เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) - ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย,ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ

รายละเอียด

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ผู้แต่ง

Seth Sterlin

เรื่องย่อ

SUNSET ฉบับเต็มอ่านได้ใน E-Book ครับ



เขียนโดย Seth Sterlin


หากชอบเรื่องราวที่ผสมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับ และความน่ากลัวของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


© 2026 Sethanachoat Charoensri

สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหา ตัวละคร และภาพประกอบทั้งหมด ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…


ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง


SUNSET


นิยายผจญภัยอวกาศที่ให้ความรู้สึกสมจริง ทั้งระยะห่าง ความเวิ้งว้าง บรรยากาศ เสียง และความรู้สึกของการได้ยืนอยู่บนโลกเหล่านั้นจริง ๆ




คำเตือนและหมายเหตุจากผู้เขียน


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสีย อุบัติเหตุ และสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในบางช่วง


SUNSET อ้างอิงแนวคิดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมจากโลกจริงในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรากฏการณ์ และสมมติฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นหรือปรับลดความสมจริงเพื่อการเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้อ่าน



สารบัญ

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

เนื้อหา

ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า

ในช่วงแรกของภารกิจ ก่อน Vagus Lucis จะหลุดจากวิถีที่ประกาศไว้ โลกยังคงส่งเสียงมาถึงเขาได้ มันเป็นความสัมพันธ์ทางสายสัญญาณที่เชื่องช้าทว่ามั่นคง โลกไม่ได้ยิงข้อความตามหลังตำแหน่งเก่าของยาน หากส่งไปดักยังพิกัดอนาคตตามแผนการบินที่ซันรายงานไว้ล่วงหน้า ทั้งรายงานภารกิจ ข่าวสารจากศูนย์ควบคุม ข้อมูลสภาพอวกาศ และข้อความส่วนตัวจากคนที่คุ้นเคย




แต่ในบรรดาข้อมูลดิบมหาศาลเหล่านั้น


จะมีอยู่ชุดข้อมูลหนึ่งที่ส่งมาปีละครั้ง... เป็นโฟลเดอร์พิเศษที่รวบรวมข้อความไม่เหมือนอย่างอื่น


มันคือกลุ่มคลิปวิดีโออวยพรวันเกิด


องค์การอวกาศเปิดโอกาสให้คนทั่วไปบนโลกส่งข้อความสั้น ๆ ถึงนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว


เด็กนักเรียนในห้องเรียน คนขับรถรับจ้าง ครูเกษียณอายุ พยาบาลเวรดึก


หรือพนักงานร้านสะดวกซื้อ... พวกเขาเป็นคนที่ซันไม่เคยรู้จัก


และคงไม่มีวันได้พบหน้าตลอดช่วงชีวิต




เหล่าเด็ก ๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพลางเซลฟี่โบกมือให้ซันจากหลังห้องเรียน




หญิงชราคนหนึ่งอัดวิดีโอจากระเบียงบ้านนิ่ง ๆ พูดกลั้วรอยยิ้มบอกเขาว่าวันนั้นฝนที่โลกกำลังตก




ชายในชุดฟอร์มร้านสะดวกซื้อพูดติดตลกว่าถ้าซันเดินทางกลับมาเมื่อไหร่ เขาจะขอเลี้ยงกาแฟฟรีหนึ่งแก้ว




และเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งตะโกนใส่กล้องด้วยความมุ่งมั่นว่า โตขึ้นเขาอยากเป็นนักบินอวกาศแบบซัน




พวกเขาทุกคนอวยพรวันเกิดให้ชายที่ลอยคว้างอยู่กลางสุญญากาศ คลิปแต่ละชุดถูกส่งล่วงหน้าไปยังหน้าต่างรับสัญญาณตามวิถีภารกิจ และเมื่อ Vagus Lucis เดินทางผ่านพิกัดนัดหมาย ซันก็จะเปิดดูเสียงจากอดีตเหล่านั้นทุกครั้ง




