เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) - ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย,ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ

รายละเอียด

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ผู้แต่ง

Seth Sterlin

เรื่องย่อ

SUNSET ฉบับเต็มอ่านได้ใน E-Book ครับ



เขียนโดย Seth Sterlin


หากชอบเรื่องราวที่ผสมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับ และความน่ากลัวของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


© 2026 Sethanachoat Charoensri

สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหา ตัวละคร และภาพประกอบทั้งหมด ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…


ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง


SUNSET


นิยายผจญภัยอวกาศที่ให้ความรู้สึกสมจริง ทั้งระยะห่าง ความเวิ้งว้าง บรรยากาศ เสียง และความรู้สึกของการได้ยืนอยู่บนโลกเหล่านั้นจริง ๆ




คำเตือนและหมายเหตุจากผู้เขียน


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสีย อุบัติเหตุ และสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในบางช่วง


SUNSET อ้างอิงแนวคิดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมจากโลกจริงในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรากฏการณ์ และสมมติฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นหรือปรับลดความสมจริงเพื่อการเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้อ่าน



สารบัญ

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

เนื้อหา

ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น

หนึ่งปีก่อนยาน Vagus Lucis จะออกเดินทาง พ่อของซันหายไปจากโลกอย่างสมบูรณ์




ไม่มีศพ ไม่มีร่องรอยการหลบหนี ไม่มีหลักฐานว่าเขาเคยออกจากห้องนอน มีเพียงอุณหภูมิบริเวณเตียงที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ และเอกสารวิจัยของพ่อซึ่งถูกประกาศว่าไม่มีทางเป็นจริง และคำพูดสุดท้ายที่ไม่มีใครเข้าใจ




แต่ก่อนทุกคำถาม ก่อนการเดินทางสามพันปี และก่อนความมืดจะเริ่มตอบกลับมา พวกเขาเคยนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนพ่อลูกธรรมดาคู่หนึ่งในคืนธรรมดา




กลิ่นกระเทียมผัดเนยลอยคลุ้งไปทั่วห้องครัว เสียงน้ำมันแตกดังเปรี๊ยะเบา ๆ ขณะซันใช้ตะหลิวพลิกชิ้นปลาในกระทะ มืออีกข้างพยายามเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตที่วางพิงขวดเครื่องปรุง




“แก้แบบรอบที่หกในสามวัน” เขาบ่น “ตอนแรกบอกให้ลดน้ำหนักโครงสร้าง พอลดได้จริงก็บอกว่าค่าความปลอดภัยต่ำเกินไป พอเพิ่มกลับเข้าไปก็บอกว่ายานหนักเกินงบเชื้อเพลิง”




พ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้านหลัง หนังสือเล่มหนาวางเปิดอยู่ตรงหน้า แต่สายตาไม่ได้ขยับตามบรรทัดมาพักใหญ่แล้ว




“เรื่องปกติของงานออกแบบ” พ่อพูดเรียบ ๆ “ทุกคนอยากได้ของที่เบา แข็งแรง ราคาถูก และสร้างเสร็จเมื่อวาน”




ซันหัวเราะในลำคอ “ถ้าทำได้ครบทุกข้อ ผมคงไม่ต้องทำงานเป็นวิศวกรแล้ว ไปเสกของขายน่าจะรวยกว่า”




เขาปิดเตา ตักซอสจากกระทะราดลงบนปลา ก่อนเหลือบมองพ่อผ่านไหล่ อีกฝ่ายดูเหนื่อยกว่าครั้งก่อนที่พบกันเล็กน้อย ใต้ตามีเงาคล้ำ เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นอย่างลวก ๆ และแก้วน้ำตรงหน้าก็ยังเต็มเหมือนตอนที่ซันเดินเข้าครัว




“ช่วงนี้ทำงานหนักเหรอพ่อ”




พ่อเงยหน้าจากหนังสือ “ก็ไม่ขนาดนั้น”




“แต่ผมได้ข่าวว่าพ่อเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาบ่อย”




มือที่กำลังจะพลิกหน้ากระดาษหยุดชั่วขณะ




ซันหันกลับมาพิงเคาน์เตอร์ “พ่อไปทำอะไรที่นั่น”




“โปรเจกต์ใหญ่”




“โปรเจกต์แบบไหน”




พ่อปิดหนังสือช้า ๆ แล้ววางฝ่ามือทับหน้าปก “ไว้พ่อค่อยเล่าให้ฟัง”




