เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) - ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย,ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,ผจญภัย,ลึกลับ,ระทึกขวัญ,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,ผจญภัย,ลึกลับ,อบอุ่นหัวใจ,อบอุ่น,อวกาศ ,สยองขวัญ,อนาคต,อวกาศ,ไซไฟ

รายละเอียด

SUNSET (อาทิตย์อัสดง) โดย Seth Sterlin @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เรื่องราวของนักบินอวกาศผู้หลงอยู่ในห้วงอวกาศ ค้นพบสิ่งที่มนุษยชาติอาจไม่มีวันได้เห็น ท่ามกลางความเงียบงันที่ทั้งเหงา อ้างว้าง และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ผู้แต่ง

Seth Sterlin

เรื่องย่อ

SUNSET ฉบับเต็มอ่านได้ใน E-Book ครับ



เขียนโดย Seth Sterlin


หากชอบเรื่องราวที่ผสมวิทยาศาสตร์ ความลึกลับ และความน่ากลัวของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ


© 2026 Sethanachoat Charoensri

สงวนลิขสิทธิ์ เนื้อหา ตัวละคร และภาพประกอบทั้งหมด ห้ามทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์




ยินดีต้อนรับสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล…


ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวนับแสนล้านดวง ทอแสงระยิบระยับท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงบ ที่ซึ่งทุกละอองดาวล่องลอยไปพร้อมกับความลับแห่งกาลเวลา ร่วมเดินทางผ่านความงามอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดและดับสูญของทุกสรรพสิ่ง


SUNSET


นิยายผจญภัยอวกาศที่ให้ความรู้สึกสมจริง ทั้งระยะห่าง ความเวิ้งว้าง บรรยากาศ เสียง และความรู้สึกของการได้ยืนอยู่บนโลกเหล่านั้นจริง ๆ




คำเตือนและหมายเหตุจากผู้เขียน


นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสีย อุบัติเหตุ และสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจในบางช่วง


SUNSET อ้างอิงแนวคิดทางฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมจากโลกจริงในหลายส่วน อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรากฏการณ์ และสมมติฐานบางอย่างเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นหรือปรับลดความสมจริงเพื่อการเล่าเรื่องและประสบการณ์ของผู้อ่าน



สารบัญ

SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 1 หิ่งห้อยหลงถิ่น,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 2 มงกุฎอำพัน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 3 ผู้โดยสารจากอีกฟากฟ้า,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน,SUNSET (อาทิตย์อัสดง)-ตอนที่ 5 นาฬิกาทรายขนาดดาวเคราะห์

เนื้อหา

ตอนที่ 4 บัญญัติไตรยางส์ของความขัดสน

เส้นกราฟสีโคบอลต์และส้มสลัวสว่างวาบขึ้นบนจอมอนิเตอร์ และ แล็ปท็อปที่ยึดอยู่บนขาตั้งปรับระดับข้างเก้าอี้กัปตันตัวเดียวในห้องควบคุม แสงกะพริบสะท้อนในแววตาของซัน ขณะที่ Milo เริ่มขยับโปรแกรมวาดแผนที่จำลองวิถีวงโคจรรอบดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ Nivalis-7




ระบบเซนเซอร์จับมวลวัตถุขนาดใหญ่สองก้อนที่กำลังโคจรตัดผ่านระนาบสุริยะอย่างช้า ๆ ดวงหนึ่งเล็กจนแทบจะเป็นแค่ก้อนหินอวกาศหลงทาง ส่วนอีกดวงเป็นสีเหลืองซีดดูไร้ชีวิตชีวา ซันหรี่ตามองตัวเลขดิบบนแล็ปท็อป พลางเคาะนิ้วเป็นจังหวะ




“ดวงเล็กนั่นให้ชื่อ Drift K-2 ส่วนดวงสีเหลืองซีด... Silt AX-9 แล้วกัน” ซันพึมพำ




“รับทราบครับคุณซัน ชื่อฟังดูแห้งแล้งสมเป็นก้อนหินอวกาศดีครับ” Milo ส่งเสียงสังเคราะห์ซื่อ ๆ ผ่านลำโพงสเตอริโอตัวเก่า พร้อมรันสคริปต์ทำแผนที่เศษซาก และการแผ่รังสีต่อทันที