พวกเขาไม่รู้จักซัน และซันก็ไม่รู้จักพวกเขา แต่เสียงเหล่านั้นเคยทำให้ห้องควบคุมเปลี่ยนไปชั่วครู่ เสียงหัวเราะของเด็ก เสียงฝนจากระเบียงบ้าน เสียงรถที่แล่นผ่านหลังไมโครโฟน และเสียงคนธรรมดาที่พูดกับกล้องราวกับเขายืนอยู่ห่างออกไปเพียงอีกห้องหนึ่ง ล้วนเป็นเศษเล็ก ๆ ของโลกที่ยังมีอากาศ มีฤดูกาล และมีผู้คนเดินสวนกันบนถนน มันทำให้ระยะทางระหว่าง Vagus Lucis กับบ้านเกิดสั้นลงได้เพียงไม่กี่นาที ก่อนคลิปจะจบ เสียงพัดลมของยานกลับมา และความเงียบก็ทำให้ซันจำได้อีกครั้งว่า ผู้คนเหล่านั้นอยู่ไกลเกินกว่าจะพบกันได้ตลอดช่วงชีวิต




แชะ!!




เสียงชัตเตอร์ดังก้องขึ้นในความเงียบ ทำลายความทรงจำสีจางให้กระเจิงหายไป


เสียงนั้นสั้นมาก แต่หลังมันจบ ห้องควบคุมกลับดูเงียบกว่าเดิม ซันไม่ได้ยินฝนจากระเบียงบ้านหรือเสียงเด็กในคลิปอีกแล้ว เหลือเพียงการไหลของอากาศจากช่องระบายและเสียงสายรัดเสียดสีกับเสื้อทุกครั้งที่เขาขยับตัว—เสียงของสถานที่ซึ่งไม่มีใครอีกคนให้เผลอคิดว่าเป็นต้นกำเนิดของมัน




ปัจจุบัน... ซันไม่ได้ยืนอยู่บนพื้น และไม่ได้สวมชุด EVA ทัศนียภาพรอบตัวของเขาคือห้องควบคุมหลักของยาน Vagus Lucis ที่กำลังทำงานใน Thrust Mode ร่างของเขาถูกรัดเข็มขัดนิรภัย ล็อกตัวเองเข้ากับเก้าอี้กัปตันตรงใจกลางห้องเพื่อรับแรงเร่ง




แผงโดมครึ่งทรงกลมโอบล้อมรอบตัวเขาแบบ 180 องศา ทำหน้าที่เป็นหน้าต่างท้องฟ้าจำลอง ฉายทัศนียภาพมืดมิดภายนอกที่มีเพียงเส้นแสงดาวพร่าเลือนลากยาว


ปลายเท้าของซันไม่ได้รับน้ำหนักจากพื้น เขารับรู้การมีอยู่ของร่างกายผ่านแรงกดของสายรัดที่ไหล่และสะโพกแทน ถุงน้ำ สายเคเบิล และเศษกระดาษบางชิ้นนิ่งค้างอยู่ตามจุดยึดรอบห้อง ทุกอย่างบอกว่าที่นี่ไม่มีคำว่า “ลง” จนกว่าจะมีเครื่องยนต์หรือการหมุนของยานเป็นผู้กำหนดมันขึ้นมา




หน้าแล็ปท็อปของเขาที่ยึดติดอยู่บนแผงขาตั้งข้างลำตัวกะพริบเบา ๆ แสดงโฟลเดอร์เก็บภาพถ่ายทางดาราศาสตร์นับแสนภาพที่เขาบันทึกไว้ตลอดการเดินทาง ส่วนจอมอนิเตอร์อีกจอที่ติดอยู่บนขาตั้งแยกฝั่งขวา กำลังแสดงภาพถ่ายสดจากกล้อง B2 ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณท้ายยาน




ภาพจาก B2 เป็นมวลเนบิวลา โครงสร้างของมันประกอบด้วยปมฝุ่นหนา รอยพับสันหนัก โพรงลึก และเส้นใยยาวที่เชื่อมก้อนมวลเข้าหากัน แสงดาวแตะได้เพียงขอบบางส่วน ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ดำสนิทและบดบังดาวด้านหลัง




ใจกลางของมันส่องแสงเรืองรอง แผ่รังสีสีม่วงครามและส้มจาง ๆ ตะปุ่มตะป่ำไปด้วยความหนาแน่นของมวลสาร รอบนอกของมันถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นสีน้ำตาลราวกับมีบางสิ่งกำลังปฏิสนธิอยู่ภายในภพมืดนั้น


มันงดงามในแบบที่ทำให้สายตารู้สึกไม่สบายใจ ขอบสว่างบางส่วนดูนุ่มราวหมอก แต่เพียงถัดเข้าไปไม่กี่องศากลับเป็นความดำที่กลืนดาวพื้นหลังจนหมด ความต่างระหว่างแสงกับเงาทำให้มวลเนบิวลาดูมีความลึก ราวกับกำแพงขนาดมหาศาลกำลังตั้งอยู่จริง ๆ หลังจอ แทนที่จะเป็นภาพแบนจากวัตถุซึ่งอยู่ไกลหลายปีแสง




“Milo...” ซันเอ่ยเสียงพร่า สายตาจับจ้องมวลเกือบดำบนภาพจาก B2 “หลายร้อยปีก่อน ในบันทึกเก่า... ฉันเคยเจอโครงสร้างแบบนี้แทบทุกสัดส่วน แต่อยู่ไกลจากพิกัดตรงนี้เกินกว่าจะเป็นวัตถุเดียวกันที่เดินทางมาถึงตามฟิสิกส์ปกติ”




“จากสถิติ ความเป็นไปได้ที่เนบิวลาขนาดใหญ่จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือแสงมีค่าเป็นศูนย์ครับคุณซัน” เสียงโมโนโทนราบเรียบของ Milo ดังตอบกลับมาจากลำโพงเพดาน “แต่อ้างอิงจากความสงสัยของคุณ... ข้อเสนอแนะ: ลองส่งคำสั่งส่องกล้องกลับไปดูที่ตำแหน่งเดิมที่คุณเคยพบมันก่อนหน้านี้เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลดีไหมครับ?”




ซันตรวจพิกัดแล้วพบว่าเป้าหมายอยู่เยื้องไปด้านหลังแนวหัวเรือ การใช้ FOS จะต้องหมุนยานทั้งลำและหยุดลำดับคาลิเบรตของ Milo เขาจึงเลือกกล้อง M-Series ซึ่งปรับมุมด้านข้างได้โดยไม่เปลี่ยนเวกเตอร์การเคลื่อนที่




ระบบกล้องของ Vagus Lucis แบ่งหน้าที่ชัดเจน F1–F4 เป็นกล้องมุมกว้างติดตายตัวรอบหัวเรือ B1–B2 เฝ้าหัวฉีดและพื้นที่ด้านท้าย ส่วน M1–M3 เป็นกล้องขนาดกลางบนฐานกลไกและรางรอบลำตัวยานสำหรับงานสำรวจด้านข้าง งานซ่อม และการวัดพารัลแลกซ์ FOS คือระบบทัศนศาสตร์มุมกว้างระยะไกลตรงแกนหัวเรือ มันปรับโฟกัสและฟิลเตอร์ได้ แต่หันออกด้านข้างไม่ได้ หากต้องเปลี่ยนแนวเล็ง ยานทั้งลำต้องหมุนตาม แผงสี่ชุดที่ล้อมรอบ FOS ไม่ใช่กล้อง หากเป็นจานรับสัญญาณแบบทหารซึ่งถูกฝังใต้เกราะกันฝุ่นและเศษอนุภาค




ซันสั่งให้ M1 หมุนฐานดอร์ซัลและเลื่อนตามรางระยะสั้นจนพ้นมุมอับ ขากลไกยกเลนส์ขึ้นก่อนหันกลับไปยังพิกัดซึ่งเขาเคยพบเนบิวลารังไหมเมื่อหลายร้อยปีก่อน




เลนส์ซูมโฟกัสกวาดผ่านความมืด... ก่อนที่ภาพจะนิ่งสนิท


ดาวพื้นหลังเลื่อนผ่านจอทีละกลุ่ม ก่อนระบบติดตามพิกัดจะหยุดภาพไว้ตรงตำแหน่งเดิม ทุกอย่างในเฟรมดูเป็นปกติอย่างน่าประหลาด—จุดดาวเล็ก ๆ สว่างอยู่ในตำแหน่งของมัน ไม่มีฝุ่น ไม่มีเงา ไม่มีร่องรอยว่าครั้งหนึ่งเคยมีมวลมหึมาบดบังบริเวณนั้น ความเรียบร้อยของภาพกลับทำให้ความว่างเปล่าดูน่ากลัวกว่าสิ่งผิดปกติใด ๆ




ซันขมวดคิ้ว บนจอภาพมีเพียงความว่างเปล่า จุดพิกัดเก่าไม่มีปมฝุ่นดำ ไม่มีแนวสัน ไม่มีโพรงที่บดบังดาวด้านหลัง ราวกับโครงสร้างขนาดมหึมานั้นไม่เคยตั้งอยู่ตรงนั้นมาก่อน




“มันหายไปแล้วจริง ๆ ...” ซันพึมพำ นัยน์ตาของวิศวกรวิเคราะห์ตื่นตัว “Milo นายจำ ‘ดาวเคราะห์ล่องหน’ ที่เราเพิ่งเจอก่อนหน้านี้ได้ไหม? ก่อนหน้านี้ฉันเคยส่องกล้องมาที่พิกัดปัจจุบันของเนบิวลารังไหมนี้แล้ว ตอนนั้นตรงนี้ก็ว่างเปล่า... มันเพิ่งจะโผล่มาทับพิกัดนี้ หลังจากที่ดาวล่องหนกะพริบขึ้นมาให้เราเห็น”




“รับทราบข้อมูลครับ” Milo ตอบ




“ในเชิงตรรกะ สองสิ่งนี้มันต้องเชื่อมโยงกันแน่ ๆ” ซันเริ่มแชร์ความคิด สมองของมนุษย์เริ่มแล่นนอกกรอบข้อมูลดิบ “มันเป็นไปได้ไหมว่าเนบิวลารังไหมนี้กำลังเคลื่อนย้ายตำแหน่งตัวเองข้ามระยะทางหลายปีแสง? อาจจะเป็นการเปิดรูหนอนชั่วคราว หรือเกิดความผิดปกติของโครงสร้างกาลอวกาศในระดับมหภาคจนทำให้มันย้ายมวลสารสลับไปมาได้อย่างรวดเร็ว... นายคิดว่าไง Milo?”




“จากการประมวลผลข้อมูลในคลัง” Milo ตอบด้วยเสียงซื่อตรง “สมมติฐานเรื่องการเคลื่อนย้ายมวลสารของเนบิวลาข้ามหลายปีแสงในระยะเวลาอันสั้น ขัดต่อกฎฟิสิกส์พื้นฐานและขีดจำกัดความเร็วแสงอย่างรุนแรงครับ ส่วนข้อคิดเห็นเรื่องการบิดเบี้ยวของกาลอวกาศในระดับ

มหภาคจนเกิดรูหนอนนั้น คลังข้อมูลระบุว่าน่าจะเป็นผลมาจาก ‘จินตนาการ’ ของคุณซันที่กำลังเผชิญภาวะความเหงาเกินขีดจำกัดสะสม มากกว่าปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครับ”




ซันสำลักน้ำลายตัวเองเบา ๆ “เฮ้ Milo... ฉันคิดตามหลักการวิทยาศาสตร์นะ ไม่ได้เพ้อเจ้อเพราะเหงา”




“ประเมินจากอัตราการเต้นของหัวใจและการตั้งสมมติฐานที่ไม่มีตัวแปรควบคุม... ผมแนะนำให้คุณซันดื่มน้ำอุ่นแล้วเข้าสู่โหมดจำศีลเร็วกว่ากำหนด 15% ครับ”




ซันถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวด้วยความระอา “ขอบใจในความหวังดี... แต่บันทึกรายงานภารกิจสักหน่อยเถอะ”




ซันนำภาพถ่ายเนบิวลารังไหมล่าสุดที่เพิ่งบันทึกได้ พร้อมเอกสารสรุปข้อสงสัยและสมมติฐานประหลาด ๆ จากบทสนทนาเมื่อครู่ จัดการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลเพื่อเตรียมส่งกลับโลก เขายังคงทำสิ่งนี้เสมอ เพราะตำแหน่งของระบบสุริยะยังคำนวณได้ แต่รายงานทุกชุดบอกคนบนโลกได้เพียงว่าเขาเคยอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนเมื่อคำตอบเดินทางมาถึง




ซันไม่รู้เลย... ไม่รู้จริง ๆ ว่าปลายทางที่เรียกว่าโลกมนุษย์นั้นจะยังคงมีใครอยู่เปิดอ่านไหม หรือป่านนี้เผ่าพันธุ์ของเขาอาจจะดับสูญ กลายเป็นเถ้าถ่านฟอสเฟตเหมือนดาวดวงอื่น หรือเปลี่ยนแปรสภาพไปเป็นสิ่งอื่นที่เขาไม่รู้จักไปแล้ว




การส่งข้อความในทุกวันนี้จึงเป็นการสื่อสารทางเดียว คล้ายการโยนขวดแก้วลงสู่มหาสมุทรไร้ขอบเขต ขวดของเขาอาจมีวันถึงฝั่ง แต่ไม่มีขวดใบใดรู้ว่าจะลอยย้อนกลับมาหาคนโยนได้ที่ไหน


เมื่อซันกดส่ง ไม่มีคลื่นใดสะท้อนกลับมาให้ห้องควบคุมรับรู้ว่าโลกได้รับมันแล้ว แถบสถานะเพียงเปลี่ยนสี จากนั้นข้อมูลก็หลุดออกจากเสาอากาศและเดินทางต่อด้วยความเร็วแสง ทิ้งผู้ส่งไว้ที่เดิม เขาไม่รู้ว่าปลายทางยังมีทะเล เมือง หรือแม้แต่มนุษย์หลงเหลืออยู่หรือไม่ สิ่งเดียวที่แน่นอนคือคำตอบใด ๆ ต่อข้อความนี้จะไม่มีวันตามหาตำแหน่งปัจจุบันของเขาเจอ




เขากดปุ่ม 'SEND' บนจอมอนิเตอร์ แถบความคืบหน้าสีฟ้า

ค่อย ๆ โหลดขึ้นเชื่องช้า... 85%... 92%... 98%




ทันใดนั้นเอง! หน้าจอมอนิเตอร์ฝั่งขวากลับดับพรึ่บลงเป็นสีดำสนิทในชั่วพริบตา




“อ้าว...” ซันขมวดคิ้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ เขายื่นมือไปกดปุ่มเปิด-ปิดหน้าจอซ้ำ ๆ แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หน้าจอสีดำยังคงมืดมิด เขาจึงหันไปทางช่องลำโพง “Milo จอภาพฝั่งขวาเสียแฮะ อาการเหมือนการ์ดจอหรือระบบจ่ายไฟขัดข้อง คงต้องไปเบิกอะไหล่อันใหม่จากห้องสโตร์มาเปลี่ยนแล้วล่ะ”




