ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร

ดงมนุษย์ - บทที่หนึ่ง ๓ โดย ลีฮันญา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ดงมนุษย์

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

สืบสวนสอบสวน

รายละเอียด

ดงมนุษย์ โดย ลีฮันญา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร

ผู้แต่ง

ลีฮันญา

เรื่องย่อ

เป็นเรื่องราวของ คราม เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ที่มีคู่หูอย่าง ทิศ อยู่เคียงข้างกายเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งยายฝั่งตรงข้ามบ้านครามกลับหายตัวไปอย่างปริศนา ทุกอย่างดูเหมือนปกติ ชาวบ้านคิดว่าอาจจะหนีออกจากบ้านแล้วเดินเตร่ไปตามทาง แต่ในวันมะรืนกลับพบกระดูกแขนขวาของยายที่หายตัวไปและกระดูกนิ้วนางที่หายไป คนร้ายก็หายตัวไปอย่างปริศนา ครามได้สังเกตว่าเพื่อนสนิทตัวเริ่มห่างเหินมากขึ้นหลังจากที่ข่าวแพร่ออกไป ครามจึงต้องรีบสืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณยายและเพื่อนสนิทตนเองเป็นอะไร แต่ในระหว่างที่เขาสืบกลับมีคนหายและตายไปเวลาเดียวกัน พร้อมกับความลับที่เริ่มกระจ่างขึ้น 

ใครกันแน่ที่เขามองข้ามไป ?







' ระวังไว้ให้ดี ขวานเล่มนี้จะเป็นของใคร '



แด่วันวานไม่หวนคืนกลับ ทว่าปลายคมนั้นดันหวนคืน










สารบัญ

ดงมนุษย์-บทนำ บทนำ,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๑,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๒,ดงมนุษย์-บทที่หนึ่ง ๓,ดงมนุษย์-บทที่สอง ๑

เนื้อหา

บทที่หนึ่ง ๓

ตั้งแต่จำความได้ ร่างกายนั้นไม่เคยสนองกับความรักจากครอบครัวเลย บางทีอาจจะไม่ได้รู้สึกถึงมันมาแต่แรกอยู่แล้ว พวกเขาเลี้ยงดูเสมือนสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งที่ไม่ได้ถูกมองเป็นมนุษย์มาแต่ลืมตาดูโลกเหมือนเหล่าเพื่อนมนุษย์อื่น ๆ 

ในวันที่แสนหม่นหมองท่ามกลางฝูงนักเรียน สายตานั้นช่างมืดมนกวาดมองเหล่าเด็กวัยเดียวกันที่ต่างออกไป ผิวที่เรียบเนียนขาวผ่องเปรียบเสมือนผืนผ้าใบสีขาว กระนั้นใต้ร่มผ้าของตนนั้นกลับเรียกร้องต้องการเป็นผืนผ้าใบเดียวกับทุกคนที่ผ่านเบื้ิองหน้า

เสียงของไม้สนั่นบนร่างกายราวกับฟ้าแลบ ความรู้สึกเสียวแปลบไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตเลยแม้แต่วันเดียว รอยเก่าไม่จางหายรอยใหม่มาไม่ซ้ำ ร่างกายชาชินกับความรู้สึกนั้นดีจนอ่อนระทวยแทบย่างก้าวไม่ขึ้น

เบื้องหน้านั้นพ่อตนเป็นผู้วิจารณ์ แม่ตนเป็นผู้ชม ส่วนเบื้องล่างนี้เป็นนักแสดงที่กำลังดิ้นรนจากความทรหดและความสมเพชของตนเอง 

ในวันนั้น เสียงอันไพเราะจนน่าสะอิดสะเอียนกำลังสอนเรื่องคำศัพท์ของครอบครัว ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน นิยามของคำว่า “บ้าน” คืออะไร ?

ตนนั้นรู้ตัวดีว่ากำลังดิ้นรนกับเรื่องไร้สาระอย่างนิยามของบ้าน แต่ความสงสัยนั้นกลับชนะทุกสิ่ง แต่คำตอบที่ได้รับมา กลับแตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าบ้านคือสิ่งที่ครอบครัวช่วยกันสร้างออกมาเพื่ออยู่ร่วมกับคนที่รัก บ้างก็ว่าบ้านคือความผูกพันของคนที่อยู่ร่วมกัน บ้างก็ว่าบ้านคือสิ่งที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย บ้างก็ว่าบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งปลูกสร้างแค่อยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขก็ถือว่าเป็นบ้านแล้ว

ไม่รู้เลยว่าทำไม ทำไมนิยามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้ตนนั้นได้ทราบแล้วว่าตนนั้นแตกต่างกับผู้อื่นมากเพียงใด เพียงแค่จ้องมองผืนผ้าใบสีขาวผ่องนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าครอบครัวของแต่ละคนนั้นมีความสุขเพียงใด แต่กระนั้นตนกลับหาความสุขไม่ได้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรทำให้ตนมีความสุข หรือบางที ความสุขของตนนั้นคือการได้เป็นนักแสดงบนเวทีที่เหม็นอับและคับแคบพร้อมเสียงสายฟ้าแลบท่ามกลางผู้วิจารณ์และผู้ชม 

ผืนผ้าใบที่สกปรกเต็มไปด้วยสีม่วงและสีเขียว ช่างเป็นสีที่ควรได้รับเสียงปรบมือและคำชมกับความน่าสมเพชของ ความจริงนั้นน่ากลัวเกินกว่าตนจะมองเห็น ตนกำลังเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองของเสียงฟ้าแลบไปเสียแล้ว

ผู้วิจารณ์ที่เคร่งขรึม ไม่แม้แต่จะสนหัวตน มองตนว่าเป็นบุตรสักครั้งก็ยังดี แต่เมื่อใดที่ทำให้ไม่พอใจ ครั้นคราวนั้นก็ปะทุดั่งภูเขาไฟ และลงเอยด้วยเสียงฟ้าแลบ 

ผู้ชมนั้นเป็นผู้ชมที่ดี เฝ้ามองด้วยแววตาที่หม่นหมองและหยิ่งยโส ชวนให้หลงใหล ไม่แปลกใจที่ผู้วิจารณ์และผู้ชมถึงเป็นรสชาติที่น่าลิ้มลอง

ทำไมคุณมองแบบนั้นล่ะ ? ไม่ปรบมือให้ฉันหน่อยหรอ ?

ความคิดนั้นแผ่วเบาแต่ดังพอที่ตนเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้ยิน ความอับชื้นของห้องนอนนั้นไม่ต่างอะไรจากคอกหมู ทั้งเล็กทั้งแคบ เสียงตึงตังนั้นมักจะเกิดเฉพาะตอนเดินขึ้นลง ของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่เคยได้รับนั่นคือฟูก เป็นพื้นที่พักการแสดงที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ทุกเสียงกลายเป็นเพียงแมลงวันเมื่อดินสอเสียดสีกับกระดาษพร้อมร่ายรำไปพร้อมกับความคิดตน



หนึ่งเสียง นั้นฉับไว

มาผลักไส ไม่ทันการ

เสียงหวีด ก้องกังวาน

สั่นสะท้าน ทั่วเวที



แสงไฟ สาดส่องมา

ส่องใบหน้า สังเวชใจ

กระนั้น ผืนผ้าใบ

ไม่ผ่องใส ยังเฝ้ารอ



เศษเสี้ยวความเป็นมนุษย์เริ่มจางหาย สัตว์เดรัจฉานได้บังเกิดตามปรารถนา



ยามเย็นที่ชวนมึนเมา แสงสีทองสาดส่องทอดเงายาวเกินตัว เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังรอบร่างที่บอบช้ำอยู่ใต้ร่มผ้า สายตาจับจ้องไปตามผืนผ้าใบสีขาวของเทวีและเทวะ ตนนั้นยังคงนั่งอยู่เบื้องล่างโดยรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร มองซ้ายแลขวาสุดท้ายก็มองเบื้องล่างที่นั่งอยู่ ตรงปลายรองเท้า มีหอยทากเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าไร้จุดหมาย มันกำลังคลานไปยังถนนอย่างไร้เดียงสาโดยไม่รู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง สายตานั้นให้ความสนใจมันเป็นพิเศษราวกับกำลังรับบทเป็นผู้ชมบนอัฒจันทร์ 

กร๊อบ !

เสียงชวนสยองดังขึ้นจากยางรถที่เหยียบย้ำมันและขับต่อไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัวมันเละอยู่บนถนน เมือกกระจายอยู่รอบ ๆ ตัว พร้อมกับเปลือกที่ควรจะเป็นที่หลบภัยของมัน ณ บัดนี้ถูกรถบดขยี้จนแตกละเอียด แทบไม่เหลือแม้แต่เค้าโครงเดิม

คิ้วที่เลิกขึ้นนั้นกลับความสนใจของภาพเบื้องหน้า เสียงที่เหนาะหนะนั้นยังจำขึ้นใจ ความร้อนรุ่มนั้นเกิดขึ้นภายในอก จังหวะหัวใจนั้นระรัวด้วยความตื่นเต้น ความรื่นเริงที่คุ้นเคยกลับมา สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบนพวงแก้มยามที่จ้องมองเบื้องล่าง

บางทีตัวเราอาจไม่ต่างจากหอยทากตัวนี้เลยก็ได้

ความในใจดังสะท้าน ความหงุดหงิดปะทุขึ้น สายตาจากความว่างเปล่ากลับมีบางอย่างเติมเต็ม ชะตาชีวิตจะไม่มีวันตกต่ำเท่าสัตว์ไร้ชีวิตเบื้องล่างอีกต่อไปแล้ว



ในวันหนึ่ง สายตาที่เติมเต็มจ้องมองหนอนบุ้งที่กำลังกระดึ๊บไปคนละทิศใต้ร่มเงาต้นไม้ การดำรงนั้นเรียบง่าย แต่ชั่วพริบตา ก็รับรู้ถึงน้ำหนักเกินกำลังปกติผลักดันไปเบื้องหน้าอย่างไร้การควบคุม รู้ตัวได้ว่าใต้ผืนเท้านั้นได้ปิดชีพสิ่งมีชีวิตตัวน้อยไปแล้วสองสามตัว ร่างเล็กซวนเซไปด้านข้าง ความชินชายังคงอยู่ ความสงสัยปะทุขึ้น สายตาสบกับผู้กระทำ

เด็กชายวัยเดียวกันเอามือกุมท้องและชี้มายังตนอย่างเยาะเย้ย โดยที่คาดหวังว่าจะทำให้กลัวหรือตื่นตระหนกได้บ้าง แต่สายตานั้นกลับยิ่งถูกเติมเต็มและมืดมน กรามขบแน่นจนเสียงเสียดสีของฟันนั้นแผว่ออกมา มือกำแน่นจนฝ่ามือทิ้งรอยเล็บไว้ก่อนจะคลายออกและก้าวเดินออกจากตรงนั้น ทิ้งเด็กชายไว้เบื้องหลัง แต่ก็ไม่วายที่เด็กชายนั้นได้กล่าวทิ้งท้ายไว้

โอ้ขี้ขลาด

ดวงตานั้นเบิกกว้าง กรามที่ขบไว้แน่นขึ้นและยิ่งมีเสียงเสียดสีของฟันจนแทบจะหัก แววตาแข็งกร้าวขึ้นแต่ยังคงย่างก้าวไปเบื้องหน้า แต่มีบางอย่างที่ทำให้ตนนั้นได้คลายกรามและมุมริมฝีปากก็ยกขึ้นเล็กน้อยราวกับว่ามีบางสิ่งที่ทำให้ตัวเองสนใจและตื่นเต้นกว่านั้น



สายลมของยามเย็นพัดโชยมาเบาๆ แสงสุริยาสาดกระทบใบหน้าที่ชินชาผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ผุกร่อนเต็มที เสียงฝีเท้ารอบข้างเสียดสีกับพื้นกระเบื้องอย่างอ่อนนุ่ม เสียงเจื้อยแจ้วดังก้องทั่วผืนห้อง เสี้ยววินาทีนั้น เสียงหวีดดังสะท้านโถงทางเดินหน้าห้องเรียน ภายนอกพบหนอนบุ้งคลานทั่วชั้นวาง เด็ก ๆ เสียวซ่านไปทั้งร่างพร้อมเสียงหายใจที่ถี่และสั่นเทา ใบหน้าตนนั้นผว่าตามทุกคนแต่ลึก ๆ แอบเยาะเย้ยที่เห็นเช่นนั้น

เด็กคนเดิมที่ผลักคราวก่อนชี้ตรงมายังตนพร้อมกล่าวหาอย่างลอย ๆ เมื่อนั้นร่างที่นิ่งสงบทำท่าทีปกป้องและถามหาหลักฐานที่ชี้ตัวมาที่ตน ปากนั้นสั่นเทาไม่กล้าที่จะบอกว่าเขาเป็นคนที่กลั่นแกล้งเรื่องหนอนบุ้งกับตน 

เมื่อนั้นคุณครูรีบไล่นักเรียนเข้าห้องพร้อมโทรเรียกแม่บ้านให้มาจัดการ ตนนั้นรับรู้ได้ถึงสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง รูม่านตาขยายพร้อมคิ้วขมวด แค่เห็นก็พอใจเต็มทนแล้ว มุมปากยกขึ้นอย่างดูถูกพลางเพลิดเพลินไปกับความตึงเครียดของคนรอบข้าง เสียงสะอื้นของเหล่าเพื่อนวัยเดียวกันนั้นช่างหอมหวาน ความสุขถูกปลุกเร้า รอยยิ้มแห่งความสุขยิ่งกระตุ้นสายตาคู่นั้นที่จับจ้องมายังตน

เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบแล้ว คุณครูก็ให้นักเรียนกลับบ้านได้ บางคนเห็นรองเท้าตัวเองก็ยังคงขนลุกอยู่บ้าง ตนนั้นลงมาจากตึกแล้วก็มีนักเรียนบางคนรีบวิ่งกรูไปหาคนที่มารับและเริ่มร้องห่มร้องไห้เหมือนกำลังจะตาย เล่นใหญ่ไปได้

ตอนที่ตนกำลังออกจากหน้าโรงเรียน ก็รู้สึกถึงแรงกระชากมาจากคอเสื้อที่ดึงไปด้านหลัง เป็นเด็กผู้ชายคนเดิมที่แกล้งก่อนหน้านี้ เขาดึงเข้าไปคุยตรงต้นไม้ต้นเดิมแต่ไม่ได้เข้าไปใกล้มันมากนัก

เขาเริ่มพล่ามไปมาซึ่งตนนั้นก็ไม่ได้ฟังเขาแม้แต่น้อย ไม่ฟังเลย และเริ่มกวนประสาทเขาเล็กน้อยโดยการขยับปากตามเขาแล้วพูดแบ่ ๆ ๆ ใส่เขา เพื่อกระตุ้นต่อมประสาทเขา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เขาหัวร้อนมากจนยื่นมือทั้งสองออกมาหวังจะผลักเหมือนตอนกลางวัน แต่ร่างตนขยับไปด้านข้างอย่างตั้งใจ ทำให้เขาสะดุดล้มลงบนพื้นที่มีหนอนบุ้งอยู่