น้ำเสียงไม่ได้ฟังเหมือนการปฏิเสธ แต่ก็ชัดเจนว่าไม่เปิดช่องให้ถามต่อ ซันมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมปล่อยเรื่องนั้นผ่านไป




“หาเวลาออกกำลังกายบ้างนะพ่อ อย่าเอาแต่ทำงานหนักอย่างเดียว” เขาหยิบจานอีกใบออกจากตู้ “แก่แล้ว”




พ่อหัวเราะเบา ๆ “ลูกดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ”




“ผมดูแลตัวเองดีจะตาย”




“เมื่อคืนกลับถึงบ้านกี่โมง”




ซันเงียบไปหนึ่งจังหวะ “นั่นมันกรณีพิเศษ”




“แล้วคืนก่อนหน้านั้น”




“ก็…กรณีพิเศษอีกวัน”




พ่อส่ายหน้า แต่รอยยิ้มยังอยู่




ซันยกจานอาหารสองใบเดินออกจากครัว “ไว้มีเวลาผมจะพาพ่อไปวิ่งด้วยกัน บรรยากาศสวนลุมพินีช่วงเย็นสงบแล้วก็ร่มรื่นสุด ๆ วิ่งรอบเดียวก็พอ ไม่ต้องทำเหมือนกำลังฝึกกลับขึ้นสถานีอวกาศ”




“ถ้าพ่อมีเวลาไป จะบอก”




“ผมจะถือว่านั่นคือคำสัญญา”




เขาวางจานลงตรงหน้าพ่อ ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม แสงโทนอุ่นสาดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาเป็นแนวยาว ด้านนอก ยอดไม้รอบสวนกำลังไหวตามลม ผิวน้ำสะท้อนท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน




ซันหยิบส้อมขึ้นมา แล้วนึกบางอย่างได้




“พ่อได้ข่าวหรือยัง NASA เจอดาวเคราะห์ประหลาดอีกดวง”




“ประหลาดแบบไหน”




สีหน้าของซันเปลี่ยนทันที ความเหนื่อยจากงานเมื่อครู่ดูเหมือนถูกปัดออกไปหมด




“ดาวที่มีเมฆเป็นหิน” เขาโน้มตัวมาข้างหน้า “ผมลองอ่านเอกสารการค้นพบแล้ว ด้านกลางวันของมันร้อนจนหินซิลิเกตระเหยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศเหมือนน้ำเดือด กลายเป็นก๊าซ แล้วกระแสลมก็พัดก๊าซหินพวกนั้นไปทางด้านมืด”




พ่อฟังเงียบ ๆ ปล่อยให้ลูกชายเล่าต่ออย่างออกรส




“ด้านมืดเย็นประมาณลบสองร้อยองศา พอก๊าซหินเจอความเย็น มันก็ควบแน่นเป็นเมฆ จากนั้นตกลงมาเป็นฝนหิน ไหลกลับไปยังมหาสมุทรลาวา แล้วระเหยขึ้นไปใหม่ เป็นวัฏจักรเหมือนฝนบนโลกเลยนะพ่อ เพียงแต่น้ำของที่นั่นคือหินทั้งระบบ”




“ฟังดูเป็นสถานที่พักผ่อนที่ดี”




“ใช่ไหมล่ะ” ซันยิ้มกว้าง “ผมอยากไปยืนอยู่บนดาวดวงนั้น แล้วเห็นมันด้วยตาตัวเองจัง”




พ่อชำเลืองมองเขา “ถ้าลูกลงไปยืนบนดาวดวงนั้น ลูกได้ตายอนาถแน่ ๆ”




ซันยกมือจับศีรษะ หัวเราะแห้ง ๆ “พ่อทำลายบรรยากาศหมดเลย”




“พ่อแค่พูดตามข้อมูลที่ลูกเพิ่งเล่า”




“ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องลงไปโดยไม่ใส่ชุดสักหน่อย”




“ชุดทั่วไปช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก อุณหภูมิสูงขนาดนั้น ต่อให้ยังไม่ถูกเผาจากภายนอก ระบบหล่อเย็นก็คงพังก่อน”




