เหล่าแสงดาราหยดประกายจากผลึกความคิด ผีเสื้อบินไต่ตอมต่อเติมสิ่งที่ขาดหายเหนือร่างที่แหลกเหลว แขนสีซีดโอบกอดทุกสรรพชีวิตและกลืนกินเสียงสุดท้ายแห่งแหล่งกำเนิด ประกายแสงแห่งความหวังเป็นนิรันดร์​ที่ถูกลืม

Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์ - บทที่ 4 เป้าหมายสู่จุดกำเนิดของมนุษย์ โดย ประกายแสงแห่งความหวัง✨ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,อวกาศ,ดวงดาว,ปาฏิหาริย์,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

อวกาศ,ดวงดาว,ปาฏิหาริย์,แฟนตาซี

รายละเอียด

Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์ โดย ประกายแสงแห่งความหวัง✨ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เหล่าแสงดาราหยดประกายจากผลึกความคิด ผีเสื้อบินไต่ตอมต่อเติมสิ่งที่ขาดหายเหนือร่างที่แหลกเหลว แขนสีซีดโอบกอดทุกสรรพชีวิตและกลืนกินเสียงสุดท้ายแห่งแหล่งกำเนิด ประกายแสงแห่งความหวังเป็นนิรันดร์​ที่ถูกลืม

ผู้แต่ง

ประกายแสงแห่งความหวัง✨

เรื่องย่อ

༶・・。*゚✲*☆✧*゚✲*☆・・༶

Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์ ✦


ประวัติศาสตร์​ถูกขีดเขียนด้วยโลหิต


ตราบาปแห่งการสูญเสีย


คือ การเสียสละ


✦༶・・。*゚✲*☆✧*゚✲*☆・・༶✦


จุดเริ่มต้นแห่งความโกลาหลชักนำความตายมาเยือนโลกทั้งใบก่อกำเนิดผู้ฝ่าฝืนปาฏิหาริย์​ผู้ล้มล้างชีวิตนับล้าน


สงครามกัดกินจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์​


"จงมอบอิสรภาพให้ผู้คนที่พบเห็น จงถือแสงที่สามารถมองเห็นตนยามค่ำคืน จงแบ่งอาหารให้ผู้ขาดแคลนและผู้คดโกงโดยเจตนา ได้โปรดจงตามมาเหล่าผู้สรรเสริญแห่งปาฏิหาริย์​" 


นิยายเรื่องนี้เป็นเนื้อหาจักรวาลเดียวกับ

Miracle Violator​ | ผู้ฝ่าฝืนปาฏิหาริย์​



สารบัญ

Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 1 หยดแสงแห่งรุ่งอรุณ,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 2 ฝูงผีเสื้อแสงบินไต่ตอม,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 3 บรรดาใยแสงบนฟากฟ้า,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 4 เป้าหมายสู่จุดกำเนิดของมนุษย์,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 5 รุ่งอรุณแห่งสงคราม,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 6 รัศมีแสงเรืองรองเหนือทวีปศูนย์กลาง,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 7 การคืนชีพของบรรพบุรุษแห่งแสง,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 8 การบานสะพรั่งของปีกแสงทั้งสิบ,Miracle Protector | ผู้ปกป้องปาฏิหาริย์-บทที่ 9 ผู้ฝ่าฝืนชะตาแห่งองค์กรดันเจี้ยน

เนื้อหา

บทที่ 4 เป้าหมายสู่จุดกำเนิดของมนุษย์

หยดเลือดเหม็นสาบสาดกระเซ็นประปรายคมดาบ


ศีรษะของบุรุษผู้งดงามผิวกายสีขาวประดุจหิมะอันโอบอุ้มไปด้วยโลหิตประดับเป็นเครื่องปรุงแต่งเพื่อเติมเต็มกลิ่นอันน่าเย้ายวนภายใต้ความเงียบสนิทริมฝ่าเท้า


