ในย่านแห่งหนึ่งที่มีคนหายตัวไปและตายอย่างปริศนา โดยมีเพียงฆาตกรตัวจริงเท่านั้นที่รู้ว่าคนหายตัวไปได้อย่างไรและตายได้อย่างไร
สืบสวนสอบสวน,รั้วโรงเรียน,ไทย,ดราม่า,ระทึกขวัญ,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
10:21 น.
ตอนนี้ทุกคนได้จัดกลุ่มในการรับผิดงานของฝ่ายนั้น ๆ เรียบร้อย ฝ่ายหลัก ๆ มีประธานสีของสีชมพูคือหัวหน้าห้องของเราชื่อชา ประธานหลีด ประธานแสตน ฝ่ายขบวนพาเหรด และฝ่ายสนับสนุน
ครามได้อยู่ฝ่ายสนับสนุนในด้านการทำพร็อพ ซึ่งครามก็โอเคที่ได้อยู่ฝ่ายสนับสนุน แต่ถึงเวลาประชุมจะนานสักเพียงใด ทิศก็ยังไม่มา ครามเอานิ้วเคาะแขนตัวเอง สายตากวาดรอบข้างโดยที่ยังคงหวังว่าทิศจะมา
ชาเห็นท่าทีของครามจึงเดินเข้ามาคุยกับเขาเพียง
“ฉันรู้นะว่าทิศยังไม่มา แต่ตอนนี้ตำแหน่งที่ยังขาดคนมีแค่แสตน ฉันเลยจะให้ทิศเข้าฝ่ายประธานแสตน มีอะไรจะแย้งไหม”
“ไม่มีหรอก เดี๋ยวฉันจะบอกทิศให้”
ชาพยักหน้าให้ครามอย่างเคารพก่อนจะเดินกลับไปคุยเรื่องการเตรียมตัวต่อ ทิ้งให้ครามจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ทิศไม่เคยมาสายมาก่อน อย่างน้อยก็ควรบอกเขาก่อนว่ามีธุระหรือไม่ว่าง แต่ครั้งนี้กลับเงียบหายไปราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่บนแผ่นดินนี้แล้ว
สักพักทิศก็รีบวิ่งมา เนื้อตัวของเขามีเหงื่อท่วมตัวเหมือนไปวิ่งที่สวนสาธารณะมา ทิศสะพายกระเป๋าเป้ที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ซึ่งทำให้ครามสงสัยว่าอะไรอยู่ในนั้น หัวหน้าห้องเดินไปหาเขาแล้วถามถึงเรื่องมาสายและตักเตือนเขา ชาให้อภัยทิศที่มาสายเพราะเขาไม่เคยมาสายและเหตุผลที่มาสายคือมีธุระต้องไปทำกับยาย ชาจึงปล่อยผ่าน
“ขอโทษนะคราม พอดีว่าฉันมีธุระ แล้วเมื่อคืนชาร์จแบตไม่เข้า เลยไม่ได้ทักหานาย”
ทิศยิ้มแห้งแล้วหยิบถุงผ้ากำมะหยี่จากกระเป๋ากางเกงออกมา ทิศยื่นถุงนั้นให้ครามทั้งมือสั่น เขาเลิกคิ้วขึ้นและรับถุงนั้นมา เมื่อเขาเปิดถุงออกมาก็ทำให้ครามแปลกใจไม่น้อย เขาล้วงมือเขาไปในถุงเพื่อหยิบสิ่งของออกมา มันคือกำไรข้อมือที่ทิศทำเองกับมือ กำไรที่ออกโทนสีเหลือง มีลูกปัดเป็นอีโมจิรูปยิ้มและรูปดาว สื่อถึงความร่าเริงของทิศ สลับกับลูกปัดหินสีน้ำเงินเข้มมันวาว สื่อถึงมหาสมุทรที่สงบของคราม
เขารับมันมาแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องใส่ถุงกำมะหยี่อย่างดี
“ที่ให้มาเพราะจะง้อเรื่องที่มาสายหรอ”
“ก็…คงงั้น…แต่ที่จริงกูทำมันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และมันก็ออกมาดีซะด้วย”
ทิศกุมมือเป็นกำปั้นแล้วทุบหน้าอกตัวเองด้วยความภูมิใจ
“โอโห มั่นใจดีนะ ถ้ามึงมีแฟนสักคนคงทำให้ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกโชคดีไม่น้อย”
“พูดเหมือนกูหาแฟนเป็น”
ทั้งคู่พูดคุยกันสองสามนาทีก่อนที่ครามจะบอกว่าทิศได้ตำแหน่งอะไรในงานกีฬาสีครั้งนี้ ทิศทำหน้าเซ็งรับไม่ได้ที่ได้ตำแหน่งประธานแสตนส่วนครามได้ตำแหน่งพร็อพ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับคราม ครามแอบแซวทิศถึงเรื่องที่เขามาสายจนอดได้เลือกสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ แต่ภายในใจของครามรู้สึกเคลือบแคลงใจ พยายามมองหาสิ่งที่ผิดปกติจาดตัวทิศ
ตลอดทั้งวันเสาร์ครามเอาแต่จ้องจับผิดพฤติกรรม นัยน์ตาของเขาเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทิศจากหางตา เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้มโนไปเองครามจึงต้องการอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ความคิดของตนเอง เป็นครั้งแรกของเขาที่เอะใจในตัวของทิศ
ทันทีที่เขาหันกลับมามองกระเป๋าตนเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวราวกับจรวดพุ่งทะยานนภา เขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทของตนไม่มีทางที่จะปฏิเสธลงเพียงเพราะเป็นโอกาส มุมริมฝีปากยกขึ้นราวกับอ่านใจได้และตั้งตาเฝ้ารอ
ในพบเย็นนั้น แสงที่สาดผ่านเมฆาเล็ดลอดลงมายังพื้นคอนกรีต ใบไม้สั่นเทาไปพร้อมกับสายลมเสมือนคู่หูลีลาศ ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันตรงโต๊ะไม้หินอ่อน ขาที่แกว่งไปมาของทิศนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขพร้อมสายตาที่จับจ้องไปยังเมฆีที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าราวกับหอยทาก
“จะว่าไป วันนี้กูว่างนะ”
ครามเอ่ยปากออกมา สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของทิศเพื่อดูทุกการเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทไม่วางตาแต่ก็เป็นธรรมชาติในเวลาเดียวกัน แสงตะวันนั้นเล็ดลอดลงมายังใบหน้าของครามราวกับแสงสปอตไลท์บนเวที
ทิศเบิกตากว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ รอยยิ้มนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีอกดีใจจนตาหยีเหมือนทุกที
“ถ้างั้นก็ดีนะสิ งั้นเราไปเล่นเกมใหม่ที่ฉันตั้งใจเก็บตังซื้อมาดีกว่า แล้วก็นอนค้างคืน กินขนม เล่นเกม หรือแอบไปเล่นน้ำทะเลตอนกลางคืนดีล่ะ”
ทิศพูดถึงกิจกรรมที่จะทำด้วยกันในค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ครามสัมผัสได้ถึงพลังงานอันเหลือล้นและความกระตือรือร้นที่เผยออกมาให้เห็นเมื่อกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างที่เร้าใจ
“งั้นฉันจะรีบไปเตรียมเกม ขนม กับบ้านผ้าห่มที่เคยทำกันตอนสมัยที่อยู่มอสามดีกว่า ต้องสนุกแน่ ๆ !”
ทิศดีดตัวออกจากเก้าอี้ไม้หินอ่อนแล้วรีบกลับบ้านพร้อมแผนที่เขาคิดไว้ในหัว เมื่อร่างของทิศที่กระดี๊กระด๊าห่างออกไป ครามก็ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อไปเตรียมของเช่นกัน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเริ่มกดแป้นพิมพ์ลงในแชทของพ่อเพื่อบอกพ่อว่าคืนนี้เขาจะนอนค้างบ้านเพื่อน ซึ่งพ่อเขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร หรือจะพูดได้เลยว่าพ่อไม่เคยห้ามอะไรเขาเลย นั้นทำให้ตัวครามรู้ดีว่าชีวิตตัวเองก็ต้องรับผิดชอบเอง มันไม่มีใครหรอกที่จะมานั่งรับผิดชอบตัวเอง ครามเลยมีอิสระมากกว่าคนอื่น มีความรับผิดชอบ และมีความคิดเป็นของตัวเอง
ยามที่เวลาผ่านไปอย่างยาวนานจวนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เด็กหนุ่มมุ่งหน้าไปยังบ้านของเพื่อนสนิทพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ขณะที่เข้าใกล้ถึงบ้านเพื่อนเต็มทีก็เห็นว่าทิศออกมาจากบ้านทำให้ครามถึงกลับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความสงสัย
เขาชะลอฝีเท้าเพื่อเฝ้ามองทิศเพื่อดูว่าเขาออกมาข้างนอกเพียงเพราะมารอตัวเขาหรือจุดประสงค์อื่น สายตานั้นคมกริบมองตั้งแต่หัวจรดล่าง การแต่งตัวเหมือนกำลังจะไปที่แห่งหนใด เพียงแต่กำลังเฝ้ารอ
สายตาทิศมองซ้ายแลขวาก็เห็นครามเขาจึงโบกมือพลางยิ่มร่า
“ไอคราม! มาเร็ว ๆ !”
ครามเร่งฝีเท้าเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินเสียงเพื่อนสนิทเรียกหา เมื่อเข้าใกล้กับเด็กหนุ่มก็โดนจับมือแล้วดึงเข้าไปเต้นรำด้วยเอ็นเนอร์จี้ที่เหลือล้นราวกับว่าอยู่ในงานเลี้ยงใหญ่ จากนั้นก็หยุดแล้วโอบกอดรอบไหล่ของครามอย่างเป็นมิตร
“ในที่สุดก็มาจนได้นะพ่อคุณ เอาเป็นว่าไปที่ร้านหนังสือกับกูเป็นเพื่อนก่อน พอดียายกูวานให้ไปเอากระดาษหนังสือพิมพ์”
“เอ่อ…ได้ ๆ งั้นก็ไปกัน ว่าแต่มึงไปดีดอะไรมาจากไหนเนี่ย”
“ก็แหม่ ก็มึงจะมาค้างบ้านกูทั้งที ไหนจะมาเล่นเกมอีก ก็ต้องตื่นเต้นไปเป็นธรรมดา”
“ไม่ใช่ว่ากูมาค้างบ้านมึงเกินสิบครั้งแล้วหรอ? ห้ะ?”
ในระหว่างทางทั้งสองก็เม้ามอยพูดคุยกันอย่างมีความสุข สายตาคู่หนึ่งจับจ้องไปยังครามพร้อมเห็นภาพซ้อนของคน ๆ หนึ่งที่มักจะยิ้มแบบนั้นพร้อมกับเจตนาบางอย่างและมันจะจบไม่สวย สายลมนั้นอ่อนช้อยแต่กลับมืดมนไปกับเงาที่ยังคงหลบซ่อนอยู่หลังผืนผ้าใบ
จะให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเวลาผ่านไปสิบนาที ทั้งสองก็มาถึงจุดหมายปลายทาง หน้าร้านหนังสือมีพวกไม้ประดับที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทำให้หน้าร้านดูสวยงามตระการตาน่าเข้า เสียงกริ่งดังขึ้นเมื่อประตูร้านเปิดออก กลิ่นของกระดาษเก่าคละคลุ้งตีจมูกทั้งสองชวนเคลิบเคลิ้มให้ไหลไปตามอากาศ ครามย่างก้าวเข้าไปในตัวร้านพร้อมสำรวจเฟอร์นิเจอร์
