โรคร้ายระบาดทั่วประเทศนิวซีแลนด์อย่างปริศนาส่งผลให้กลายร่างเป็นซอมบี้กระหายเลือด ร่างกายผมวิวัฒนาการจนสามารถควบคุมเชื้อไวรัสเป็นพลังใช้เอาตัวรอดจากโลกล่มสลายเพื่อกลับประเทศบ้านเกิด

สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์ - ตอนที่ 1 พิธีนมัสการพระเจ้า โดย นิวไม่จิ๋ว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แอคชั่น,ชาย-หญิง,เลือดสาด,ไทย,พล็อตสร้างกระแส,ดราม่า,สยองขวัญ,ซอมบี้,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แอคชั่น,ชาย-หญิง,เลือดสาด,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,ดราม่า,สยองขวัญ,ซอมบี้

รายละเอียด

สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์ โดย นิวไม่จิ๋ว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

โรคร้ายระบาดทั่วประเทศนิวซีแลนด์อย่างปริศนาส่งผลให้กลายร่างเป็นซอมบี้กระหายเลือด ร่างกายผมวิวัฒนาการจนสามารถควบคุมเชื้อไวรัสเป็นพลังใช้เอาตัวรอดจากโลกล่มสลายเพื่อกลับประเทศบ้านเกิด

ผู้แต่ง

นิวไม่จิ๋ว

เรื่องย่อ

สิ่งประหลาดเกิดขึ้นรอบตัว 'คาเรน' เด็กหนุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยน ไทย-นิวซีแลนด์ โดยเฉพาะโรคระบาดในตอนเช้าระหว่างรอรถเมล์ไปโรงเรียน จนจับพลัดจับผลูหนีตายจากพวกซอมบี้ซึ่งอันเกิดจากโรคระบาดปริศนา แต่เขากลับติดโรคประหลาดทำให้ร่างกายเกิดการวิวัฒนาการจนสามารถเปลี่ยนมันกลายเป็นพลังเอาตัวรอดอย่างสุดความสามารถร่วมกับพรรคพวกเพื่อหาทางกลับประเทศตัวเอง

สารบัญ

สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 1 พิธีนมัสการพระเจ้า,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 2 ซอมบี้ไฮสคูล,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 3 หนีตายนรกบนดิน,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 4 ตระกูลฟ๊อกซ์จะไม่สิ้นชื่อ,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 5 คลังแสงยี่สิบปี,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 6 บุกตะลุยแดนมรณะ,สงครามคนเป็น : วีรบุรษแห่งสมรภูมิผู้วายชนม์-ตอนที่ 7 เด็กสาวผู้หลบซ่อนในห้องน้ำ

เนื้อหา

ตอนที่ 1 พิธีนมัสการพระเจ้า

เมืองฟรังกาเลย์ ประเทศนิวซีแลนด์

 ลมหนาวพัดลงใต้ผ่านตึกรามบ้านช่องไม่เกินสองชั้นชวนให้ร่างกายสั่นเทิ้มแม้สวมเสื้อกันหนาวซึ่งมีตราโรงเรียนติดอยู่บริเวณอกซ้าย ช่วงข้อมือมีรูขนาดพอให้หัวแม่มือสอดเข้าไปเพื่อให้มือได้รับความอบอุ่นเพียงพอ แต่นั่นเป็นเพียงความเชื่ออันโง่เง่าที่ต้องเจาะรูด้วยตัวเอง ส่งผลให้บริเวณนั้นขาดรุ่งริ่งน่าเกลียดไม่ต่างจากคนไร้บ้านบนฟุตบาทขณะยืนรอรถโรงเรียนมารับเหมือนกับทุกวัน

 ในฐานะนักเรียนสอบได้ทุนมาเรียนต่อระดับมัธยมปลายไกลถึงนิวซีแลนด์นับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปสำหรับผม จนแม้แต่ป้าข้างบ้านยังต้องเคียดแค้นที่ลูกชายตัวเองสอบไม่ติด แม้ยามดวงตาต้องแสงจากภายนอกยังไม่อาจเชื่อว่าเป็นความจริง ฝั่งตรงข้ามถนนมีฟาร์มแกะเล็ก ๆ ทุกเช้าเจ้าของฟาร์มมักปล่อยเหล่าฝูงแกะออกมากินหญ้าในสนาม กลิ่นดอกไม้ที่ขึ้นแซมกอหญ้าส่งกลิ่นหอมมาตามลมชวนผ่อนคลาย เป็นภาพที่ไม่ได้เห็นกันง่าย ๆ ในประเทศไทย แต่วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา เสียงร้องเต็มไปด้วยความหิวโหยของพวกมันดังมาจากคอกโรงนาขนาดกลาง ยังนึกสงสัยว่าทำไมวันนี้เจ้าของฟาร์มถึงตื่นสายกัน

ปกติสองสามีภรรยาเจ้าของฟาร์มจะทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่จ้างลูกมือลูกน้อง ลูกชายของพวกเขาเรียนจบมัธยมปลายในวัยสิบเจ็ดก่อนย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ก่อนผมจะมาได้สองปี วัฒนธรรมของฝรั่งมักเป็นแบบนี้ ทุกคนล้วนมีเส้นทางเดินของตัวเอง สร้างเนื้อสร้างตัวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่

แน่นอนว่า ‘แอช’ ลูกสาวคนโตของบ้านตระกูล ‘ฟ๊อกซ์’ จะต้องออกไปอยู่บ้านของตัวเองซึ่งพ่อแม่ได้จัดเตรียมซื้อไว้ให้แล้ว สองวันที่ผ่านมาพวกเราเดินทางไปดูบ้านโดยอัดกันอยู่ในรถคันเดียว ประกอบไปด้วย ‘แคทลิน’ โฮสแม่ผู้รับผมมาดูแลขณะยังศึกษาอยู่ที่นี่ ‘เดวิด’ โฮสพ่อ และ ‘โลแกน’ โฮสน้องชายซึ่งอายุน้อยกว่าสองปี แน่นอนว่าแอชชอบมันมาก ติดตรงที่ว่ามันห่างจากบ้านเกิดประมาณร้อยกิโลเมตร ผมที่ตัวเล็กที่สุดในครอบครัวฟ๊อกซ์ถูกฝรั่งร่างยักษ์ทั้งสองบดขยี้อยู่เบาะหลังจนเกือบเละเป็นข้าวต้ม โชคดีที่ ‘เคล’ แฟนหนุ่มของแอชผู้ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านห่างเพียงรั้วกั้นไม่ไปด้วยเพราะป่วยติดเตียง หากเขาไปด้วยมีหวังผมคงต้องเกาะหลังคารถแทนหรือขดตัวอยู่หลังรถเป็นแน่

รถยนต์ญี่ปุ่นสีขาวเคลื่อนมาจอดตรงหน้าพร้อมกระจกเลื่อนลง

 “วันนี้แม่ทำโอที หลังเลิกเรียนฝากแอชดูโลแกนด้วยนะ ถ้ายังตัวร้อนอยู่ก็ให้กินยาเพิ่ม” แคทลิน หญิงรูปร่างท้วมวัยกลางคน เส้นผมตัดสั้นถึงหนังศีรษะ สวมแว่นกันแดดชะโงกหน้าออกมาจากรถเอ่ยกับลูกสาวคนโตก่อนยิ้มและเซย์ ‘ซียู’ ก่อนเหยียบคันเร่งทะยานออกไปไกลจนลับสายตา

 แอชเป็นเด็กหญิงร่างหนา ส่วนสูงตามมาตรฐานสาวฝรั่งวัยเจริญพันธุ์ แต่สูงกว่าผมมากจนดูเป็นฮอบบิท ผมสีบลอนด์สว่างมัดรวบเป็นหางม้า ใบหน้ามัดอมชมพู แต่วันนี้กลับเข้มกว่าเพราะแอบใช้เครื่องสำอางทั้งที่รู้ว่าผิดกฎโรงเรียน เธอหันมามองผมด้วยสายตากวนประสาทก่อนชกไหล่ผมเบา ๆ เป็นการหยอกล้อตามความเคยชินหลังจากตัวเองใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาร่มเงาของครอบครัวแสนอบอุ่นเป็นเวลากว่าครึ่งปี แน่นอนว่าภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนสามารถพูดได้แทบเป็นธรรมชาติเลยทีเดียว

