ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร
สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
17:31 น.
แสงแดดสีส้มยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่าง โถงทางเดินที่ดูว้าเหว่แต่กลับมีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากห้องเรียนมอหกทับหนึ่งราวกับเปิดคอนเสิร์ตคาราโอเกะ กำลังมีปากเสียงกันเรื่องกีฬาสีที่ว่าใครจะดูแลกันฝ่ายไหน แต่กลับไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายบริหารเรื่องเงินที่ต้องคอยจัดแบ่งงบให้กับฝ่ายต่าง ๆ ไม่มีใครต้องการอยู่ฝ่ายบริหารจัดการเรื่องเงินเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเงินหายไปแม้แต่สตางค์เดียวคนคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ
นักเรียนที่ยังคงเป็นเพียงผู้เยาว์ที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องการบริหารเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ครูกลับกล่าวว่า ให้จัดการกันเอาเอง แต่จะเลือกสถานที่ให้นักเรียนทำงานเพื่อความสะดวกสบาย และจะช่วยให้คำแนะนำหากต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ แต่... จากสถานการณ์ในห้องตอนนี้กำลังทะเลาะกันถึงเรื่องนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ต่างคนก็ต่างโต้เถียงกันไม่พักและก็ไม่มีใครเข้าไปห้ามเพราะไม่อยากยุ่งไม่ก็ไม่มีไรจะเอ่ยหรือโต้เถียง
หัวหน้าห้องจึงเสนอให้ไปรวมตัวที่ใต้อาคารประชุมในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าวันเสาร์เพื่อขอความเห็นและให้บอกสิ่งที่ตนเองทำได้ พอได้ข้อสรุปแล้วก็จะเริ่มแบ่งคนว่าจะได้รับผิดชอบงานฝ่ายไหน และหัวหน้าห้องจะเป็นคนบริหารเรื่องเงินแต่ก็จะขอคำแนะนำจากคุณครูเพื่อนำมาปรับใช้ให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนต่างเห็นด้วยกับข้อเสนอของหัวหน้าและแยกย้ายกันกลับบ้าน
ในขณะที่ทุกคนเริ่มทยอยออกจากห้อง แสงแดดส่องกระทบใบหน้าแต่คนจนใบหน้าเปล่งประกายไปด้วยรัศมีสีส้มอันเจิดจรัส ชายหนุ่มคนหนึ่งดันแว่นขึ้นจมูก หยิบหูฟังขึ้นมาเสียบเข้ากับเครื่องเล่นเพลงพกพาจับถนัดมือสีดำ นิ้วมือจับสายรูดขึ้นจนหยุดอยู่ที่จุกหูฟังแล้วค่อย ๆ ใส่ให้เข้ากับหู
นิ้วโป้งเลื่อนปุ่มเครื่องเล่นอย่างคล่องแคล่วเพื่อเลือกเพลงที่ต้องการฟัง เขาเลือกกดเพลงกิลตี้คอนเชินส์ของอีมิเนียม ทำนองดนตรีที่เข้าจังหวะต่างจากเนื้อร้องที่ดูเหมือนทะเลาะกันอยู่แต่กลับเข้ากลับท่วงทำนองได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เสียงเปียโนและบีทเรียบ ๆ ที่วนซ้ำ ทำให้รู้สึกเหมือนความคิดของตัวเองวนไปวนมาไม่ต่างจากกระแสน้ำที่หมุนอยู่ในแก้วน้ำ และใส่เครื่องเล่นเพลงไว้ในกระเป๋าเสื้ออกข้างซ้ายมือ
นิ้วของเขาเกี่ยวเข้ากับส้นรองเท้าผ้าใบสีดำที่ผูกเชือกอย่างลวก ๆ ถุงเท้าเสียดสีกับกระเบื้องหินอ่อนที่เย็นเฉียบ เขาเอามือกุมปากไว้ก่อนจะจามออกพร้อมกับน้ำมูกใสไหลออกมาจากจมูก เขาสูดน้ำมูกกลับเพื่อไม่ให้ไหลออกมา
“อ้าว ๆ เป็นไรไปเพื่อน ภูมิแพ้หรอ ?”