โคมไฟสีสาดแสงสีส้มอ่อนออกมาทั่วร้านจนดูอบอุ่นถึงแม้ว่าอากาศตอนนี้จะหนาว แต่ภายในร้านกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหนังสือกับความอุ่นของร้าน รวมถึงเพดานและผนังที่ทาสีด้วยสีเบจยิ่งปลุกเร้าความสบายตาอย่างเห็นได้ชัด หนังสือที่จัดเรียงบนชั้นอย่างเรียบร้อยจนจุดประกายความสบายใจ กองหนังสือเก่าที่วางบนพื้นข้างเคาน์เตอร์และมัดด้วยเชือกป่าน
“อ่าว หนูทิศ มาเอากระดาษหนังสือพิมพ์ใช่ไหม แล้วพาใครมาด้วยเนี่ย”
เสียงชายวัยสี่สิบนั้นแผว่เบาและเต็มไปด้วยความอ่อนน้อม สายตาจ้องมองมาที่ครามอย่างตั้งอกตั้งใจที่จะหาคำตอบว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทันทีที่ทิศยิ้มก็ทำให้เจ้าของร้านยิ้มตามด้วยความเอ็นดู
“คนนี้เป็นเพื่อนผมเองครับ ชื่อคราม ไอคราม คนนี้ชื่อคุณกล้า ทำความรู้จักกันหน่อยเพื่อน”
เมื่อทิศพูดจบ ครามหันใบหน้าไปมองร่างชายวัยกลางคนพลางยิ้มให้กับเจ้าของร้านอย่างเป็นมารยาทแล้วไหว้เขา
ลุงกล้าหัวเราะอย่างแผว่เบาพร้อมพยักหน้ารับไหว้ของเขา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเจือความอ่อนโยน ทอดมองเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู เขาโน้มตัวเข้าหาทั้งสอง นิ้วมือลูบไล้ไปตามขอบเคาน์เตอร์พลางยกมุมปากที่แสดงถึงความหยอกล้อ
"ฮ่า ๆ หนูเนี้ยระวังความหล่อไว้หน่อยนะ อาจจะมีคนไม่ประสงค์ร้ายเข้าหาก็ได้"
ครามเกิดอาการสับสน เริ่มคิดแล้วว่าคนตรงหน้าพูดเพื่อนเตือนหรือพูดเล่นกันแน่ แต่ความคิดเขาก็เอียงทันทีที่ลุงกล้าหัวเราะออก เขารับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังหยอกเล่นกับเขา เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากลำคอของครามพลางเหลือบสายตามองทิศ
"เอาล่ะ ๆ หนังสือพิมพ์ที่ยายหนูสั่งอยู่ข้างเคาน์เตอร์ จ่ายเงินแล้วเอาไปได้เลย"
"ขอบคุณครับ ลุงกล้า"
บรรยากาศเริ่มอึมครึม แสงไฟข้างฟุตบาทสาดแสงสีส้มลงมายังร่างทั้งสองที่เดินเหยียบย่ำเงาใต้ฝ่าเท้าตนเอง อากาศเริ่มเย็นจนสดชื่น เสียงรถแล่นนั้นดังก้องทั่วถนนจากระยะไกลเกินเอื้อม กองหนังสือพิมพ์นั้นถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อยแกว่งไปมาใต้มือ เสียงคิกคักทั้งสองยังคงอยู่แต่ตอนนี้กับมีเสียงโครกครากดังลั่นจนแทรกแซงเสียงพูดคุย นั้นยิ่งทำให้ทั้งสองหัวเราะลั่นออกมาราวกับว่าบรรยากาศไม่สำคัญอีกต่อไป