 “เจ็บนะ!” ผมลูบบริเวณที่โดนกระทำ มองโฮสพี่สาวด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด “กำปั้นตัวเองก็ตั้งใหญ่แถมหนักอย่างกับก้อนอิฐ แบบนี้ไหล่ฉันคงหลุดไปแล้วมั้ง”

 “อะไร ๆ ก็เรียกหาลูกคนโตอย่างฉัน ไม่เหมือนโลแกนที่เอาแต่นั่งเล่นเกมได้ทั้งวี่ทั้งวันโดยพ่อแม่ไม่ว่าสักคำ” เธอยักไหล่ด้วยความเบื่อหน่ายพร้อมถอนหายใจยาวแล้วกลอกตาไปมา “ ‘คาเรน’ เองเป็นลูกคนเดียวนี่ เท่ากับว่าเป็นลูกคนโตเหมือนกัน แสดงว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของฉันใช่ไหม?”

 “เออ…งั้นมั้ง…” ผมตอบแบบขอไปที พลางหันหน้าหนีมองทางอื่น กลายเป็นว่าลมตีปะทะใบหน้าเข้าอย่างจัง ทำให้ผิวหนังแทบแข็งไปเลยทีเดียว 

 เพียงไม่กี่อึดใจ รถโรงเรียนสีขาวน้ำเงินแล่นมาจอดประชิดทางเท้า ประตูอัตโนมัติเปิดออก เห็นพนักงานขับรถร่างอ้วนสวมเสื้อเชิ้ตขนาดใหญ่กว่าตัวพร้อมกางเกงขายาวสีดำซึ่งรอยปะเริ่มปริเห็นผิวหนังขาวอมแดง

 “รีบขึ้นมา! ต้องไปรับอีกหลายคนเหมือนอย่างเคยนั่นแหละ!!” เขากวักมือเรียกพร้อมน้ำเสียงฟังอู้อี้ภายในหน้ากากอนามัย “โลแกนไม่สบายเหมือนกันเหรอ?”

 “โลแกนเป็นไข้ค่ะ ป่วยการเมืองหรือเปล่าก็ไม่รู้” แอชก้าวขึ้นรถบัสก่อนตามด้วยผม

 เรียกไอดังระงมภายในทำให้เราสองตะลึงไปชั่วขณะก่อนมองตากันราวกับจะสื่อสารอะไรบางอย่างแล้วตัดสินใจนั่งแถวหน้าซึ่งกำลังว่าง จากที่มองปราดเดียวจึงรู้ว่านักเรียนไม่ขึ้นรถบัสกว่าครึ่ง ไข้หวัดคงกำลังระบาดในช่วงนี้ แถมเป้าหมายยังเป็นเด็กอีก หลังจากนี้กระทรวงสาธารณสุขของนิวซีแลนด์น่าจะต้องออกมาประกาศอะไรสักอย่างโดยเร็วแน่นอน

เด็กชายตัวเล็กวัยประถมต้นที่กำลังนั่งกดเกมนินเทนโดเครื่องใหม่อยู่ด้านหลังส่งเสียงจามดังลั่น น้ำมูก น้ำลายกระเด็นแปะติดหน้าจอเครื่องเกมราคาแพง เขาตกใจอย่างมากก่อนเช็ดมันกับเสื้อกันหนาวยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ 

 สุดท้ายเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปจึงนั่งร้องไห้จ้าเสียงดังอย่างนั้น

 “โขลก!! โขลก!!”

 “แค่กๆ!! แค่กๆ!!”

 “น่ารำคาญจังวุ้ย…” แอชวางกระเป๋าไว้บนเบาะก่อนเข้าไปปลอบเด็กชายเหมือนกับตัวเองเป็นแม่ ส่วนผมก็กำลังตัดตัวเองออกจากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแห่งบทเพลงด้วยหูฟังเสียบสาย เพียงพริบตาเดียว เสียงไอเปี่ยมไปด้วยเสมหะเหนียวข้นหายไป เสียงดนตรีบรรเลงปล่อยสมองผ่อนคลายขณะเอนศีรษะพิงกระจกอันเย็นเฉียบแล้วหลับตาเพิ้มหลับไปจนถึงโรงเรียน

 

…………………………..