เสียงกระซิบเพื่อนคนหนึ่งแผว่มาจากด้านขวาของเขา เด็กหนุ่มเหลือบมองก็เผยให้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไร พร้อมน้ำเสียงที่เป็นกันเอง
“คงงั้นแหละ พอดีว่าวันนี้รู้สึกเหมือนนอนไม่พอเลย แถมปวดหัวอีก สงสัยต้องรีบนอนแล้วแหละ พรุ่งนี้ต้องมาประชุมสีกันอีก”
“ดูขยันจังเลยเนอะ แต่ก็ไม่แปลก ก็มันเป็นคะแนนกิจกรรมมันต้องขยันกันหน่อย ไปร้านยายฉันไหมล่ะ”
“ร้านยายแกที่ว่าคือร้านขนมหน้าโรงเรียนหรอ มียาขายด้วยไง”
“มีดิ แต่จะมีแค่ยาสามัญประจำบ้านนะ”
“โอเค งั้นคงถึงเวลาที่จะต้องไปอุดหนุนร้านขนมร้านนั้นแล้วแหละ”
เพื่อนของเขาเข้าใจความหมายนั้นดี สายตานั้นเบิกตากว้างพร้อมสีหน้าที่แสดงความตื่นเต้นอย่างเอ่อล้น ก่อนจะโอบกอดไหล่เขาลงบันไดพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าเริงของเพื่อนสนิทที่กำลังมุ่งหน้านำพาเขาไปยังบ้าน
ในทางออกของโรงเรียนเด็กหนุ่มได้เอ่ยถึงวีดีโอเกมที่พึ่งได้มาใหม่และชวนให้เขามาเล่นในวันว่าง ๆ ทั้งสองกำลังย่างก้าวออกจากทางออกโรงเรียน ก็เห็นว่ามีภารโรงคนใหม่ที่ยังดูหนุ่มอยู่กำลังขนถุงขยะไปวางตรงจุดที่รถเก็บขยะจะมาเก็บ ทำให้ทั้งสองมองหน้ากันและส่งสายตาสงสัยพร้อมยกคิ้วขึ้นอย่างสนใจก่อนเดินข้ามถนนไปยังร้านโชห่วย
“อ่าว เด็ก ๆ ใกล้ค่ำแล้ว หนูครามไม่กลับหรือลูก”
หญิงชราที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้พลาสติกสีแดง สีหน้าของเธอดูอ่อนโยนขึ้นเมื่อดวงตาเห็นหลานและเพื่อนสนิทมาที่บ้านที่ดูยังไงก็เป็นร้านโชห่วย เธอค่อย ๆ วางแก้วโกโก้ร้อนที่ควันอบอวลรอบขอบแก้วลงบนโต๊ะไม้ที่ผ่านกาลใช้ง่ายมาเนิ่นนาน เธอลุกขึ้นยืนโดยเอาไม้เท้าตัวโปรดปรานช่วยพยุงตัวขึ้นจากเก้าอี้และย่างก้าวมาหาทั้งสองพร้อมรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของหญิงชราที่แสดงความละมุนละม่อม
“พอดีว่าไอครามมันจะมาซื้อยาครับ ว่าแต่จะซื้อยาอะไร”
“ขอแค่ยาแก้ปวดแล้วกัน”
เพื่อนสนิทครามพยักหน้าแล้วสาวเท้าก้าวไปหยิบยาพารามาให้คราม นิ้วโป้งของเขากดแผงยาเข้ากับฝ่ามือของครามด้วยน้ำหนักที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความห่วงใยของเพื่อนสนิท เขารวบนิ้วของครามให้กำแผงยาแน่นราวกับเป็นสมบัติล่ำค่าชิ้นหนึ่งที่ตั้งใจจะมอบให้
“แค่แผงเดียว ยายให้ฟรีจ้ะ”
“เอ้ะ ไม่เป็นไรครับ ผมจ่ายได้ครับคุณยาย”
“ไม่เป็นไรหรอก เห็นว่าเป็นเพื่อนหลาน ยายไม่เอาหรอกจ้ะ ทิศ ไปเอาโจ๊กกระป๋องให้เพื่อนสิ”
“เอ๊ะ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าไอคราม เห็นว่าปวดหัว ก็กลับไปกินโจ๊กกินยานอนซะ พรุ่งนี้มีประชุมสีนิ นอนเอาแรงดีกว่าน่าเพื่อน”