เมื่อค่ำคืนยังคงดำเนินต่อ แสงจันทร์สาดส่องมายังบ้านของทิศสะท้อนหลังคาสังกะสีอย่างเจิดจรัส เดินฝีเท้าดังขึ้นเมื่อวิ่งเหยาะบนฟุตบาทเข้ามายังตัวบ้านอันแสนอบอุ่น กลิ่นสัมผัสแรกที่รู้สึกในห้องครัวนั้นคือกลิ่นใบกะเพราที่อบอวลหอมฟุ้งยั่วยวนน้ำลายส่อปาก
"กลับมาแล้วหรอ ? มา ๆ ยายทำผัดกะเพราหมูไว้ให้ มากินเร็ว"
เสียงนั้นนุ่มนวลไร้มลทิน สายตาสบกับหลานและเพื่อนอย่างครามที่เปรียบเสมือนหลานตนเอง เธอเดินย่างเยื้องไปเปิดฝาชีที่ครอบไว้แล้วกซักมือเชิญชวนให้มานั่งรับประทานร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา
เมื่อครามย่างก้าวไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ยังสภาพไว้ ทิศเดินเอาหนังสือพิมพ์ไว้มุมบ้านและเดินสาวเท้าไปตักข้าวมาสามจานและน้ำมาวางไว้เหนือโต๊ะ ยายของทิศเดินไปนั่งตรงข้ามเด็กหนุ่มแล้วยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นและอบอุ่น
"เห็นว่าวันนี้จะมาค้างที่นี่ เลยเตรียมกับข้าวไว้ให้ ชอบหรือเปล่า ? หนูคราม"
"ที่สุดครับ ฝีมือคุณยายเทียบไม่ได้เลย"
ครามยิ้มตอบกลับไปอย่างอ่อนโยน ดวงตาโค้งลงรับกับมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย ทิศเดินมานั่งข้างเขาพร้อมเอาไหล่แตะกับแขนเขาอย่างหยอกล้อ
"เอาเลยเพื่อน บอกเลยว่าติดใจ"
เมื่อครามตักกะเพรากับข้าวเข้าปาก กลิ่นความเผ็ดร้อนและความหอมของใบกะเพราก็ตีกันทั่วภายในปาก เนื้อหมูสับที่ผัดมาสุกกำลังดี จะมีความเด้งสู้ฟันเล็กน้อยราวกับคลื่นความอร่อยที่กระเด้งอยู่ในช่องปากทุกครั้งที่เคี้ยว
ยามพบค่ำนั้นช่างยาวนานนักเมื่อทานอาหาร สองยายหลานพูดคุยกันอย่างอบอุ่นชวนเคลิ้ม ทำให้นึกย้อนไปยังที่บ้านตนเอง รอยยิ้มนั้นช่างอบอุ่นเมื่ออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อและเขานั้นชอบแลกเปลี่ยนบทสนทนากันกับข่าวต่างๆ ข่าวลือบ้าง ข่าวในทีวีบ้าง ข่าวปลอมบ้าง นั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกอบอุ่น เหมือนกับที่ทิศรู้สึกอบอุ่นกับยาย แต่มีบางอย่างที่ต่างกัน ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายมาเป็นคำพูดได้ว่า อะไรที่มันแตกต่าง
ทันทีที่ทานอาหารกันเสร็จครามก็ช่วยทิศล้างจานในขณะที่ยายชบาเดินไปปิดร้าน เสียงน้ำกระเซ็นนั้นดูหยอกล้อระหว่างสองคู่หูคู่ซี้ที่แกล้งกันไปมา เสียงคิกคักเล็ดลอดออกมาจากลำคออย่างแผ่วเบา เสียงจานกระเบื้องกระทบกันเบาบ้างดังบ้างตามน้ำหนักมือของสองคู่หู
เมื่อทำธุระเสร็จทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังห้องนอนของทิศและปูที่นอนบนพื้นไม้ที่ยังคงมีสภาพไม่เก่ามากแต่ก็ไม่ได้ดีเหมือนอย่างเดิม
"ว่าแต่อนาคตมึงอยากเป็นอะไร ? "
"กูหรอ ? อืม... กูอยากเป็นซีอีโอเปิดแบรนด์อาหารไทย"
"จริงดิ ?"
“ก็ลองคิดสิ หนุ่มซีอีโอแบรนด์ดังมีนามว่า ทิศ พนธกร ได้สร้างแบรนด์อาหารขึ้นมา ผู้คนต่างชื่นชมและยิ้มร่าให้กับฝีมืออาหารระดับห้าดาว”
“เวอร์ไปนั่น”
“อย่าดูถูกกูเชียว ไม่แน่กูจะไปเปิดร้านอาหารไทยที่เมกา เพื่อช่วยเกษตรกรบางพื้นที่ที่ได้ราคาข้าวที่ต่ำกว่าเกณฑ์ได้ราคาที่สมเหตุสมผล และเพื่อให้เหล่าชาวตะวันตกได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทย และถ้าร้านกูรุ่งเรืองเมื่อไหร่จะพามึงบินข้ามซีกโลกมาเพื่อชิมอาหารกูโดยเฉพาะเลย”
“ไอเดียดีมากค้าบ พ่อหนุ่มซีอีโอตัวน้อย จะรอดูเลย”
ทั้งสองมองหน้าอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมากอย่างสุขเปี่ยม ทั้งสองล้มลงบนผ้าปูที่นอนอันแสนแข็งราวกับหิน แต่นั้นก็ไม่ทำให้ทั้งสองหวั่นไหวเลย ทั้งคู่กุมท้องและเปล่งเสียงหัวเราะร่าออกมา
เขาหันมามองเพื่อนตัวเอง ภูมิใจที่มีเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อน เพื่อนคนนี้ที่คอยผลักดันเขาให้เข้าใจโลกมากขึ้น เพื่อนคนนี้ที่มีเป้าหมายชัดเจน
เพื่อนคนนี้ที่เติมเต็มความสุขของเขา
ขอให้เป็นแบบนี้แหละ เป็นแบบนี้ไปตลอดเลยนะ
ในเช้าวันจันทร์ที่ควรจะเป็นอีกวันสดใส กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดและเศร้าโศก แสงตะวันสว่างขึ้นตามขอบฟ้าตกกระทบดอกไม้ที่เคยเบิกบานตอนนี้กลับเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา ทุกย่างก้าวของเด็กหนุ่มที่เข้าใกล้สถานที่ที่เรียกว่าโรงเรียน บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียด สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอบอวลรอบตัวเขาจนเผยให้เห็นหยาดเหงื่อที่อุ่นร้อนไหลตามขมับและโหนกแก้ม
เขาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงของนักเรียนที่ดูสั่นเทาและสีหน้าที่ตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยววินาทีนั้น สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทของเขานั่งนิ่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้หินอ่อนที่เดิม แต่สิ่งต่างออกไปคือสีหน้าที่ดูซีดเซียวกำลังจ้องมองแสงสีฟ้าของโทรศัพท์ นิ้วกำมือถือแน่นจนสังเกตได้ว่านิ้วนั้นขาวซีด นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของทิศสั่นเทาราวกับว่ากำลังจ้องมองสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
ครามเดินไปหาเพื่อนตนพร้อมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
"เกิดอะไรขึ้น ? แล้วมึงเป็นอะไร ?"
ทิศเงยหน้ามาจ้องมองเข้าด้วยความตกใจ ครามจับสังเกตได้อย่างชัดเลยว่าเพื่ิอนสนิทตัวเองนั้นไม่ปกติ มือกำโทรศัพท์นั้นสั่นเทา หยาดเหงื่อไหลพลั่กตามขมับ ท้ายทอย และโหนกแก้ม ร่างกายสะดุ้งเมื่อเรียกทั้งที่เขาใช้น้ำเสียงที่เป็นกันเอง ซึ่งมันผิดปกติ
"ตำรวจเจอยายจุ๋มแล้ว...เธอ..."
"เธอ ? อะไร ?"
"เธอตายแล้ว"
เสียงของทิศกระตุกและเต็มไปด้วยความกลัวที่ครามไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้กลัวตัวสั่นเช่นนั้น เด็กหนุ่มนั่งตัวสั่นได้ยื่นมือถือมาทางเขาเพื่อให้ดูข่าวในเว็บกระทู้
บทนำของกระทู้เขียนไว้ว่า สลด ! พบศพหญิงวัยชราถูกหมากินอย่างน่าสยดสยอง ! และไม่พบเจ้าของหมา !
เขาจ้องมองรายละเอียดของข่าวในมือถือ แสงสีฟ้านั้นฉายความสยองมาที่ดวงตาของคราม แต่ความจริงแล้วเขาไม่แม้แต่สนใจข่าวเลย เขากลับสนใจเพื่อนของตนเสียมากกว่าว่า ทำไมทิศถึงใจเสียได้ขนาดนี้