"เมื่อคำทำนายจากไพ่ทาโรต์นำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักร เจ้าหญิงผู้หยั่งรู้อนาคตจำต้องเดินทาง เพื่อแก้ไขชะตา... และเผชิญหน้ากับความรักต้องห้ามที่ไม่ควรเกิดขึ้น"
แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ยุคกลาง,รัก,ผจญภัย,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ARCANA คำทำนายแห่งโชคชะตา"เมื่อคำทำนายจากไพ่ทาโรต์นำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักร เจ้าหญิงผู้หยั่งรู้อนาคตจำต้องเดินทาง เพื่อแก้ไขชะตา... และเผชิญหน้ากับความรักต้องห้ามที่ไม่ควรเกิดขึ้น"
คำนำนักเขียน
สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่เรื่อง Arcana คำทำนายแห่งโชคชะตา เรื่องนี้ผลงานเรื่องแรกของเราเอง (ฮา) ถือซะว่าเป็นการงานผลอ่าน พร้อมๆ กับการเฝ้าดูการเติบโตของเราเอง >< โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึง การใช้ไพ่ทาโรต์ในการทำนายดวง มีการรีเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับไพ่ ตำนาน ความหมายต่าง ๆ และมีการแต่งเสริมเพื่อความอรรถรสในการอ่าน จินตนาการเรื่องราวอีกด้วย
ความคิดเห็นจากนักอ่านทุกท่าน คือ กำลังใจและคำชี้แนะของเรา ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้านะคะ โดยเรื่องนี้เราจะทดลองลงเป็นตอน ทั้งหมดประมาณ 10 ตอน เพื่อดูแนวโน้มของนิยายเรื่องนี้ในอนาคต หลังจากนั้นเราก็จะทำเป็น E-book โดยมีทั้งหมด 22 ตอนนั้นเอง
รบกวนนักอ่านทุกๆ ท่าน เอ็นดู และสนับสนุนเราด้วยนะคะ
รักทุกท่านที่กำลังเปิดอ่านหน้านี้
เงาเวลา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะสามครั้งจากประตูไม้สีขาวบานใหญ่ดังขึ้น แต่ชัดเจน ราวกับเป็นสัญญาณเตือนถึงใครที่กำลังรออยู่หน้าประตู
“ข้าเองเพคะ...เจ้าหญิง”
เสียงเล็กแหลมจากหญิงสาวผมสีดำสั้นประบ่าเอ่ยขึ้น นางคือพระสหายคนเดิม ผู้เคยแอบเสนอให้เจ้าหญิงผู้ไร้เดียงสาหยิบไพ่ใบที่หกขึ้นมาจากสำรับในค่ำคืนที่โชคชะตาถูกพิพากษา
“เจ้ามีธุระอะไรหรือเปล่า”
เจ้าหญิงถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ซ่อนความระแวงและหวาดหวั่นไว้ใต้สีหน้าเรียบนิ่ง ราวกับเรื่องราวที่ฉุดสั่นหัวใจของพระองค์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ข้าแค่ห่วงเจ้าหญิงเพคะ...ทรงเป็นอย่างไรบ้าง”
แม้ถ้อยคำนั้นจะฟังดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย แต่ในน้ำเสียงกลับเจือแววบางอย่างที่ชวนให้อึดอัด เจ้าเล่ห์และไม่บริสุทธิ์ใจ ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เงาแห่งความสงสัยในแววตาของเจ้าหญิงผู้เปี่ยมได้ด้วยความเมตตา
“เข้ามาเถอะ...แล้วก็พูดคำธรรมดากับข้าก็ได้”
องค์หญิงน้อยทรงเอ่ยเชื้อเชิญหญิงสาวให้ก้าวเข้ามาในห้อง ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและผ่อนคลาย หวังเพียงว่าจะช่วยคลายกังวลในใจของพระสหายลงได้บ้าง
แม้จะไม่รู้เลยว่าความเงียบสงบในยามนี้ อาจเป็นเพียงม่านบาง ๆ ที่บดบังเงามืดซึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระดาษแผ่วเบาจากหน้าหนังสือที่พลิกอย่างระมัดระวัง แสงเทียนไหวระริก ส่องให้เห็นเงาบนผนังสั่นไหวเหมือนมีบางอย่างกำลังขยับอยู่ในเงามืด
“ค่ะ...ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่หรือ”
เสียงของหญิงสาวฟังดูธรรมดา หากแต่แฝงความอยากรู้อย่างไม่ปิดบัง
“ข้ากำลังอ่านความหมายของไพ่ที่ข้าเลือกในพิธี”
องค์หญิงตอบอย่างเรียบสงบ แต่ในน้ำเสียงนั้นยังมีความลังเลบางเบาเจืออยู่
หญิงสาวชาวบ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างแนบเนียน
“ข้าขอดูไพ่ใบที่หกหน่อยได้หรือไม่”
เจ้าหญิงหันขวับมามอง แววตาเปลี่ยนไปทันที แม้พยายามจะสงบนิ่งไว้ แต่เสียงตอบกลับ กลับเผยความระแวงที่ซ่อนไว้ไม่มิด
“แค่ดูนะ...”