แน่นอน เวลาที่ใครมีอารมณ์พลุ่งพล่านมักจะทำตัวคุ้มคลั่งเสมอ

หนอนบุ้งเริ่มคืบคลานขึ้นมาบนตัวเด็กชายทำให้เขาเริ่มเสียสติเหมือนคนบ้า เขาลุกขึ้นมาแล้วใช้มือปัดออก เมื่อมือโดนตัวหนอนก็เริ่มเกิดอาการคัน นั้นยิ่งทำให้เขาเสียสติไปมากกว่าเดิมแล้วรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้น ชนคนนู้นที คนนั้นที โดยที่ควบคุมร่างกายไม่ได้ จนกระทั่งเขาวิ่งออกจากตัวโรงเรียนไป...

เอี๊ยดดด !

โครม !

เสียงที่ชวนสยดสยองดังขึ้นจากถนน ตนรีบวิ่งไปดูก็เห็นร่างไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนน ทุกคนต่างกรีดร้องด้วยความตกใจ ตำรวจจราจรเริ่มปิดทางตรงนั้นและโทรเรียกรถพยาบาล ในขณะที่คนรอบข้างต้องมองร่างนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์

ร่างนั้นถูกรถบดขยี้ไม่ต่างจากหอยทากตัวนั้น ศีรษะแตกออกจนเลือดไหลนองราวกับสายน้ำ แขนขาที่ดูบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติชวนหลงใหล รอบกายมีเพียงหนอนบุ้งที่บางตัวถูกบดราบกับพื้น บางตัวก็ยังคงกระดึ๊บอยู่บนพื้นที่แดงอย่างไร้เดียงสาโดยไม่รู้ประสีประสาเลยว่านั้นคือเลือดที่กำลังไหลออกมาจากร่างเด็กชายที่เคยเป็นเด็กเกเร ณ บัดนี้ ชะตากรรมของเด็กชายก็ไม่ต่างจากหอยทากตัวนั้นเลย

ทั้งสองก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน มีเลือดมีเนื้อเหมือนกัน แต่ทำไมกลับดึงความสนใจของคนรอบข้างไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ตนนั้นหาคำตอบไม่ได้เลย





ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนในห้องเรียนต่างอาลัยให้กับเพื่อนที่ไร้เดียงสาของพวกเขารู้ทั้งรู้ว่าเด็กนั้นมันนิสัยแย่แค่ไหน แต่สถานการณ์มันบังคับให้ปฏิบัติเช่นนั้น มีเพียงแค่ตนที่ไร้อาวรณ์กับโศกนาฏกรรมที่เห็นแล้วก็ชวนเรียกเสียงหัวเราะเพราะความไร้สติของมัน

ทุกคนต่างวางดอกไม้จันทน์ไว้บนโต๊ะเรียนของเด็กชายก่อนจะเดินออกไปทานข้าวราวกับเป็นเรื่องปกติ ตนนั้นเป็นคนสุดท้ายที่ได้ออกจากห้องเพราะต้องการเฝ้ามองโต๊ะที่ไร้ร่าง กำลังดื่มด่ำกับความสยดสยองที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ยังจำได้ว่าตอนชนมีเสียงกระดูกลั่นและเสียงร่างถูกบดขยี้ที่ฟังแล้วชวนสยองของร่างไร้สติ ในขณะที่ตนกำลังล้ำลึกถึงฉากนั้นก็ยิ้มกว้างเหมือนคนที่กำลังลิ้มลองของอร่อย ริมฝีปากอันอ่อนนุ่มจูบลงบนดอกไม้ด้วยความเห็นชอบก่อนจะวางบนโต๊ะเหมือนคนอื่น



ฉันขอมอบรอยจูบให้กับความน่าสมเพชของแกแล้วกัน



หลับให้สบายนะ ไอตัวภาระสังคม