 

 แรงกระแทกเบรกอย่างกะทันหันฉุดกระชากสติตื่นขึ้นจากภวังค์ ผมดึงสายหูฟังออกจากหูก่อนลุกขึ้นพรวด สายตามองทะลุกระจกเห็นสิ่งก่อสร้างชั้นเดียวทาสีฟ้าครามตัดขอบมุมด้วยสีน้ำเงินเข้มตั้งอยู่ไม่ไกล ส่วนป้ายโรงเรียน ‘พอมเปอร์ไฮสคูล’ ตั้งเด่นชัดเหมือนที่เห็นในทุกวัน ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อนำออกซิเจนไปปลุกสมองให้ตื่น ไอเย็นลอยปะทะใบหน้าทันทีที่ประตูรถบัสเปิดออก โชคดีที่ผมใส่กางเกงนักเรียนขายาวซึ่งแตกต่างจากนักเรียนชายส่วนใหญ่ซึ่งเลือกใส่ขาสั้นพร้อมถุงเท้าหนายาวขึ้นใต้เข่า

 คนพวกนั้นต่างจากผมผู้มาจากดินแดนเขตร้อนจึงเป็นข้ออ้างให้สามารถใส่กางเกงขายาวได้โดยไม่มีใครมองว่าแตกต่าง แน่นอนว่าคนใส่กางเกงขายาวแบบผมมักเป็นรุ่นพี่ในสภานักเรียน เด็กเนิร์ดและนักเรียนหญิงบางพวกที่เกลียดกระโปรงเข้าไส้โดยไม่ทราบสาเหตุ

 “ตายจริง! ลืมไปเลยว่าวันนี้มีพิธีนมัสการนี่นา! ต้องรีบไปเตรียมการแล้ว! หากไม่ทันการเดี๋ยวผู้อำนวยการโรงเรียนจะสั่งปลดเอาได้!!” แอชนึกขึ้นก่อนวิ่งพรวดพราดลงจากรถโดยลืมกระเป๋าสะพายสีชมพูหวานแหววไว้บนเบาะนั่ง ผมจึงถือหูกระเป๋าขึ้นมาก่อนเดินลงรถท่ามกลางเสียงไอระงมจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก ปิดจมูกดั่งหน้ากากอนามัย

 ‘สหกรณ์โรงเรียนจะมีขายไหมหว่า…?’ ผมคิด

 

 เวลาแปดโมง เสียงกริ่งดังขึ้นตามสายเป็นสัญญาณให้นักเรียนทั้งหมดไปรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่เพื่อประกอบพิธีนมัสการพระเจ้าโดยจัดขึ้นทุกวันอังคารเพื่อถวายเกียรติแด่พระผู้เป็นเจ้าและเปิดใจรับคำสอนจากพระองค์ตามฉบับโรงเรียนคริสต์ในขณะที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องรับรองนักเรียนแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นสถานที่ประจำของนักเรียนต่างชาติ ผมถอนใจอีกครั้งก่อนหันหลังเปลี่ยนจุดหมายไปยังหอประชุม

 โรงเรียนนี้คาดว่ามีนักเรียนจุอยู่ด้วยกันกว่าห้าร้อยคนไม่รวมครูบาอาจารย์ หอประชุมจึงสร้างให้มีขนาดใหญ่เทียบเท่าโบสถ์มาตรฐานเพื่อรองรับจำนวนประชากร

 บรรยากาศภายในหอประชุมอบอวลไปด้วยกลิ่นเสมหะและน้ำมูก เสียงไอ จาม สั่งขี้มูก ขากเสลดรอบข้างจนผมต้องทำตัวลีบพร้อมภาวนาให้ตัวเองออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ก่อนที่ผมจะติดไข้ไปอีกคน ผมเห็นเพื่อนชาวญี่ปุ่นนั่งอยู่ด้านหน้าประมาณสามแถวข้างแฟนสาวซึ่งมาจากโรงเรียนเดียวกัน ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นไข้ด้วยสินะ