หญิงสาวยิ้มบาง แต่มือกับกำลังจะเอื้อมไปอย่างไม่รู้ตัว
“อย่าจับนะ!”
เสียงขององค์หญิงดังขึ้นอย่างเฉียบพลัน แฝงแรงสั่งและความหวาดหวั่น อากาศรอบตัวเหมือนชะงักชั่วขณะ
ในเสี้ยววินาทีเดียว...
ลมเย็นยะเยือกก็พัดวูบผ่านเข้ามาในห้อง แสงเทียนสั่นระริก ก่อนจะดับพรึ่บลงทุกดวงในพริบตา เสียงบางอย่างคล้ายกระซิบคำสาปโบราณดังลอดออกมาจากไพ่
ก่อนที่มันจะไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาของพระสหายเบิกกว้าง ม่านตาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ริมฝีปากยิ้มแสยะออกมาอย่างช้า ๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นจากลำคอ
“ในที่สุด...ทางก็เปิดแล้ว”
เจ้าหญิงทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความตกใจ ดวงใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
“ข้าขอโทษนะ...องค์หญิง”
เสียงเล็กแหลมของหญิงผู้เป็นพระสหายอันเป็นที่รัก พยายามเปล่งออกมาจากร่างกายที่กำลังถูกครอบงำ แม้เสียงนั้นจะไม่อาจเล็ดลอดออกมาสู่โลกภายนอก แต่กลับดังสะท้อนชัดเจนอยู่ภายในจิตใจของเจ้าหญิง ราวกับเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือสุดท้าย ที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว
แต่ช้าเกินไป...
ร่างของพระสหายพุ่งทะลุประตูออกไปอย่างรวดเร็วเหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบ และไพ่ใบที่หกตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำสนิท เหมือนกำลังดูดแสงสว่างของห้องไป
“ทำไงดี...ต้องรีบไปบอกท่านแม่”
เจ้าหญิงพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น มือทั้งสองยังคงสั่นเทา ขณะสายตากวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังหาทางหนี หัวใจเต้นรั่วไม่เป็นจังหวะ ราวกับความกลัว และความไม่แน่ใจถาโถมเข้ามาพร้อมกัน เธอขยับขาเรียวยาวออกวิ่งตรงไปยังท้องพระโรง แม้ระยะทางจะไม่ได้ห่างไกลมากนัก แต่กลับรู้สึกยาวนานราวกับวิ่งผ่านห้วงเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด หัวใจเต้นแรงแทบทะลุออกจากอก มือเย็นเฉียบด้วยความหวาดหวั่น เมื่อมาถึง เธอผลักประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยสีทองอย่างงดงาม เธอผลักด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงประตูเปิดกระแทกดังก้องไปทั่วท้องพระโรง พระราชาและพระราชินีหันมาตามเสียงนั้นทันที ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อได้เห็นพระธิดาผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ราวกับกำลังหนีบางสิ่งบางอย่างที่มืดดำและน่าสะพรึงกลัวไล่หลังมา
“เอลาร่าเกิดอะไรขึ้น”
พระสุรเสียงทุ้มหนักของพระราชาดังขึ้นอย่างเร่งร้อน แฝงด้วยความกังวลลึกซึ้ง น้ำเสียงที่เคยมั่นคงในยามออกบัญชา บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับหัวใจของพระองค์กำลังบีบแน่นเมื่อเห็นใบหน้าอันซีดเผือดและดวงตาเบิกโพลงของพระธิดา
“ท่านพ่อ...ท่านแม่...นะ...หนู”
เสียงของเอลาร่าสั่นเครือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น น้ำเสียงสะดุดด้วยลมหายใจที่ยังไม่เป็นจังหวะ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ที่ยังมีภาพที่น่าสะพรึงตามหลอกหลอนอยู่ในหัว
“ใจเย็น ๆ ...ค่อย ๆ พูด”
พระราชินีโน้มตัวเข้าหา มือโอบไหล่ลูกสาวไว้แน่น น้ำเสียงอ่อนโยน ทว่ายังคงตึงเครียด ราวกับกลัวคำต่อไปที่จะได้ยิน
“ไพ่ the devil...หลุดจากการถูกผนึกค่ะ”
คำพูดนั้นหล่นลงกลางห้องราวกับสายฟ้าฟาด เสียงลมพายุที่เคยอยู่ห่างไกล กลับได้ยิดชัดขึ้นผ่านทางหน้าต่าง ผ้าม่านสีทองสะบัดแรงตามแรงลมเย็นยะเยือก บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง
“อะไรนะ?!”
พระราชาทรงชะงัก น้ำเสียงของพระองค์เบาแทบเป็นกระซิบ แววตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ในขณะที่ฝ่ามือข้างหนึ่งกำแน่น ราวกับพยายามควบคุมความกลัวที่ไหลทะลักเข้ามาในอกอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เดี๋ยวแม่ขอดูก่อน”
พระราชินีหมุนตัวไปที่หีบไม้เคลือบทองที่เก็บสำหรับไพ่ส่วนพระองค์ มือเรียวเปิดกล่องด้วยความระมัดระวัง ดวงตาไล่มองไปทีละใบด้วยความคุ้นเคย ก่อนที่จะหยุดนิ่ง มือแข็งค้างเมื่อพบว่าช่องว่างอันว่างเปล่าในตำแหน่งที่ควรเป็นของ The devil
“จริงด้วย ไพ่ใบนี้ของแม่ก็หายไป”
เสียงแผ่วเบา แต่สะท้อนแรง สั่นสะเทือนภายในใจพระองค์ดังก้องทั่วทั้งห้อง
พระราชาหันมามองลูกสาว ใบหน้าคร่ำเคร่งของกษัตริย์ผู้เคยผ่านสนามรบยังไม่อาจปกปิดความสั่นคลอนที่ซ่อนอยู่ในใจได้
“เอลาร่า...ลูกช่วยเล่าได้หรือไม่...ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เจ้าหญิงเอลาร่ากลืนน้ำลาย รวบรวมลมหายใจ เสียงหัวใจของเธอยังคงเต้นระส่ำ แต่อ้อมแขนของมารดา และสายตาของพระบิดาทำให้เธอค่อย ๆ กลั้นความกลัวลง แม้เธอจะรู้ดีว่า สิ่งที่เธอกำลังจะเอ่ยนั้น...จะเปลี่ยนชะตาของอาณาจักรตลอดไป
“พ่อกับแม่เข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
หลังจากลูกสาวตัวน้อย ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกมา แม้แววตาของเธอยังคงสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว และเสียงพูดยังแผ่วเบาราวกับจะขาดหายไปได้ทุกเมื่อ เธอพยายามสุดความสามารถที่จะอดกลั้นความรู้สึกนี้ไว้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ องค์หญิงต้องเข้มแข็งในแบบที่เจ้าหญิงพึงจะเป็น
“ลูกรัก...ลูกอย่าโทษตัวเองเลยนะ”
เสียงของพระราชาดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คอยปลอบโยนลูกสาว แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อเห็นลูกสาวที่รักเป็นเช่นนี้
“ใช่...คนเราก็มีผิดพลาดกันได้”
พระราชินีเสริมขึ้น
“สิ่งสำคัญคือ...เราต้องรู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก”
“ตอนนี้ลูกกลับไปพักที่ห้องก่อนนะ...คงจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
พระราชาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ
“ได้เพคะ”
เอลาร่าพยักหน้าตอบรับช้า ๆ หัวใจก็เริ่มอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยจากคำปลอมประโลม
“ราตรีสวัสดิ์ลูกรัก”
“ราตรีสวัสดิ์เพคะ”
เธอโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ทิ้งไหวเพียงเงาสะท้อนของแสงเทียนที่ไหวไหวในพระทัยของผู้เป็นพ่อเป็นแม่
ในระหว่างทางกลับไปยังห้องของตน เจ้าหญิงน้อยยังคงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เพิ่งผ่านมา ภาพเหล่านั้นยังคงวงเวียนไม่ยอมจางหายไปจากใจ แม้หัวใจยังเต้นระรัวจากความหวาดหวั่นแต่ในความสับสนก็มีความตั้งใจใหม่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
เธอเงยหน้ามองความมืดขอบโถงทางเดินที่มีเพียงแสงไฟจากเทียนริมผนังทอดยาวนำทาง เสียงฝีเท้าของเธอเบาลงทุกขณะ จนกระทั่งกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบของฝันและคำสัญญาที่เธอให้ไว้กับตนเอง...
“ข้าจะฝึกให้เข้มแข็งกว่านี้...เพื่อปกป้องทุกคน”
ช่วงระยะเวลาสองปีหลังจากเกิดเหตุหารณ์ที่ใครไม่อาจจะลืมเลือน...ภายใต้เปลือกนอกของความสงบ เจ้าหญิงน้อยมิได้เป็นเพียงเด็กสาวผู้เคยพูดคำทำนายโดยไม่รู้ตัวอีกต่อไป ในห้องเรียนลับของพระราชวัง หลังม่านหนาหนักจากสายตาของคนทั้งโลก เธอเริ่มฝึกฝนอย่างเงียบงัน ทั้งศาสตร์แห่งไพ่ทำนายที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เธอหวาดกลัว และศาสตร์แห่งการปกครองที่ครั้งหนึ่งดูไกลตัวเกินจะเข้าใจ
ทุกคืน เธอเปิดไพ่ทีละใบ ทีละใบ เรียนรู้ความหมายเบื้องหลังสัญลักษณ์ทุกเส้นสาย และรับรู้ว่า...แต่ละใบคือบันทึกของโชคชะตา
บางวัน ไพ่ใบเดิมก็วนกลับมา
บางวัน ไพ่ที่เธอหวังจะไม่พบอีก กลับมาปรากฏขึ้นกลางมือ พร้อมกับเสียงที่แผ่วในใจที่ไม่มีใครได้ยิน แต่สุดท้ายมันก็หายไปในอากาศอีกครั้ง นอกห้องนั้น เธอเรียนรู้การวางกลยุทธ์ การเจรจา การตัดสินใจแทนประชาชน ราชินีสอนเรื่องหัวใจของผู้นำ ส่วนพระราชาสอนให้เธอมองเห็นโลกในมุมมองของผู้คุมอำนาจ แม้จะยังอ่อนวัย...แต่สายตาของเธอเริ่มมองเห็นรอยปริร้าวจากกำแพงอาณาจักร เธอเริ่มตั้งคำถามกับผู้ใหญ่...และเริ่มค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง และในความเงียบของค่ำคืน เธอรู้ดีว่าโชคชะตาไม่เคยลืมสิ่งที่เธอพูดในวันนั้น นาฬิกาทรายของหายนะยังคงร่วงโรยอย่างเงียบงัน แต่คราวนี้...เธอจะไม่เป็นเพียงเด็กสาวที่หวาดกลัวอีกต่อไป
ในคืนพิพากษาก็มาถึง...
“เมื่อดวงอาทิตย์หายไปในเงาตน”
ค่ำคืนอันมืดมนถูกปกคลุมอาณาจักรอย่างช้า ๆ ดวงตะวันที่เคยสาดแสงสว่างจ้า กลับลาลับเร็วกว่าทุกวัน ท่ามกลางความเงียบที่อึดอัด เสียงสะท้อนของคำทำนายดังก้องอยู่ในจิตใจของเจ้าหญิง หญิงสาวรีบออกวิ่ง ฝ่าลมแรงและความมืดที่โอบล้อมรอบตัวไปยังจุดหมาย วิหารที่มีลานพิธีโบราณ ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่เริ่มต้นของคำทำทานเมื่อสองปีก่อน ฝีเท้าของเธอหนักแน่นแต่เร่งรีบ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นแรงด้วยความหวั่นวิตก จนกระทั่งมาหยุดลงตรงหน้าวงแหวนเวทโบราณ วงแหวนที่เคยนิ่งสงบ...บัดนี้กลับส่งเสียงร้องต่ำ ๆ ราวกับมันกำลังมีชีวิต
“เจ้าหญิงจะเลือกทางผิดเพียงหนึ่ง”
ใครเล่าจะรู้ว่าเพียงหนึ่งการตัดสินใจ จะนำมาซึ่งจุดจบของหลายโลก เจ้าหญิงยืนอยู่ท่ามกลางวงแหวนเวทโบราณ เริ่มต้นพิธีทำนายอีกครั้งด้วยหัวใจที่แน่วแน่ เธอตั้งจิตอธิษฐานด้วยความหวังอันแรงกล้า ขอให้แสงสว่างชี้ทางรอดให้แก่อาณาจักร ทว่า..คำทำนายกลับไม่ปรากฏเช่นที่คาดหวัง ภาพในไพ่คลุมเครือ ราวกับอนาคตกำลังต่อต้านการเปิดเผยความจริง เส้นทางการช่วยเหลือช่างเลือนรางนัก โชคชะตาที่เคยถูกผนึกเริ่มหมุนวนอีกครั้ง แรงและเร็วเกินกว่าจะหยุดยั้งได้
“สองจักรวาลจะทบซ้อน”
เงาอีกฝั่งเริ่มทบซ้อนเข้ามา สิ่งที่เคยอยู่เพียงในตำนานเริ่มเผยตัวต่อสายตาชาวเมือง
“และอาณาจักรจะดับสูญในเปลวไฟเวลา”
หายนะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เสียงสนั่นดังกึกก้องจนพื้นดินสะเทือน ราวกับฟ้าคำรามออกมาเป็นครั้งสุดท้าย เสียของหินผาถล่มซ้อนทับกันเป็นชั้น เสียงเสาและหอคอยหักโค่นทีละต้น ดังก้องทั่วหุบเขา ไม่ใช่เสียงระฆังฉลอง...ไม่ใช่เสียงแห่งชีวิต แต่คือเสียงแห่งการจบสิ้น เมืองทั้งเมืองกำลังล่มสลายลงกลายเป็นซากปรักหักพังที่ภายนอกวิหาร
“เสียงอะไรน่ะ”
องค์หญิงเผลอพึมพำ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แฝงความไม่น่าไว้วางใจเอาไว้
“กรี๊ด!!!”
เสียงแหลมแทรกซึมเข้าหู ความตกใจพุ่งสุดขีด ความเงียบในใจถูกฉีกกระชาก
“อย่าบอกนะว่า...”
เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง ก่อนจะรีบวิ่งออกมาอย่างร้อนรน พุ่งตัวออกไปจากลานพิธี เธอค่อย ๆ หันกายมองรอบตัว ต้นไม้ที่เคยยืนต้นสูงระฟ้าถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ เหลือเพียงเถ้าถ่านปลิวว่อนกลางอากาศ
“ท่านพ่อ...ท่านแม่...ทุกคนหายไปไหนกัน...”
เสียงของเธอแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ราวกับไม่อาเชื่อในสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หัวใจเต้นโครมคราม ความว่างเปล่าท่วมท้นในอก ความกลัว ความสับสน และความเสียใจพุ่งขึ้นพร้อมกันในคราเดียว ทันใดนั้น เธอก้มมองพื้น
“แล้วนี่มัน...การ์ดใส...ไม่สิไพ่ทาโรต์นี่นา”
ไพ่หลายใบล่องลอยอยู่รอบตัว ราวกับแสงสะท้อนจากน้ำแข็งบางใสที่กำลังละลาย บางใบส่องประกายสีอ่อนๆ ราวกับเป็นเศษเสี้ยวของอดีตที่แตกกระจาย
“ทำไมถึงมีไพ่สีใสเต็มไปหมดเลย...”
เธอยกมือแตะไพ่เบา ๆ ความเย็นเยียบแล่นเข้าสู่ปลายนิ้ว รับรู้ถึงพลังงานบาง ๆ จากไพ่แต่ละใบ หัวใจของเจ้าหญิงในยามนี้ เต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ ความสับสนระคนสิ้นหวังกำลังกัดกินเธอทีละน้อย
“บางทีไพ่ของฉันอาจจะบอกอะไร”
เอลาร่าพึมพำกับตัวเอง ๆ ขณะนั่งลงท่ามกลางวงล้อมของไพ่สีใสที่ลอยเคว้งคว้างรอบตัว แสงจันทร์เย็นเยียบสะท้อนผ่านเศษฝุ่นในอากาศ เธอหยิบไพ่สำรับส่วนตัวขึ้นมา มือสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ขึ้นในความสับสน เธอปิดตา สูดลมหายใจลึก แล้วตั้งจิตอธิษฐาน
“ขอให้ไพ่เปิดเผยความจริง...ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนในเมืองนี้”
เสียงไพ่เสียดสีกันเบาๆ ขณะเธอสับไพ่ จากนั้นจึงวางไพ่สามใบลงเบื้องหน้า
ใบที่หนึ่ง... The Fool (กลับหัว)
ใบที่สอง...The Lovers (แตกเป็นรอยร้าว)
ใบที่สาม...The world (โปร่งแสงเกือบจางหาย)
จิตของเธอเชื่อมโยงกับพลังของไพ่ทันที สายลมพัดผ่านเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบของผู้คนหลายพันชีวิต...ก่อนจะกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นอย่างชัดเจนในหัว
“พวกเขาไม่ได้จากไป...พวกเขากลายเป็นไพ่”
เธอเบิกตากว้าง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะความจริงที่ร้ายแรงเกินกว่าคำใดจะอธิบายพุ่งเข้าชนหัวใจ เสียงสะท้องต่าง ๆ ยังคงดังก้อง
“พวกเขาถูกผนึก...จิตวิญญาณของชาวเมืองทั้งหมด ถูกแปรสภาพเป็นไพ่ทาโรต์”
เธอเก็บไพ่แต่ละใบด้วยสองมือที่สั่นเทา ไม่รู้ว่าผ่านมากี่คืนวัน ร่างกายเหนื่อยล้าจนแทบจะล้มลงตรงนั้น แต่เธอไม่หยุด
เพราะทุกใบคือชีวิต
คือเสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่วิ่งเล่นริมแม่น้ำ
คือคำอวยพรจากหญิงชราหน้าร้านขนมปัง
คือแววตาห่วงใยจากทหารยามที่เคยทักทายอยู่ทุกเช้า
คือคำปลอบโยนที่ทำให้เรามีความสุขจากท่านพ่อ...ท่านแม่
ไพ่บางใบสั่นระริก บางใบจางหายจะลบเลือน แต่เธอยังคงยื่นมือออกไป...เก็บพวกเขาขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
เหมือนกลัวว่าถ้าช้าไปเพียงเสี้ยววินาที...ใบถัดไปจะหายไปตลอดกาล
เธอกอดกองไพ่ไว้แน่น ทั้งร่างสั่นสะท้าน สายตาเบลอไปด้วยม่านน้ำตา เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังท่ามกลางความเงียบงันของอาณาจักรที่ไม่มีผู้คน
...ไม่มีใครอีกแล้วที่จะตอบเธอว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ครึ่งปีผ่านไป...
เธอหลบหนีจากความทรงจำอันแสนเจ็บปวด กลายเป็นหญิงสามัญชนผู้ไร้นาม ณ ชายแดนอาณาจักรแห่งดาบ ดวงตาของเจ้าหญิงถึงจะมีประกายความแข็งแกร่งมากขึ้น ก็ยังซ่อนความเจ็บปวดไว้ลึก ๆ ไว้ภายใต้ริมฝีปากที่ไม่เคยสั่นไหวอีกต่อไป ในทุกสิ้นเดือน เธอจะค่อย ๆ เดินข้ามชายแดนมายังวิหารลานพิธีเดิม เสียงฝีเท้าเชื่องช้าบนพื้นหินเย็นเฉียบเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นอย่างมั่นคง เธอวางถุงผ้าบางไว้ข้างตัว สะพายสำรับไพ่เก่าแก่ แล้วเริ่มพิธีอีกครั้ง
เมื่อมือเธอสัมผัสกระดาษบางเบา ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบลง แต่ใจกลับร้อนผ่าวจากความตั้งใจแน่วแน่ สายตาเรียบนิ่งราวกับไม่รู้สึกใด ๆ แต่ในความนิ่งนั้นซ่อนน้ำหนักของความหวังและความกลัวที่เธอเรียนรู้จะปกปิดได้ชำนาญยิ่งขึ้นทุกวัน
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านวิหารเก่า เสียงกระเบื้องแตกร้าวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของหญิงสาวสวมชุดคลุมสีน้ำเงินหม่น มือบางของเธอสั่นเล็กน้อยขณะวางไพ่ลงกลางวงแหวนที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ไม่นานนี้...เจ้าหญิงเอลาร่าหลับตา ตั้งสมาธิอีกครั้ง
“เธอกำลังทำอะไรอยู่...ฉันเห็นเธอมาที่นี่ทุกเดือนเลย”
เสียงทุ้มต่ำแต่คมชัดดังขึ้นแทรกท่ามกลางความเงียบ ความเรียบเฉยของน้ำเสียงนั้นแฝงความขุ่นเล็กน้อย
เจ้าหญิงสะดุ้งตกใจ เธอลืมตาขึ้นทันที เสียงราวกับฟ้าผ่าเข้ามาในห้องสมาธิอย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนมีใครคว้ากระชากกลับจากห้วงลึกของจิตใต้สำนึก
“รู้มั้ยว่ามันอันตราย...”
เขาเอ่ยต่อในขณะที่ก้าวออกจากเงามือ ปรากฏกายใต้แสงเทียนพร่า ๆ เผยให้เห็นเสี้ยวใบหน้าคมคายนัยน์ตาสีเทาที่มองมาราวกับรู้ทันทุกความคิดของหญิงสาวตรงหน้า ราวกับคำพูดของเขาเป็นเวทสะกดที่ทำให้ลมหายใจของเจ้าหญิงติดขัดและวงเวทตรงหน้าหยุดตอบสนองต่อพลังของเธอ
“ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน...แล้วนายมาทำอะไรที่นี่”
เธอพูดพลางเบือนหน้าเลี่ยงสายตาเขา พยายามกดเสียงให้เรียบ แต่ความหงุดหงิดแผ่วออกมาในทุกถ้อยคำ
“นี่เธอ...มีพลังในการทำนายเหรอ”
เธอเงียบ ไม่ตอบ ความเงียบนั้นอึดอัดยิ่งกว่าเสียงพูด ความลังเลปรากฏในแววตา
“ถ้าจำไม่ผิด ผู้ที่มีพลังในการทำนายคือราชวงศ์ของอาณาจักรเอลเรสเทีย”
“แต่มันล่มสลายไปแล้วนี่...ชาวเมืองก็หายสาบสูญอีก”
คำพูดเหล่านั้นพุ่งเข้ามากระแทกเข้าในจิตใจของหญิงสาว เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ หายใจแรงขึ้นไม่รู้ตัว
“นี่นาย...ถ้าจะมากวนกันก็ออกไปเลย...ฉันต้องใช้สมาธิ”
น้ำเสียงแข็งกระด้างอย่างชัดเจน เป็นเกราะสุดท้ายที่เธอใช้ป้องกันหัวใจที่เปราะบาง ราวกับจะบอกว่าอย่าเฉียดเข้ามาใกล้
“เดี๋ยวสิ...ข้ามาที่นี่เพราะได้ยินเสียงเรียก”
ภายใต้แสงจันทร์สีเงินที่สาดส่องผ่านช่องกระจกเก่าในวิหารร้าง ความเงียบสงัดยาวนานถูกทำลายลงด้วยเสียงบทสนทนาอันคุกรุ่นไปด้วยความไม่ไว้ใจ
“ห๊า...นายกำลังจะกวนประสาทฉันใช่หรือไม่”
เสียงของเจ้าหญิงแฝงไปด้วยอารมณ์ระคนระหว่างความหงุดหงิดและความหวาดระแวง ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งขมวดคิ้วแน่น ริมฝีปากเม้มแนบแน่นอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ เธอไม่คุ้นชินกับใครสักคนที่ล่วงรู้ในสิ่งที่เธอพยายามเก็บงำไว้จากโลกภายนอก
“ข้าเปล่า...ข้าได้ยินจริงๆ”
น้ำเสียงของเขานุ่มทว่าแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อการปะทะอย่างกะทันหันนั้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงจันทร์พลางจับจ้องเธอ ลมกลางดึกพัดใบไม้ปลิวไหวตามช่องหน้าต่างเปิดกว้าง พาเอาเสียงกระซิบจากอดีตแว่วมากับสายลม ราวกับทั้งวิหารกำลังจับจ้องและรอฟังทุกถ้อยคำของพวกเขา
หญิงสาวเมินคำพูดของชายหนุ่ม ที่ฟังดูเหมือนเพ้อฝัน
“เจ้า...กำลังเรียกหาไพ่ที่ถูกลืมงั้นหรือ”
“เจ้า!! ”
เสียงของเธอดังขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างในเงามืดของวิหาร เสี้ยววินาทีหนึ่งความตกใจแล่นผ่านในแววตา ก่อนที่เจ้าหญิงจะรีบเก็บมันไว้เบื้องหลังสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง เธอลุกขึ้นในพริบตา เส้นผมยาวสะบัดไปตามแรงเคลื่อนไหว ชุดคลุมธรรมดาที่ใช้พรางกายพลิ้วไหวเมื่อเธอคว้าดาบสั้นจากข้างตัวอย่างคล่องแคล่ว แล้วพุ่งเข้าไปประชิด
“ตอบมา...เจ้ารู้เรื่องไพ่นี่ได้อย่างไร?”