โรยหน้าเล็กน้อยด้วยการเหยียบย่ำใบหน้าของเหล่าบรรดาศักดิ์ผู้ทรงเกียรติแห่งเอลฟ์ เฝ้าฟังเสียงกรีดร้องของเผ่าพันธุ์ที่น่าอัปยศอดสูและหัวเราะชื่นชมบรรยากาศ


แขนขาของพวกมันพยายามเปลี่ยนร่างเป็นเหล่าสรรพสัตว์หลากรูปแบบเพื่อประคองชีวิต


แต่เพียงหนึ่งคมดาบก็สามารถสร้างซากเนื้อเน่าสดเปรอะเปื้อนบนลานหินกว้างท่ามกลางป้อมปราการกลางแห่งอาณาจักรราเวนนิส


สายตาของเหล่าเชลยเอลฟ์เปลือยกายหลายพันคนต่างแฝงลึกไปด้วยความหวาดกลัว


 ความหนาวเหน็บอันสั่นสะท้านจิตวิญญาณปรากฏขึ้นประทับร่างของพวกมัน ความคิดเริ่มบิดเบือนปราศจากความเกลียดชังเพราะเมื่อพวกมันจ้องมองมาที่ดาบโลหะของบุรุษผู้มากไปด้วยอารมณ์ทุกความคิดจึงกลายเป็นอัมพาต


สายลมตีพัดเส้นผมดำสั้นแสกข้างบ้างร่วงหล่นพัดโชยอย่างไร้ระเบียบ ใบหน้าอำมหิตแฝงรอยยิ้มแห่งห้วงความวิปริตฉีกขึ้นเหนือเคราบาง


“ไหนมีใครยังอยากจะแปลงเป็นสัตว์ป่าเพื่อหนีอีกหรือไม่ พวกเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำไร้อารยะปัญญา ถูกถอดยศและปลดอาวุธก็เป็นเพียงอาหารของห่วงโซ่”


เกราะโลหะส่งเสียงข้อต่อเสียดสี คุกเข่าลงฉีกร่างของศพเน่าเหม็นขึ้นมากัดกิน กล้ามเนื้อผิวหนังที่ห่อหุ้มอวัยวะฉีกขาดเป็นหนังผ้านุ่ม เส้นประสาทถูกลอกออกมาเป็นรากเหง้าตั้งต้นแห่งชีวิต


รูปลักษณ์ที่แท้จริงของร่างกายคือโครงสร้างภายใน


รูปลักษณ์ที่แท้จริงของความรู้สึกคือกระบวนการคิด


รูปลักษณ์ที่แท้จริงของวิญญาณคืออาหารของปาฏิหาริย์


“จงจ้องมองตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้า มันคือความว่างเปล่าที่ไร้ค่า ร่างกายที่พวกเจ้าหลงระเริงและดื่มด่ำไปกับมันทุกคืนวัน ความสามารถที่ปรองดองไปกับผืนป่ายักษ์ในตอนนี้มันถูกข้ากลืนกินไปทั้งสิ้น”


ภายใต้แสงแดดอบอุ่นฝ่ามือโลหะยกตัวขึ้นเหนือศีรษะส่งสัญญาณแก่กองทัพที่เฝ้ามองทุกสิ่งอยู่โดยรอบ


ลุกขึ้นจัดระเบียบความคิดขณะเช็ดคราบเลือดอย่างพิถีพิถันและหันหลังจากไปในช่วงเวลาที่เสียงโหยหวนดังกังวานกรีดร้องอยู่โดยรอบใบหู


“เตรียมเดินทัพหลัก! จัดเตรียมส่งตราประทับสู่ดินแดนองค์กรดันเจี้ยน ต่อจากนี้ป่ายักษ์แห่งดินแดนเอลฟ์จะถูกเผาให้เหี้ยน”



รุ่งอรุณปรากฏประจักษ์แก่สายตา สาดสะท้อนเรือนกระจกคู่บอบบางก่อนถูกปรับระดับให้เจือจางลงสู่ความสมดุลอันเป็นสมบูรณ์


