โอกาสครั้งที่สองเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง! เหยียนอวี่ย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้แค้นคนชั่วและปกป้องคนรัก ท่ามกลางเกมการเมืองและหัวใจที่เริ่มหวั่นไหวอีกครั้ง

หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg] - บทที่ 21 หวนคืนลิขิตรัก โดย หลูซื่อเต๋อ 卢赐徳 @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,เกิดใหม่,รัก,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,จีนโบราณ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ข้ามเวลา,เกิดใหม่,รัก

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,จีนโบราณ

รายละเอียด

หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg] โดย หลูซื่อเต๋อ 卢赐徳 @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

โอกาสครั้งที่สองเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง! เหยียนอวี่ย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้แค้นคนชั่วและปกป้องคนรัก ท่ามกลางเกมการเมืองและหัวใจที่เริ่มหวั่นไหวอีกครั้ง

ผู้แต่ง

หลูซื่อเต๋อ 卢赐徳

เรื่องย่อ

สารบัญ

หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-Prologue บทนำ,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 1 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 2 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 3 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 4 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 5 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 6 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 7 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 8 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 9 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 10 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 11 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 12 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 13 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 14 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 15 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 16 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 17 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 18 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 19 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 20 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 21 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 22 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 23 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 24 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 25 หวนคืนลิขิตรัก,หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]-บทที่ 26 หวนคืนลิขิตรัก

เนื้อหา

บทที่ 21 หวนคืนลิขิตรัก

ก่อนที่เรื่องราวความรักอันเงียบสงบในจวนคีรีรมย์จะเริ่มต้นขึ้น นี่คือบันทึกเหตุการณ์ในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัย การตัดสินใจครั้งสุดท้ายขององค์ชายจวิ้นอี่ที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ไปตลอดกาล

เจ็ดวันหลังจากการปราบกบฏฉินลี่หรงสิ้นสุดลง แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของวังหลวง ขับไล่ความมืดมิดของราตรีให้จางหายไป ทว่าภายในห้องบรรทมส่วนพระองค์ขององค์ชายจวิ้นอี่กลับยังคงเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่หนักอึ้ง

จวิ้นอี่ยืนกางแขนอยู่ที่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ข้าราชบริพารบรรจงสวมชุดพิธีการเต็มยศให้ทีละชิ้น ฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลวดลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นทองคำขาวนั้นงดงามวิจิตรบรรจง แต่มันกลับหนักอึ้งราวกับแบกขุนเขาทั้งลูกเอาไว้บนบ่า

น้ำหนักนี้... ไม่ใช่เพียงแค่น้ำหนักของผ้าไหมหรือเครื่องประดับ แต่มันคือน้ำหนักของอำนาจและชะตากรรมของแผ่นดินที่เขากำลังจะวางมันลงในวันนี้

"ฝ่าบาท..." เสียงนุ่มนวลคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง

จวิ้นอี่หันกลับไปมอง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคร่งขรึมทันทีเมื่อเห็นเซี่ยเหยียนอวี่เดินเข้ามาพร้อมกับสายคาดเอวหยกขาว

"เจ้าตื่นเช้ากว่าข้าอีกหรือ?" จวิ้นอี่เอ่ยทัก โบกมือไล่ให้ขันทีคนอื่นๆ ถอยออกไป เพื่อให้เขาได้อยู่กับคนรักตามลำพัง

"วันนี้เป็นวันสำคัญ กระหม่อมจะนอนตื่นสายได้อย่างไร" นายน้อยเซี่ยตอบพลางเดินเข้ามาประชิด บรรจงคาดสายรัดเอวให้จวิ้นอี่อย่างเบามือ "ท่าน... ตื่นเต้นหรือไม่?"

จวิ้นอี่วางมือทับลงบนมือของเหยียนอวี่ที่กำลังจัดแต่งอาภรณ์ "ข้าไม่ได้ตื่นเต้น... แต่ข้ากำลังจดจำ"

"จดจำ?"

"ใช่... ข้ากำลังจดจำความรู้สึกหนักอึ้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย" จวิ้นอี่หลับตาลง สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวคนรัก "ตลอดชีวิตของข้า ข้าถูกสอนให้แบกรับ ให้เข้มแข็ง ให้เป็นผู้นำ... ข้าไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกเบาสบายมันเป็นอย่างไร จนกระทั่งวันที่ข้าตัดสินใจเลือกเจ้า"

เหยียนอวี่เงยหน้าขึ้นสบตา แววตาคู่สวยไหวระริกด้วยความตื้นตัน เขาเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อให้จวิ้นอี่เป็นครั้งสุดท้าย

"ท่านทำเพื่อแผ่นดินมามากพอแล้ว จวิ้นอี่... วันนี้คือวันที่ท่านจะทำเพื่อตัวเอง"

"เพื่อเราต่างหาก" จวิ้นอี่แก้คำ ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากมน "ไปกันเถอะ... ราชสำนักกำลังรอข้าอยู่ เพื่อฟังคำสั่งสุดท้ายของผู้สำเร็จราชการ"

...

ณ ท้องพระโรง

บรรยากาศในเช้าวันนี้ตึงเครียดและกดดันกว่าทุกครั้ง ขุนนางน้อยใหญ่ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นกว่าร้อยชีวิตยืนเรียงรายกันเต็มพื้นที่ เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากการเรียกประชุมด่วนในครั้งนี้

เมื่อเสียงกลองสัญญาณดังกังวานขึ้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมทันที

ร่างสูงสง่าขององค์ชายจวิ้นอี่ก้าวขึ้นสู่แท่นประทับ ทุกย่างก้าวหนักแน่นและมั่นคง เสียงชายชุดคลุมยาวลากผ่านพื้นหินอ่อนดังก้องสะท้อนในความเงียบ พระองค์ไม่ได้นั่งลงบนบัลลังก์ แต่เลือกที่จะยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ามัน มือข้างหนึ่งวางลงบนพนักแขนเก้าอี้มังกร ราวกับกำลังบอกลามันอย่างเงียบๆ

ข้างกายพระองค์ เว้นระยะห่างออกไปเล็กน้อยคือองค์ชายหลงอวี่ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาที่ถอดแบบมาจากราชวงศ์ฉายแววประหม่าเล็กน้อย แต่แววตาที่มองตรงไปข้างหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น

"ถวายบังคมผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์! ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"

เสียงถวายพระพรดังกึกก้อง จวิ้นอี่กวาดสายตามองขุนนางเบื้องล่าง ทีละคน ทีละคน จากแม่ทัพเฒ่าที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ สู่บัณฑิตหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งสอบจอหงวนได้ พระองค์จดจำใบหน้าของพวกเขาไว้ทั้งหมด

"ลุกขึ้นเถิด"

สุรเสียงทุ้มต่ำแต่กังวานดังขึ้น "วันนี้ข้าเรียกพวกท่านมา ไม่ใช่เพื่อหารือเรื่องศึกสงคราม หรือเรื่องภัยพิบัติ... แต่ข้าเรียกพวกท่านมา เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะกำหนดชะตากรรมของราชวงศ์เราสืบไป"

จวิ้นอี่เว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ตราประทับหยกประจำแผ่นดินที่วางอยู่บนพานทองคำข้างกาย

"ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เสด็จพี่ของข้า... อดีตฮ่องเต้สวรรคต ข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลแผ่นดินในฐานะผู้สำเร็จราชการ ข้าได้นำทัพปราบกบฏ กวาดล้างขุนนางชั่ว และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชายแดน ภารกิจของข้าในการปัดกวาดแผ่นดินให้สะอาด บัดนี้ได้ลุล่วงแล้ว"

เสียงฮือฮาดังขึ้นระงม ขุนนางหลายคนเริ่มมองหน้ากันด้วยความสงสัย

"ฝ่าบาท..." เสนาบดีอาวุโสหลี่ ขุนนางเฒ่าผู้ภักดีก้าวออกมาข้างหน้า มือไม้สั่นเทา "พระองค์ตรัสเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ? แผ่นดินเพิ่งจะสงบสุข ยังต้องการบารมีของพระองค์เพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง..."

"ท่านเสนาบดีหลี่" จวิ้นอี่เอ่ยแทรกด้วยรอยยิ้มจางๆ "บ้านเมืองในยามสงคราม ต้องการแม่ทัพที่เด็ดขาดดุดัน... แต่บ้านเมืองในยามสงบ ต้องการกษัตริย์ที่มีความเมตตาและละเอียดอ่อน ซึ่งข้า... ไม่ใช่คนผู้นั้น"

พระองค์หันไปผายมือทางหลานชาย

"ข้าขอใช้อำนาจแห่งผู้สำเร็จราชการ ประกาศสละอำนาจการบริหารทั้งหมด และส่งมอบบัลลังก์มังกรคืนให้แก่ทายาทสายตรงที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล... องค์ชายหลงอวี่!"

สิ้นคำประกาศ ท้องพระโรงแทบแตกตื่น ขุนนางฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนถึงกับเข่าทรุด

"ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพจาง ขุนนางฝ่ายบู๊ตะโกนขึ้นด้วยความร้อนรน "องค์ชายหลงอวี่ยังทรงพระเยาว์ ขาดประสบการณ์ ทั้งยังไม่เคยนำทัพออกศึก จะให้แบกรับภาระแผ่นดินได้อย่างไร!? ศัตรูรอบทิศจะฉวยโอกาสนี้บุกโจมตี!"

