
ลูเซียนถอนหายใจ “งั้นก็สรุปว่าพวกเรามาพยายามช่วยเด็กคนนั้นด้วยกันนะ” เขาพูดขึ้น “เย็นนี้ลองไปหาอีกทีดีไหม”
“ก็ดีนะ” โซฮาร์ตอบ
“…”
ทว่าอีกสองคนยังคงไม่ละสายตาจากกัน ลูเซียนกับโซฮาร์จึงจับตัวเพื่อนข้าง ๆ ให้หันมาหาตัวเอง
“พอได้แล้วน่าเรย์”
“พวกเธอนี่ไม่มีวันไหนที่ไม่ทะเลาะกันจริง ๆ เลยนะ”
.
.
.
หลังจากนั้นพวกเขาสี่คนและสุนัขอีกหนึ่งตัวก็เดินเล่นกันตามประสา ไปสนามเด็กเล่นบ้างพอหิวก็กลับบ้านมาขอเงินพ่อกับแม่ไปซื้อขนมกินเหมือนวันอื่น ๆ
สำหรับตอนนี้เป็นช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ในระหว่างนี้พวกเขาไม่ต้องไปเรียนซ้ำยังได้พักผ่อนหย่อนใจอยู่กับเพื่อน ๆ อีกด้วย นับว่าเป็นวันหยุดที่เด็กหลายคนต้องการให้มาถึงเร็ว ๆ
พวกเขาพากันไปนู่นไปนี่ เดินเรื่อย ๆ จนรู้ตัวอีกทีตะวันก็เริ่มคล้อยลงต่ำ ท้องนภาถูกย้อมเป็นส้มแดงไปแล้ว
โครก…
เคียร์นั่งกอดเข่าอยู่ในตรอกเดิม เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองผืนฟ้าเฝ้ารอให้มันมืดสนิทแล้วจะออกไปหาอาหารกินประทังชีวิต
จะตามถังขยะ ของบูดหรือเสียก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่พอให้เขาอิ่มท้องอยู่รอดก็พอแล้ว ในแต่ละวันเคียร์ก็คิดเพียงแค่นั้น ชีวิตสำหรับเขาดูไม่ค่อยจะมีค่าเท่าไหร่แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากตาย ยังไงก็ขอให้เจอคุณตาคุณยาย ได้กอดกัน อยู่ด้วยกันอีกครั้งเหมือนเมื่อก่อนเขาก็พอใจแล้ว แต่จนตอนนี้… ผ่านมาสามปีกว่าแล้วยังไม่เห็นวี่แววเลย
ทั้งสองคนหายไปไหนกันนะ…
เคียร์ก้มหน้าลง ซุกใบหน้ากับแขนตัวเอง ถ้าหลับไปสักงีบหนึ่งตื่นมาก็คงมืดแล้ว ไว้ตอนนั้นค่อยออกไปหาอะไรกินก็แล้วกัน
ทว่ายังไม่ทันถึงสามนาทีก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในตรอกนี้ เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงแล้วขยับตัวหลบข้างหลังถังขยะ หวังให้คนที่เข้ามาไม่เห็นเขา
ตึก
เสียงเดินหยุดอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง
เคียร์หลับตาปี๋ ภาวนาให้ใครคนนั้นรีบ ๆ ออกไปเสียที
“ไม่อยู่แฮะ”