ทิศเดินไปหยิบโจ๊กกระป๋องและเปิดฝากระป๋องครึ่งนึง นิ้วมือหยิบซองโจ๊กและช้อนออก เขาค่อย ๆ ฉีกซองออกจากนั้นเทผงใส่ลงไปในถ้วยกระป๋องโจ๊ก เมื่อเทจนหมดก็ทิ้งซองลงถังขยะใต้โต๊ะแล้วเทน้ำร้อนใส่ลงในถ้วยโจ๊ก ทิศเอาช้อนคนโจ๊กเพื่อไม่ให้มันจับตัวกันเป็นก้อน หลังจากนั้นก็เอาถ้วยโจ๊กใส่ในถุงแล้วยื่นให้คราม
“ขอบใจนะ ทิศ”
ครามรับถุงมาด้วยความเคารพแล้วยิ้มให้ทิศกับหญิงชรา เขาโบกมือลาทั้งสองยายหลานก่อนจะเดินออกมาจากร้าน เขาเดินทอดน่องไปตามทางฟุตบาท สายตาจับจ้องไปที่ถุงถ้วยโจ๊ก ควันร้อนเล็ดลอดออกมาจากขอบฝาชวนเย้ายวนจนน่าลิ้มลอง
เมื่อเดินมาถึงหัวซอยบ้าน จากระยะไกลเห็นคุณน้าฝั่งตรงข้ามบ้านตนเองกำลังนับน้ำแพ็คและถังน้ำรวมถึงของกินของใช้ที่ตนสั่งมา ส่วนลูกน้องก็ขนน้ำแพ็ควางลงหน้าบ้านคุณน้า ครามไม่ค่อยคุ้นกับคนส่งของเลย ลูกน้องที่มาจากร้านขายของชำแถวนี้ที่มีการขายของทั่วไปและเป็นร้านปลีกส่งที่ใคร ๆ ก็รู้จักในละแวกนี้ รวมถึงลูกน้องที่จะไม่มีใครรู้จักไม่ได้ แต่กับคนนี้ เขานึกยังไงก็นึกไม่ออก จึงสรุปได้ว่าคงเป็นลูกจ้างคนใหม่
เขาค่อย ๆ เดินชิดขวามาและจ้องมองคนคนนั้น แต่เขากลับนึกย้อนถึงภารโรงคนใหม่ ทำให้เขาคิดได้ว่าตอนนี้เริ่มมีคนเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในย่านริมทะเลมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ภารโรงหรือลูกจ้างร้าน แต่ยังมีร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย ที่เป็นแบบนี้เพราะหลังจากที่รัฐบาลทำสะพานใหญ่เชื่อมกับช่องทางทะเล กลับกลายเป็นว่าคนเริ่มใช้สะพานนี้ในการสัญจรส่งออกของทะเลมากขึ้น นี่เป็นความต้องการของรัฐบาลให้ประชาชนทำมาหากินได่ง่ายขึ้น คนต่างเมืองต่างแห่เข้ามาลงทุนเปิดร้านอาหารทะเลและอื่น ๆ อีกมากมาย จึงทำให้เศรษฐกิจในย่านนี้เจริญกว่าแต่ก่อน
ทำไมไม่คิดเรื่องนี้ให้ไวกว่านี้นะ
แค่คิดเขาก็ยิ้มออกมาแล้วหยิบกุญแจบ้านแล้วเปิดรั้วเพื่อจะเข้าไปไขกุญแจประตูบ้าน
เมื่อคนส่งน้ำขับรถสามล้อออกไป น้าก็หันมาเห็นครามพอดีจึงทักทายกันตามภาษาเพื่อนบ้าน
“เอ้า ไงหนูคราม วันนี้กลับค่ำจังเลย”
ครามหันหน้าไปหาน้าฝั่งตรงข้ามบ้านแล้วเอียงคอเล็กน้อย ใบหน้ายังมีรอยยิ้มอ่อน ๆ อยู่
“พอดีว่าวันนี้คุยกับเพื่อนร่วมห้องเรื่องกีฬาสีกันยาวเลยครับ น้าจ๋า”
จ๋าเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น พร้อมกับตายิ้มของอีกฝ่ายที่มองยังไงก็ชวนให้ระลึกถึงใครบางคนที่เธอไม่อยากรำพึงถึงมันด้วยซ้ำ ก่อนที่จะได้ทำอะไร มีเสียงดังมาจากในบ้านจ๋า เสียงหญิงชราที่ดูเหมือนคนไร้สติกำลังรีบวิ่งออกมาจากบ้านสภาพเหมือนจะตายแหล่มิตายแหล่ กวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างลูกกะตาแทบทะลักออกจากเบ้าตา เมื่อดวงตาเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าสงสัยชายตามองมาที่หญิงแก่ หยดน้ำตาอุ่นร้อนเอ่อคลอเบ้า ก่อนจะรินไหลลงมาอาบแก้มอย่างน่าเวทนาพลางย่างก้าวเข้าไปกอดครามแน่นพร้อมเสียงที่แผว่เบาและอ่อนระทวย
