ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร

ดงมนุษย์ - บทที่สอง ๑ โดย ลีฮันญา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ดงมนุษย์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

สืบสวนสอบสวน

รายละเอียด

ดงมนุษย์ โดย ลีฮันญา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร

ผู้แต่ง

ลีฮันญา

เรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวของ คราม เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ที่มีคู่หูอย่าง ทิศ อยู่เคียงข้างกายเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งยายฝั่งตรงข้ามบ้านครามกลับหายตัวไปอย่างปริศนา ทุกอย่างดูเหมือนปกติ ชาวบ้านคิดว่าอาจจะหนีออกจากบ้านแล้วเดินเตร่ไปตามทาง แต่ในวันมะรืนกลับพบกระดูกแขนขวาของยายที่หายตัวไปและกระดูกนิ้วนางที่หายไป คนร้ายก็หายตัวไปอย่างปริศนา ครามได้สังเกตว่าเพื่อนสนิทตัวเริ่มห่างเหินมากขึ้นหลังจากที่ข่าวแพร่ออกไป ครามจึงต้องรีบสืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณยายและเพื่อนสนิทตนเองเป็นอะไร แต่ในระหว่างที่เขาสืบกลับมีคนหายและตายไปเวลาเดียวกัน พร้อมกับความลับที่เริ่มกระจ่างขึ้น 

ใครกันแน่ที่เขามองข้ามไป ?







' ระวังไว้ให้ดี ขวานเล่มนี้จะเป็นของใคร '



แด่วันวานไม่หวนคืนกลับ ทว่าปลายคมนั้นดันหวนคืน










สารบัญ

ดงมนุษย์-บทนำ บทนำ,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๑,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๒,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๓,ดงมนุษย์-บทที่สอง ๑

เนื้อหา

บทที่สอง ๑



สัปดาห์ที่หนึ่ง

"หมายความว่าไง ? ไม่พบเจ้าของหมา ? มันเป็นหมาจรหรอ "

เสียงของครามนั้นแผว่เบาลงเพื่อรักษาระดับเสียงไม่ให้ดังเกินไป เขาเหลียวมองทิศพลางยกคิ้วคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ

"เปล่า คือมีคนบอกว่าเจ้าของหมาหายตัวไปหลังจากที่พบกระดูกของยายจุ๋ม"

น้ำเสียงของทิศยังคงตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่และปิดโทรศัพท์ลง 

"เฮ้พวกนาย"

เสียงอันนุ่มนวลของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินมากลับหัวหน้าห้อง ทั้งสองสาวก็เป็นเหมือนทิศเช่นกันแต่ไม่ได้ถึงขั้นลนลาน สายตาคู่หนึ่งของหญิงสาวที่เอ่ยเรียกทั้งสองหนุ่มจับจ้องราวกับกำลังหาพวกเดียวกัน เธอหรี่ตาลงและมองทิศอย่างเห็นใจ

"ฉันว่าพวกเราควรจับกลุ่มอยู่ด้วยกันนะ เห็นโรสได้ยินข่าวลือว่ามีคนจับตาดูคนในโรงเรียนอยู่ ทุกคนตีความว่าเป็นอดีตนักโทษที่ถูกปล่อยตัวออกมาไม่กี่สัปดาห์นี้เอง"

น้ำเสียงของชานั้นหนักแน่นเหมือนอย่างเคยแต่กลับมีความสั่นเทาเล็กน้อย เธอยืนอยูู่่ข้างโรสมองไปที่ครามสลับกับทิศ ส่วนโรสก็ยังคงมองทิศและทำทีต้องการเข้าไปปลอบโยนกับความเปราะบางของชายหนุ่มที่สั่นระริกกับข่าวที่ชวนสยองของเช้าวันนี้

"อีกอย่าง มีคนบอกว่าเจ้าของที่หายไปเป็นคนฆ่าแล้วหลบหนีด้วยล่ะ !"

โรสเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สายตาหันมาจับจ้องครามแล้วกวักแขนไปมาเหมือนคนตกน้ำ 

"แล้วไงต่อ ? "

"แล้วไงต่อหรอ ? ไอคราม ! ทำไมมึงถึงดูนิ่งได้ขนาดนี้ !"