ซันเอื้อมมือปรับขาตั้งแล็ปท็อปเข้าหาตัวเพื่อช่วยคำนวณวิถีส่งโดรนสำรวจแบบสลิงช็อตที่ประหยัดพลังงานที่สุด ครั้งนี้พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องสิ้นเปลือง AURUM วิถีโค้งอ้อมแรงโน้มถ่วงจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 16 ถึง 18 วันกว่าโดรนจะไปถึงเป้าหมาย


สิบหกถึงสิบแปดวันเป็นเพียงตัวเลขสั้น ๆ บนแผนที่วิถี แต่บนหน้าจอจริง จุดสัญญาณของโดรนแทบไม่เคลื่อนเมื่อมองด้วยตาเปล่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วโมง ระยะทางในอวกาศไม่มีต้นไม้ข้างทาง ไม่มีพื้นถนน และไม่มีเส้นขอบฟ้าให้เปรียบเทียบ มันจึงเปิดเผยตัวเองผ่านการรอคอยเท่านั้น




“Milo คำนวณเวลาขากลับของสัญญาณด้วย”




“วัดจากความเร็วแสงและระยะห่างปัจจุบัน หลังจากโดรนเริ่มสแกนชุดแรก ต้องใช้เวลาอีกราว 43 นาทีกว่าข้อมูลจะวิ่งกลับมาเด้งบนจอมอนิเตอร์ของเราครับ คุณซันมีเวลานอนรอจนอิ่มเลย”




ซันไม่ได้นอน เขาเลือกเปิดระบบสั่งการระยะไกลส่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ติดกับห้องปล่อยโดรน ด้านในนั้นมีโดรนสำรวจทรงหัวกระสุนอวกาศสีเทาเงินจอดสงบนิ่งอยู่ มันคือโดรนลำเดิมที่เคยใช้เก็บเกี่ยว แต่รอบนี้ถูกดัดแปลงติดตั้งกล้องวงโคจรไว้ถ่ายพื้นผิวและรอยแยก รวมถึงติดตั้งช่องปล่อยแท่งโพรบเจาะพื้นผิวไว้ใต้ลำตัวเรียบร้อยแล้ว




ในห้องนั้นเหลือโดรนพร้อมใช้งานอยู่แค่สองลำเท่านั้น ส่วนที่เหลือซันตัดใจทิ้งไว้บนดวงจันทร์ของดาว Nacreus เพื่อประหยัดน้ำหนักยานขณะบินข้ามระบบดาว




ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปลากมันด้วยตัวเองให้เหนื่อยแรงในสภาวะวิกฤต เขา สั่งให้ minion ช่วยกันแบกย้ายโครงสร้างโดรนทั้งสองลำเข้าสู่ห้องปล่อยอย่างระมัดระวัง ก่อนที่กลไกอัตโนมัติจะดีดพวกมันออกสู่อวกาศ




“ก่อนเข้าชั้นบรรยากาศ Nivalis-7 อย่าลืมสั่งให้มันสลัดโดรนรีเลย์ขนาดเล็กทิ้งไว้ที่วงโคจรด้วยล่ะ” ซันกำชับขณะมองแถบสถานะการปล่อยบนจอ “เราต้องการสัญญาณวิทยุทวนกลับมาที่ Vagus Lucis”




“รับทราบครับ ภารกิจหลักคือหาชั้นน้ำแข็ง H₂O ที่มีค่า D/H สูง และพื้นที่ราบพอให้ตั้งแท่นโดยไม่คว่ำตายใช่ไหมครับ?” Milo ทวนคำสั่งซื่อ ๆ




หลังจากส่งโดรนสำรวจออกไปแล้ว ซันเคลื่อนเก้าอี้กลับมาที่

แล็บทอปที่กำลังเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของยาน Vagus Lucis แล้วกดเรียกเอกสารสเปรดชีต แถบบัญชีทรัพยากรแสดงสถานะคลังทำเอาบรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตา


ตัวเลขสีแดงไม่ได้ส่งเสียง แต่เมื่อมันขึ้นเต็มจอ ซันกลับได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของยานชัดขึ้นทันที—เสียงพัดลมหมุน เสียงรีเลย์ตัดต่อ และเสียงโลหะลั่นเบา ๆ จากโครงสร้างภายนอก ทุกระบบรอบตัวกำลังทำงาน และทุกระบบกำลังกินทรัพยากรที่เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ความจนในอวกาศจึงไม่ใช่การไม่มีเงิน หากเป็นการรู้ว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นซึ่งเสียไปอาจไม่มีสิ่งใดในระยะหลายปีแสงใช้แทนมันได้




ในความเงียบนั้น ผิวหนังของซันพลันลุกเกลียวขึ้นมาดื้อ ๆ ความรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจับจ้องอย่างเงียบเชียบจากเงามืดตรงมุมห้องควบคุมทำให้อุณหภูมิรอบตัวคล้ายจะลดต่ำลง เขาเหลือบตาขึ้นมองเงานิ่งบนหน้าจอมอนิเตอร์ คล้ายเห็นแผ่นหลังของใครอีกคนสะท้อนแวบหนึ่ง




แต่เมื่อเพ่งมองกลับมีเพียงความว่างเปล่า




“คุณซันครับ ผมมีข่าวดีกับข่าวร้าย” Milo ส่งเสียงทำลายความเงียบจนความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อครู่วูบหายไป “ข่าวดีคือถังเก็บ AURUM ของเราเต็มความจุครับ”




“แล้วข่าวร้ายล่ะ?” ซันเลิกคิ้ว




“ข่าวร้ายคือ... เรากำลังจนขั้นวิกฤตครับ” แล็ปท็อปขึ้นตัวเลขสีแดงกะพริบถี่ยิบ “เชื้อเพลิงขับเคลื่อนหลักเหลือต่ำแค่ 12% โดรนสำรวจสองลำสุดท้ายก็มีสภาพล้าสะสม หุ่นยนต์ minion ต้องวิ่งเข้าแท่นชาร์จซ้ำหลายรอบเพราะแบตเตอรี่เสื่อมเก็บไฟไม่อยู่ เครื่องพิมพ์สามมิติมีหัวพิมพ์เลเซอร์เสียหาย โลหะฟีดสต็อกที่เหลืออยู่พอสร้างโครงสร้างได้แค่ชุดแรกชุดเดียว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ละเอียดเราพิมพ์เองไม่ได้แล้ว ต้องถอดรื้อแกะจากระบบสำรองในยานมาดัดแปลงแทน”




Milo เว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนสรุป “พลังงานที่เหลือในตอนนี้พอแค่เริ่มระบบสแกนกับเหมืองนำร่องครับ แต่ไม่พอให้คุณซันดื้อทำพลาดหลาย ๆ ครั้งแน่นอน” AI พูดต่อ “มาตรฐานชีวิตของคุณซันต่ำมากครับ”




ซันถอนหายใจยาว “รู้แล้วน่า... งั้นเราไปเริ่มจากจุดที่ใกล้ที่สุดก่อน”




ยาน Vagus Lucis เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปสำรวจดวงจันทร์หินอ้างว้าง Drift K-2 เป็นอันดับแรก




Drift K-2 มีขนาดเล็กพอให้ FOS สร้างภาพโมเสกของด้านที่หันเข้าหายานได้ในเวลาไม่นาน Milo หมุนทิศยานทีละองศา เก็บภาพหลายเฟรมแล้วต่อเป็นแผนที่พื้นผิว แทนการถ่ายทั้งดวงด้วยภาพพาโนรามาเพียงเฟรมเดียว


บนภาพที่ต่อเสร็จ Drift K-2 ดูเหมือนก้อนหินซีด ๆ ถูกแขวนอยู่กลางความดำ ไม่มีเมฆ ไม่มีแสงเมือง และไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวบนพื้น เงาของหลุมอุกกาบาตแต่ละแห่งคมจนเหมือนรอยเจาะบนวัตถุที่ไม่เคยสัมผัสอากาศ ซันกวาดกล้องผ่านมันทีละส่วน ก่อนข้อมูลจะยืนยันอย่างเย็นชาว่าโลกเล็ก ๆ ดวงนี้ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการ




เขาใช้คำสั่งสลับไปโหมด กล้องความร้อนอินฟราเรด (Thermal Imaging Camera) เพื่อหาจุดแปรผันอุณหภูมิ ก่อนจะสับไปใช้กล้องมุมแคบความละเอียดสูง (Narrow-Angle High-Resolution Camera) ซูมเจาะจงลงไปดูรายละเอียดตัวเลขดิบที่ส่งกลับมา




ภาพหลายช่วงคลื่นให้เพียงร่องรอยซิลิเกตและแร่โลหะในระดับต่ำ เรดาร์ไม่พบโพรงน้ำแข็งขนาดคุ้มค่า ส่วนสเปกตรัมมีความไม่แน่นอนสูงเกินกว่าจะส่งยานลงไปเก็บตัวอย่าง Drift K-2 จึงถูกตัดออกจากรายชื่อแหล่งทรัพยากร




ไม่ใช่ทุกก้อนหินในจักรวาลจะมีเหตุผลให้มนุษย์หยุดแวะ




ซันสะบัดมือปิดหน้าต่างข้อมูลแล้วเลื่อนคันบังคับหันหัวยานไปที่ดวงจันทร์ Silt AX-9 ทันที


เมื่อยานเข้าสู่วงโคจร Silt AX-9, FOS-MSI สร้างแผนที่แร่ผิวหน้า ขณะที่เรดาร์และโพรบเจาะตัวอย่างยืนยันว่าฝุ่นเรโกลิธมีซิลิเกต เหล็กออกไซด์ และวัตถุดิบเพียงพอสำหรับพิมพ์โครงสร้างหยาบ พื้นผิวสีเหลืองซีดถูกตัดด้วยสันหินแดงและหลุมอุกกาบาตซึ่งทอดเงาดำคมกริบ


Silt AX-9 แตกต่างออกไปตั้งแต่ภาพแรก พื้นสีเหลืองซีดถูกแนวหินแดงตัดเป็นริ้วยาว หลุมอุกกาบาตทอดเงาดำสนิทลงไปในแอ่ง และเมื่อกล้องเพิ่มความคมชัด ฝุ่นเรโกลิธก็เผยพื้นผิวหยาบละเอียดเหมือนทรายที่ไม่มีลมแตะต้องมานานเกินกว่าจะนับเวลาได้ มันไม่ได้สวย แต่มีความนิ่งของสถานที่ซึ่งพร้อมจะรับน้ำหนักของเครื่องจักรได้—และในตอนนั้น ความนิ่งเพียงอย่างเดียวก็มีค่าพอจะเรียกว่าโอกาส




ที่นี่กลายเป็นคำตอบสุดท้ายในเชิงอุตสาหกรรมทันที หน้าจอขึ้นแถบวิเคราะห์องค์ประกอบแร่ว่ามีฝุ่นเรโกลิธสำหรับพิมพ์วัสดุ มีเหล็กออกไซด์เข้มข้นตรงแนวหินแดง มีซิลิเกตหนาแน่น และมีพื้นที่สุญญากาศไร้ลมที่นิ่งพอจะตั้งโรงงานผลิตได้




“ผลสแกนชั้นบนสุดของเรโกลิธพบประจุฮีเลียม-3 ปริมาณต่ำมากฝังอยู่ครับ แต่ตัวเลขปริมาณดิวทีเรียมแทบเป็นศูนย์” ส่งข้อความสรุปขึ้นแล็ปท็อป




“Silt AX-9 ไม่ใช่แหล่งเชื้อเพลิงครับ แต่มันเป็นสถานที่เดียวในตอนนี้ที่เราจะสามารถสร้างเครื่องจักรสำหรับไปหาเชื้อเพลิงได้ครับคุณซัน”




“งั้นก็ต้องเปิดหน้าดิน” ซันขยับตัวบนเก้าอี้ นิ้วมือเอื้อมไปเปิดระบบล็อกเป้าขีปนาวุธเฉพาะจุด