“โถ่ ลูกเอ๋ย แม่ขอโทษนะ”
ครามสะดุ้งกับการกระทำที่ไม่คาดคิดของหญิงแก่ ถุงที่ใส่ถ้วยโจ๊กของครามแทบหลุดออกจากนิ้วที่เกร็งจนเกือบชา เธอลูบเส้นผมอันอ่อนนุ่มและแผ่นหลังครามอย่างนุ่มนวลเสมือนกับเป็นลูกของตัวเอง เธอพึมพำกับตัวเองจนจับใจความไม่เข้าหู ยิ่งทำให้สถานการณ์ชวนอึดอัด
สำหรับครามแล้ว การกอดนั้นเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความอ่อนแอและผูกพัน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองเกิดความความสัมพันธ์ แต่เขากลับรู้สึกสะอิดสะเอียน ในมุมมองเขา หญิงชราตรงหน้าเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่สติไม่สมประกอบ ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่เรียกว่าคนแปลกหน้า
น้าจ๋าเอามือปิดปากตนเองด้วยความตกใจและรีบวิ่งไปดึงตัวยายออกจากครามพลางขอโทษไม่พัก หญิงชราบ่นพำไปมาก่อนถูกจ๋าลากเข้าบ้านอย่างลำเค็ญ
“หนูครามรีบเข้าบ้านเถอะ”
ครามเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปในรั้วบ้านแล้วไขประตูบ้านเพื่อเข้าไป
เขาถอดรองเท้าแล้วหันปลายรองเท้าไปทางประตูบ้านและเปิดประตูห้องตัวเอง เขาโยนกระเป๋าลงบนเตียงแล้ววางถ้วยโจ๊กไว้บนโต๊ะ ครามย่างก้าวไปหยิบเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวจากตู้เพื่อจะไปอาบน้ำ ทันใดนั้น กระเป๋ากางเกงของเขาสั่นชั่วครู่พร้อมเสียงแจ้งเตือนข้อความที่ไม่ต้องดูก็รู้ว่าใครเป็นคนส่งในเวลานี้ เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของเขา แสงสีฟ้าสาดส่องไปทั่วใบหน้าอันเงียบสงบของคราม นิ้วโป้งเลื่อนไปยังหน้าจอเพื่อปลดล็อครหัส สายตาของเขาจดจ่อไปที่การแจ้งเตือนข้อความล่าสุดพร้อมกดเข้าไปเพื่ออ่าน
' พ่อจะกลับดึกหน่อยนะ ประมาณเที่ยงคืนตีหนึ่งพ่อจะกลับ พอดีว่าพ่อมีกินเลี้ยงกับเพื่อนร่วมงาน '
ครามอ่านเสร็จก็กดอีโมจิโอเคไปเพราะไม่มีอะไรจะคุยกับพ่อนัก เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ
เขาทำกิจวัตรยามค่ำเสร็จก็กินยาแก้ปวดที่ยายของทิศให้มาและนอนแผ่หลาบนเตียง แม้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลาสองทุ่มแล้ว แต่ครามก็ไม่มีทีท่าว่าจะง่วงเลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจอย่างอ่อนล้าพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเข้าเว็บกระทู้เพื่ออ่านโพสต์กระทู้คนอื่นไปเรื่อย พยายามทำให้ตัวเองหลับ จนเวลาผ่านไปหลายสิบนาทีสุดท้าย เปลือกตาเริ่มหนักหน่วงและสายตาพร่ามัวราวกับกำลังตกลงไปในภวังค์ เขาค่อย ๆ หลับตาลงให้สมองได้พักผ่อนในห้องสี่เหลี่ยมกับเตียงนุ่ม ๆ เขาหลับไปพร้อมกับหน้าจอมือถือที่ยังคงฉายแสงสีฟ้าหน้าเว็บกระทู้
05:43 น.