"เขาคงจะหมายถึงเรื่องข่าวน่ะ โรส"

เสียงของชาอยู่นิ่งสงบอย่างมีสติ สายตาที่เฉียบคมจ้องมองโรสพลางยักไหล่และเลิกคิ้วให้ครามอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับกำลังบอกว่าให้ตัวเองตั้งสติดี ๆ รอยยิ้มของโรสไปไม่ถึงดวงตาและหัวเราะอย่างแหบแห้ง แก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน 

"โทษที พอดีตื่นมาก็ได้ข่าวเลย มัน...ตื่นเต้น คือแบบลองคิดดู ย่านที่เงียบสงบกลับมีเรื่องที่ชวนสยอง อดใจแทบไม่ไหวแล้วที่ไปที่เกิดเหตุ พาวเวอร์แบงค์พร้อม กล่องพร้อม บล๊อกพร้อม เย็นนี้ใครจะไปที่เกิดเหตุเป็นเพื่อนฉันบ้าง ?"

"อย่าใส่ใจโรสนักเลย พลังงานล้นยิ่งกว่าถ่านนาฬิกา"

"ถ้าไม่ว่าอะไร ฉันขอไปด้วยได้ไหม อย่างน้อยก็ช่วยถ่าย ไรงี้"

"ครามจะไปหรอ !? จริงหรอ !? ได้สิ ๆ เลิกเรียนปุ๊บก็ไปกันเลยนะ ! แล้วทิศจะไปไหม ?"

"ไม่ไปหรอก ขี้เกียจ"

ครามเลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองเพื่อนสนิทตนเองที่แทบไม่เคยปฏิเสธอะไรเลยกลับเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือตั้งแต่ที่ได้เห็นข่าว 



เมื่อยามเช้าเปลี่ยนผ่านยามสายเข้าหา แสงแดดอันแสนอบอุ่นสาดส่องลงมายังพื้นกระเบื้องและโต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อน เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวดังสะท้อนห้องสี่เหลี่ยม เสียงพลิกกระดาษแผ่วมาจากหนังสือการ์ตูนของคราม ถึงกระนั้นหนังสือเป็นเพียงการบังใบหน้าเท่านั้น สายตาเหลือบมองทิศเป็นระยะในขณะที่เพื่อนสนิทไปจับกลุ่มเล็ก ๆ เล่นเกมบอร์ดกันอยู่หลังห้อง

สายลมพัดโชยกลิ่นสนามหญ้าที่อยู่ห่างออกจากตึงไปไม่กี่ตารางเมตร ครั้งนี้สายตาของครามกลับเหลือบไปเห็นบางอย่างไม่ห่างไม่ไกล เงาหนึ่งซ่อนอยู่หลังเสาอิฐ เสี้ยววินาทีนั้นครามเบิกตากว้างพร้อมลมหายใจที่ถี่ขึ้น ร่างกายของเขาตื่นตัวทันทีเมื่อเงานั้นหายไปในทางลงบันได เสียงฝีเท้านั้นดังก้องโถงทางเดินพร้อมเสียงหอบที่พยายามตามให้ทันเงาที่หายไป

ใครกัน ?

เสียงในหัวดังสะเทือนร่างที่เหนื่อยหอบ จังหวะที่จ้องมองลงไปยังบันได เงานั้นกลับหายไปราวกับแสงเทียนที่ดับลง 

มันหายไปแล้ว...

สายตาของเขากวาดทั่วช่องบันได เสียงหายใจของครามขาดหายเพียงเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงอะไรก็ตามที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเสียงพูด เสียงลมหายใจ เสียงฝีเท้า หรือไม่ก็เสียงหัวใจ แต่เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงชีพจรตัวเองที่เต้นระรัวอยู่ภายในอกแทบล้นออกมา

ครามตัดสินใจย่างก้าวลงบันไดพลางกวาดสายตารอบโถงทางเดิน เขาโทษตัวเองซ้ำ ๆ เพียงเพราะดันไปสบตากับมันเข้า ครามสัมผัสได้เลยว่าสายตาคู่จับจ้องมาอย่างปรารถนา แต่ในตอนนั้นมันไม่ได้จ้องมองมาที่เขาก่อน นั้นทำให้ชายหนุ่มเกิดคำถามขึ้นมา

ตุ้บ !