เสียงคุ้น ๆ คล้ายกับหนึ่งในสี่คนเมื่อเช้าดังขึ้น เคียร์ค่อย ๆ เปิดเปลือกตา ถ้าจำไม่ผิดเจ้าของเสียงนี้คงจะเป็นลูเซียน โกเบียส คนผมดำตาสีน้ำเงินที่ดูใจดีคนนั้น
“ออกไปจากที่นี่แล้วหรือเปล่า”
เสียงห้าวของเด็กผู้หญิงที่จับแขนเขาไว้เมื่อเช้าพูด
“ไม่น่าใช่นะ คนที่กลัวผู้คนแบบนั้นฉันคิดว่าเขาคงไม่ออกไปไหนท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านแบบนี้หรอก” โซฮาร์ทำสีหน้าครุ่นคิดไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ทว่าเรย์กลับเลิกคิ้วขึ้น
“คิดอะไรมาก เรามีจมูกหมาอยู่ไม่ใช่หรือไง” ว่าแล้วก็กระตุกเชือกจูงในมือ แวร์วูฟที่เดินเล่นกับพวกเขาตลอดวันส่งเสียงเห่าอย่างร่าเริง เมื่อเรย์ปล่อยมือแวร์วูฟก็วิ่งมาข้างหลังถังขยะใบใหญ่ มันกระดิกหางรัวแล้วยื่นหน้าเข้าไปอ้อนเคียร์ที่อยู่ตรงนั้น
โถ่ เจ้าหมานี่
อดคาดโทษในใจไม่ได้แต่ก็แพ้ความน่ารักน่าเอ็นดูนั้น เคียร์จึงยื่นมือไปลูบหัวมันอย่างเบามือ
“อ๊ะ อยู่ตรงนี้เอง”
ทั้งสี่คนชะโงกหน้ามาดูทำเอาเคียร์สะดุ้งเฮือกขยับถอยห่างทันที
“แหม ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้พวกฉันไม่ใช่เชื้อโรค” เรย์แขวะเบา ๆ พร้อมกับกระตุกยิ้ม
“ยังไม่ได้คิดสักหน่อย” เคียร์พึมพำกับตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมองสี่คนนั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “แล้ว… พวกนายมาทำไมอีก”
“ก็อยากมา มาไม่ได้เหร— โอ๊ย!” เด็กจากตระกูลทหารโพล่อนกระโดดโหยงเหยงไปมาหลังถูกคู่กัดอย่างเคเรนกระทืบหลังเท้าเข้าอย่างแรง ไม่วายหันมามองตาขวางใส่อีกต่างหาก
มันเจ็บนะเฟ้ย!
แต่เคเรนไม่ได้สนใจ เธอกล่าวเสียงเรียบ “โซฮาร์คิดว่านายน่าจะอยู่ในภาวะกลัวผู้คนน่ะ”
เคียร์ทำหน้าฉงน “ภาวะ…อะไรนะ?”
“ก็แบบว่า เห็นนายดูกลัวพวกเราแล้วยังขี้ระแวงด้วย อาการมันคล้าย ๆ กันน่ะ” โซฮาร์อธิบายแต่เคียร์ก็ยังดูไม่ค่อยเข้าใจนัก กระทั่งลูเซียนถอนหายใจแล้วล้วงมือหยิบห่อขนมปังออกมาจากกระเป๋ากางเกง เคียร์ที่ระแวงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะเอาอะไรออกมานั้นขยับไปหลบหลังสุนัขช้า ๆ เมื่อเห็นว่าเป็นอาหารเขาก็เบาใจ
“กินไหม?”