ซันใช้ส้อมเขี่ยอาหารในจาน แต่สายตายังคงจับอยู่ที่แสงนอกหน้าต่าง




“มีหลายอย่างด้านนอกนั่นที่ผมอยากเห็น” เขาพูดเบาลง “ไม่ใช่แค่ดาวดวงนั้น ยังมีมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็ง ดาวเคราะห์ที่ไม่มีดวงอาทิตย์ เนบิวลาที่เรามองเห็นได้แค่จากภาพถ่าย…บางครั้งผมรู้สึกว่าชีวิตคนเราสั้นเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนสถานที่ที่มีอยู่ในจักรวาล”




พ่อมองลูกชายอยู่นาน สีหน้าที่เคยผ่อนคลายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความจริงจังแบบเดียวกับเวลาพูดถึงภารกิจ




“ถ้าลูกสนใจโครงการ Vagus Lucis พ่อก็ยินดี”




ซันหันกลับมาทันที




“เพราะมีเพียงลูกคนเดียวที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้” พ่อกล่าวต่อ “แต่ลูกต้องรู้ก่อนว่าอวกาศไม่เหมือนภาพสวย ๆ ในเอกสารของ NASA”




ห้องทั้งห้องเงียบลง เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงเมืองอันห่างไกลหลังกระจก




“ข้างนอกนั้นไม่มีอะไรให้อภัยความผิดพลาด” พ่อพูด “รังสีสามารถทำลายเซลล์ในร่างกายและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้พร้อมกัน เศษวัตถุชิ้นเล็กเท่าปลายเข็ม ถ้าวิ่งเร็วพอ ก็เจาะผนังยานได้เหมือนกระสุน ระบบผลิตออกซิเจนเสียเพียงชุดเดียว ไฟไหม้เพียงจุดเดียว หรือรอยรั่วที่ตรวจพบช้าเกินไป ทุกอย่างอาจจบลงภายในไม่กี่นาที”




ซันนิ่งฟัง




“ยังมีความโดดเดี่ยว” พ่อกล่าวต่อ “ระยะทางที่ทำให้ไม่มีใครมาช่วยได้ทัน ความล่าช้าของการสื่อสาร การต้องตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลครบ และการต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นเพียงลำพัง บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกยาน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนที่อยู่ข้างใน”




ซันมองใบหน้าของพ่อ รอยยิ้มเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก




“พ่อเป็นห่วงผมเเหรอ”




พ่อไม่ได้ยิ้มตอบในทันที




“พ่อเป็นห่วงลูกเสมอ” เขาพูด “สำหรับพ่อ ต่อให้ลูกโตแค่ไหน ลูกก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง”




ซันก้มมองจานอาหารตรงหน้า ความร้อนจากกับข้าวยังลอยขึ้นเป็นไอบาง ๆ แต่เขากลับไม่ได้แตะมันอีก




ครู่หนึ่ง เขาจึงหันไปมองนอกหน้าต่าง




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…




ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง




SUNSET




...สามพันปีต่อมา ความมืดภายนอกผนังโลหะหนาของยาน Vagus Lucis ไม่ได้ว่างเปล่า




Vagus Lucis มีลำตัวทรงกระบอกหัวกระสุนหุ้มเกราะคอมโพสิตสีขาวขุ่น รอบช่วงกลางติดแผงระบายความร้อนสีขาวขนาดใหญ่สี่แผงและแผงพลังงานสีเข้มสองปีก ซึ่งจะพับเก็บเมื่อเข้าสู่ช่วงเร่งความเร็วสูง ท้ายยานมีหัวฉีดหลักเพียงชุดเดียว ส่วนหัวเรือถูกครอบด้วยเลนส์ทรงกลมสีดำของ FOS ตรงกลาง




รอบเลนส์มีแผงรับสัญญาณแบบทหารสี่ชุดฝังอยู่ใต้เกราะนูนหนา ผิวเป็นปุ่มรับคลื่นขนาดเล็กเพื่อให้ยังทำงานได้หลังเผชิญฝุ่นและเศษอนุภาค รอบโครงหัวเรือยังมีกล้องเล็ก F-Series เซนเซอร์สีแดง และกล้อง M-Series บนฐานกลไกยื่นออกมาราวกับดวงตาจักรกลหลายระดับ