เสียงร่างทั้งสองชนกันระหว่างที่เดินสวนทางโดยไม่คาดคิด ครามเอากุมไหล่ตัวเองพลางจ้องมองไปที่ยังอีกฝ่าย 

"ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ"

เสียงนั้นแผ่วออกมาจากลำคออย่างเก้อเขิน สายตาจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มก่อนจะก้มลงมองพื้นและเดินขึ้นไปยังชั้นสี่อย่างงุ่มง่าม ครามมองหน้าก็นึกขึ้นได้ ชายคนนี้เป็นภารโรงหนุ่มคนใหม่ที่เห็นเมื่อคราวก่อนที่หน้าโรงเรียน เขาไม่คิดว่าภารโรงคนนี้จะดูอ่อนไหวได้เพียงนี้ 



เมื่อครามเดินกลับมาที่ห้องสายตาของทิศก็หันกลับมาจ้องมองครามแล้วลุกขึ้นเดินไปหาอย่างขี้เล่น

"เมื่อกี้ไปไหนมา ดูรีบร้อนจังเลย"

"เปล่าหรอก แค่ปวดท้องเลยไปเข้าห้องน้ำมา"

"หึ้ย ท้องผูกป่ะเนี่ย"

"คงงั้น"

ครามเอ่ยส่งด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นกระแทกกระทั้น ฟันขบแน่นจนเสียงเสียดสีลอดริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน เมื่อทิศเห็นเช่นนั้นคิ้วก็ขมวดเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ รับรู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องปวดท้องแต่ทิศกลับไม่ได้กล่าวออกมา

ครามเดินสาวก้าวไปนั่งที่ตัวเองพร้อมถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เขาไม่สามารถสลัดความคิดเรื่องเงานั้นได้เลย มันไม่มีทางที่จะเป็นเงานักเรียนได้ อาจจะเป็นครูหรือบุคคลภายนอกที่เขาไม่สามารถทราบตัวตนได้ 



แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงกระทบพื้นไออุ่นระอุ เงาไม้เริ่มทอดยาวเอียงไปตามโถงทางเดืน เสียงพู่กันที่ขีดเขียนไปมาตามผืนบอร์ดกระดานอย่างประณีต สายลมพัดพากลิ่นสีตีจมูกชวนมึนหัว ดวงตาคมกริบเพ้งมองลวดลายเบื้องล่างที่กำลังเต้นระบำใต้แสงสุริยัน คิ้วของครามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยโดยใช้ความคิดในการรังสรรค์ผลงานขึ้นมาอย่างลำเค็ญ

"อยากให้ช่วยเปล่า"

เสียงแหลมสูงดังเล็กน้อยจากทางด้านขวามือของคราม ดวงตาที่หรี่ลงด้วยความตั้งใจกลับเบิกกว้างขึ้นและคิ้วก็คลายลงเมื่อเสียงที่ขี้เล่นไม่ค่อยคุ้นหูแผว่คล้ายกับเพื่อนสนิทตน สายตาเหลือบมองขึ้นก็เห็นโรสยืนมองดูผลงานที่เขานั้นเนรมิตขึ้นมาอย่างเต็มที่

"จะว่าไป เธอได้หน้าที่อะไร"

"ก็ได้ทำพร๊อพเหมือนนายไง"

"คิดว่าเธอจะไปเป็นประธานหลีดซะอีก"

"ไม่เอาอ่ะ วุ่นวาย แต่ว่าจะมาคุยเรื่องข่าวเมื่อเช้า ฉันอยากเอามาพูดกับนาย"

"งั้นหรอ ว่ามาเลย"

"ตามข้อมูลข่าว คนส่งน้ำที่เป็นเจ้าของหมาชื่อนัตถูกออกหมายจับข้อหาฆ่าคุณยายจุ๋มวัยแปดสิบสี่และทำลายหลักฐานโดยการนำเนื้อให้หมากิน ตำรวจพบแค่กระดูกแขนขวาและกระดูกนิ้วนางหายไป ตำรวจเลยสัญนิษฐานว่าหมาคงกินจนเกือบหมด แต่มันแปลกตรงที่กระดูกส่วนอื่นหายหมดยกเว้นแขนขวา หมามันไม่น่าจะกินกระดูกหมดเพราะกระดูกมนุษย์มันค่อนข้างแข็งกินไปก็บาดเหงือกเปล่า ๆ นายคิดว่าไง"

"โอ้ว ฉันก็ว่างั้น ไม่แน่คนร้ายอาจจะเอาส่วนที่เหลือไปทิ้งที่อื่นก็ได้ ใครจะไปรู้"

"ว่าแต่จะเอาทิ้งที่ไหนได้ ป่าหรอ ? หรือทะเล ?"