ปลายดาบเย็นเฉียบแตะลงที่คอเขา แสงจันทร์สะท้อนใบมีดจนเกิดแสงวูบไหวคล้ายไพ่ใบหนึ่ง
“ข้าสามารถช่วยท่านได้...เจ้าหญิงเอลาร่า คอร์ลัม อันคาน่า”
เอลาร่าจ้องใบหน้าเขาอย่างไม่ไว้วางใจ ใบดาบยังคงแนบแน่นอยู่ที่ลำคอของเขา แม้มือของเธอจะมั่นคง แต่ภายในกลับปั่นป่วนและหวั่นไหว ไม่ใช่เพราะกลัว...แต่เพราะชื่อของเธอที่เขาเอ่ยออกมาอย่างแม่นยำ
ชายหนุ่มยังคงไม่หลบสายตา ริมฝีปากโค้งเล็กน้อยราวกับกำลังแอบยิ้ม แต่แววตาของเขากลับจริงจัง
“นี่เจ้ากำลังกวนประสาทข้าอย่างนั้นรึ”
เสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ และเสียดแทงด้วยความหวาดระแวง
“หากท่านไม่เชื่อ...ท่านก็ลองใช้ไพ่ท่านทำนายดูสิ”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดอีกเล่ม เสียดแทงความสงสัยที่อัดแน่นในหัวใจของเจ้าหญิง เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาไหวระริกอย่างหนัก ใจหนึ่งอยากแทงดาบลงเพื่อจบคำพูดล่วงเกินนั้น แต่อีกใจก็ร้อนรุ่มอยากรู้คำตอบ
เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะลดดาบลงช้า ๆ อย่างไม่ไว้ใจ แม้จะยังจับแน่นอยู่ในมือ และหันกลับไปทางวงพิธี
“นายชื่ออะไร...”
น้ำเสียงนั้นไม่สูง ไม่ต่ำ และไม่มีน้ำหนักของความรู้สึกใด ๆ แต่หากฟังให้ลึก จะพบว่ามันเป็นเสียงของคนที่คอยเฝ้าระวังไม่ให้หัวใจเผยความอ่อนแอ
“ข้าชื่อลูเซีย...ลูเซีย เฟย์นอส”
เธอหยุดนิ่งในชั่ววินาทีนั้น ก่อนจะค่อย ๆ หยิบไพ่ทำนายขึ้นมาอีกครั้ง มือเรียวบางวางสำรับลงบนแทนหินกลางวิหาร ก่อนจะวาดมือลงไปอย่างแผ่วเบา
เพียงครู่เดียว...ไพ่ใบหนึ่งพลันกระโจนขึ้นจากกอง ลอยสูงขึ้นกลางอากาศก่อนจะตกลงอย่างแม่นยำในมือของเธอ
“The Justice...”
เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ไพ่แห่งความยุติธรรม ผู้ตัดสิน ผู้ชั่งน้ำหนักแห่งผลกรรม เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเสมอ ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด
“ผู้เกิดในคืนพระจันทร์เต็มดวง...ใต้ราศีตุลย์”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ที่มีผมสั้นสีแดงสด นัยน์ตาสีเทาหม่น ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดตอบเธอ
“ผู้ที่เกิดมาเพื่อชี้ทางถูกผิด...แต่ไพ่บอกว่า...เจ้ากลับไม่เสถียร...
พลังของเจ้าคือสิ่งที่ขัดกับตัวเจ้าเอง”
ลูเซียยิ้มบาง ๆ ดวงตาเปล่งประกายแปลกประหลาด
“เพราะข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อพร้อมรับฟังคำพิพากษา...แต่เพื่อเปลี่ยนมัน”
เจ้าหญิงชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่ไพ่ต่อไปจะร่วงลงมาอีกหนึ่ง
The Fool ไพ่ของการเริ่มต้นใหม่โดยไม่อาจคาดเดา
คำทำนายชัดเจนขึ้นในใจเธอแล้ว... ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร จะไว้ใจได้หรือไม่ก็ตาม
แต่หากเธอจะเริ่มต้นอีกครั้ง...เธอจำเป็นต้องเดินไปพร้อมกับเขา