ในสภาวะปกติ ซันใช้ชีวิตอยู่ภายใต้โดมห้องควบคุมที่ปิดทึบ ภาพจากเครือข่ายกล้องภายนอกถูกฉายโอบรอบตัวเป็น “ท้องฟ้าจำลอง” ความละเอียดสูงกว้างร้อยแปดสิบองศา จนผนังโลหะดูเหมือนละลายหายไป เหลือเพียงความมืดและแสงดาวอยู่ถัดจากปลายเท้า ทว่าความจริงยังคงมีเปลือกยานหนาหลายชั้นคั่นเขาออกจากสุญญากาศเสมอ ภายในนั้นมีเพียงเสียงฮัมต่ำของระบบพยุงชีพไหลผ่านพื้นเหมือนชีพจรของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยหลับ กับเสียงลมหายใจของซันเองซึ่งดังชัดเกินไปทุกครั้งที่ห้องเงียบลง—สองเสียงเล็ก ๆ ที่ยืนยันว่าท่ามกลางความมืดมหาศาลนี้ ยังมีบางสิ่งกำลังมีชีวิตอยู่




แชะ!!


เสียงชัตเตอร์ของกล้อง M2 ดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้องควบคุมที่มืดสลัว


ภาพใหม่ปรากฏบนหน้าจอแล็ปท็อปข้างมือซัน เป็นระบบดาวเก่าแก่ซึ่งเขาเคยบันทึกลงแผนที่ไว้หลายร้อยปีก่อน ดาวฤกษ์สีซีดอยู่ไกลออกไป และรอบมันมีจุดแสงขนาดเล็กหลายดวงเคลื่อนอย่างเชื่องช้า




ซันวางปลายนิ้วลงบนทัชแพด ลากภาพไปยังพิกัดที่ระบบทำกรอบเตือนไว้ ก่อนกางสองนิ้วขยายเข้าไป




ดวงจันทร์บริวารสองดวงยังอยู่ตรงนั้น ดวงหนึ่งสีเทาซีด อีกดวงแดงคล้ำ พวกมันเคลื่อนไปคนละด้านของความว่างเปล่าตรงกลางอย่างสงบ




แต่ดาวเคราะห์ซึ่งเคยอยู่ระหว่างพวกมันหายไปจากภาพแล้ว


ความผิดปกติไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ปรากฏ แต่อยู่ในพื้นที่ว่างตรงกลางนั้นเอง ยิ่งซันขยายภาพ ความว่างเปล่าก็ยิ่งกินพื้นที่บนจอมากขึ้น จนดวงจันทร์สองดวงดูเหมือนกำลังโคจรรอบหลุมซึ่งไม่มีขอบ ไม่มีเงา และไม่มีสิ่งใดให้สายตาจับยึดได้เลย


ซันเปิดแผนที่ฉบับเก่าขึ้นเทียบด้วยตัวเอง ภาพซ้อนทั้งสองตรงกันทุกอย่าง—ตำแหน่งดาวฤกษ์ แนวระนาบ และดวงจันทร์บริวาร มีเพียงโลกขนาดมหึมาตรงกลางที่ไม่ปรากฏอยู่ในภาพใหม่




เขาเลื่อนแถบเวลา ภาพหลายปีไหลผ่านจอ ดวงจันทร์ทั้งสองยังคงวนกลับมาตามเส้นทางเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับดาวเคราะห์ไม่ได้หายไปไหน




“Milo ตรวจการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของบริวารทั้งสอง”




“กำลังเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังครับ”




ซันหยุดภาพไว้ตรงเฟรมหนึ่ง ดวงจันทร์สีเทาเคลื่อนผ่านหน้าตำแหน่งว่าง ก่อนเลี้ยวกลับไปตามแนวเดิม เหมือนมีมวลขนาดมหึมาตั้งอยู่ตรงนั้นและดึงมันไว้




“ไม่พบการเปลี่ยนแปลงเกินค่าคลาดเคลื่อนครับ คาบวงโคจรสอดคล้องกับข้อมูลเดิม”




“ถ้าดาวเคราะห์หายไปจริง พวกมันไม่ควรยังโคจรแบบนี้”




“ถูกต้องครับ”




ซันใช้นิ้วลากหน้าต่างข้อมูลออกไปด้านข้าง แล้วขยายความมืดตรงกลางจนเต็มจอ ดาวพื้นหลังยังส่องผ่านบริเวณนั้น ไม่มีขอบเงา ไม่มีแสงสะท้อน และไม่มีชั้นบรรยากาศหักเหแสง




“ตรวจช่วงคลื่นอื่น”