"ก็คงงั้น แต่ฉันสงสัยว่าทำไมต้องเหลือแขนขวาไว้ที่บ้าน ? แล้วนิ้วนางหายไปไหน ?"

"ฉันว่าเราเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว หลังจากที่ไปดูที่เกิดเหตุแล้วลองเข้าไปทางป่ากันไหม"

"หึ โดนฆ่าตายก่อนนะสิ บางทีคนร้ายอาจจะอยู่ในป่าแล้วซุ่มโจมตีใครก็ตามที่ผ่านทางมาก็ได้"

"แต่ไม่ลองไม่รู้นะ เรามีกันตั้งสองคน"

ความเงียบสงบที่ทิ้งช่วง เสียงใบไม้เสียดสีกันค่อย ๆ เบาลงจนเหลือเพียงจังหวะการหายใจของตนเองและอีกฝ่าย ห้วงคำนึงที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความอยากรู้อยากเห็นกับความปลอดภัย ดวงตาจ้องมองหญิงสาวที่กระตือรือร้นที่จะค้นหาความจริงของเรื่องราวทั้งหมดทำให้ลมหายใจติดขัด ร่างที่นั่งพื้นนิ่งงันแล้วเลียริมฝีปากที่หยาบแห้ง

"ก็ได้ แต่แค่ครั้งเดียวพอนะ"

"เย้ ! เจอกันตอนเย็นนะ หาข้ออ้างบอกคนที่บ้านดี ๆ ล่ะ !"

ร่างหญิงสาวกระดี๊กระด๊าขึ้นมาเมื่อได้รับคำตอบของครามแล้วเดินลั่นล้ากลับไปทำงานระบายสีพร๊อบต่อ ครามกลับมาตั้งสติกับงานเบื้องหน้าต่อแต่ใจนั้นสั่นไหวเร็วกว่าเดิม ความคิดที่ว่าจะต้องเข้าป่าและการหาคำอ้างนั้นช่างหนักหน่วงร่างกายราวกับถูกกระแสน้ำสาดเข้าร่างเต็มที่ 

ในอีกมุมหนึ่งของตึก สายตาที่เบิกกว้างจ้องมองมายังร่างที่ละเลงสีบนพื้นบอร์ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายลมพัดโชยกลิ่นความอุ่นของแสงทินกร ความเงียบงันนำพาความคิดที่โลดแล่นมา เบื้องหลังนี้ยังคงเฝ้ามองใบหน้าของครามที่ตึงเครียดอย่างแน่วแน่ หว่างคิ้วแนบชิดเข้าหากัน นิ้วมือกำเข้ากับฝ่ามืออย่างหนักแน่น ฟันขบเข้าหากันจนกล้ามเนื้อตรงกรามเต้นตุบและนูนขึ้นมาเห็นได้ชัด เสียงกรอดแผ่วเบาในปาก 



ดวงอาทิตย์ค่อยๆ โน้มต่ำลงแตะขอบฟ้า สาดแสงสีส้มอมชมพูอาบไล้ไปทั่วผืนฟ้า เงาของต้นไม้และตึกสูงทอดยาวทับซ้อนกันบนพื้นดินอย่างเงียบงัน ขอบเมฆสีเทาถูกแต่งแต้มด้วยประกายแสงสีแดงส้มราวกับเปลวไฟอ่อนๆ สายลมอ่อนโชยมาปะทะผิวหน้าของครามที่ยังคงจ้องมองแสงสีฟ้าเบื้องหน้า หยาดเหงื่อไหลพลั่กเมื่อพยายามคิดคำอ้าง

' พ่อครับ คืนนี้ผมนอนโรงเรียนนะ จะต้องทำงานพร๊อบกีฬาให้เสร็จ '

ครามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากราวกับกำลังกลืนคำโกหกลงคอ นิ้วโป้งสั่นเทาเมื่อกดส่งข้อความไปหาพ่อตนเอง เขาหลับตาแล้วเอามือถือแนบหน้าอก ลมหายใจที่ถี่ค่อย ๆ เบาบางอย่างมีสติแต่มือยังคงสั่นระริกอย่างตื่นเต้น



ติ๊ง !



เปลือกตาเขาเปิดขึ้นเมื่อเสียงข้อความดังขึ้น สายตามองลงมายังโทรศัพท์ในมือพลางยกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ

' งั้นก็ดูแลตัวเองด้วย ระวังตัวด้วยนะ '

เมื่อครามอ่านจบก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างแต่ยังคงมีคำถามว่าพ่อไม่สงสัยในตัวลูกบ้างหรอ แต่พ่อกลับห่วงใยเขาอย่างห่าง ๆ ทำให้รอยยิ้มอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของครามอย่างควบคุมไม่ได้ สายตาเขากลับมาคมกริบอีกครั้งเมื่อเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าและมุ่งหน้าไปยังเบื้องหน้ารั้วโรงเรียน

ทันทีที่ครามมาถึงหน้าโรงเรียน ก็พบร่างหญิงสาวยืนพิงกำแพงอย่าเฝ้ารอ เมื่อสายตาของโรสเห็นคนที่เฝ้าคอยอยู่เบื้องขวาก็ดีดตัวจากกำแพงแล้วเดินนำหน้าไป

"มาเร็วไอคราม ก่อนจะมืด"

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น นัยน์ตาเปร่งประกายดั่งไฟที่ถูกจุดขึ้นมาท่ามกลางความมืด ยิ่งทำให้ครามมีกำลังใจให้การค้นหาความจริงของข่าว



ยามเย็นฉายแสงสุริยันแปลงเปลี่ยนไป เมฆาเข้ามาปกปิดแสงจนบรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บ ไอเย็นบางเบาโชยปะทะผิวหน้าคลายความร้อนอบอ้าวของวันได้อย่างหมดจด ลมพัดเส้นผมปลิวไสว ใบไม้เอนราบไปตามจังหวะพร้อมเพรียง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซ่าๆ ชวนรื่นเริง เสียงฝีเท้าแผว่ตามทางฟุตบาทสลับไปมากับเสียงรถแล่นบนถนนเส้นเล็ก

ทันทีที่มาถึงจุดหมาย เบื้องหน้าเป็นห้องแถวเรียงรายตามแนวราบ สภาพภายนอกนั้นเก่าคร่ำครึ สีเหลืองอ่อนของผนังที่ดูสบายตาบัดนี้แทบไม่เหลือความอบอุ่นเดิมอีกแล้ว พื้นคอนกรีตผุกร่อนตามกาลเวลา กลิ่นเหม็นสาบแม่น้ำใกล้เคียงลอยมากับอากาศ 

ไกล ๆ มีเทปสีเหลืองพันบ้านไม้หมาที่อยู่ริมสุดของห้องแถว คราบสีแดงฉานลากยาวจากประตูบ้านไปยังบ้านหมา ประตูไม้สีเขียวแก่แง่มเล็กน้อยแต่น่าแปลกใจที่ภายในตัวบ้านไม่ปล่อยกลิ่นโชยของเลือดเลยแม้แต่น้อย

สายตาสองคู่เหลือบไปเห็นชายชราที่กำลังนั่งกินลมชมวิวอยู่หน้าห้องเช่าตนเอง โรสเป็นคนแรกที่เดินนำไปหาชายแก่ เธอจ้องมองชายตรงเบื้องหน้าไม่กะพริบตา น้ำเสียงเธอนั้นราบเรียบแต่หนักแน่นไปด้วยความปราถนาที่ต้องการหาคำตอบ 

"สวัสดีค่ะ...คุณตา ?"

"หืม ?...โอ้ว มีอะไรจ๊ะ หนูน้อย"

ชายชราเหลือบมองขึ้นมาที่หญิงสาวตรงหน้าก่อนจะละสายตาไปมองชายหนุ่มข้างกายเธอ เขาขยับท่านั่งให้มั่นคงกว่าเดิมเพื่อให้การสนทนานั้นลื่นไหลไม่สะดุดพร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่ปรากฏบนมุมริมฝีปาก

"พอดีว่าเราอยากมาสอบถามเรื่อง...เพื่อนบ้านคุณตา...ที่หายไป..."