พูดจบ ซันก็หันกลับมามองที่หน้าจอสีดำมืดตรงหน้าอีกครั้ง... ภายใต้แสงสลัวรางสีน้ำเงินครามที่แผ่ออกมาจากโดมท้องฟ้าจำลอง 180 องศาด้านบน ผิวหน้าจอภาพที่ดับสนิทแปรสภาพเป็นกระจกเงาขุ่นมัว และในวินาทีนั้นเอง หัวใจของซันพลันหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ




บนหน้าจอสีดำสนิท... มันสะท้อนเงาของใครบางคนลอยนิ่งอยู่ข้างหลังเขา


แสงสีน้ำเงินครามจากโดมตกอยู่บนผิวจอมืดเพียงพอให้ห้องทั้งห้องกลายเป็นเงาสะท้อนขุ่นมัว ขอบเก้าอี้ แผงควบคุม และใบหน้าของซันลอยซ้อนอยู่กับภาพดาวด้านหลัง แล้วตรงพื้นที่ซึ่งควรว่างเปล่า กลับมีรูปร่างของมนุษย์อีกคนคั่นอยู่ระหว่างเขากับความมืด




เงานั้นขุ่นมัว เห็นโครงร่างไม่ชัดเจน แต่มันมีลักษณะของศีรษะและลำตัวของมนุษย์เด่นชัด มนุษย์ผู้หญิงกำลังลอยคว้างอยู่ในความมืดด้านหลังเก้าอี้กัปตันของเขา!




ซันสะดุ้งสุดตัว หันพรึ่บไปด้านหลังทันที!




ความว่างเปล่า... ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงเก้าอี้โลหะว่างเปล่าและแสงดาวจำลองที่ทอดผ่านความสลัว เขารีบหันกลับมามองที่หน้าจอมอนิเตอร์ที่ดับอีกรอบ... เงาดำนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงเงาสะท้อนใบหน้าซีดเผือดของตัวเขาเอง




พรึ่บ...




ทันใดนั้น เสียงผ้าขยับเคลื่อนไหวดังขึ้นเบา ๆ จากมุมมืดด้านซ้ายของห้องควบคุม ซันหันขวับไปทางต้นเสียงทันที แววตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ทว่า... ก็ยังคงมีเพียงความว่างเปล่าอันเยือกเย็น




ซันสูดหายใจรัวริน ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงกลางสภาพไร้แรงโน้มถ่วง เขามองตรงขึ้นไปที่ลำโพงเสียงของระบบ AI แล้วเค้นเสียงถามด้วยความสับสน




“Milo... นายเห็น... หรือได้ยินอะไรเมื่อกี้ไหม?”




“ระบบเซนเซอร์ภายในห้องควบคุมหลักไม่พบความผิดปกติทางทัศนียภาพ และไม่มีคลื่นเสียงใด ๆ นอกเหนือจากเสียงสะท้อนจากตัวของคุณซันครับ” Milo ตอบด้วยเสียงเรียบเรื่อยเช่นเดิม “ตรวจไม่พบสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุแปลกปลอมใด ๆ ในห้องควบคุม... นอกจากคุณซันครับ”




ความสับสนและหวาดกลัวเริ่มจู่โจมเข้ามาในสมองของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มเนิร์ดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันคืออาการประสาทหลอนจากความโดดเดี่ยว?




หรือมีบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามาในยาน Vagus Lucis กันแน่?




ก่อนที่เขาจะได้คำตอบ เสียงเตือนอัตโนมัติดังขึ้น ยาน Vagus Lucis ได้ลดระดับความเร็วและพุ่งเข้าสู่ทางวงโคจรวงรีสูงของดาว Nivalis-7 ดาวเคราะห์ร่วมระบบกับ Nacreus ภายใต้ระบบดาวฤกษ์สีขาวหม่นนามว่า Tethys... ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางปริศนาที่กำลังเริ่มต้นขึ้น