โรคร้ายระบาดทั่วประเทศนิวซีแลนด์อย่างปริศนาส่งผลให้กลายร่างเป็นซอมบี้กระหายเลือด ร่างกายผมวิวัฒนาการจนสามารถควบคุมเชื้อไวรัสเป็นพลังใช้เอาตัวรอดจากโลกล่มสลายเพื่อกลับประเทศบ้านเกิด
แอคชั่น,ชาย-หญิง,เลือดสาด,ไทย,พล็อตสร้างกระแส,ดราม่า,สยองขวัญ,ซอมบี้,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์โรคร้ายระบาดทั่วประเทศนิวซีแลนด์อย่างปริศนาส่งผลให้กลายร่างเป็นซอมบี้กระหายเลือด ร่างกายผมวิวัฒนาการจนสามารถควบคุมเชื้อไวรัสเป็นพลังใช้เอาตัวรอดจากโลกล่มสลายเพื่อกลับประเทศบ้านเกิด
สิ่งประหลาดเกิดขึ้นรอบตัว 'คาเรน' เด็กหนุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยน ไทย-นิวซีแลนด์ โดยเฉพาะโรคระบาดในตอนเช้าระหว่างรอรถเมล์ไปโรงเรียน จนจับพลัดจับผลูหนีตายจากพวกซอมบี้ซึ่งอันเกิดจากโรคระบาดปริศนา แต่เขากลับติดโรคประหลาดทำให้ร่างกายเกิดการวิวัฒนาการจนสามารถเปลี่ยนมันกลายเป็นพลังเอาตัวรอดอย่างสุดความสามารถร่วมกับพรรคพวกเพื่อหาทางกลับประเทศตัวเอง
บอกตามตรงว่าผมอยากรีบหนีไปจากตรงนี้ให้ได้เลยจริง ๆ แต่ตัวเองดันคิดช้าเกินไปจนกระทั่งปืนพกกระบอกหนึ่งถูกยัดในมือ น้ำหนักและผิวสัมผัสของมันบ่งบอกได้ทันทีว่าเป็นของจริงไม่จกตา ผมเคยเล่นปืนบีบีกันอยู่ช่วงหนึ่งกับพี่ชายจึงพอรู้วิธีการปลดแม็กกาซีนออกมาดูพลางคิดในใจอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่าไม่ใช่ของจริงแม้ว่าวัสดุที่ใช้ทำเป็นโลหะก็ตาม
คำภาวนาไม่เคยส่งผลดั่งหวัง กระสุนจำนวนหนึ่งถูกยัดอยู่ในแม็กกาซีนโลหะส่องประกายแวววับเหมือนใหม่เป็นหลักฐานชั้นดี
“ผะ…ผมยิงปืนไม่เป็น…”
“และฉันเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะหัดให้นายหรอกนะ” เขาหยิบปืนลูกซองเบเนลลี่ เอ็มสี่ออกมาวางบนโต๊ะพร้อมใช้ผ้าเช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามลำกล้องจนสะอาดเผยประกายแวววับเหมือนใหม่ “ของพวกนี้ฉันทำงานแล้วเก็บสะสมตลอดสมัยก่อนแต่งงาน นายไม่อยากรู้หรอกว่าบางกระบอกได้มายังไง”
“ไม่พ้นจากเรื่องฆ่าฟันแล้วชิงมาสินะครับ” ผมวางปืนพกบนโต๊ะอย่างระมัดระวังมือโดยหันปลายกระบอกปืนไปทางเดวิดอย่างไม่ตั้งใจ เขาเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือคว้าก่อนหมุนให้มันจ่อไปทิศทางอื่น
“หัวไวดี สมกับที่รอดจากในป่า แต่กฎข้อแรกของการใช้ปืน อย่าหันปลายกระบอกปืนมาทางมิตร แต่จงหันไปทางศัตรู” เขากล่าวพลางเปิดลิ้นชัก หยิบกระเป๋าสีดำใบใหญ่พร้อมกล่องกระสุนจำนวนมากออกมา เขาหยิบกระสุนลูกซองปลอกสีแดงบรรจุรังเพลิง จากนั้นประทับเล็งไปยังผนังแล้วขยับไปมาเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยก่อนชักสลัดบริเวณข้างลำปืน “ผ่านมายี่สิบปียังดีเหมือนเดิม นึกถึงตอนไปรบที่อิตาลีแล้วฉกมันมาจริง ๆ”
“นี่เป็นปืนเถื่อนสินะ…” ผมถอนใจยาวพลางมองไปรอบ ๆ เห็นปืนรูปร่างแปลกประหลาดดูไม่เหมือนมีจ่ายตามร้านขายอาวุธทั่วไป “รวมถึงกระบอกอื่น ๆ ด้วย”
“เฮ้! อย่าเหมารวมกันสิ กระบอกที่ให้ไปนั่นมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายนะ ไม่อย่างนั้นก็ไปใช้ธนูเลยไป” เดวิดพูดด้วยความไม่พอใจก่อนวางลูกซองสัญชาติอิตาลีก่อนหยิบไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติออกมาตรวจสอบ จากนั้นเปิดตู้เสื้อผ้าไม้สน เผยให้เห็นชุดเกราะสีกากีจำนวนหนึ่งพร้อมหมวก เขาส่งให้ผมหนึ่งชุดและสวมให้กับตัวเอง “ของพวกนี้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รับประกันความแข็งแกร่งในการป้องกันลูกปืน เขี้ยวเล็บของพวกซอมบี้ไม่คณามือหรอก”
“คร้าบ…คร้าบ…” ผมเออออตามชายร่างใหญ่ไปก่อน อย่างน้อยพกปืนไว้กระบอกยังดีกว่าหวดด้วยไม้เบสบอลซึ่งตอนนี้พังแหล่มิพังแหล่ อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจในอัตราการรอดชีวิตที่สูงขึ้น ระหว่างสวมเสื้อเกราะแอบคิดไปว่า ‘ไปขโมยจากศพทหารคนไหนมาหรือเปล่าเนี่ย…?’ ว่าแล้วคำตอบปรากฏขึ้นทันตาเมื่อนิ้วไล่ไปพบกับรูหนึ่งซึ่งมีคราบเลือดแดงเปื้อนอยู่ ในจังหวะนั้นผมหน้าถอดสีจึงตัดสินใจถอดเสื้อเกราะ คว้าปืนพกแล้วรีบดิ่งขึ้นชั้นหนึ่งปล่อยให้เดวิดเตรียมตัวตามลำพัง
ของมือสองนี่หว่า…
ระหว่างนั้นผมตัดสินใจคว้ากระเป๋าเดินตรงไปยังห้องครัว ผ่านร่างไร้วิญญาณของโลแกนและแคทลิน ผมใช้ไม้เบสบอลสะกิดศพทั้งสองร่างเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่พุ่งเข้ามากัดทีเผลอเหมือนในหนัง พอแน่ใจแล้วจึงหยิบอาหารในตู้เย็นออกมาวางบนเค้าน์เตอร์ รวมถึงอาหารกระป๋องซึ่งบ้านนี้ชอบออกไปแคมปิ้งในป่าช่วงปิดเทอมเลยซื้อของกินจำพวกนี้เก็บไว้เป็นจำนวนมาก แต่ข้อเสียอย่างใหญ่หลวงคือน้ำหนัก ผมจำได้ช่วงที่ถูกปล่อยในป่าคนเดียวต้องแบกอาหารกระป๋องกว่ายี่สิบกระป๋องเดินไปมาในพงไพร หากสามารถมีชีวิตรอดได้ครบเจ็ดวันก็ถือว่าผ่านการทดสอบของตระกูลฟ็อกซ์อันมีประวัติยาวนานเด่นดังเรื่องการเอาชีวิตรอดในป่า แน่นอนว่าผมไม่ได้เป็นหนึ่งในตระกูล แต่การที่มีผมเป็นลูกอุปถัมภ์ชั่วคราวจึงถือว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไขหนึ่งเดียวแล้ว
ซึ่ง…แม้จะงงกับหลักการคิด แต่อย่างน้อยพวกเขาไม่เคยทำร้ายหรือเอาเปรียบผมจึงเล่นตามน้ำจนกระทั่งสนิทสนมกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
สถานะของตระกูลฟ็อกซ์ในตอนนี้เริ่มพังทลายเหตุเพราะเชื้อซอมบี้ที่พรากภรรยาสุดรักของเดวิดและลูกชายคนเล็กซึ่งหวังให้เป็นผู้สืบสกุล ส่วนทายาทคนสุดท้ายอย่างแอชยังคงเป็นปริศนา ไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เดวิดคงคลั่งสุดขีดจนต้องวิ่งพล่านฆ่าล้างวอมบี้ด้วยตัวคนเดียวหากชะตากรรมลูกสาวไม่ต่างจากสมาชิกในครอบครัวผู้ล่วงลับคนอื่น
ให้ตายสิ…ยิ่งคิดยิ่งปวดร้าวแทนชะมัด
ผมถอนหายใจยาวท่ามกลางความเงียบสงัด กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งไปทั่ว ดวงตามองออกทะลุหน้าต่างไปภายนอก ทุกอย่างสงบเหมือนเหตุการณ์ในโรงเรียนและในเมืองราวกับเป็นเพียงฝันร้าย เหมือนทุกเช้าที่ผมมักจะตื่นเป็นคนแรกของบ้านมาหามื้อเช้ากิน แต่บรรยากาศกลับไม่อบอุ่นอย่างเดิม
ตึ้ก…ตึ้ก…ตึ้ก…ตึ้ก…
เหมือนเดวิดจะเตรียมของเสร็จแล้วจึงหันไปยังทิศทางของเสียงพร้อมพูดว่า “รอแปปนึงนะเพ่! ยังเตรียมเสบียง…”
“กรร!!” ซอมบี้ปริศนาพุ่งเข้าใส่ในพริบตาที่มันได้ยินเสียง มันผลักผมจนล้มและขึ้นคล่อมอ้าขากรรไกรกว้างพยายามกัดลิ้มรสเนื้อมนุษย์อย่างเอาเป็นเอาตาย อะดรีนาลีนสูบฉีดไปทั่วร่างกายเหมือนพละกำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างสามารถยันซอมบี้ตัวใหญ่กว่าได้ ผมชันตัวลุกขึ้นมาก่อนถีบท้องของมันลอยหลังกระแทกโต๊ะอาหาร จากนั้นคว้ามีดทำครัวจากลิ้นชักตามความเคยชินเมื่อต้องอยู่กับสองพี่น้องซึ่งผมรับหน้าที่ทำมื้อเย็นกระชับด้ามจับให้มั่นก่อนจ้วงเข้าดวงตาทะลุก้อนสมอง เลือดทมิฬกระฉูดเลอะเปื้อนแขนกระเด็นโดนใบหน้า เมื่อกระชากมีดออกมาร่างกายไร้วิญญาณเอนตัวตามแรงโน้มถ่วง
“มันเข้ามาในบ้านได้ไงวะ…?” ไม่ทันได้รู้คำตอบ ซอมบี้อีกตัวกำลังเดินเข้ามาหา ผมรีบคว้ากระเป๋าบรรจุสัมภาระแล้วถีบซอมบี้ตัวนั้นล้มก่อนมุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดินเพื่อเตือนเดวิด แต่แผนการกลับพังทลายไม่เป็นท่าเมื่อประตูหน้าบ้านเปิดอ้าซ่าพร้อมเหล่าผีดิบเดินได้ทยอยเดินเข้ามาทีละตัว “ฉิบหาย! มีดทำครัวเล่มเดียวเอาไม่อยู่แน่”
ปัง!!
ศีรษะซอมบี้สองตัวกระจุยหาย ร่างกายไร้สมองสั่งการหมดแรงล้มไปนอนกองกับพื้น ส่วนผีดิบที่เหลือหันตามเสียงพร้อมคำรามเสียงดังและวิ่งกรูเข้าไปหาเดวิด จำนวนของพวกมันมีมากกว่ายี่สิบตัวซึ่งบ้านหลังนี้แคบเกินกว่าจะวิ่งอย่างบ้าคลั่งได้สะดวก ชายร่างยักษ์อัดกระสุนลูกซองใส่อีกหลายนัดพร้อมด้วยสีหน้าแววตาบ้าเลือด อะดรีนาลีนในร่างกายของเขาสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งให้ความรู้สึกกระชุ่มกระชวยแบบที่ไม่ได้รู้สึกมานานแสนนาน
“มา!! เข้ามาสิวะไอ้ซอมบี้ทุเรศ!!” เขาลั่นไกสาดกระสุนลูกปรายกราดใส่ฝูงซอมบี้อย่างบ้าเดือด เมื่อซอมบี้ตัวหนึ่งเข้ามาประชิด ชายร่างยักษ์ชักปืนจากเอวประทับปลายกระบอกปืนกลางหน้าผากมันก่อนลั่นไก
ปัง!!
ซอมบี้ตัวนั้นกระเด็นหงายหลังตามแรง ยังไม่รวมตัวอื่นที่ไม่ปล่อยให้อาหารอันโอชะทันตั้งตัว เดวิดย่อแขนเก็บยกปืนพกให้อยู่ในระดับสายตาก่อนลั่นไกยิงเข้ากลางศีรษะพวกมันตายหลายตัว ส่วนผมก้มลงพื้นเพราะไม่อยากโดนลูกหลงพลางกำมีดทำครัวไว้แน่น พอเสียงเงียบลง เดวิดคว้าแขนพยุงให้ลุกขึ้นยืนแล้วสั่งให้ผมรีบวิ่งไปยังรถตู้โดยผมทำตามคำสั่งไร้ข้อกังขา ตอนนี้เราต้องผนึกกำลังร่วมกัน แม้ผมจะผ่านการต่อสู้เอาชนะพวกมันมาแล้วบ้าง แต่เป็นเพียงไม่กี่ตัว สำหรับเดวิดคงเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากด้วยลูกซองกระบอกใหญ่
ผมกระโดดขึ้นฝั่งข้างคนขับโดยคาบมีดทำครัวไว้ด้วยปาก เสียงคำรามในลำคอของพวกมันดังไล่หลังมาแล้ว พร้อมกับเสียงสาดกระสุนดังเป็นระยะ ในความเป็นจริงการรับรู้ด้วยเสียงของพวกมันดีเหนือมนุษย์ ตาของพวกมันบอดสนิท เท่ากับว่าเสียงปืนทำให้พวกมันยิ่งกรูเข้ามาเพิ่มอีกไม่ใช่เหรอ!?
“เดวิด! รีบขึ้นรถเร็วเข้าเซ่!!” ผมตะโกน แต่ต้องสะดุ้งตัวโยนหลังกระแทกคอนโซลรถสภาพเก่าคร่ำครึ่เพราะซอมบี้ตัวหนึ่งกระโจนใส่รถ ความเร็วแรงของมันแทบทำให้กระจกเกิดรอยร้าว เดวิดกระชากคอมันก่อนโยนออกไปให้พ้นทางด้วยพละกำลังอันมหาศาลจากนั้นวิ่งอ้อมอีกทางเพื่อขึ้นประจำที่ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่มีลังเลโยนกระเป๋าใส่ปืนหนักกว่ายี่สิบกิโลกรัมบนตักผม
“ออกรถล่ะนะ! เกาะไว้!” เขาเหยียบคันเร่งพาหนะทะยานออกสู่ถนนเส้นรอง ระหว่างทางผมมองผ่านกระจกข้างเห็นเงาสะท้อนฝูงซอมบี้หลายสิบตนวิ่งไล่ตามรถตู้ที่เริ่มทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ
เมื่อทุกอย่างครี่คลายลง เราทั้งคู่ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางมองไปยังหลังรถซึ่งมีแต่อุปกรณ์และอะไหล่ของช่างประปาทั้งวางและห้อยจากเพดาน เรียกได้ว่าแทบไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับชายร่างยักษ์แม้แต่นิดเดียว เขามักออกจากบ้านในตอนเช้าตรู่ ดังนั้นเสียงนาฬิกาปลุกของผมมักจะเป็นเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเขาเมื่อกระทบพื้นพร้อมด้วยเสียงหายใจฝืดฝาดเหมือนสัตว์ประหลาดท่ามกลางห้วงเหวลึก
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?” เดวิดถามด้วยความหัวเสีย
“จะไปรู้ไหมเล่า! ตอนแรกก็เห็นมาแค่ตัวเดียว แต่พอนายลั่นไก ปัง!! พวกมันก็วิ่งหน้าตั้งเป็นโขยงแล้ว!!” ผมตอบด้วยความหงุดหงิดเพราะหากเขาใช้มีดหรืออาวุธที่ไม่ส่งเสียงดังคงไม่ต้องวิ่งหนีตายพวกมันอย่างหัวซุกหัวซุนแบบนี้หรอก “สรุปเราจะไปโรงเรียนกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย…?”
“เออสิ! ก็แกดันทิ้งลูกสาวฉันไว้ที่นั่นเองนี่หว่า!” เดวิดกัดฟันแน่น
“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว!” ผมแย้งพร้อมวางกระเป๋าใส่ปืนไว้ตรงหว่างขาปลายกระบอกปืนข้างในทิ่มพื้นรถ “คุณไม่รู้หรอกว่ามันโกลาหลขนาดไหน! อาจารย์มิชอปอ้วกแตกเป็นเลือดเหมือนผีต่อหน้าเด็กเกรดหนึ่งไม่วิ่งก็แปลก!”
“มันเป็นบ้าอะไรกันหมดเนี่ย…” เดวิดกำพวงมาลัยแน่นจนได้ยินเสียงหนังหุ้มเสียดสี “ทำไมอยู่ดี ๆ เรื่องบ้าพวกนี้มันเกิดขึ้นเหมือนในหนังกันวะ?”
“คำถามเดียวที่ไร้ซึ่งคำตอบ” ผมถอนใจอีกครั้งพลางมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นแผ่นดินอันเขียวขจีสงบสุขเริ่มลุกเป็นไฟดั่งห้วงอเวจี
----------------------------
To Be Continue Chapter 6