"อ๋อ เรื่องนั้นนี้เอง ฮ่า ๆ มีนักข่าวหลายที่มาขอสัมภาษณ์เพื่อนบ้านอย่างฉันไม่พักกันเลย เอาล่ะ ๆ ถามมาได้เลย"

"เราอยากรู้ว่าคุณนัตเป็นคนยังไงในมุมของคุณตาคะ"

"เป็นคนยังไงหรอ ?...อืม...เขาเป็นเด็กคนหนึ่งที่ใจดี ครั้งก่อนก็มาช่วยฉันยกของเข้าบ้าน แถมเป็นคนที่เมตตา ช่วยเหลือคนอื่นแม้ว่าตัวเองก็แทบจะไม่มีกิน ฉันเลยจะชอบแบ่งกับข้าวให้เขากินบ่อย ๆ ฉันมองเขาเสมือนลูกชายคนหนึ่ง ในยามที่ฉันเหงาเขามักจะมานั่งเป็นเพื่อนฉันแล้วพูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีวันไหนเลยที่ฉันไม่มีความสุขเลย จนกระทั่ง...เขาหายตัวไป ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาเป็นคนฆ่าหญิงแก่ ถ้าเขามีเจตนาแบบนั้นฉันก็คงไม่นั่งอยู่ตรงนี้"

ชายแก่เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ตนเองมาเปิดแกลเลอรี่พร้อมโชว์รูปถ่ายที่เคยถ่ายกับชายหนุ่มที่หายตัวไป

"นี่ไง หน้าตาเขายังหนุ่มยังแน่น ไม่น่าเลย"

ดวงตาของทั้งสองจับจ้องไปยังหน้าจอสีฟ้าเบื้องหน้าที่เผยให้เห็นภาพชายชรากับชายหนุ่มที่ยิ้มแย้มแจ่มใสดวงตาที่ไร้มลทินจ้องมองมาที่กล้องอย่างเปี่ยมสุข แสงแดดสีทอง อ่อนๆ ส่องกระทบบนใบหน้าที่เบิกบาน รอยยิ้มนั้นให้ความรู้สึกโล่งสบายและอิ่มเอมเหมือนเวลาหยุดเดิน โดยที่ทั้งคู่ถือปลาในมือพร้อมพื้นหลังที่ฉายบรรยากาศของริมแม่น้ำที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน 

ครามชะงักขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มพร้อมรำลึกถึงความเก่าที่อยู่ในความทรงจำ ดวงตากว้างพร้อมนิ้วชี้ที่ยกขึ้นมาเคาะหน้าจอเพื่อซูมภาพเข้าไปหาใบหน้าของหนุ่มวัยรุ่นเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ตาฝาด

"เอ๊ะ ? คนนี้...เป็นคนส่งน้ำที่เคยไปส่งน้ำที่บ้านน้าจ๋านิ"

"ห้ะ ? นายรู้จักด้วยหรอ ? แล้วทำไมไม่บอก ?"

"ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าคนส่งน้ำคนนั้นเป็นคนร้าย แต่มันดูขัดแย้งนะ ว่าไหม ? ในข่าวบอกว่าคนร้ายฆ่าแล้วให้หมากินแต่ขัดกับความจริงที่คุณตาพึ่งบอกมา พอมีรายละเอียดเพิ่มเติมไหมครับ ?"

"รายละเอียดหรอ ? บางทีอาจจะดูไร้สาระไปหน่อย แต่บางครั้งเราจะชอบไปตกปลาที่แม่น้ำ ไม่ก็ไปเดินตลาดในตอนเย็น แต่ตอนเย็นวันเสาร์ฉันไม่เห็นเขากลับมาที่บ้าน ฉันแอบเป็นห่วงเขานะ แต่โทรไปกี่สายเขาก็ไม่รับ ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อไปแล้ว ขอให้เขาแคล้วคลาดปลอดภัยทีเถอะ"

สีหน้าของชายแก่เศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด รอยตีนกาค่อย ๆ ย่นลงตามหน้าผาก แก้ม และหางตา ช่วงเวลาที่แรงกำลังถดถอย จังหวะลมหายใจเข้าออกนั้นนุ่มนวลและเงียบสนิทจนเกือบสัมผัสไม่ได้ เสียงรอบตัวนั้นเงียบงันราวกับว่าโลกกำลังหลับไหล 

แววตาของโรสนิ่งสงบแต่ฉายแววความห่วงใย เธอเอื้อมมือไปแตะไหล่ของคุณตาเบา ๆ เพื่อปลอบใจชายชราที่โศกเศร้าจากคนที่เขาเห็นเสมือนลูกชายหายตัวไปอย่างปริศนา 

"หนูเชื่อว่าตำรวจต้องหาเจอแน่นอนค่ะ"

น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและแผ่วเบาเมื่อเทียบกับเสียงลมหายใจที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วง ชายแก่ชำเลืองมองมาทางเบื้องซ้ายจุดที่หญิงสาวยืนอยู่พร้อมรอยยิ้มเบาบางที่เต็มไปด้วยกำลังใจจากเด็กสาว

"ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ"

ครามละสายตาจากทั้งคู่ไปมองที่ห้องของคุณนัต เขาสังเกตเห็นซากถุงพลาสติกสีดำถูกมัดไว้ที่ลูกบิดประตู ใต้ถุงนั้นขาดและมีคราบเลือดติดที่ถุง และเห็นว่ามีซากก้นถุงอยู่ในบ้านหมา เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเพราะความสงสัยและคำถามในหัว คนร้ายไม่ได้ป้อนให้หมา แต่เอาแขวนไว้ในถุง

ตอนนี้เขาเชื่อสนิทใจเลยว่าคนที่ชื่อนัตไม่ได้เป็นคนทำแน่นอน แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำไมคนร้ายต้องเอามาแขวนแทนที่จะหาวิธีการกำจัดที่ดีกว่านี้ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าต้องไปถามใครต่อแต่เวลาก็ไม่ได้หยุดนิ่งให้เขาเดินทางไปหาตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจรอถามเมื่อมีโอกาส

"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ คุณตา ดูแลตัวเองด้วยนะครับ"

"ไม่เป็นหรอก หนู ๆ ถ้าอยากถามอะไรเพิ่มเติมก็มาหาที่นี่ได้นะ ฉันไม่ไปไหนหรอก หรือถ้าฉันไม่อยู่ก็ให้ไปที่แม่น้ำแถวนี้เอา ฉันอยู่ไม่ไกลหรอก"

ทั้งสองบอกลาชายชราแล้วมุ่งหน้าไปที่ถนนเล็ก ๆ ป่าที่นำไปสู่ป่า

"เราว่ารีบเข้ารีบออกจะดีกว่านะ โรส"

"ฉันก็ว่างั้น แต่ถ้าจำไม่ผิดถนนเส้นนี้เป็นทางผ่านของโรงฆ่าสัตว์ด้วย แถมอยู่ลึกมาก คงเป็นเพราะกลิ่นเหม็นสาบมากเลยต้องตั้งอยู่ไกลจากเมือง"

"แล้วที่นั่นร้างหรือยัง ?"

"ยังเลย เห็นยังเอาไว้ฆ่าไก่ฆ่าหมูแล้วเอาเนื้อไปส่งปลีก พวกอาหารที่มีเนื้อหมูเนื้อไก่ก็มาจากโรงฆ่าสัตว์นั่นแหละ"

อากาศเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกลง ความร้อนแปลเปลี่ยนนำพาไปสู่ค่ำคืนที่เงียบงันและหม่นหมอง แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงจันทร์เข้ามาเยือนสาดส่องลอดผ่านใบไม้ที่เสียดสีกันไปมาตามสายลมจนเสียงเสียดสีนั้นเหมือนคนกำลังกระซิบอยู่ข้างหู

เสียงฝีเท้าของหญิงสาวดูสั่นเครือด้วยความหนาวเหน็บและหวาดกลัวกับบรรยากาศรอบกายที่มืดลงเพียงเพราะเมฆาบนท้องนภาเคลื่อนตัวมาปกปิดแสงเดือนไว้จนมิด เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อฉายแสงแฟลช เมื่อความสว่างสาดส่องมายังไปเบื้องหน้า อนุภาคฝุ่นละอองก็กำลังเต้นระบำภายใต้แสงมือถือของชายหนุ่มราวกับกำลังแสดงบนเวทีละคร 

สายตาของครามกวาดมองเข้าไปในป่าและตาก็ไปสะดุดกับถุงสีดำที่โผล่ขึ้นมาใต้พื้นดิน เขาเลิกคิ้วขึ้นพร้อมเดินไปทางเบื้องหลังต้นไม้ เสียงฝีเท้าที่เหยือบกับใบไม้ดังกังวานไปทั่วบรรยากาศที่เงียบสงบ

"จะไปไหนน่ะ ?"

"แค่จะดูอะไรสักหน่อย"

ครามหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยถุงดำให้ขึ้นมา แต่เมื่อปลายกิ่งโดนถุง ถุงก็ขาดวิ่นเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้เงา เขาเบิกตากว้างและถอยหลังด้วยความไม่เชื่อในสายตาของตนเอง

กระโหลกคน ?