เคียร์หรี่ตามอง ถึงแม้คนพวกนี้จะดูเป็นมิตรมากแค่ไหนแต่ยังไงก็เพิ่งเจอกันวันแรก ความไว้ใจที่มีให้จึงไม่ได้สูงขนาดนั้น ในใจของคนพวกนั้นจะดีอย่างที่แสดงออกหรือเปล่าเขาเองก็ไม่รู้
เคียร์ครุ่นคิด หากตอบว่า ‘กิน’ อีกฝ่ายจะทำยังไง? จะฉีกห่อแล้วปาขนมปังใส่เขาเต็มแรงจนตกลงพื้นพร้อมกับพูดว่า ‘งั้นก็เอาไปกิน!’ หรือหากตอบว่า ‘ไม่กิน’ ทางนั้นจะแสดงอาการหงุดหงิดแล้วปามันลงพื้น และพูดว่า ‘งั้นก็ไม่ต้องกิน!’ พร้อมกับเหยียบห่อขนมปังนั่นหรือไม่…
จะทางไหนก็คล้าย ๆ กัน ยังไงก็คงไม่ได้กินดีนัก แต่ถึงยังไงเขาก็กินได้หมดเพราะฉะนั้น…
“…กิน” ต่อให้บอกว่าไม่กิน ยังไงท้องของเขาก็คงร้องประท้วงเป็นแน่
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับต่างจากสิ่งที่เคียร์คิดทุกประการ ลูเซียนเรียกแวร์วูฟให้ไปหาแล้วคาบห่อขนมปังกลับมาให้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งอย่างไม่คาดคิด ช็อกอยู่นานราวสิบวินาทีแล้วจึงกล่าวขอบคุณ รับขนมปังมาจากสุนัขแสนเชื่อง
ลูเซียนนั่งลงกับพื้น คนอื่น ๆ รวมถึงเคียร์ก็นั่งตาม ฝั่งนั้นพยายามหาเรื่องชวนคุยกระชับมิตรทว่าเคียร์ก็ยังคงแสดงท่าทีระแวงและไม่ไว้ใจออกมา
เด็กน้อยแกะห่อขนมปังอย่างรวดเร็วแล้วกัดเคี้ยวแก้มตุ่ยด้วยความหิว
“ทำไมนายถึงกลัวคนอื่นนักเหรอ” ลูเซียนถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกไปตรง ๆ
เคียร์ชะงักไปแวบหนึ่งก่อนกลืนอาหารลงคอ “ก็ไม่ทำไมหรอก”
ดูยังไงก็เลี่ยงไม่ตอบชัด ๆ
ในขณะที่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีสายตาก็สะดุดเข้ากับเสื้อผ้าฉีกขาดมอมแมม ดูเหมือนตัวของเคียร์จะใหญ่กว่าอาภรณ์เหล่านั้นแล้วเสียด้วยซ้ำ
จริงสิ…
“นายมีบ้านไหม” คราวนี้เคเรนเป็นฝ่ายถามบ้าง เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองคนฝั่งนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ไม่” เขากัดขนมปังอีกคำ
ก็กะไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น เคเรนคิด
จากนั้นไม่ว่าจะถามอะไรออกไปเคียร์ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพูดอะไรไปมากกว่าการตอบคำถามที่พวกเขายิงมา ซ้ำยังตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่อยากคุยอีก
โซฮาร์หรี่ตามองแผลฟกช้ำสีม่วงเขียวตามจุดต่าง ๆ บนร่างกายของร่างกายเด็กหนุ่มแล้วก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากเข้าไปประคบไปรักษาให้ แต่อีกฝ่ายคงไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ให้รักษาเป็นแน่จึงได้แต่นั่งนิ่งแล้วถามที่มาของแผลพวกนั้น
“แผลบนตัวนั่น นายไปทำอะไรมาเหรอ”
เคียร์ชะงักก่อนช้อนนัยน์ตาสีฟ้าขึ้นมองคนฝั่งนั้นแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ภาพความทรงจำที่ไม่อยากเห็นไหลย้อนเข้ามาในหัวจนตัวเริ่มสั่น “มะ…ไม่มีอะไร” แล้วหลบสายตาของคนพวกนั้นที่จ้องมองมา
ถึงจะแปลกใจอยู่ลึก ๆ ที่มีคนไม่รู้เรื่องของเขา แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอยู่หน่อย ๆ คิดว่าดีแล้วละที่ยังมีคนที่ไม่รู้อยู่บ้าง
คล้ายเรย์จะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของเคียร์ เขาถึงได้ชักสีหน้า “ช่วยอย่าถามคำตอบคำจะได้ไหม นี่พวกฉันพยายามชวนคุยไม่ให้นายเหงาอยู่นะ!”
ทันใดนั้นเรย์ก็ลุกขึ้น เคียร์สะดุ้งตั้งท่าจะขยับถอยหลังแต่ก็ดันติดกำแพงเสียก่อน ดวงหน้าขาวมอมแมมจึงซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เรย์รู้สึกปวดหัวขึ้นมากะทันหัน เขายกมือขึ้นกุมขมับแล้วออกคำสั่งกับหมาน้อยที่นอนอยู่ข้างเด็กแปลกหน้าด้วยความเหนื่อยใจ “แวร์วูฟ คาบห่อขนมมานี่ซิ”
ถึงจะไม่ใช่เจ้าของแต่มันก็มองเขาเป็นเจ้านายอีกคนหนึ่ง เพราะเรย์ชอบไปเที่ยวบ้านลูเซียนและเล่นกับมันบ่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ยังเด็กกว่านี้มากมันถึงได้เชื่อฟังขนาดนี้
แวร์วูฟส่งเสียงเห่ารับคำสั่งก่อนจะคาบห่อขนมปังเปล่ามาให้เรย์พร้อมกับกระดิกหางคล้ายอยากได้คำชม
เขาลูบหัวมันทีหนึ่งแล้วหย่อนซองเปล่าลงในถังขยะ “เก่งมาก”
เพียงแค่นั้นก็ไซ้หน้าถูไถกับมือเขาใหญ่เลย
คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้จึงหันไปหาเคียร์ “อ่าใช่ ก่อนอื่นฉันยังไม่รู้จักชื่อนายนี่นะ”
เคียร์พยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้พูดอะไร เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบนานเส้นเลือดก็ขึ้นปูดขึ้นบริเวณขมับ
“พยักหน้าเฉย ๆ ได้ไงเล่า บอกชื่อมาได้แล้ว!”
เคียร์สะดุ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันก่อนจะตอบเสียงตะกุกตะกัก “เอ่อ คะ…เคียร์ ดาฟินัส”
“ก็แค่นี้” เด็กหนุ่มกระแทกตัวลงนั่งกับพื้นแรงจนรู้สึกเจ็บก้น แต่เขาก็พยายามทำหน้านิ่งรักษามาดไว้แม้จะเบ้ปากอยู่ก็ตาม “ฉันเรย์ โพล่อน จำไว้ให้ดีล่ะ”
ฝ่ายนั้นตอบรับในลำคอ แล้วเรย์ก็หันไปมองหน้าเพื่อน ๆ “ใบ้กินแล้วเหรอ”
อยากจะหาอะไรฟาดปากเจ้าหมาเรย์ชะมัด
เคเรนคิดในใจด้วยความหมั่นไส้แล้วหันไปหาเคียร์ “เคเรน คลาริเบลล์”
“ฉันโซฮาร์ ลูเซตต้า ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กสาวพูดต่อพร้อมส่งรอยยิ้มหวาน จากนั้นพวกเขาสามคนก็หันไปมองลูเซียนเป็นตาเดียว
คนถูกมองเลิกคิ้ว “หือ? อะไร ฉันแนะนำตัวไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ไม่เชื่อจะลองถามเคียร์ก็ได้นะ”
“…” พวกเขาสามคนที่ไม่รู้ว่าเจ้าคนนี้แอบมาแนะนำตัวตอนไหน
เคียร์หลุดยิ้มบางเบา มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อยทว่าหากไม่สังเกตดี ๆ ก็จะไม่เห็น
“งั้นวันนี้พวกเรากลับก่อนนะเคียร์ ฟ้าเริ่มมืดแล้วเดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง” ลูเซียนบอกเสียงใสพร้อมกับลุกขึ้นยืน ใช้มือปัดฝุ่นออกจากกางเกงด้านหลังแล้วโบกมือให้เพื่อนใหม่
เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางมองส่งคนแปลกหน้าที่ดูจะไม่รู้เรื่องของเขาจนกระทั่งออกจากตรอกนี้ไป แวร์วูฟหมาของลูเซียนวิ่งตามเจ้าของออกไปโดยไม่ลืมที่จะหันมาเห่าใส่เคียร์อย่างร่าเริงพร้อมกระดิกหางคล้ายเป็นการบอกว่า แล้วเจอกันใหม่