 ขณะเดียวกันผมตัดสินขึงหยิบมือถือขึ้นมาไถเฟสบุ๊กแก้เบื่อจนกระทั่งเสียงเปียโนบรรเลงขึ้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยเพลงสรรเสริญพระเจ้าอย่าง ‘I offer my life’ 

 นักเรียนทุกคนต่างยืนขึ้นพร้อมเพรียงและร้องเพลงตามเนื้อร้องฉายบนจอโปรเจ็กเตอร์ด้วยน้ำเสียงกันแหบแห้งชวนให้ตัวคีย์โน้ตบิดเบี้ยว แน่นอนว่าเหล่าคณะอาจารย์บางคนมีอาการไม่ต่างกันจนกระทั่งจบเพลง 

‘อาจารย์มิชอป’ ผู้สอนวิชาศาสนาแต่งตัวด้วยเสื้อคลุมสีดำ สวมผ้าคล้องคอสีแดงเดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมไมโครโฟนรุ่นโบราณพังแหล่มิพังแหล่และคัมภีร์ไบเบิลปกหนังสีดำดูใหม่เอี่ยม

“ข้าแต่พระบิดา พระบุตรและพระจิต ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงประทานวันใหม่ให้เรา ขอทรงโปรดเปิดใจให้เราฟังพระวจนะของพระองค์ด้วยความเข้าใจ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขอถวายเกียรติแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว อาเมน”

“อาเมน!”

จากนั้นจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลหลังจากอนุญาตให้นักเรียนนั่งลง จากนั้นแต่ละคนเริ่มหันความสนใจไปที่จอมือถือตัวเองพร้อมสีหน้าเบื่อหน่าย แต่เสียงไอ จามต่าง ๆ ยังคงระงมไม่เปลี่ยนแปลง

“ว่าด้วยพระธรรมเปโตรบทที่สามเรื่อง พระสัญญาเรื่องการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าวรรคสี่ จะถามว่า ‘พระสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน? เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษล่วงหลับไปแล้ว ทุกสิ่งก็เป็นอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่ทรงสร้างโลก’ เพราะว่าพวกเขาจงใจลืมข้อนี้เสีย คือโดยพระวจนะของพระเจ้า…แค่กๆ!! ฟ้าได้อุบัติขึ้นตั้งแต่โบราณและแผ่นดินได้เกิดออกมาจากน้ำและโดยน้ำนั้นเอง โลกในเวลานั้นก็ได้ถูกทำลายไปด้วยน้ำท่วม…แค่ก!! และโดยพระวจนะเดียวกันนั้นเอง ฟ้าและแผ่นดินในปัจจุบันก็เก็บรักษาไว้สำหรับไฟ ถูกเก็บไว้จนกว่าจะถึงวันพิพากษาและวันหายนะของบรรดาคนอธรรม…แค่กๆ!!” (2 เปโตร 3:1-3:7) 

เขาหยุดหายใจ ขากเสมหะบ้วนใส่กระดาษทิซซู่แล้วทิ้งถังขยะข้างกายก่อนอ่านพระวจนะในคัมภีร์ต่อ

“แต่ท่านที่รักทั้งหลาย อย่ามองข้ามความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียว…แคก!! คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ประสงค์ให้ใครพินาศและ แต่ประสงค์ให้กลับใจใหม่ แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และวันนั้น ฟ้าจะหายลับไปด้วยเสียงดังกึกก้องและโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่บนนั้นจะถูกเผาจนหมดสิ้…แค่ก!! แค่ก!! โขลกกกกก!!” (2 เปโตร 3:8-3:13) 

ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกินขึ้น 

ของเหลวสีแดงข้นกระฉอกออกปากของอาจารย์มิชอปแปดเปื้อนชุ่มพระคัมภีร์จนแดงฉานอย่างสยดสยอง!!

_______________________________

To Be Continue Chapter 2