ระบบนี้ถูกพัฒนามาจากโครงการ Spine Rack Project แร็กขีปนาวุธป้องกันตัวที่ซันสร้างขึ้นมาหลังจากเดินทางผ่านเศษซากดาวที่ถูกทำลายล้างในระบบดาว Acheron ที่ซึ่งพวกเขาได้เจอกับ Null Artifact วัตถุปริศนาที่ถูกพันธนาการไว้แน่นหนาเพราะไม่มีใครรู้ว่าสัญญาณคลื่นแม่เหล็กที่มันยิงออกไปจะเรียกมิตรหรือศัตรูกันแน่


Spine rack สามารถยิงขีปนาวุธติดตามออกมาได้ชุดละ 12 ลูก และยิงต่อเนื่องได้สูงสุด 5 ครั้ง จนครบ 60 ลูกในหนึ่งลูปล้างหน้ากระดาน ทันทีที่ยิงออกไป ตัว AI อย่าง Milo จะลิงก์เข้ากับกล้องรอบตัวยานเพื่อนำวิถีด้วยความแม่นยำจนยากที่จะหลุดสายตา




ทว่า Vagus Lucis เป็นเพียงยานสำรวจ จึงบรรทุกขีปนาวุธมาแค่ 70 ลูกในคลัง ถ้ายิงหมดลูปป้องกันตัวเท่ากับพวกเขาจะแทบไม่เหลืออะไรเลย




“รอบแรกยิงแค่ 7 ลูกพอ” ซันดื้อกระแทกปุ่มสั่งการ “ทุกลูกคือทรัพยากรที่พิมพ์ใหม่ยาก ห้ามสิ้นเปลือง”




กระสุนเจาะพื้นผิวแรงระเบิดต่ำเจ็ดลูกถูกยิงจาก Spine Rack ตามพิกัดที่คำนวณไว้ หัวรบแบบเจาะทิศทางกดแรงลงสู่ชั้นหินแทนการระเบิดกระจาย แรงสะเทือนเปิดหน้าดินและผลักเรโกลิธออกเป็นม่านฝุ่นช้า ๆ ในสุญญากาศ เผยชั้นวัตถุดิบด้านล่างให้ minion เข้าถึงได้โดยไม่สิ้นเปลืองกระสุนป้องกันตัวทั้งชุด


จากกล้องวงโคจร ไม่มีเสียงระเบิดตามภาพที่เกิดขึ้น มีเพียงพื้นผิวเจ็ดจุดผลิบานออกเป็นกลุ่มฝุ่นสีซีด ฝุ่นเหล่านั้นพุ่งขึ้นสูงกว่าที่ควรบนโลก ก่อนแผ่ตัวออกอย่างเชื่องช้าเพราะไม่มีอากาศมาฉุดรั้ง ภาพดูสงบเกินกว่าความจริงที่ว่า หินใต้พื้นเพิ่งถูกแรงระเบิดฉีกเปิดออก




ชั้นหินใต้เรโกลิธที่ถูกเปิดออกยืนยันอะลูมิเนียม ไทเทเนียม และแร่ซิลิเกตเข้มข้นพอสำหรับงานโครงสร้าง แต่ในพื้นที่เปิดเหมืองทั้งเจ็ดจุดไม่พบแหล่งน้ำแข็ง H₂O ขนาดคุ้มค่า หรือดิวทีเรียมในระดับที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงได้




ซันไม่รอช้า สั่งปล่อย minion ลงไปวางสายการผลิตนำร่องทันที แต่เขาไม่ตั้งฐานเต็มรูปแบบ เขาเริ่มจากโมดูลอุตสาหกรรม 5 ชุดเพื่อความชัวร์และประหยัดพลังงาน:




โมดูลที่ 1: บดและคัดขนาดเรโกลิธสำหรับป้อนเข้าสายการผลิต


โมดูลที่ 2: เตาหลอมสุญญากาศสำหรับรีดิวซ์เหล็กออกไซด์และคัดแยกโลหะ


โมดูลที่ 3: ผลิตฟีดสต็อกโลหะและเซรามิกสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ


โมดูลที่ 4: พิมพ์แผ่นฐาน ท่อส่ง และชิ้นส่วนหยาบสำหรับแท่นบน Nivalis-7


โมดูลที่ 5: เสารีเลย์สัญญาณวิทยุพร้อมเพิงซ่อมบำรุงสำหรับ minion และโดรนลำเลียง




กระบวนการทั้งหมดกินเวลาไปหลายสัปดาห์ในการปรับจูนและรอให้ระบบนิ่ง ซันนั่งเฝ้ามองตัวเลขบนจอมอนิเตอร์ คืนแล้วคืนเล่าจนกระทั่งแถบสถานะเปลี่ยนเป็นสีเขียวทั้งหมด


หลายสัปดาห์บน Silt AX-9 ไม่มีเช้าหรือเย็นแบบโลกให้ใช้แบ่งเวลา ซันรู้วันผ่านไปจากตัวเลขบนจอและจำนวนรอบที่ต้องเปลี่ยนไส้กรอง เขาเห็นฐานเล็ก ๆ เติบโตผ่านภาพจากกล้อง—สายเคเบิลเพิ่มขึ้น แผ่นฐานเพิ่มขึ้น เงาของเสาโลหะยาวขึ้นตามมุมแสง—ขณะที่ภายในยานทุกคืนยังจบลงด้วยเสียงพัดลมเดิมและเก้าอี้ตัวเดิม




ในคืนสุดท้ายก่อนการเคลื่อนย้ายฐาน Vagus Lucis อยู่ใน Centrifuge Mode เขาได้ยินเสียงเนื้อผ้าพริ้วไหวตามลม พรึ่บ พรั่บ สลับกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังแว่วมาจากโถงทางเดินมืดสลัว ซันดีดตัวลุกจากเก้าอี้ทันทีและค่อย ๆ ก้าวตามเสียงนั้นไป ทว่าเมื่อเปิดไฟทางเดินกลับพบเพียงความว่างเปล่า มีเพียงลมจากช่องระบายอากาศที่เป่าผ่านตัวเขาไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าใครบางคนพยายามจะเอื้อมมือมาหา แต่ก็ถูกความลึกลับบางอย่างดึงกลับไปในความไม่มีตัวตนอีกครั้ง


เมื่อไฟทางเดินดับเหลือเพียงแถบส่องพื้นจนมองเห็นปลายทาง ทางอีกฝั่ง เสียงลมจากช่องระบายอากาศวิ่งตามผนังเป็นเสียงซ่าเบา ๆ และทุกครั้งที่โครงยานหมุน เสียงโลหะจะลั่นขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วเงียบไป ในสถานที่ซึ่งซันรู้จักเสียงทุกเสียงมานานนับศตวรรษ เสียงฝีเท้าที่ไม่ควรมีจึงผิดปกติยิ่งกว่าสัญญาณเตือนใด ๆ




ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกสลัดความเงียบสงัดนั้นทิ้งไป เขาเดินกลับมาสั่งให้หุ่นยนต์ลำเลียงทรัพยากรที่ขุดได้และโครงสร้างบางส่วนที่พิมพ์เสร็จขึ้นคลังของยาน จากนั้นจับคันบังคับแมนนวลพาพาหนะคู่ใจเคลื่อนตัวออกจากดวงจันทร์สีเหลืองซีด Silt AX-9




Vagus Lucis ย้ายตัวเองเข้าสู่วงโคจรต่ำเหนือชั้นบรรยากาศเบาบางของ Nivalis-7 อย่างเงียบเชียบ ใต้ท้องยาน โลกน้ำแข็งทั้งใบเคลื่อนผ่านช้า ๆ จนแทบให้ความรู้สึกว่าตัวยานหยุดนิ่งอยู่กับที่ แนวขอบดาวเรืองเป็นเส้นสีฟ้าเทาซีดบางกว่าปลายเล็บ หมอกไครโอเจนิกเกาะต่ำตามแอ่งยุบและเขตขั้ว ขณะที่ร่องแตกสีน้ำเงินดำทอดยาวข้ามพื้นผิวไปจนหายลับหลังความโค้งของดาว จากระยะนี้ ความหนาวไม่มีสี ไม่มีเสียง และไม่มีสิ่งใดบอกได้เลยว่าพื้นเบื้องล่างสามารถหยุดเครื่องจักรทั้งลำได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน