เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) - ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย,ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ

รายละเอียด

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ผู้แต่ง

Seth Sterlin

เรื่องย่อ

SUNSET ฉบับเต็มอ่านได้ใน E-Book ครับ



เขียนโดย Seth Sterlin


หากชอบเรื่องราวที่ผสมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับ และความน่ากลัวของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


© 2026 Sethanachoat Charoensri

สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหา ตัวละคร และภาพประกอบทั้งหมด ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…


ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง


SUNSET


นิยายผจญภัยอวกาศที่ให้ความรู้สึกสมจริง ทั้งระยะห่าง ความเวิ้งว้าง บรรยากาศ เสียง และความรู้สึกของการได้ยืนอยู่บนโลกเหล่านั้นจริง ๆ




คำเตือนและหมายเหตุจากผู้เขียน


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสีย อุบัติเหตุ และสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในบางช่วง


SUNSET อ้างอิงแนวคิดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมจากโลกจริงในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรากฏการณ์ และสมมติฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นหรือปรับลดความสมจริงเพื่อการเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้อ่าน



สารบัญ

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

เนื้อหา

ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน

Null Artifact วัตถุต่างดาวลึกลับส่งพัลส์ออกมาหนึ่งครั้ง มันถูกกักอยู่ในกล่องหีบสีดำ




แผ่นโลหะสีดำของหีบตัดสัญญาณสั่นเบาจนแทบแยกไม่ออกจากแรงหมุนของยาน จากนั้นทุกอย่างกลับเงียบ ราวกับสิ่งที่อยู่ข้างในเพียงเคาะผนังเพื่อเช็กว่ายังมีใครฟังอยู่




ซันไม่ตอบมัน




เขามีปัญหาอื่นที่ต้องรอดให้พ้นก่อน




ภายนอกห้องแล็บ ตัวยาน Vagus Lucis กำลังเปลี่ยนสัณฐานเข้าสู่ Centrifuge Mode เพื่อต้อนรับภารกิจระยะยาว แกนโมดูลหลักเริ่มกางแผงระบายความร้อนขนาดยักษ์สีขาวขุ่นออกจากลำตัว ก่อนที่โครงสร้างทั้งหมดจะเริ่มหมุนรอบแกนยาวของยานอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ แรงจากการหมุนสร้างแรงโน้มถ่วงเทียมประมาณ 0.38 g ตามพื้นที่ใช้งานรอบเปลือกยาน เพียงพอให้ซันเดินเหิน ทำงานวิศวกรรมด้วยมือเปล่า สับสวิตช์ และควบคุมเครื่องมือได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลว่าสารเคมีหรือชิ้นส่วนโลหะจะลอยคว้างกระจายไปในอากาศ


น้ำหนักค่อย ๆ กลับมาที่ฝ่าเท้าของซันพร้อมการเพิ่มรอบหมุนของยาน ทีละน้อย ร่างที่เคยลอยเบาก็เริ่มถูกดึงเข้าหาพื้น แขนและเครื่องมือยังเบากว่าความทรงจำบนโลกมาก แต่หลังใช้เวลานานท่ามกลางศูนย์จี แรงกดเพียงเท่านี้ก็ให้ความรู้สึกคล้ายการได้มี “พื้น” กลับคืนมาอีกครั้ง




“Milo ล็อกแนวหัวเรือเข้าหา Nacreus แล้วเปิด FOS” ซันออกคำสั่ง “ใช้โหมดสำรวจวงโคจรและคาลิเบรตกับดาวอ้างอิง”




“รับทราบครับ แนวหัวเรือตรงกับเป้าหมาย เปิด FOS-SAT และระบบชดเชยการหมุนสำหรับข้อมูลสำรวจ”




ทันทีที่เลนส์กล้องจักรกลบิดโฟกัสเข้าหาศูนย์กลาง ระบบ “ท้องฟ้าจำลอง” บนโดมรอบห้องควบคุมก็กะพริบวาบ แสงจากจอหายไปชั่วขณะ ก่อนผนังสีเทารอบตัวซันจะถูกแทนที่ด้วย Nacreus ทั้งผืน ดาวก๊าซยักษ์ไม่ได้ดูเหมือนวัตถุที่ลอยอยู่ไกลออกไปอีกแล้ว ขอบโค้งของมันล้นออกนอกกรอบการมองเห็น ชั้นเมฆสีมุกฟ้าอมเทาไหลวนอยู่ต่ำกว่าปลายเท้าราวกับห้องควบคุมกำลังแขวนอยู่เหนือมหาสมุทรซึ่งไม่มีพื้น และวงแหวนสีเงินเทาพาดข้ามความมืดเป็นแนวยาวจนมองไม่เห็นว่ามันเริ่มต้นหรือสิ้นสุดที่ใด




กล้อง FOS บันทึกภาพชุดแรกไว้โดยอัตโนมัติ ภาพหนึ่งคือขอบโค้งมหึมาของ Nacreus ที่ทอดผ่านความมืดราวกับกำแพงโลกทั้งใบ ชั้นเมฆสีมุกฟ้าอมเทาหมุนวนเป็นลวดลายละเอียดเต็มระนาบ และใต้แนววงแหวนมหึมา... พายุหมุนวงรียักษ์สีอำพันทองหม่น




The Amber Crown


มันกำลังม้วนตลบก๊าซขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง




อีกภาพหนึ่งเผยให้เห็นทะเลเมฆกว้างใหญ่ของดาวก๊าซยักษ์ พายุหมุนหลายลูกกระจายตัวอยู่บนชั้นบรรยากาศเหมือนรอยแผลวงกลมบนผิวดวงดาว บางลูกมีแกนกลางสีทองจาง ๆ สว่างลอดขึ้นมาจากชั้นเมฆลึก ซันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงกดบันทึกภาพเหล่านั้นลงในคลังข้อมูล เหมือนทุกครั้งที่จักรวาลยอมเปิดเผยใบหน้าแปลกประหลาดของมันให้เขาเห็น ครืด... ครืด... ปัง!


ภาพจากกล้องไม่มีเสียงพายุให้ได้ยิน ทะเลเมฆทั้งผืนจึงเคลื่อนตัวอยู่ในความเงียบ แม้แต่ The Amber Crown ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าหลายประเทศรวมกันก็หมุนอย่างสงบจากระยะนี้ ความรุนแรงทั้งหมดถูกย่อให้เหลือเพียงสีและการเคลื่อนไหวช้า ๆ จนซันต้องเตือนตัวเองว่า สิ่งซึ่งดูงดงามบนจอสามารถบดขยี้โพรบโลหะได้ภายในเวลาอันสั้น




สนามแม่เหล็กของ Nacreus ซึ่งรุนแรงกว่าดาวพฤหัสเกือบสองเท่า กำลังเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในโครงยานและรบกวนวงจรควบคุม ประจุพลังงานสูงกระแทกเกราะเป็นระยะ ทำให้ระบบรักษารอบหมุนของ Centrifuge Mode ต้องชดเชยตลอดเวลา น้ำหนักใต้ฝ่าเท้าของซันจึงแกว่งเพียงเล็กน้อยจากความเร็วรอบที่ไม่คงที่ เขาจับที่วางแขนแน่นและปรับวงโคจรให้สูงขึ้น




“สนามแม่เหล็กหนาแน่นจนเกิดการปะทุของไอออนในแถบพายุ Milo...” ซันพูดเสียงกระชับ สายตายังจับอยู่ที่ภาพตรงหน้า “รัวกล้องสแกนจากภาพดาวเทียม”




แชะ! แชะ! แชะ!




เซนเซอร์ FOS บันทึกภาพต่อเนื่องหลายช่วงคลื่น จากนั้นซันสับสวิตช์แมนนวล ดีดโพรบสำรวจขนาดเล็กออกจากตัวยาน ให้ทะลวงดิ่งลงสู่ม่านพายุเบื้องล่าง สัญญาณพาหะของโพรบถูกแปลงเป็นเสียงแหลมขาด ๆ หาย ๆ ผ่านลำโพง ขณะที่มันส่งภาพชั้นเมฆลึกและค่าวัดแรงดันกลับมาอย่างต่อเนื่อง




ก่อนที่โพรบจะถูกบดขยี้จนสัญญาณขาดหาย มันส่งภาพสุดท้ายกลับมาได้สองชุด ภาพแรกคือขอบพายุ The Amber Crown จากด้านบน กำแพงเมฆสูงชันบิดตัวเข้าหาศูนย์กลางเป็นวงเกลียว ข้างในมืดลึกจนเซนเซอร์วัดระยะไม่สามารถระบุพื้นผิวปลายทางได้ ราวกับพายุลูกนั้นไม่ได้มี “ก้น” ให้ตกถึง ภาพถัดมามาจากระดับต่ำกว่าเดิมมาก กล้องของโพรบหันเฉียงผ่านหน้าผาเมฆขนาดมหึมา แสงจากวงแหวนของ Nacreus สาดผ่านชั้นบรรยากาศเป็นเส้นยาวสีเงินทองเหนือทะเลพายุเบื้องล่าง ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะสะบัด แตกเป็นเม็ดสัญญาณรบกวน แล้วดับวูบไป


ยิ่งโพรบดิ่งลึก ผนังเมฆก็ยิ่งสูงขึ้นรอบกรอบภาพ แสงจากวงแหวนซึ่งเคยสว่างเหนือชั้นบรรยากาศค่อย ๆ ถูกกลืนจนเหลือเป็นริ้วสีเงินบาง ๆ เหนือศีรษะ สิ่งสุดท้ายที่กล้องเห็นก่อนสัญญาณแตกกระจายเป็นความมืดซึ่งยังทอดลงไปต่ออีก—ลึกกว่าระยะที่เซนเซอร์จะบอกได้ว่ามีปลายทางหรือไม่




เซนเซอร์ของโพรบถูกบดขยี้จนละลายหายไปในชั้นบรรยากาศเข้มข้น แต่วัตถุดิบข้อมูลที่สะท้อนกลับมา รวมกับภาพถ่ายวงแหวนและค่าความหนาแน่นของประจุ ก็เพียงพอสำหรับการประเมินขั้นต้น




“FOS-MSI พบลักษณะสเปกตรัมที่สอดคล้องกับบริเวณซึ่งอาจมี AURUM และโพรบยืนยันอนุภาคเอ็กโซติกในตัวอย่างก๊าซครับ” Milo รายงานผ่านคลื่นรบกวน “ความเข้มข้นสูงสุดอยู่ในชั้นลึกของ The Amber Crown ส่วนฝุ่นวงแหวนด้านในมีร่องรอยการประมวลผลด้วยสนามแม่เหล็ก แต่ยังต้องเก็บตัวอย่างจริงก่อนระบุองค์ประกอบ”




“สนามแม่เหล็กบดบังจนควบคุมระยะไกลร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้เลยสินะ” ซันมองหน้าจอแบนที่เต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนคล้ายเม็ดทราย เขาไม่สามารถขับยานแม่ดิ่งลงไปในพายุนรกนั้นได้ และไม่มีทางนั่งกุมจอยบังคับโพรบด้วยตัวเองผ่านสนามแม่เหล็กที่ตัดสัญญาณเกือบหมดแบบนี้ ทางเลือกเดียวคือการสร้างโดรนเก็บเกี่ยวรุ่นต้นแบบที่มีปัญญาประดิษฐ์ในตัวเอง Harvest-Rider Probe






“เช็กทรัพยากรคงคลัง” ซันสั่งต่อ “ดึงผังระบบดาวบริวารรอบ ๆ ขึ้นมา ดวงไหนพอมีแร่โลหะให้เราไปตั้งรากฐานขุดมาป้อนเครื่องพิมพ์สามมิติได้บ้าง”




ไม่นานหลังจากนั้น




ภายในห้องปฏิบัติการส่วนกลาง


เครื่องพิมพ์สามมิติขนาดอุตสาหกรรมเครื่องใหญ่ก็เริ่มส่งเสียงฮัมต่ำสม่ำเสมอ กลิ่นสารเคมีเหม็นหึ่ง


ความร้อนจากหัวพิมพ์ทำให้อากาศในห้องแล็บแห้งและอุ่นกว่าทางเดินด้านนอกเล็กน้อย กลิ่นโลหะร้อนกับสารประกอบคาร์บอนติดอยู่ปลายจมูก เสียงหัวฉีดลากไปมาตามรางซ้ำจังหวะเดิมนานหลายชั่วโมง จนงานสร้างเครื่องจักรสำหรับพายุระดับดาวเคราะห์กลับฟังดูไม่ต่างจากโรงงานเล็ก ๆ ที่ทำงานกะดึกเพียงลำพัง


แข่งกับเสียงลั่นของโครงยานจากแรงดึงดูดภายนอก หัวฉีดเลเซอร์พ่นความร้อน


หลอมละลายผงโลหะและคาร์บอนคอมโพสิตขึ้นรูปชิ้นส่วนตามแปลนสามมิติที่ซันเพิ่งออกแบบบนหน้าจอ




โครงสร้าง Harvest-Rider ถูกขึ้นรูปเป็นลำตัวแบนทรงลิ่มสำหรับตัดผ่านชั้นก๊าซหนาแน่น ช่องรับมวลสารอยู่ใต้ท้องแทนการเปิดกว้างตรงหัว เพื่อไม่ให้แรงดันกระแทกทำลายระบบแยกตัวอย่าง ด้านข้างมีช่องควบคุมการไหลและหัวฉีด RCS หลายทิศ ส่วนท้ายติดห้องปฏิกิริยา AURUM ขนาดเล็กสำหรับเร่งหนีจากชั้นพายุ ไม่ใช่เครื่องยนต์เผาไหม้แบบธรรมดา




ระหว่างที่เครื่องพิมพ์กำลังรันเลเยอร์ฐาน ซันใช้จังหวะนั้นขยับตัวไปจัดการห้องว่างโมดูลข้าง ๆ


เขาเคลียร์สายไฟและสายเคเบิลที่พันระโยงระยางรุงรัง รวมถึงกล่องเครื่องมือที่ไม่ใช้งาน ออกไปเก็บไว้ในห้องเก็บของฝั่งอื่น


ในยานลำนี้ไม่มีพื้นที่ไหนเปล่าประโยชน์ ทุกตารางนิ้วคือผนังปรับเปลี่ยนได้ แผงล็อกเครื่องมือและจุดยึดอุปกรณ์ทุกตำแหน่งถูกจัดสรรให้สอดรับกับภารกิจ


ซันออกแรงลากแขนกลอุตสาหกรรมสามอันมาติดตั้ง ใช้สว่านไฟฟ้าขันน็อตยึดเข้ากับตัวล็อกผนังเสียงดังตึด ๆ ขาเหล็กกลไกทั้งสามเริ่มขยับทำหน้าที่เชื่อม หลอมโลหะให้เป็นเนื้อเดียวกัน และประกอบชิ้นส่วนโดรนอย่างเป็นระบบ




ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าผ่านไป จน Harvest-Rider ต้นแบบสามลำถูกยึดเข้ากับรางทดสอบ เซนเซอร์ของแต่ละลำเชื่อมข้อมูลจากกล้อง เรดาร์วัดชั้นพายุ เครื่องวัดแรงดัน IMU แมกนีโตมิเตอร์ และสเปกโตรมิเตอร์เข้าด้วยกัน หากการสื่อสารกับยานแม่ขาดหาย พวกมันต้องอ่านพายุและตัดสินใจกลับขึ้นมาได้เอง




“คุณซันครับ...” Milo เอ่ยขึ้นผ่านสัญญาณภายในที่สั่นไหว “รุ่นต้นแบบนี้เราต้องยอมบรรจุ AURUM ดิบที่มีเหลืออยู่น้อยนิดลงไปในถังเชื้อเพลิงท้ายโดรนจริง ๆ หรือครับ?”




“จำเป็น Milo” ซันเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมจากแรงกดดัน “แบตเตอรี่กับไมโครเทอร์ไบน์รับภาระได้เฉพาะช่วงร่อนลง แต่ตอนหนีจากชั้นพายุ Harvest-Rider ต้องส่ง AURUM เข้าห้องปฏิกิริยาเพื่อจ่ายพลังงานให้หัวฉีดท้ายและ RCS หากพลังงานฉุกเฉินไม่พอ มันจะไม่มีแรงเร่งสวนกระแสลมกลับขึ้นมา”




ซันไม่ได้เขียนปัญญาประดิษฐ์ขึ้นใหม่ภายในไม่กี่ชั่วโมง เขาดึง Harvest-Rider Survival Network หรือ HRSN จากคลังทดสอบ ระบบนี้ผ่านพายุจำลองมาหลายล้านรอบแล้ว หน้าที่ของเขาคือป้อนข้อมูลจริงจากโพรบ ปรับแผนที่พายุแฝง และกำหนดกฎฉุกเฉินทับเครือข่ายอีกชั้น—แรงดันเกินขีดจำกัดให้ถอนตัว อุณหภูมิสูงเกินให้ปิดช่องรับ หากหมุนควงจน IMU หลุดกรอบให้จุด RCS ต้าน และถ้าสัญญาณหายพร้อมพลังงานต่ำให้ยกเลิกการเก็บตัวอย่างทันที




“นี่คือการเดิมพัน” ซันสูดหายใจลึก “ถ้าโดรนพัง หรือใช้ AURUM เปลืองเกินไป เราขาดทุนย่อยยับแน่”




เขามองโดรนต้นแบบทั้งสามลำที่เรียงตัวอยู่ในช่องปล่อย “แผนแรก ปล่อยทดสอบก่อนสามตัว”




ฝูงโดรนสามลำแรกถูกดีดตัวออกจากใต้ท้องยาน ดิ่งวูบหายเข้าสู่กลุ่มเมฆมุกฟ้าและม่วงควันอย่างรวดเร็ว


ผ่านระบบท้องฟ้าจำลอง จุดสัญญาณของพวกมันกะพริบไหวท่ามกลางแนววงแหวนฝุ่นและสนามแม่เหล็กแปรปรวน ปัญหาเกิดขึ้นแทบจะทันที


สัญญาณของโดรนลำที่สองขาดหายเมื่อมันตัดผ่านชั้นแรงเฉือน ภาพสุดท้ายแสดงลำตัวหมุนควงอยู่ในเมฆม่วงเทา HRSN จึงปิดช่องรับ ลดพื้นที่ปะทะ และจุด RCS ต้านการหมุนตามกฎฉุกเฉิน ก่อนห้องปฏิกิริยา AURUM จะผลักมันกลับสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน โดรนทั้งสามไม่ได้ดูดของเหลวเป็นก้อนจากพายุ แต่เก็บละอองขนาดจิ๋วและไอควบแน่นผ่านชุดแยกมวลสาร จน AURUM ค่อย ๆ รวมตัวเป็นของเหลวสีส้มหนืดภายในถังปิด ลำที่สองกลับถึงยานพร้อมแผ่นเกราะบิดงอและระบบนำร่องสำรองเสียหายเกือบทั้งหมด




หลังโดรนทั้งสามกลับเข้าคลังล็อก ซันพบไฟล์ภาพอีกชุดหนึ่งซ่อนอยู่ในหน่วยความจำสำรองของพวกมัน กล้องตัวเล็กที่ฝังอยู่ใต้เกราะด้านข้างบันทึกภาพระหว่างภารกิจไว้โดยที่เขาแทบไม่ได้สั่ง


ภาพเหล่านั้นไม่ได้คมชัดเหมือนกล้อง FOS และไม่ได้เสถียรเหมือนโพรบสำรวจ แต่มันมีชีวิตกว่าอย่างประหลาด บางภาพสั่นพร่าเพราะโดรนกำลังควงตัวหนีลมเฉือน เห็นเพียงผนังเมฆสีม่วงเทาพุ่งผ่านเลนส์ในระยะประชิด


บางภาพจับจังหวะแสงสีส้มของ AURUM ที่กระเด็นเป็นฝอยอยู่ในกระแสพายุ บางภาพเห็นเงาดำของโดรนอีกลำตัดผ่านม่านเมฆไกล ๆ ก่อนจะหายเข้าไปในช่องลมหมุนเหมือนแมลงตัวเล็กที่บินผ่านพายุของเทพเจ้า ซันเลื่อนดูภาพเหล่านั้นทีละใบอย่างเงียบ ๆ แล้วกดบันทึกทั้งหมดเข้าคลังภาพถ่ายของยาน




“ข้อมูลประมวลผลดีเยี่ยม” ซันถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อโดรนทั้งสามกลับมาเชื่อมต่อพร้อมวัตถุดิบชุดแรก “ระบบควบคุมตัวเองใช้ได้ผลจริง”




เพื่อขยายขนาดการผลิต ซันหันมาสแกนรายชื่อดวงจันทร์บริวารของ Nacreus อย่างละเอียด คำนวณอัตราการสูญเสีย เวลาผลิต และปริมาณแร่โลหะที่ต้องใช้ จากนั้นจึงสั่งส่ง minion (หุ่นยนต์คนงานขนาดเล็ก) ลงไปตั้งเครื่องพิมพ์สามมิติภาคสนาม ตอกรากฐานขุดเจาะนอกสถานที่บนผิวดวงจันทร์บริวารหินน้ำแข็ง




ในช่วงแรกของการตั้งฐาน กล้องเสาสื่อสารบน Noma บันทึกภาพนิ่งชุดหนึ่งไว้โดยอัตโนมัติ ภาพนั้นไม่ได้งดงามในแบบภาพดาราศาสตร์จากกล้อง FOS แต่มันจริงกว่าอย่างประหลาด




พื้นผิวดวงจันทร์สีเทาครีมอ่อนเต็มไปด้วยรอยล้อโรเวอร์ สายเคเบิลดำลากยาวไปตามร่องเรโกลิธ และ minion หลายสิบตัวกำลังขนแผ่นโลหะเข้าสู่โครงแท่นพิมพ์สามมิติภาคสนามอย่างเงียบงัน


เหนือขอบฟ้าด้านหลังพวกมัน Nacreus ลอยใหญ่เต็มท้องฟ้า สีมุกฟ้าอมม่วงของดาวก๊าซยักษ์กดทับความมืดราวกับโลกทั้งใบกำลังเฝ้ามองฐานเล็ก ๆ ของมนุษย์เพียงคนเดียว


จากมุมต่ำของกล้องฐานบน Noma ความโค้งของ Nacreus กินพื้นที่ท้องฟ้าจนเกือบหมด ขอบด้านหนึ่งหลุดออกนอกเฟรม ส่วนวงแหวนทอดผ่านเหนือหัว minion เป็นแถบสีเงินซีด โรงงานเล็ก ๆ บนพื้นจึงยิ่งดูเล็กลงไปอีก ราวกับสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของมนุษย์สามารถถูกซ่อนอยู่ใต้เงาของเมฆเพียงริ้วเดียวบนดาวแม่ได้


ซันหยุดมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดบันทึกมันลงในคลังภาพถ่ายของยาน ไม่ใช่เพราะมันสวยที่สุด แต่เพราะมันเป็นหลักฐานว่าเขาไม่ได้แค่ผ่านมาที่นี่ เขาเคยตั้งรกราก ทำงาน และทิ้งรอยเท้าจักรกลไว้ใต้เงาของดาวยักษ์ดวงนี้จริง ๆ




ข้อมูลเที่ยวแรกถูกใช้ปรับ HRSN และแก้ตำแหน่งเซนเซอร์ ก่อนเครื่องพิมพ์ภาคสนามจะผลิต Harvest-Rider เพิ่มอีกสามลำ เมื่ออัตราการกลับรอดสูงพอ ซันจึงแบ่ง AURUM ชุดใหม่เป็นเชื้อเพลิงฉุกเฉิน แล้วปล่อยฝูงโดรนลงเก็บละออง AURUM เป็นเครือข่าย


ระหว่างทาง มีโดรนบางตัวถูกฟ้าผ่าจากพายุประจุไอออนจนระบบละลายหายไปบ้าง บางตัวถูกกระแสลมเฉือนกลืนหายลงไปในชั้นเมฆลึก บางตัวกลับขึ้นมาได้ด้วยโครงสร้างบิดงอเกือบทั้งลำ แต่ภาพรวมของฝูงโดรนที่ทำงานประสานข้อมูลกัน ทำให้คลังจัดเก็บของยานค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยสารสีส้มประกายทองเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ




ตลอดช่วงเวลานั้น กล้องฐานบน Noma ถ่ายภาพมุมเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากพื้นราบว่างเปล่า กลายเป็นลานลงจอด จากลานลงจอด กลายเป็นแนวสายเคเบิลและแท่นพิมพ์สามมิติ จากแท่นพิมพ์สามมิติ กลายเป็นโรงงานเล็ก ๆ ที่มีโดรนเก็บเกี่ยวเรียงตัวอยู่ใต้เงาของ Nacreus ซันไม่ได้เปิดดูทุกภาพ แต่ Milo บันทึกมันไว้ทั้งหมด เหมือนหลักฐานเงียบ ๆ ว่าภารกิจนี้ไม่ได้สำเร็จในวันเดียว หากค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นจากเวลา เหล็ก ฝุ่น น้ำแข็ง และความดื้อดึงของมนุษย์หนึ่งคน




จนกระทั่งหน้าจอแจ้งเตือนความจุเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตามเป้าหมาย ในที่สุด ภารกิจขูดรีดสารเคมีจากพายุนรกก็เสร็จสิ้น ฝูงโดรนและ minion ทั้งหมดถูกดึงกลับเข้าคลังล็อก กล้องภายในคลังบันทึกภาพสุดท้ายของภารกิจไว้โดยอัตโนมัติ โดรนเก็บเกี่ยวหลายลำกลับเข้าราง

ล็อกด้วยสภาพผิวไหม้เกรียม บางลำบิดงอจนโครงสร้างด้านข้างเปิดออกเป็นแผลโลหะ มีคราบสีส้มทองติดตามขอบช่องดูดและท่อไอพ่นท้าย ขณะที่ minion ตัวเล็ก ๆ มาช่วยกันถอดถังตัวอย่างออกทีละใบ ภาพนั้นไม่มีความงดงามของดวงดาว แต่มีน้ำหนักของงานที่สำเร็จแล้ว




หลังถอนตัวออกจากวงโคจร ซันใช้ RCS หมุนหัวเรือให้เลนส์ FOS ซึ่งติดตายตัวตรงส่วนหน้าหันกลับไปยังพิกัดเดิมที่เขาเคยตรวจสอบ เพื่อทดสอบความคมชัดของระบบ




ระบบท้องฟ้าจำลองรอบตัวซันปรับเปลี่ยนภาพตามมุมกล้องทันที ซันยกถุงน้ำขึ้นจิบ พลางเหลือบสายตามองภาพประมวลผลที่แตกพร่า จากการซูมระยะไกล แล้วมือของเขาก็พลันสั่นสะท้าน บีบถุงน้ำในมือแน่น หน้าเลนส์สะอาดสะอ้าน ไร้รอยเขม่าคาร์บอนใด ๆ ทั้งสิ้น




ทว่า...




ดาวเคราะห์ล่องหนดวงนั้น...




มันปรากฏให้เขาเห็นแล้วจริง ๆ




มันเป็นเพียงดาวเคราะห์หินมหึมาที่พบได้ทั่วไป