"ประสบการณ์สร้างได้! แต่คุณธรรมในหัวใจนั้นสร้างยากยิ่งกว่า!"

จวิ้นอี่ตวาดกลับ เสียงของพระองค์ดังก้องจนแม่ทัพจางต้องก้มหน้าหลบสายตา

"พวกท่านมองหลงอวี่เป็นเพียงเด็กน้อย... แต่พวกท่านเคยเห็นสิ่งที่ข้าเห็นหรือไม่?" จวิ้นอี่ก้าวลงจากแท่น เดินมายืนเคียงข้างหลานชาย "ในขณะที่พวกท่านเสนอให้เพิ่มงบประมาณกองทัพ หลงอวี่กลับเสนอให้ลดงบงานเลี้ยงในวังเพื่อนำไปสร้างโรงทาน... ในขณะที่พวกท่านเรียกร้องให้ประหารกบฏทั้งตระกูล หลงอวี่กลับขอชีวิตเด็กและสตรีที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่"

จวิ้นอี่วางมือหนักๆ ลงบนบ่าของหลงอวี่ บีบแน่นเพื่อส่งกำลังใจ

"กษัตริย์ที่รบเก่ง จะนำมาซึ่งชัยชนะ... แต่กษัตริย์ที่รักประชาชน จะนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขชั่วนิรันดร์! และหลงอวี่... คือคนผู้นั้น"

พระองค์หันกลับไปมองเหล่าขุนนางอีกครั้ง สายตาคมกริบกดดันจนไม่มีใครกล้าสบตา

"หรือพวกท่านคิดว่า สายตาของข้าฝ้าฟาง มองคนผิด?"

ความเงียบเข้าปกคลุมท้องพระโรง ไม่มีใครกล้าคัดค้านวาจาอันเด็ดขาดของผู้ที่กุมอำนาจทหารสูงสุด แม้แต่ขุนนางที่คิดจะประท้วงก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ

หลงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก เขาหันไปมองเสด็จอา สบตากับชายผู้เปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง ผู้ที่คอยสอนสั่งและปกป้องเขามาตลอด

"เสด็จอา..." เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงสั่น "หลาน... หลานกลัว"

"กลัวได้ แต่อย่าถอย" จวิ้นอี่กระซิบกลับ "ความกลัวจะทำให้เจ้ารอบคอบ... รับไปสิ หลงอวี่ นี่คือชะตากรรมของเจ้า"

จวิ้นอี่หยิบตราประทับหยกและดาบอาญาสิทธิ์จากพานทองคำ ยื่นส่งให้หลานชาย

วินาทีที่มือสั่นเทาของหลงอวี่สัมผัสกับความเย็นเฉียบของหยก มันไม่ใช่แค่การรับของ แต่มันคือการรับเอาชีวิต ความหวัง และความทุกข์สุขของคนนับล้านมาไว้ในกำมือ

"หลาน... น้อมรับพระบัญชาพะย่ะค่ะ!"

หลงอวี่กล่าวเสียงดังฟังชัด แววตาที่เคยประหม่าแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นดุจเปลวเพลิง เขารับตราประทับมาถือไว้แนบอก คุกเข่าลงต่อหน้าจวิ้นอี่

"หลานขอสาบานต่อฟ้าดิน และต่อหน้าเสด็จอา... ข้า หลงอวี่ จะใช้ลมหายใจที่มี ปกป้องแผ่นดินนี้ จะใช้ปัญญาขจัดทุกข์บำรุงสุข และจะสานต่อปณิธานของเสด็จอา ให้แผ่นดินร่มเย็นสืบไป!"

"ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"

เซี่ยเหยียนอวี่ที่ยืนเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่มุมห้อง เป็นคนแรกที่คุกเข่าลงถวายพระพร ตามด้วยหลิวจื้อเฉิน ไป๋เหวินเจี๋ย และเหล่าขุนนางทั้งหมดที่ค่อยๆ ทยอยคุกเข่าลง ยอมรับในฮ่องเต้พระองค์ใหม่อย่างสดุดี

จวิ้นอี่ยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ปลดเปลื้องภาระทั้งปวงออกจากบ่า

เขาค่อยๆ ถอยหลังออกมาทีละก้าว... ทีละก้าว... ปล่อยให้แสงสว่างแห่งอำนาจสาดส่องไปที่หลงอวี่แต่เพียงผู้เดียว

...

หลังเลิกประชุมขุนนาง ความวุ่นวายในท้องพระโรงเริ่มจางหายไป

จวิ้นอี่เดินออกมาที่ระเบียงทางเดินยาวที่ทอดตัวสู่ประตูวัง ลมพัดแรงจนชายเสื้อคลุมสะบัดไหว พระองค์หยุดยืนพิงราวระเบียง ทอดสายตามองดูทิวทัศน์ของเมืองหลวงที่แผ่กว้างอยู่เบื้องล่าง

"เสียดายหรือไม่?"

เสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างกาย เหยียนอวี่เดินเข้ามายืนเคียงข้าง มองออกไปในทิศทางเดียวกัน

"เสียดายอะไร?" จวิ้นอี่ถามกลับโดยไม่หันมอง

"อำนาจ... บารมี... และโอกาสที่จะได้ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ว่าเป็นมหาราช" เหยียนอวี่เย้าแหย่ "ท่านทิ้งมันไปหมดเลยนะ"

จวิ้นอี่หันกลับมามองคนรัก รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า

"ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อข้าอย่างไร ข้าไม่สน... ข้าสนแค่ว่า ในความทรงจำของเจ้า มีชื่อข้าจารึกอยู่หรือไม่"

เหยียนอวี่หัวเราะเบาๆ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ "ท่านนี่นะ... ปากหวานขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ไม่ต้องปั้นหน้ายักษ์ใส่ขุนนาง"

"ก็ข้าพูดจริง" จวิ้นอี่ดึงมือเหยียนอวี่มากุมไว้ "บัลลังก์นั้น... มันหนาวเหน็บ เหยียนอวี่ ข้านั่งอยู่บนนั้นมาครึ่งค่อนชีวิต ข้าไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นที่แท้จริงเลย จนกระทั่งข้าได้มาอยู่ข้างเจ้า... สำหรับข้า การได้ตื่นมาเห็นหน้าเจ้าทุกเช้า ได้กินข้าวฝีมือเจ้า มันมีค่ามากกว่าการมีคนนับหมื่นมาหมอบกราบกรานขอชีวิต"

เหยียนอวี่มองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น เขาเห็นแต่ความจริงใจที่ใสกระจ่างดุจน้ำค้าง

"ข้าก็เหมือนกัน..." เหยียนอวี่ตอบเสียงแผ่ว "ข้าเคยคิดว่าการแก้แค้นคือเป้าหมายสูงสุด แต่ตอนนี้... ข้ารู้แล้วว่า การมีท่านอยู่เคียงข้าง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้า"

ทั้งสองยืนสบตากัน ท่ามกลางแสงแดดอุ่นที่สาดส่องลงมา ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงแค่พวกเขา

"ไปกันเถอะ" จวิ้นอี่กระชับมือแน่น "รถม้ารออยู่แล้ว... จวนคีรีรมย์ บ้านของเรา"

"เดี๋ยวก่อน" เหยียนอวี่รั้งมือไว้ "ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า?"

"ลืม?" จวิ้นอี่ทำหน้างง "ข้าสั่งให้จื้อเฉินขนของไปหมดแล้วนะ"

"ไม่ใช่ของ..." เหยียนอวี่ส่ายหน้า ยิ้มเจ้าเล่ห์ "ท่านบอกว่าจะไปขโมยสูตรขนมกุ้ยฮวาจากห้องเครื่องให้ข้าไม่ใช่หรือ? ไหนล่ะสูตร?"

จวิ้นอี่เบิกตากว้าง "อ๊ะ! จริงด้วย! มัวแต่พูดเรื่องสละบัลลังก์จนลืมไปเลย!"

"ท่านอ๋อง!" เหยียนอวี่แกล้งทำหน้าดุ "นี่ท่านเห็นเรื่องบัลลังก์สำคัญกว่าเรื่องปากท้องของเมียหรือ!?"

"เปล่าๆๆ! ข้ามิบังอาจ!" อดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรถึงกับลนลาน "รอเดี๋ยว! ข้าจะรีบไปเอามาเดี๋ยวนี้! เจ้าอย่าเพิ่งหนีกลับนะ!"

ว่าแล้วจวิ้นอี่ก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับเข้าไปในวัง ทิ้งมาดองค์ชายผู้สุขุมไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสามีที่กลัวภรรยาโกรธเท่านั้น

เหยียนอวี่มองตามแผ่นหลังนั้นไปแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เสียงหัวเราะที่สดใสและเป็นอิสระที่สุด

ประตูวังบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก แสงสว่างจากโลกภายนอกสาดส่องเข้ามา รอรับนกสองตัวที่กำลังจะโบยบินออกจากกรงทอง... สู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยความรักและมือของตัวเอง

จากนี้ไป... ไม่มีองค์ชาย ไม่มีนายน้อย มีเพียงจวิ้นอี่และเหยียนอวี่ สามีภรรยาธรรมดาคู่หนึ่งเท่านั้น