เส้นผมสีเหลืองบลอนด์สัมผัสต้นไหล่พัดสยายไปตามกระแสลมเหนือขอบทางเดินหินบนเส้นทางลาดตระเวน จ้องมองออกไปสู่ผืนหญ้าเขียวขจีอันไร้มลทิน เคียงข้างบุรุษผู้ทรงอิทธิพลภายใต้ร่มเงาธงแห่งองค์กรดันเจี้ยน


เพียงการเฝ้ามองระยะสั้นๆ เขาก็สามารถสังเกตได้ถึงความเคารพของเหล่าสมาชิกต่อชายผู้นี้อย่างล้นหลาม


ถึงกระนั้นนาธานก็เพียงยิ้มอย่างสง่าผ่าเผยและแสดงกิริยาในท่วงท่าที่ปราศจากการถือตัว ทั้งสองต่างจ้องมองทิวทัศน์ที่งดงามตระการตา สัมผัสถึงกลิ่นลมจางๆจากที่ราบสูงเหนือภูเขาที่จากมา


“ฉันจะต้องทำอย่างไรต่อ หลังจากนี้ฉันไม่สามารถกลับไปได้ใช่ไหม!”


นาธานก้มศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิด


“กล่าวเช่นนั้นไม่ผิด ข้าไม่สามารถปฏิเสธการกระทำของตน การที่เจ้าถูกข้าดึงมาจากการทดลองที่ไม่สามารถอธิบายคือเรื่องจริง”


กวงเหยากำหมัดที่สั่นเทาแน่นอย่างอดกลั้น


“ถ้าเช่นนั้นฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ทำสิ่งใดต่อไปและจะปรับตัวอย่างไร!!”


“อยู่ช่วยการทดลองของข้าสิ”


“โลกที่อันตรายเช่นนี้ใครจะอยากอยู่ต่อกันหะ!! พาฉันกลับไปเดี๋ยวนี้! ทุกสิ่งที่นี่มัน..บ้าจริง! ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี”


“กวงเหยาในชีวิตภายในโลกของตน เจ้าเคยมีความปรารถนาสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่เช่น ต้องการพลังมากมายที่สามารถทำให้เจ้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าจินตนาการ หรือ สุขสมไปกับความร้อนรุ่มยามราตรีกับหญิงสาวนับสิบ ข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ทุกสิ่งเพียงเจ้าอยู่ช่วยข้า”


“แล้วฉันจะช่วยคุณได้อย่างไร!! ตามตรงมันไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่เพราะฉันไม่น่ามีสิ่งใดที่สามารถช่วยคุณได้”


“เป็นการไตร่ตรองที่ดี แต่ในตอนนี้ข้ากำลังตามหาทางลงสู่แหล่งกำเนิดของมนุษย์ ลึกลงไปใต้พิภพข้าทราบว่าคร่าวๆจากตำราบันทึกโบราณจากยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือยุคมืดเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของมนุษย์ซึ่งถ้าสามารถค้นพบก็อาจนำไปสู่การหลุดพ้นจากโลกใบนี้อย่างแท้จริงซึ่งอาจไม่ต้องผ่านการกัดกินจากฟากฟ้าคราม”


ฝ่ามือเกราะโลหะชี้ขึ้นเหนือศีรษะผ่านแสงแสบสายตาทะลุขึ้นไปใกล้เคียงกับชั้นเมฆมีชั้นฟ้าหนึ่งเป็นสีครามหม่นหมอง


เคลื่อนไหวบิดเบี้ยวอยู่ตลอดวินาทีราวกับมันพยายามลุกลามลงเพื่อกลืนกินทุกสิ่ง มันทำให้กวงเหยารู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย


“สิ่งนั้นมันคือ..”


“ฟากฟ้าสีครามเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนแห่งจุดจบที่กำลังกัดกินโลกใบนี้อย่างเชื่องช้า มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อกรข้าจึงเลือกที่จะมุ่งสู่เส้นทางตรงกันข้าม”


“ถ้าสามารถหาวิธีกำจัดมัน..ก็จะสามารถออกไปได้ใช่ไหม”


“จากกรณีที่ข้าพาเจ้ามาสู่โลกใบนี้ได้ก็คงเป็นเพราะพลังของมันไม่ครอบคลุมเป็นไปได้ที่จะมีรูโหว่บางพื้นที่สำหรับการออกไป แต่ในเรื่องของการกำจัดสิ่งนั้นคงไม่มีคำตอบสำหรับเวลานี้”


“แล้วเส้นทางมิติสักอย่างที่คุณดึงฉันมาล่ะ!”


“ในเวลาหลังจากนั้นฟากฟ้าครามก็ก่อตัวไล่ล่าพร้อมที่จะพุ่งทะยานตามเข้ามาซึ่งนั่นอาจเป็นหายนะเมื่อไม่สามารถรับรู้ถึงเส้นทางต่อจากนั้น แต่จากองค์ประกอบที่ข้าสามารถสัมผัสข้างนอกนั้นไร้ซึ่งอากาศสำหรับหายใจและสามารถรับรู้ได้ว่ามีดาวเคราะห์ประเภทเดียวกันที่มีองค์ประกอบเหมือนกับโลกในทุกสัดส่วนแต่ก็ยังมีข้อแตกต่างบางสิ่งที่ข้ายังไม่สามารถตีความ ประมาณหลายสิบดาวห้อมล้อมรอบทิศทางของดาวแห่งนี้อยู่หรืออาจจะมากกว่านั้นก็เป็นไปได้”


สีหน้าของกวงเหยาเหวองงไปชั่วขณะ


“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย! ทางวิทยาศาสตร์โลกคือหนึ่งในดาวของระบบสุริยะที่วนรอบดวงอาทิตย์การมีดาวโลกมากกว่าหนึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ คุณรับรู้ลักษณะที่คล้ายคลึงจากสิ่งใดเกณฑ์อะไรกัน”


“องค์ประกอบของมัน ข้าอธิบายไม่ถูกถ้าเปรียบโดยง่ายเหมือนเจ้ากำลังทำอาหารและกลิ่นลอยฟุ้งเข้าสู่จมูกข้า แม้ข้าจะไม่เห็นเนื้อในชามแต่ข้าก็ทราบว่ามันคือเนื้อ แต่ข้าก็เคลือบแคลงใจเล็กน้อยเพราะข้าไม่ได้เห็นทุกสิ่งภายนอกด้วยดวงตาจึงไม่สามารถมั่นใจในคำกล่าว”


กวงเหยานิ่งเงียบไปพักใหญ่พลางถอนหายใจหนักหลังจากพยายามคิดไตร่ตรองอย่างไร้หนทาง


“…ถ้าเช่นนั้นฉันคงไม่มีทางเลือกนอกจากจะร่วมไขปริศนานี้ไปพร้อมกับคุณ”


เพียงการสนทนาสั้นๆระยะเวลาหนึ่งความเข้าใจของทั้งสองก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นไปแล้วการมัวเสียเวลามาตัดสินมองโทษจึงเป็นเรื่องไร้ค่า


สายตาของกวงเหยาเบิกกว้างพลางชี้นิ้วไปที่ทุ่งหญ้าห่างไกล


“ดูนั่นสิ!”


มีชายคนหนึ่งควบม้าอย่างไม่คิดชีวิต หลบหนีมาจากบางสิ่งอย่างทุลักทุเลเสียงของชายผู้นั้นพยายามตะโกนแจ้งเตือนแก่ป้อมปราการ


ซึ่งมันห่างไกลเกินไปจากระยะนี้


นาธานเฝ้ามองสถานการณ์ก่อนที่จะรีบสะบัดแขนออกคำสั่ง


“หน่วยลาดตระเวนรีบไปช่วยชายผู้นั้นมา!!”