ภาพออปติคัลถูกแทนที่ด้วยอินฟราเรด อัลตราไวโอเลต และแผนที่สัญญาณวิทยุตามลำดับ




ทุกภาพว่างเปล่าเหมือนกัน




“ไม่พบตัวดาวครับ” Milo รายงาน




ซันยังคงวางนิ้วอยู่บนทัชแพด




“แต่วงโคจรของมันยังอยู่”




Milo เว้นจังหวะสั้น ๆ




“ครับ”




ซันไม่เคยลบพิกัดนั้นออกจากแผนที่ หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่วิถีของ Vagus Lucis เปิดมุมมองกลับไปยังระบบดาว เขาจะหันกล้องไปถ่ายตำแหน่งเดิมอีกครั้ง




ไม่ว่าจะผ่านไปสิบปี ห้าสิบปี หรือยาวนานกว่านั้น ภาพทุกใบให้ผลเหมือนเดิม




ดาวเคราะห์ยังคงหายไป




ดวงจันทร์บริวารยังคงโคจร




และความว่างเปล่าตรงกลางยังยึดพวกมันไว้ ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลย


ทุกครั้งที่ภาพเดิมกลับขึ้นมา ซันจะได้ยินเสียงระบบของยานก่อนเสมอ—พัดลมหมุนเวียนอากาศ ปั๊มหล่อเย็น และเสียงกลไกเล็ก ๆ ที่ทำให้ห้องนี้ยังมีชีวิต ข้างนอกจอไม่มีเสียงใดตอบกลับมา มีเพียงดวงจันทร์ซึ่งเคลื่อนต่อไปอย่างสงบภายใต้อำนาจของสิ่งที่กล้องยืนยันว่าไม่มีอยู่




ซันย่อภาพลงไว้ตรงมุมโดม ก่อนดึงพิมพ์เขียวระบบขับเคลื่อนความเร็วเฉียดแสงขึ้นมาทำงานต่อ




มุมหนึ่งของพิมพ์เขียวยังมีสมการ N-Quench ซึ่งคัดลอกจากสมุดของพ่อ ลายมือเก่าแก่เพียงไม่กี่บรรทัดยังหยุดอยู่กลางสมการ แม้เจ้าของลายมือนั้นจะหายไปจากโลกของเขานานแล้ว




บนจออีกมุม ดวงจันทร์สองดวงยังคงวนรอบสถานที่ซึ่งกล้องทุกตัวบอกว่าไม่มีอะไรอยู่




ตลอดระยะเวลาสามพันปีที่ป้อมปราการโลหะลำนี้ล่องลอยตัดผ่านความว่างเปล่าข้ามจักรวาล และกว่าสองพันปีนับจากข้อความสุดท้ายของโลกเดินทางมาถึงวิถีเดิมของยาน ก่อน Vagus Lucis จะหลุดออกจากเส้นทางที่ผู้คนบนโลกเคยคำนวณไว้ กาลเวลาอันยาวนานถูกย่อยสลายให้เหลือเพียงสามสถานะซ้ำซาก—




ตื่น




ขุดเจาะ




และหลับใหล




ทุก ๆ หลายสิบหรือหลายร้อยปีแสงที่ยานเคลื่อนผ่าน ถูกบันทึกไว้เป็นทั้งรอยขูดขีดบนเกราะยานภายนอก และคลังภาพถ่ายดวงดาวสุดแปลกตาที่ซันเก็บไว้ในระบบบันทึกข้อมูล โดยที่ตัวเขาทำได้เพียงเฝ้ามองความลึกลับเหล่านั้นผ่านค่าวัดดิจิทัลบนหน้าจอมอนิเตอร์หลักเท่านั้น




หลังจากอุบัติเหตุห้องแล็บระเบิดจนเชื้อเพลิงเสียหายเกือบหมดเมื่อแปดเดือนก่อน ชีวิตของซันก็เข้าสู่ลูปไฟต์บังคับของการร่อนเร่เพื่อเอาชีวิตรอด




ระบบปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันแบบดั้งเดิมนั้นเสถียร แต่สิ้นเปลืองเกินไป มันบีบให้เขาต้องนำยานสำรวจออกเดินทางเสี่ยงตาย เพื่อขุดเจาะไอโซโทปตามดาวต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา




ที่ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกในแผนการกู้ชีพรอบนี้ สัญญาณเรดาร์แสดงภาพระบบตรวจจับความร้อนที่แผดร้องขึ้นอย่างฉับพลัน พายุก๊าซมีเทนใต้เปลือกดาวปะทุขึ้นเป็นลิ่มไฟ พุ่งสวนขึ้นมาเผาเซนเซอร์ของ minion ตัวแรกจนละลายกลายเป็นขยะเหล็ก ซันต้องดีดตัวยานหลบหนีตามพิกัดจำลอง ทิ้ง minion ที่เสียหายไว้เบื้องหลัง แล้วเดินทางต่อโดยไม่มีทรัพยากรพอให้ย้อนกลับไปเก็บกู้




สี่สัปดาห์ถัดมา หลังจากตื่นจากตู้จำศีล ยานแม่พาเขามาโผล่ที่เข็มขัดดาวเคราะห์น้อย คราวนี้ไม่มีชั้นบรรยากาศ ไม่มีพื้นดิน ไม่มีแรงต้าน มีเพียงความมืดและแรงโน้มถ่วงศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซันต้องปล่อย minion ประเภทโดรนเก็บเกี่ยวอยู่ภายนอกเพื่อเผชิญหน้ากับพายุอุกกาบาตฝุ่นเหล็กโบราณที่วิ่งสวนมาด้วยความเร็วสามสิบกิโลเมตรต่อวินาที เสียงเศษหินกระทบตัวยานด้านนอกดังเปรี๊ยะ ๆ เหมือนห่าฝนเหล็กแหลมกระแทกผนังห้อง บีบให้เขาต้องเร่งมือเก็บโกยแร่เท่าที่ทำได้ใส่ถังสำรองแข่งกับเวลา ก่อนที่เกราะห้องเครื่องจะทะลุ




และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในอีกสองเดือนให้หลัง สัญญาณภาพจากเลนส์กล้องนอกตัวยานก็ย้อมหน้าจอควบคุมทั้งหมดให้กลายเป็นสีเขียวตองอ่อนของดาวก๊าซพิษ Oculis-Prime




แรงกดดันมหาศาลของชั้นบรรยากาศแอมโมเนียพยายามบดขยี้โครงสร้างโมดูลของยาน จนโลหะรอบตัวเขาลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาทีที่พยายามดึงพลังงานฟิวชันเพื่อประทังระบบพยุงชีพ คือการเดิมพันด้วยชีวิตของเขา และระบบนำทางอันรวนเรของ Milo




ฝุ่นทรายสีเหลือง...




พายุน้ำแข็งสีแดง...




และไอหมอกพิษสีเขียว...




ดาวแล้วดาวเล่าหมุนเวียนผ่านหน้าจอประมวลผลในช่วงเวลาที่ซันตื่น ฝุ่นทรายสีเหลือง พายุน้ำแข็งสีแดง และไอหมอกพิษสีเขียวผลัดกันย้อมผิวหน้าเขาด้วยแสงของโลกที่ไม่มีชื่อ ก่อนทุกภาพจะดับลงพร้อมฝาตู้จำศีลและกลับมาใหม่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี โลกเหล่านั้นต่างกันจนแทบไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลย นอกจากความจริงข้อเดียว—ไม่มีแห่งใดมีมนุษย์อีกคนยืนรออยู่ เมื่อผ่านไปนานพอ การเดินทางสามพันปีจึงไม่ได้รู้สึกเหมือนเส้นทางยาวไกล หากเหมือนห้องโลหะห้องเดิมที่ตื่นขึ้นมาพบจักรวาลเปลี่ยนฉากให้ครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมความหวังซึ่งริบหรี่ลงไม่ต่างจากพลังงานในเตาปฏิกรณ์




เหนือเบาะนั่งกลางห้องควบคุม ภาพจากกล้อง FOS ค่อย ๆ ขยายขึ้นบนท้องฟ้าจำลอง จุดสว่างสีเทาฟ้าในความมืดเปลี่ยนเป็นดาวก๊าซยักษ์ที่มีวงแหวนโอบล้อมอยู่ไกลสุดสายตา




Nacreus




ชั้นบรรยากาศของมันเป็นสีมุกฟ้าอมเทา แทรกด้วยแถบเมฆสีลาเวนเดอร์หม่นและม่วงควันที่ไหลวนกันเป็นชั้น ๆ ราวกับมหาสมุทรซึ่งไม่มีวันสงบ วงแหวนสีเงินเทาขนาดมหึมาพาดผ่านแนวเส้นศูนย์สูตร มีทั้งแถบสว่างละเอียด ช่องว่างดำสนิท และริ้วฝุ่นบางจนแทบกลืนไปกับความมืด




ใต้ระนาบวงแหวน บนซีกใต้ของดาว พายุสีอำพันทองหม่นลูกหนึ่งกำลังหมุนวนอยู่ในชั้นเมฆ




The Amber Crown




ข้อมูลสเปกตรัมและความแปรปรวนของความร้อนใต้เมฆชี้ไปยังความเป็นไปได้ของแหล่งสะสม AURUM ใต้พายุนั้น ซันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว




ดิวทีเรียมกับฮีเลียม-3 ที่เหลืออยู่ยังพอพายานเดินทางต่อได้ แต่ไม่มากพอจะผลักดันการวิจัยระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ ความพยายามผสม AURUM ดิบกับดิวทีเรียมครั้งก่อนจบลงด้วยการระเบิดและคลังวัตถุดิบที่แทบว่างเปล่า




หากต้องการไปไกลกว่านี้ เขาต้องเริ่มใหม่ที่ Nacreus




“ระยะถึงวงโคจรภายนอกยี่สิบสามชั่วโมงครับ” Milo รายงาน




Vagus Lucis ค่อย ๆ ปรับหัวเข้าสู่เส้นทางถ่ายโอน ก่อนเครื่องยนต์ฟิวชันความร้อนที่ท้ายยานจะติดสว่างเป็นสีส้มหม่น แรงสั่นต่ำไหลมาตามโครงสร้างและค่อย ๆ หนักขึ้นใต้ฝ่าเท้า ขณะที่ Nacreus บนจอ FOS โตขึ้นอย่างเชื่องช้าเสียจนแทบมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละชั่วโมง จากจุดสีเทาฟ้าเล็ก ๆ กลายเป็นวงกลมมีแถบเมฆ จากวงกลมกลายเป็นโลก และจากโลกกลายเป็นกำแพงของเมฆซึ่งค่อย ๆ กินพื้นที่ท้องฟ้าจำลองทีละส่วน จนซันต้องกวาดสายตามากกว่าหนึ่งครั้งจึงจะรับภาพของมันได้ทั้งหมด




ยี่สิบสามชั่วโมงต่อมา ยานเริ่มลดความเร็ว




วงแหวนของ Nacreus ไม่ได้เป็นแผ่นแข็งเรียบอย่างที่เห็นจากระยะไกล แต่มันคือเขตเศษน้ำแข็ง ฝุ่นสีเทา และก้อนหินนับไม่ถ้วนที่เคลื่อนตัวอยู่คนละวงโคจร แถบสว่างคือบริเวณที่มีอนุภาคหนาแน่น ส่วนเส้นดำคือช่องว่างที่แรงโน้มถ่วงคอยกวาดทุกอย่างออกไป




Vagus Lucis เบี่ยงผ่านระนาบวงแหวนจากระยะปลอดภัย เศษฝุ่นละเอียดกระทบเกราะด้านนอกเป็นครั้งคราว ขณะที่เงาของวงแหวนทอดเป็นแถบดำยาวลงบนชั้นเมฆมุกฟ้าของ Nacreus เบื้องล่าง




เมื่อแรงขับสุดท้ายดับลง ยานแม่ก็ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวก๊าซยักษ์รับไว้




“เข้าสู่วงโคจรสำเร็จครับ”


แรงสั่นจากเครื่องยนต์ค่อย ๆ หายไปจนเหลือเพียงเสียงพัดลมใน


ห้องควบคุม เมื่อไม่มีแรงขับให้ร่างกายรับรู้ว่ากำลังเคลื่อนที่ ซันจึงรู้สึกเหมือนทั้งยานหยุดนิ่งอยู่เหนือโลกที่กำลังไหลผ่านใต้เท้า Nacreus เคลื่อนช้า ๆ เต็มผนังโดม ใหญ่เกินกว่าจะมีวัตถุใดในห้องใช้เทียบขนาดได้




ซันมองลงไปยังชั้นเมฆที่ไร้พื้นผิว ไร้แผ่นดิน และลึกเกินกว่ามนุษย์คนใดจะหยั่งถึง ใต้พายุ The Amber Crown มี AURUM รออยู่...




ภารกิจเก็บเกี่ยว AURUM กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง