เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) - ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์ โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย,ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ

รายละเอียด

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ผู้แต่ง

Seth Sterlin

เรื่องย่อ

SUNSET ฉบับเต็มอ่านได้ใน E-Book ครับ



เขียนโดย Seth Sterlin


หากชอบเรื่องราวที่ผสมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับ และความน่ากลัวของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


© 2026 Sethanachoat Charoensri

สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหา ตัวละคร และภาพประกอบทั้งหมด ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…


ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง


SUNSET


นิยายผจญภัยอวกาศที่ให้ความรู้สึกสมจริง ทั้งระยะห่าง ความเวิ้งว้าง บรรยากาศ เสียง และความรู้สึกของการได้ยืนอยู่บนโลกเหล่านั้นจริง ๆ




คำเตือนและหมายเหตุจากผู้เขียน


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสีย อุบัติเหตุ และสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในบางช่วง


SUNSET อ้างอิงแนวคิดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมจากโลกจริงในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรากฏการณ์ และสมมติฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นหรือปรับลดความสมจริงเพื่อการเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้อ่าน



สารบัญ

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

เนื้อหา

ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

แสงเย็นคลี่ตัวเหนือสวนลุมพินีเป็นสีทองบาง ๆ ลมอุ่นพากลิ่นน้ำ กลิ่นหญ้า และดินชื้นลอดผ่านแนวต้นไม้ เงาตึกสูงสั่นไหวอยู่บนผิวน้ำตามระลอกคลื่นเล็ก ๆ เรือรูปหงส์สองลำค่อย ๆ สวนกันกลางบึง เสียงรองเท้านักวิ่งกระทบทางเป็นจังหวะสลับกับเสียงพูดคุย เสียงนก และเสียงเมืองซึ่งถูกแนวไม้ลดทอนจนเหลือเพียงความครางไกล ๆ ทุกอย่างเคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างธรรมดาเสียจนไม่มีใครในเย็นวันนั้นจำเป็นต้องนึกเลยว่า การมีลมพัดผ่านผิวหนังและได้ยินเสียงคนอื่นอยู่รอบตัวคือสิ่งล้ำค่าเพียงใด




ซันชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นพ่อเดินตามหลังอยู่หลายก้าว




“ไหวไหมพ่อ”




“พ่อยังไม่ได้แก่ขนาดนั้น”




“ผมยังไม่ได้พูดเรื่องอายุเลย”




“แต่หน้าลูกพูดไปแล้ว”




ซันหัวเราะ ก่อนเดินถอยหลังกลับไปหา พ่อรับขวดน้ำจากมือเขา ดื่มเพียงสองอึกแล้วส่งคืน ทั้งสองเปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินเลียบขอบบึง ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง




“อากาศดีไหม” ซันถาม




“ก็ดี”




“เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าช่วงเย็นที่นี่สงบ”




พ่อมองนักวิ่งกลุ่มหนึ่งแซงผ่านไป “สงบตรงไหน คนเต็มไปหมด”




“สำหรับกรุงเทพฯ แค่นี้ก็ถือว่าสงบแล้ว”




ทั้งสองหยุดตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ ซันยื่นผ้าผืนเล็กให้ พ่อรับมาเช็ดเหงื่อตรงขมับ ก่อนนั่งลงอย่างไม่รีบร้อน




ซันทิ้งตัวลงข้าง ๆ เหยียดขาไปด้านหน้า




“คราวหน้ามาอีกนะ”




“คราวหน้า?”




“เพิ่งวิ่งรอบเดียวเอง พ่อทำหน้าเหมือนผมชวนไปดาวอังคาร”




“วิ่งรอบสวนเหนื่อยกว่าขึ้นจรวดอีก”




“สมกับเป็นนักบินอวกาศ” ซันพูดแล้วหัวเราะ




พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง




“พ่ออยากให้ลูกได้เห็นสิ่งที่ลูกอยากเห็น” เขาพูด “แต่พ่อไม่ได้อยากส่งลูกไปตาย”




ซันยิ้มนิดหนึ่ง “พูดตรงดี”




“เรื่องแบบนี้ไม่ต้องพูดให้สวย”




ลมพัดผ่านผิวน้ำ กลิ่นหญ้าเปียกและดินจาง ๆ ลอยมาใต้ร่มไม้


ลมแตะผิวแขนที่ยังชื้นเหงื่อแล้วพาความเย็นบาง ๆ ผ่านไป กลิ่นหญ้าเปียก ดิน และน้ำในบึงปะปนกันอย่างที่ไม่มีเครื่องกรองอากาศใดจำลองได้เหมือน เสียงคนคุยกันจากอีกฝั่งทางเดินดังมาไม่เป็นคำชัดเจน แต่การมีเสียงของคนแปลกหน้าอยู่รอบตัวกลับทำให้เย็นวันนั้นอบอุ่นโดยไม่ต้องมีใครตั้งใจ




“ตอนเริ่มโครงการ” พ่อพูดต่อ “พ่อคิดว่าทุกอย่างจะง่ายกว่านี้มาก แค่สร้างยานที่ไปได้ไกลพอ สร้างระบบที่ดูแลคนข้างในได้นานพอ แล้วรอให้ลูกโตขึ้น”




“ฟังเหมือนปลูกต้นไม้เลย”




“ต้นไม้เลี้ยงง่ายกว่าลูกเยอะ”




“ผมเลี้ยงยากตรงไหน”




พ่อเหลือบมอง “ตอนห้าขวบ ลูกถอดเครื่องกรองอากาศในห้องนอนออกมาดูว่าข้างในมีอะไร”




“แล้วผมก็ประกอบกลับได้”




“เหลือนอตสามตัว”




“ของเกินจากโรงงาน”




พ่อหัวเราะในลำคอ ก่อนเงียบลงอีกครั้ง




“ยิ่งลูกโต พ่อก็ยิ่งรู้ว่าโครงการหนึ่งไม่ควรมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตคนคนหนึ่ง ถึงคนคนนั้นจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับมันก็ตาม”




ซันไม่ได้ตอบ




อีกฝั่งของบึง เด็กคนหนึ่งปล่อยมือจากแม่แล้ววิ่งไล่นกพิราบ แม่รีบตามไปคว้าแขนไว้ก่อนเด็กจะชนคนวิ่งที่กำลังผ่านมา




“ถ้าผมขึ้นไปบนนั้นจริง ๆ Milo และเหล่า minion จะพูดแลผม”


“พ่อสบายใจได้เลย” ซันพูดต่อ




พ่อยิ้มบาง ๆ แต่แววตายังเต็มไปด้วยความกังวล




“พ่อรู้” เขาตอบ “แต่พวกมันคงกอดลูกไม่ได้ เวลาที่ลูกต้องการใครสักคน”




ซันนิ่งไป ก่อนหัวเราะกลบเบา ๆ




“งั้นก่อนผมไป พ่อต้องกอดเผื่อไว้เยอะ ๆ แล้วล่ะ”




แสงสีส้มเหนือสวนลุมพินีค่อย ๆ จางลงทีละน้อย เงาของต้นไม้ยืดยาวข้ามทางเดินก่อนจะละลายเข้ากับความมืด ผิวน้ำเปลี่ยนจากสีทองเป็นน้ำเงินเข้มทีละส่วน ขณะที่ไฟริมทางติดขึ้นทีละดวงและเสียงผู้คนค่อย ๆ บางลง ซันกับพ่อยังนั่งอยู่ข้างกันโดยไม่มีใครรีบลุก ความเงียบระหว่างสองคนไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยเสียงใบไม้ เสียงน้ำ และลมหายใจของชีวิตรอบข้าง—รายละเอียดธรรมดาที่อีกหลายพันปีต่อมา จะกลายเป็นสิ่งซึ่งไม่มีเครื่องจักรใดบน Vagus Lucis สร้างกลับมาได้เหมือนเดิมทั้งหมด




ความอบอุ่นของเย็นวันนั้นค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงเสียงหนึ่งที่ดังแทรกขึ้นมาจากความทรงจำ




แกร๊ก ๆ




เมื่อยาน Vagus Lucis เริ่มปรับระดับร่อนตัวเข้าสู่วงโคจรต่ำอันหนาวเหน็บ ท่ามกลางความเงียบงันของห้วงอวกาศ เสียงกระแทกเบา ๆ ส่งผ่านโครงสร้างเปลือกนอกของตัวยานอย่างสม่ำเสมอ


ความทรงจำของลมอุ่นถูกตัดขาดด้วยเสียงแกร๊กจากเกราะยาน ภายในห้องควบคุมไม่มีความชื้นของสวน ไม่มีใบไม้ และไม่มีเสียงคนวิ่ง มีเพียงอากาศที่ถูกเครื่องจักรหมุนเวียนซ้ำกับความเย็นสีฟ้าซึ่งฉายผ่านจอเข้ามาบนผิวหน้า ความต่างระหว่างสองสถานที่ห่างกันหลายพันปี แต่ในหัวของซัน มันเกิดขึ้นห่างกันเพียงหนึ่งเสียง




มันคือเสียงของละอองผลึกน้ำแข็งบางส่วนที่ถูกแนวลมชั้นล่างพัดขึ้นสูงจนหลุดเข้าสู่วงโคจรต่ำ ปะทะเข้ากับเกราะโลหะเป็นระยะและส่งเสียงสะท้อนเบา ๆ เข้ามาถึงด้านในห้องควบคุม




ก่อนที่ภาพรวมทั้งหมดจะปรากฏขึ้นบนจอท้องฟ้าจำลองซึ่งนิ่งสนิทจนน่าขนลุก ยานสำรวจลำมหึมาลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของ Nivalis-7 ชั้นบรรยากาศสีฟ้าเทาซีดฟุ้งเป็นริ้วบางตามแนวขอบดาว เผยให้เห็นทุ่งน้ำแข็งเก่าแก่กว้างใหญ่เบื้องล่าง ถูกตัดด้วยแนวร่องแตกสีน้ำเงินดำและสันน้ำแข็งอัดตัว ขณะที่คราบฝุ่นโทลินสีน้ำตาลแดงมะฮอกกานีหม่นเกาะอยู่บนผิวราวรอยแผลเก่าแก่ที่ลมหนาวทิ้งไว้


Nivalis-7 ค่อย ๆ ไหลผ่านใต้ยานอย่างช้า ๆ ร่องแตกบนพื้นซึ่งกว้างระดับหุบเขากลับดูบางเหมือนรอยขีดจากระดับวงโคจร หมอกสีซีดเกาะตามที่ต่ำจนแทบไม่เคลื่อน และไม่มีจุดสว่างของเมืองใดบนด้านมืดให้สายตาเผลอคาดหวัง โลกทั้งใบมีภูมิประเทศ มีอากาศ และมีฤดูกาลของมันเอง โดยไม่ต้องมีสิ่งมีชีวิตสักชนิดคอยรับรู้ว่ามันสวยเพียงใด




ซันสลับโหมดกล้องสำรวจรอบยานร่วมกับระบบ FOS ในการกวาดหาจุดตั้งรกราก ชายหนุ่มวิเคราะห์เงื่อนไขอันเข้มงวดในหัววิศวกรอย่างละเอียด น้ำแข็งตรงนั้นต้องหนาแน่นพอ อยู่ห่างจากแนวร่องแตกตื้นและขอบแอ่งยุบที่ยังเคลื่อนตัว ใกล้แนวโขดหินเพื่อยึดสมอบก และพ้นจากแนวลมผลึกน้ำแข็งที่อาจขัดผิวแผงโซลาร์เซลล์จนเสียหาย




จนกระทั่ง Milo ส่งเสียงรายงานผ่านลำโพงว่าพบพิกัด Beta-14 ที่มีโขดหินแกรนิตโผล่พ้นน้ำแข็งพอดี เรดาร์และโพรบเจาะยังยืนยันชั้นน้ำแข็ง H₂O หนาแน่นที่มีค่า D/H สูงอยู่ใต้ฐาน และมีสัญญาณรีเลย์จากโดรนชัดเจนเต็มร้อย




เนื่องจากซันไม่ได้ขนแท่นขุดสำเร็จรูปข้ามระบบดาวมาเพราะยานจะมีน้ำหนักมากเกินไป สิ่งที่เขามีในคลังของยานจึงมีเพียงแค่ส่วนหัวใจหลักอย่างหัวพิมพ์เลเซอร์ความร้อนสูง ชุดกล่องควบคุม แกนปฏิกรณ์ขนาดจิ๋ว และแพ็กเกจเซนเซอร์วัดแรงดันแม่นยำสูงเท่านั้น




ส่วนโครงสร้างภายนอก ท่อส่ง แผ่นฐาน และแผงรังสีระบายความร้อนทั้งหมด เขาจำเป็นต้องผลักภาระให้ดวงจันทร์ Silt AX-9 เป็นฝ่ายผลิตหลักแล้วค่อยส่งกลับมา




ชายหนุ่มจัดการเคาะนิ้วลงบนแป้นพิมพ์เพื่อแบ่งโจทย์ออกเป็นสองฝั่งดาว โดยกำหนดให้ Silt AX-9 ตั้งโรงพิมพ์สามมิติร่วมกับแท่นขุดเจาะเรโกลิธเพื่อถลุงโลหะ ในขณะที่บนดาว Nivalis-7 จะลงไว้เพียงแค่ 3 แท่นหลักกับ 2 แท่นทดลอง




ซึ่งประกอบไปด้วยแท่นที่หนึ่งสำหรับหลอมน้ำแข็งและแยกน้ำออกจากสิ่งเจือปน แท่นที่สองสำหรับแยกไอโซโทปปั่นน้ำมวลหนัก แท่นที่สามสำหรับเก็บสารดิวทีเรียมเหลวแช่แข็งในถังความดัน ส่วนแท่นที่สี่และห้าจะทำหน้าที่เป็นโมดูลสำรอง ซ่อมบำรุง และเสารีเลย์สัญญาณวิทยุ




ทว่าในระหว่างนั้น Milo กลับแย้งขึ้นมาซื่อ ๆ ว่าแผงวงจรควบคุมวงแหวนตัวนำยิ่งยวดของแท่นที่สามไม่สามารถพิมพ์เองได้เพราะหัวพิมพ์สามมิติ เสียหายจนฝืนทำความละเอียดระดับนาโนเมตรไม่ได้อีกแล้ว




ซันจึงต้องตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยความดื้อดึง โดยการสั่งให้แกะชิปประมวลผลสำรองจากโดรนเก็บเกี่ยวตัวที่เลิกใช้และถอดวาล์วความดันจากระบบปรับอากาศห้องโดยสารส่วนหลังที่ปิดตายมาดัดแปลงแทน จน Milo ต้องแอบแซวปนประชดเบา ๆ ว่าโดรนหมายเลขสองกำลังจะกลายเป็นผู้เสียสละประจำภารกิจนี้




หลังจากแท่นขุดนำร่องทั้ง 5 แท่นบนดาว Nivalis-7 เริ่มส่งเสียงครางกระหึ่มและยิงไอพ่นความร้อนเจาะทะลวงน้ำแข็งอย่างช้า ๆ ซันก็สับสวิตช์บังคับยาน Vagus Lucis เดินทางกลับมาปักหลักที่ดวงจันทร์ 

Silt AX-9 ที่ซึ่งแห้งแล้งและเหมาะกับงานผลิตในสุญญากาศมากกว่า เพื่อประกอบโมดูลสถานีอยู่อาศัยระยะยาวลงบนพื้นทรายสีเหลืองซีดนิ่งสนิท




ชายหนุ่มลงมือเชื่อมต่อข้อต่อสายเคเบิลด้วยตัวเองทีละจุดจนกระทั่งฐานทัพรูปโดมโลหะหยาบ ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นสีเหลืองซีด


ในภาพจากกล้องภายนอก โดมโลหะดูเล็กจนแทบเป็นเศษสีเทาบนพื้นสีเหลือง เสาอากาศกับสายเคเบิลลากออกจากมันเหมือนราก

บาง ๆ ที่พยายามเกาะโลกซึ่งไม่มีดินสำหรับต้นไม้ ซันรู้ว่าภายในมีอากาศ อุณหภูมิที่มนุษย์อยู่ได้ และแสงสีขาวจากหลอดไฟ—พื้นที่ไม่กี่ร้อยตารางเมตรซึ่งจักรวาลภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ตราบเท่าที่ซีลทุกชิ้นยังทำงาน




โดยภายในสถานีได้ถูกแยกออกเป็นสัดส่วนชัดเจน ตั้งแต่โมดูลอยู่อาศัยอันคับแคบ ห้องแล็บวิจัยสูตร AURUM ที่ปิดผนึกมิดชิด โรงงานพิมพ์สามมิติ คลังแยกแร่ ห้องซ่อมบำรุง minion แปลงพืชไฮโดรโปนิกส์แนวตั้งสำหรับทำอาหาร ห้องผลิตโปรตีนสังเคราะห์จากพืช ไปจนถึงห้องกักกันสารเคมีแปลกปลอม มันไม่ได้มีความหรูหราเลยแม้แต่น้อย แต่นี่คือป้อมปราการแห่งเดียวที่จะรองรับชีวิตอันยาวนานหลังจากนี้




เมื่อระบบทุกอย่างเชื่อมต่อกันเสร็จสมบูรณ์ ซันมองดูไฟสีเขียวดวงเล็ก ๆ บนแผงควบคุมระบบบัญชีเชื้อเพลิงที่เริ่มกะพริบแจ้งเตือนว่าแท่นขุดบน Nivalis-7 เริ่มส่งผ่านตัวเลขปริมาณสารดิวทีเรียมเหลวเข้ามาในคลังเพียงสัปดาห์ละไม่กี่มิลลิลิตร ในเวลาเดียวกัน โรงงานบน 

Silt AX-9 ก็สกัดไอโซโทปฮีเลียม-3 จากฝุ่นเรโกลิธได้เพิ่มขึ้นช้าจนน่าโมโห


ความคืบหน้าช้าเสียจนมองไม่เห็นถ้าจ้องตัวเลขเพียงวันเดียว หลายครั้งซันตื่นขึ้นมา พบค่าปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงเศษทศนิยม แล้วกลับไปนอนโดยไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงให้รู้สึกได้ ด้านนอก สถานียังคงตั้งอยู่ใต้ท้องฟ้าดำ ด้านใน เครื่องพิมพ์ยังเคลื่อนหัวฉีดไปตามรางทีละชั้น ราวกับทั้งฐานกำลังใช้เวลามากกว่าพลังงานเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างทางออก




ในขณะที่ของเหลว AURUM ที่สร้างสำเร็จก่อนหน้านี้ก็นอนนิ่งสนิทอยู่ในถังนิรภัยราวกับวัตถุอันตรายที่ยังขาดสูตรผสมอันสมบูรณ์ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถาม AI คู่ใจให้ช่วยคำนวณเวลาในการเติมเชื้อเพลิงหลักของยานให้เต็มด้วยอัตราการผลิตเท่าที่มีอยู่




Milo ทิ้งจังหวะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณสรุปยอดความคืบหน้าขึ้นบนแล็ปท็อป




“ระบบคำนวณจากอัตราไหลเวียนในปัจจุบัน คลังเก็บพลังงานสำรองจะเต็มความจุเมื่อเราขุดได้ครบตามเป้าหมายของระบบนำร่องครับคุณซัน แต่อย่างน้อยระบบไฮโดรโปนิกส์ก็มีสารอาหารพอให้คุณปลูกมะเขือเทศกินเล่นประทังเวลาไปได้อีกหลายรุ่นเลยนะครับ” Milo พยายามปล่อยมุกซื่อ ๆ ปลอบใจ




ซันไม่ได้ตอบคำถามนั้นกลับไปเพราะเขารู้ดีว่าภารกิจนี้ไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะอันรวดเร็ว แต่เขาเป็นเพียงคนที่เดินไปหมุนนาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์ให้เม็ดทรายเม็ดแรกเริ่มไหลหยดลงมาท่ามกลางความมืดมิด




และปล่อยให้เสียงกลไกของเครื่องพิมพ์สามมิติ ข้างห้องยังคงส่งเสียงดัง จิ๊ด... จิ๊ด... ขยับทำงานต่อไปในความเงียบงันอันเป็นนิรันดร์





อ่านต่อได้ใน E-Book