ว้ายย!
ครามสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องแหลมดังมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม เราลุกขึ้นจากเตียงกะทันหันทำให้หัวใจเขาเต้นแรงอยู่ภายใต้หน้าอกเขา เขามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นน้าจ๋ารีบวิ่งมาอยู่ตรงหน้าบ้าน ท่าทางของเธอดูตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก สายตาดูลนลาน มองซ้ายทีขวาทีเหมือนหาอะไรบางอย่างก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาโทร สักพักก็มีคนรับสาย
“สวัสดีค่ะ…พอดีว่าแม่ฉันหายไปค่ะ…ค่ะ…อยู่ย่านเดิมค่ะ รีบ ๆ มาทีค่ะ”
เธอวางสายแล้ววิ่งไปที่หัวซอย
ครามนั่งลงบนเตียงอีกครั้งก่อนจะตั้งสติแล้วลุกขึ้นออกจากห้องนอน
เมื่อเขาเดินออกจากห้องนอนก็เห็นพ่อยืนอยู่หน้าห้องตัวเองอยู่เหมือนกันแล้วหันมามองหน้าคราม
“ตายแล้ว ลูกก็ตื่นมาเพราะเสียงนั้นเหมือนกันใช่ไหม ?”
“ครับ เหมือนยายฝั่งตรงข้ามจะหายตัวไป ผมได้ยินอย่างนั้น”
พ่อพยายามปลอบว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หลายครั้งแล้วที่ยายฝั่งตรงข้ามหายตัวไป ยังไงก็ต้องหาเจอ พ่อเดินเข้ามากอดเขา ลูบเส้นผมและลูบหลังของครามพยายามปลอบเขาอย่างเต็มที่ ครามยืนอยู่อย่างนั้นไม่ขยับ ไม่ผละตัวออก ไม่กอดกลับ มีเพียงแต่ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ผ่านไปสักพักพ่อก็เป็นฝ่ายผละตัวออกก่อน เขามองหน้าครามที่นิ่งสงบเหมือนพยายามมองหาสัญญาณอะไรบางอย่างจากตัวครามแต่ก็เดินไปที่ตู้เย็นแล้วหยิบขวดน้ำเย็นโยนให้คราม เขารับขวดน้ำมาเปิดดื่มอึกใหญ่
“ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว วันนี้มีแพลนจะทำอะไร”
“วันนี้ผมต้องไปประชุมสีครับ กว่าจะกลับก็น่าจะหกโมงเย็น”
“งั้นหรอ งั้นเดี๋ยวให้ตังเผื่อไว้เสาร์อาทิตย์แล้วกัน หาซื้อขนม ซื้อน้ำกิน ส่วนอาหารพ่อทำไว้ในตู้เย็นนะ”
“ครับ”
ครามพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอน
เอ๊ะ
ครามชะงักเมื่อปิดประตู ที่เขาตื่นมานั้นเป็นเพราะเสียงของน้าจ๋า แต่ทำไมเขากับพ่อถึงได้ทำอย่างกับว่ามันเป็นเรื่องปกติไปได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ปกติเลยด้วยซ้ำไป เขาคิดไปคิดมาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป คิดไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
07:57 น.
ครามเดินออกจากบ้าน เตรียมตัวจะไปโรงเรียน เขาใส่เพียงเสื้อยืดกับกางเกงขายาวไปกับสะพายกระเป๋าเป้ เขาเดินออกจากรั้วก็เห็นตำรวจกำลังค้นในตัวบ้านของน้าจ๋า เมื่อจ๋าหันมาเห็นครามก็รีบวิ่งมาหาเขาด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าตา
“ครามลูก พอจะเห็นยายจุ๋มบ้างไหม ? พอดีว่าเธอหายไปอีกแล้ว ถ้าเห็นก็ช่วยบอกม…น้าหน่อยนะ ถือว่าขอ”
ครามพยักหน้าแล้วมองรถตำรวจที่อยู่หัวซอย พูดคุยถึงเรื่องที่ยายจุ๋มหายตัวไปอีกครั้งและพยายามตามหาพื้นที่ที่ยายเคยอยู่ตอนที่หายตัวไปจากบ้าน ชาวบ้านในซอยเริ่มซุบซิบถึงเรื่องยายของน้าจ๋าที่เป็นบ้า ตัวของจ๋าก็ไม่ยอมให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เลือกที่จะรักษาอยู่บ้านแทนเพราะเธอสามารถเลี้ยงแม่ตนเองมาได้สิบสามปีตั้งแต่ที่แม่เธอมีอาการทางจิตเพราะเหตุการณ์บางอย่าง จ๋าเดินเข้าไปในตัวบ้าน ภาวนาว่าจะหาเจอ
ครามเดินออกมาจากซอย รอบข้างมีแต่คนกล่าวถึงเรื่องยายจุ๋มที่หายตัวไป และแน่นอน ข่าวก็เหมือนไฟรามทุ่ง เพื่อนร่วมห้องที่เห็นครามเดินมาถึงใต้อาคารประชุมก็วิ่งไปหาเขาแล้วเริ่มถามถึงยายจุ๋มกันทั่ว เขาเริ่มรำคาญขึ้นทุกทีที่ได้ยินถึงเรื่องนั้นเพราะเขาเป็นเพียงเพื่อนบ้านในละแวกนั้นแต่กลับถามเหมือนว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในบ้านหลังนั้น แต่เขาก็พยายามตอบเท่าที่จะตอบได้
เมื่อหัวหน้าห้องมาถึงก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายแล้วเริ่มคุยเรื่องกีฬาสี เมื่อครามตั้งสติได้เขาก็พึ่งรู้ตัวว่าทิศยังมาไม่ถึง หัวหน้าก็สังเกตเช่นกัน หัวหน้าห้องเป็นคนเจ้าระเบียบ แค่เห็นคนมาไม่ครบแม้แต่คนเดียวก็จะเริ่มไม่พอใจ เขาจึงรีบแก้ต่างให้ทิศว่ากำลังช่วยยายที่ร้านโชห่วยอยู่
เมื่อหัวหน้าห้องรู้เช่นนั้นก็ไม่ได้เอาเรื่องอะไรจึงบอกให้เขาตามตัวทิศมาประชุมก่อนเที่ยงก่อนจะเดินไปหาทุกคนแล้วเริ่มจับกลุ่ม
ครามคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วรีบพิมข้อความส่งให้ทิศ สายตาจ้องมองแสงสีฟ้าตรงหน้าโดยคาดหวังว่าทิศจะตอบกลับเหมือนทุกที แค่อ่านก็คงดีไม่น้อย แต่ไม่มีทีท่าว่าจะอ่านเลย ไม่ออน ไม่อ่าน ครามเริ่มกัดฟันกรอด อยากจะวิ่งไปตามตัวจากบ้านทิศเดี๋ยวนี้ แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่สงสัยว่า ณ ตอนนี้ เวลานี้ ทิศกำลังทำอะไรอยู่