จากหมากตัวหนึ่งบนกระดาน สู่ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว...และเมื่อหมากตัวนั้นสำคัญเหนือทุกสิ่ง เขาก็พร้อมจะทำลายทิ้งทั้งกระดาน!
แอคชั่น,อาชญากรรม,ชาย-ชาย,จิตวิทยา,ดาร์ค,Darkroman,นักฆ่า,อาชญากรรม,BL,คลั่งรัก,ไซโคพาธ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
MYSTERIOUS MAN กุหลาบลวงรักจากหมากตัวหนึ่งบนกระดาน สู่ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว...และเมื่อหมากตัวนั้นสำคัญเหนือทุกสิ่ง เขาก็พร้อมจะทำลายทิ้งทั้งกระดาน!
-แนว Enimies to Lovers-
SLOW BURN
-ไม่มีกล่องแพนโดร่าใด…สมควรถูกเปิดออก-
"หากเลือกที่จะแก้แค้นโดยใช้ฉันเป็นเครื่องมือ ก็ต้องกล้าเดิมพันด้วยชีวิต"
"..."
"ว่ายังไง?"
"ผมจะไม่ตาย คุณคอยดู"
เลียม เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ชีวิตของเขาควรจะจบลง ในวันที่บังเอิญเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น รู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้
แต่แทนที่จะฆ่าปิดปาก เจย์เดน อาร์มันโด้ ทายาทตระกูลนักฆ่าผู้เลือดเย็นกลับเลือกเก็บเขาไว้ข้างตัว
ชายผู้ไม่เคยเข้าใจความรัก และไม่เคยคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องเข้าใจ
ทว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยเลือด การทรยศและความตาย
คนที่เคยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน กลับค่อยๆ กลายเป็น 'ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว'
โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า...การตัดสินใจเก็บหมากตัวนี้ไว้ในวันนั้น จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล
Content Warning
เลือด / ความรุนแรง / การสะกดรอยตาม / การทำร้ายร่างกายและจิตใจ / การลักพาตัว /
การจับตัวประกัน / การข่มขู่และบงการ / การใช้คำหยาบ / การเสียชีวิตของตัวละคร
Trigger Warning
การทำร้ายเด็ก / การคุกคามทางเพศ / ความพยายามฆ่าตัวตาย / ความพยายามข่มขืน /
ความรุนแรงในครอบครัว / การทารุณสัตว์ / การฆาตกรรม / การสังหารหมู่ / การป่วยทางจิต
⚠️Disclaimer⚠️
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานจากจินตนาการของผู้แต่ง ตัวละคร องค์กร และเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องสมมติ สถานที่บางแห่งถูกนำมาอ้างอิงเพื่อการเล่าเรื่องเท่านั้น มิได้มีเจตนาพาดพิงถึงเหตุการณ์หรือบุคคลจริง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และเสพสื่อเพื่อความบันเทิง
♣ STATUS : COMPLEATED ♣
จบ 19.FEB.2026
หากชอบนิยายเรื่องนี้ ฝากกดหัวใจ กดเข้าชั้น เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์คนนี้ด้วยนะคะ🙏🏻🥹
🌹ภาพปก + ตัวละครทั้งหมดจากคุณนักวาด Teme🌹
หลายวันแล้วที่เลียมไม่ได้เจอเอซกับเจย์เดนอีก เขายังใช้ชีวิตตามปกติ เรียนไปทำงานพาร์ทไทม์ไป ทว่าการติดต่อกับเพื่อรักกลับน้อยลงจนน่ากังวล โทรไปหาทีไรก็มักบอกได้ยินคำว่าไม่ว่าง บทสนทนาสั้นๆ มักจบลงด้วยเหตุจำเป็นให้ต้องวางสาย นัดเจอก็ไม่เคยได้เจอเสียที
เลียมไม่ใช่คนประเภทที่พอเพื่อนมีแฟนแล้วจะเรียกร้องความสนใจอย่างงี่เง่า แต่เขารู้อยู่เต็มอกว่าเจย์เดนเปรียบเสมือนผลไม้ต้องห้าม ทั้งหอมหวาน ยั่วยวนและอันตราย ข้างนอกสดสวยข้างในฟอนเฟะ หากเผลอกัดแทะลึกมากเกินไปอาจเจอเข้ากับหายนะที่ซุกซ่อนอยู่
สิ่งที่ทำให้เลียมเป็นห่วงมากที่สุดเห็นทีจะเป็นรูปคู่ของเจย์เดนกับเอซที่อีกฝ่ายเป็นคนอัปโหลดลงโซเชียลเอง
การเปิดตัวแฟนหนุ่มคนใหม่ของเจย์เดนสร้างความฮือฮาไม่น้อย จากคนที่เคยทำงานอยู่เบื้องหลังไม่มีใครรู้จักตัวตน บัดนี้กลับต้องตกอยู่ในแสง เลียมอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องพวกนี้อาจกระทบถึงความเป็นอยู่ของเพื่อนรัก
ยิ่งต้องเห็นรูปที่ทั้งคู่แนบชิดกันแทบตลอดเวลาเลียมก็ยิ่งใจไม่ดี เอซไม่เคยเป็นคนติดแฟนแบบนี้มาก่อน มันทำให้เขารู้สึกว่าเพื่อนกำลังถลำลึกไปกับความรักจอมปลอมที่เจย์เดนหยิบยื่นให้ จนยากถอนตัวกลับ
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เลียมลังเล ไม่แน่ใจว่าหากเล่าเรื่องทั้งหมดที่ตนรู้เกี่ยวกับเจย์เดนออกไปตรงๆ เอซจะยอมเชื่อหรือไม่ เขามีเพียงคำพูดปราศจากซึ่งหลักฐาน และกลัวว่าเพื่อนรักจะคิดว่าเขาอคติตั้งแง่กับเจย์เดนจนต้องกุเรื่องขึ้นมาทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นเขาเองที่ถูกผลักออกจากชีวิตของเอซ
“ไงลูกรัก ช่วงนี้เอซไม่ค่อยว่างเหรอจ๊ะ พักนี้ไม่เห็นแวะมาบ้างเลย”
เสียงใสกังวานของหญิงวัยกลางคนเอ่ยทักขณะวางซุปฟักทองร้อนๆ ลงบนโต๊ะอาหาร กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เธอคือ อลิซาเบธ มาตินเนส ผู้เป็นมารดาของเลียม
“คงงานเยอะมั้งครับ” เลียมตอบเลี่ยงๆ ก่อนก้มหน้าลงตักซุป
“คุณก็อย่าไปสะกิดแผลเก่าลูกมันเลย” ดีแลนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ขณะตักซุปสีเหลืองทองเข้าปาก “ทั้งชีวิตลูกก็มีเพื่อนอยู่คนเดียว พอเข้าวัยทำงานแล้วก็เจอหน้ากันได้น้อยลงเป็นเรื่องปกติน่า”
เลียมชะงักมือเล็กน้อย คำว่าแผลเก่าทำให้ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเลียมก็เลือกที่จะอยู่เงียบๆ คนเดียวและสร้างกำแพงขึ้นมารอบตัว ไม่เปิดใจรับเพื่อนคนไหนอีกนอกจากเอซ
และนี่ก็คือเหตุผลที่เขากลัวเหลือเกิน...กลัวว่าจะต้องเสียเอซไป
อาจเพราะสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่รับรู้ได้ถึงท่าทีปกติของลูกชาย อลิซาเบธจึงเอื้อมมือแตะไหล่เลียมแผ่วเบา
“ยังไงก็อย่าลืมว่ากลับบ้านมาแล้ว ที่นี่มีพ่อกับแม่รออยู่เสมอนะ”
“แต่อีกสองปีหลังแกเรียนจบก็คงไม่อยู่แล้วล่ะ ฉันจะลาออกแล้วซื้อรถบ้าน ขับไปเที่ยวทั่วประเทศกับแม่สองคน รีบๆ ดูแลตัวเองให้ได้ล่ะไอ้เจ้าลูกชาย”
ดีแลนที่สัมผัสไม่ได้ถึงมวลความรู้สึกแปลกๆ พูดด้วยรอยยิ้มขณะเล่าความฝันเหล่านี้ที่เคยเล่าแล้วมาเป็นพันรอบอย่างไม่รู้เบื่อ เรียกรอยยิ้มของเลียมให้กลับมาอีกครั้ง ความรู้สึกไม่ดีใจในใจสลายไปโดยพลัน
“โธ่ คุณก็!” อลิซาเบธตีไหล่ดีแลนไปหนึ่งที โทษฐานพูดจาไม่ดูบรรยากาศ แต่เลียมกลับมองภาพตรงหน้าแล้วหัวเราะขึ้นมาแทน
“คร้าบๆ เชิญเลยคร้าบ อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาหาผมเรื่อยๆ ด้วยล่ะ”
เลียมผ่อนคลายได้ไม่นาน เสียงเรียกเข้าจากมือถือก็ดังขัดเสียก่อน เขาจึงลุกออกไปนอกห้อง
‘No number’
ไม่แสดงหมายเลขผู้โทรงั้นหรือ?
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็เลือกที่จะกดรับสาย
“เลียมครับ”
[เสาร์นี้ที่ผับฟ็อกซี่มีปาร์ตี้ ขอเชิญคุณมาร่วมงาน]
เสียงปลายสายทำให้เขาขมวดคิ้ว ฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงผู้หญิงหรือผู้ชาย เหมือนถูกกรองผ่านเครื่องแปลงเสียงอย่างจงใจปิดบังตัวตน
หมู่นี้เลียมมักรู้สึกเหมือนมีใครบางคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่หันกลับไปก็พบเพียงความว่างเปล่า
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความเครียดเรื่องเจย์เดนหรือเปล่า...
“ปาร์ตี้?” เลียมทวนถามเสียงต่ำ “เชิญกันทางโทรศัพท์เนี่ยนะ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกใครสักคนเล่นตลก
[ถ้าคุณไม่ไป...ศีรษะของคุณเอซจะถูกส่งไปให้ในเวลาเที่ยงคืน]
!!!
ลมหายใจเลียมสะดุดกึก และในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น ภาพถ่ายรูปหนึ่งปรากฏบนหน้าจอ
เป็นเอซที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงของใครสักคน ผนังห้องในภาพเป็นสีดำสนิท
แต่ผนังห้องนอนของเอซที่เลียมรู้จัก...ต้องเป็นสีขาว
“จะเล่นตลกอะไรหนักหนาวะ” เขากัดฟันกรอด โทสะแล่นพล่านจนมือไม้สั่น
ถ้าจะมีใครสักคนที่เอาเอซมาขู่เขาได้...
มันต้องเป็นผู้ชายคนนั้นแน่ๆ
[ขอแค่คำตอบ ไม่ หรือตกลง]
“ฉันจะไป!”
คำตอบหลุดออกไปก่อนที่สมองจะทันได้คิด เพียงเท่านั้นปลายสายก็ตัดการเชื่อมต่อทันที
เลียมกำหมัดแน่น รู้สึกสับสนจนปั่นป่วนในอก จะบอกว่ากลัวก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่จะบอกว่าไม่กลัวเลยก็เหมือนโกหกตัวเองเกินไป เป็นเพียงความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ จนกว่าจะได้เจอกับความน่ากลัวของเจย์เดนเข้าจริงๆ นั่นแหละถึงจะรู้ได้
และครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกลากเข้าไปในเกมของเจย์เดนเสียแล้ว...
Foxy Pub
เลียมเดินแทรกฝูงชนเข้าไปท่ามกลางเสียงเพลงดังกระหึ่ม หนุ่มสาวรอบตัวต่างโยกย้ายตามจังหวะอย่างไร้ความกังวล ทว่าเขากลับรู้สึกตรงกันข้าม ความไม่สบายใจฉายชัดบนหน้าจนปิดไม่มิด สายตาคอยสอดส่องหาคนเพียงคนเดียว
เจย์เดน...ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
เลียมมั่นใจว่าคนที่ทำเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้แน่
แต่แล้วสายตากลับเลื่อนไปพบคนที่ไม่คิดว่าจะอยู่ในงานนี้ด้วยอย่างบังเอิญ พานให้รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ
เอซกำลังนั่งดื่มอยู่กับเพื่อนร่วมงาน โดยมีเจย์เดนนั่งเคียงข้าง
‘ถ้าคุณไม่ไป ศีรษะของคุณเอซจะถูกส่งไปให้ในเวลาเที่ยงคืน’
คำขู่นั้นผุดขึ้นมาในหัว เลียมกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ใจสั่นสะท้านขณะคิด
ถ้าเขาไม่มา...เจย์เดนจะทำตามคำขู่นั้นจริงๆ ใช่ไหม
รอยยิ้มลวงโลกที่อีกฝ่ายมอบให้เอซทำให้เลียมรู้สึกคลื่นไส้ มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่าเบื้องหลังหน้ากากนั้นซุกซ่อนอะไรไว้
ดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบมาสบตาเขาอย่างแม่นยำ เจย์เดนโน้มตัวไปกระซิบอะไรบางอย่างกับเอซก่อนจะผละออกมา เดินฝ่าฝูงชนตรงมาหาเขา
เลียมจึงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มใจให้มั่นคง หันไปสั่งบรั่นดีกับบาร์เทนเดอร์แล้วกระดกเข้าปากรวดเดียว หวังว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ให้ช่วยพยุงความกล้า
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ ถ้าจะเล่นงานเขา ทำไมต้องทำให้มันซับซ้อนถึงขนาดนี้
“ตามผมออกไปดีๆ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู “เป็นห่วงเพื่อนมากไม่ใช่เหรอครับ”
เขาส่งยิ้มหวานให้เด็กหนุ่มที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ มือที่ถือแก้ววิสกี้อยู่ชูไปทางเอซนั่งอยู่ราวกับจะย้ำเตือน
ว่าหากเลียมยังดื้อดึงต่อไป เอซอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
“ผมให้เวลาคิดสามวิครับ”
รอยยิ้มขี้เล่นนั้นทำให้เลียมรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าปากเหว ทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ
“หนึ่ง”
“...”
“สอง”
ขณะจะนับวินาทีสุดท้าย เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับโพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“ตกลง! ผมจะยอมไปกับคุณ”
เลียมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าเข้ม “แต่คุณต้องรับปากว่าจะไม่ทำอะไรเอซเด็ดขาด”
เพียงเท่านั้นริมฝีปากสีเรื่อพลันแสยะยิ้มร้ายกาจ ดวงตาหยีโค้ง
“ผมรับปาก”
ได้ยินดังนั้นเลียมก็โล่งอกจนต้องลอบพรูลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง อย่างน้อยเอซก็จะปลอดภัย
ส่วนตัวเขา...ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้
หลังจากนั้นเจย์เดนก็สั่งให้เขาไปรอที่รถ ระหว่างรอเลียมก็ได้แต่โทษตัวเอง หากย้อนเวลาได้เขาคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอันตรายแบบนี้ตั้งแต่แรก
แต่การที่ต้องเห็นใครสักคนตีสองหน้าได้อย่างไร้ยางอาย มันเป็นสิ่งที่เลียมไม่อาจมองข้าม
เพราะมันทำให้เขานึกถึงเรื่องในอดีตที่เป็นสาเหตุให้เขาเกลียดคนหลอกลวงเข้าไส้ขึ้นมา...
“ขึ้นรถ” น้ำเสียงเย็นชาดึงเขาให้หลุดออกจากภวังค์
ทันทีที่รถแล่นออกจากผับ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บัดนี้กลับเหลือเพียงความชืดชา รอบกายยังแผ่ออร่าบางอย่างที่ไม่ชวนให้เข้าใกล้
ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับเจย์เดนในตรอกวันนั้น
นี่สินะ...ตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้
ไม่นานรถก็หยุดลงที่ลานจอดใต้คอนโดหรู
“พาผมมาที่นี่ทำไม”
“เดี๋ยวก็รู้” เสียงเย็นชืดกับสีหน้านิ่งสนิทของอีกฝ่ายทำเอาเลียมแอบขนลุก
แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น เจย์เดนมีชีวิตเอซเป็นประกัน
เลียมเดินตามเจย์เดนมาเรื่อยๆ จนถึงห้องริมสุดของทางเดินปีกขวาบนชั้นที่ยี่สิบ ถึงจะไม่ใช่ชั้นบนสุด แต่ความโอ่อ่าของโถงทางเดินก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเจ้าของห้องไม่ธรรมดา
ทว่าเมื่อมาหยุดยังหน้าบานประตูแล้วเลียมกลับรู้สึกอยากวิ่งหนีขึ้นมาดื้อๆ
สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนว่าเขาไม่ควรเข้าไป...
ประตูห้องถูกมือหนาผลักให้เปิดออก
“เข้าไป”
สองขาไม่ยอมก้าวตามคำสั่ง
“เลียม”
เสียงเข้มกดต่ำ ทำให้เขาจำต้องก้าวเข้าไป
“รออยู่เฉยๆ”
แผ่นหลังกว้างหายลับเข้าไปในห้องน้ำ เลียมจึงหายใจได้โล่งขึ้น ร่างกายคลายความเครียดเกร็งเล็กน้อย แต่ภายในใจเขารู้ดี ว่าจากนี้จะไม่มีคำว่าปลอดภัยอีกต่อไป
เขากำลังอยู่ตามลำพังกับคนที่อาจเป็นฆาตกร
เลียมไล่ความคิดฟุ้งซ่านในหัว รีบฉวยโอกาสนี้เดินสำรวจรอบห้อง ที่นี่ไม่เหมือนห้องที่มีคนอยู่เลยด้วยซ้ำ คล้ายห้องที่เอาไว้โชว์เพื่อขายมากกว่า
เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้ก็เหมือนกับคอนโดราคาแพงทั่วๆ ไป ไม่หวือหวา ดูเรียบง่ายแต่ก็โมเดิร์นทันสมัย ทว่ามันกลับดูไม่สมกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อแฟชั่นรสนิยมดีเลยสักนิด
มันดูเรียบง่ายเกินไปสำหรับเจย์เดน วอล์คเกอร์
กระทั่งถังขยะแสตนเลสสีเงินเงาวับที่ตั้งอยู่ในครัวยังดูสะอาดเอี่ยมเหมือนไม่เคยผ่านการใช้งานเลยสักครั้ง
เลียมเดินสำรวจไปเรื่อยจนสายตาไปหยุดยังประตูบานหนึ่ง ตัวบานเป็นสีดำต่างจากบานอื่นๆ ตำแหน่งของประตูบานนี้ก็แปลกประหลาด ดูแล้วเหมือนถูกต่อเติมขึ้นเองอย่างไรอย่างนั้น
คิดได้ดังนั้นหัวใจพลันเต้นถี่ระรัว เหงื่อซึมฝ่ามือเย็นเฉียบ
เด็กหนุ่มแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากขณะรวบรวมความกล้า ก่อนจะตัดสินใจหมุนลูกบิด
ประตูไม่ได้ล็อก...
ทว่าภายในกลับมืดสนิทจนสายตาปรับไม่ทัน มือพลันคลำหาสวิตช์ไฟบริเวณผนังข้างประตูตามสัญชาตญาณ
พรึ่บ!
ไฟในห้องสว่างวาบ ลมหายใจขาดห้วงกะทันหัน
พระเจ้า...
ผนังสีดำถูกเจาะด้วยตะขอเหล็ก มีมีดด้ามเปลือยแขวนเรียงราย ไล่จากเล่มสั้นไปถึงยาวจนดูผิดธรรมชาติ ตู้กระจกตรงกลางห้องบรรจุปืนหลากชนิด วางเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับของสะสม
นี่ไม่ใช่ห้องเก็บของ...แต่มันคือคลังอาวุธ
กะละมังสแตนเลสใบหนึ่งวางอยู่ตรงมุมห้อง ข้างในมีน้ำสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดลอยโชยมากระแทกจมูก
และเลือดนั้นเป็นของใคร เลียมพรั่นพรึงจนไม่กล้าคิดต่อ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดความตื่นตระหนกเอาไว้ เมื่อหัวใจที่เต้นรัวแรงเริ่มกลับมาเต้นเป็นจังปกติ เลียมจึงล้วงมือถือขึ้นมาถ่ายรูปทุกอย่างตรงหน้า
เลียมสืบเท้าเข้าไปใกล้มีดที่แขวนอยู่ พยายามใช้สายตาเพ่งดูอักษรตัวเล็กๆ ที่ถูกสลักอยู่ตรงด้าม
‘Armando’ (อาร์มันโด้)
มันหมายถึงอะไรกันนะ?
“กะว่าจะพาเข้ามาพอดี”
เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง
เลียมสะดุ้งเฮือก รีบสอดมือถือเข้ากระเป๋าโดยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นหรือไม่...
เจย์เดนยืนกอดอกพิงกรอบประตู ร่างกายมีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวปกปิดท่อนล่าง หยดน้ำไหลลงมาตามแผงอกล่ำจนถึงหน้าท้องเป็นลอนสวย เรือนผมสีเงินเปียกชื้นปรกหน้าผากจนแทบกลืนไปกับสีผิว
ดวงตาสีฟ้าเข้มกำลังจับจ้องเขาเหมือนกำลังประเมิน
“พาเข้ามาทำไม”
“ทรมานมั้ง” เจ้าของแววตาคมกริบกล่าวทีเล่นทีจริง
“กลัวฉิบหาย”
คนปากเก่งใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างกวนประสาท พยายามข่มซ่อนความหวั่นเกรงไว้ภายใน
แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่กะพริบตา โลกทั้งใบของเลียมพลันหมุนคว้าง แผ่นหลังถูกจับตรึงผนังอย่างแรงจนลมหายใจสะดุด มีดสั้นเล่มหนึ่งจ่อชิดติดคอหอย
แค่เพียงคมมีดแตะผิว เลือดก็ไหลซึมออกมาทันที
เลียมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง สายตาเหลือบซ้ายแลขวาเพื่อหาทางรอด รอบตัวมีเพียงผนังสีดำและมีดที่แขวนเรียงรายอยู่ใกล้หน้า
เจย์เดนใช้มืออีกข้างกดหน้าผากเขาให้แนบไปกับกำแพงอย่างไม่ปรานี
“คายความจริงมา”
“ความจริงอะไร”
เลียมพยายามอย่างมากที่จะควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้ปลายนิ้วจะเย็นเฉียบ แผ่นหลังเกร็งแข็งจนสัมผัสได้ถึงความสั่นเล็กๆ
เขาหนีไปไหนไม่ได้ แม้แต่จะขยับตัวยังทำไม่ได้ และเลียมรู้ดีว่าการต่อต้านในตอนนี้มีแต่จะทำให้เอซตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าเดิม
“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับฉัน” น้ำเสียงนั้นไม่ได้กดต่ำ แต่กลับไร้อารมณ์จนทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง
สรรพนามที่ใช้เรียกเปลี่ยนไป ไม่ต้องมีคำอธิบายใดเลียมก็เข้าใจในทันที เจย์เดนไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป แต่กำลังเปิดเปลือยตัวตนให้เขาได้รับรู้อย่างโจ่งแจ้ง
และแม้จะไม่รู้ว่าเจย์เดนกำลังพูดถึงอะไรอยู่ แต่เลียมเลือกปล่อยให้ความคลุมเครือทำหน้าที่ของมัน
หากเจย์เดนคิดว่าเขามีบางอย่างอยู่ในมือ สิ่งนั้นอาจเป็นเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียวที่ยังพอใช้ได้
“ถึงตายก็ไม่บอก”
ทันทีที่ได้รับคำตอบ ดวงตาสีฟ้าเข้มพลันฉายแววว่างเปล่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เลียมจะทันได้ตั้งตัว
“จะทำอะไร!”
ร่างของเขาถูกฉวยพาดบ่าแกร่งอย่างง่ายดาย โลกทั้งใบกลับหัว หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก แขนขาสะบัดดิ้นสุดแรง แต่พละกำลังนั้นกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับแรงกดตรึงจากฝ่ามือใหญ่
เจย์เดนคว้าเชือกไนลอนก่อนจะเดินออกจากห้องโดยไม่รีรอ ปลายเท้าสะกิดบานประตูสีดำด้านหลังให้ปิดลง
ปึง!
เสียงดังลั่นราวกับเป็นสัญญาณของหายนะที่กำลังจะเกิด
ภาพในร้านกาแฟผุดขึ้นในความคิด แก้วเซรามิกที่แตกละเอียดในมือของคนคนเดียวกับที่กำลังแบกเขาอยู่ตอนนี้
เลียมเริ่มไม่แน่ใจอีกต่อไป ว่า ‘ฆาตกร’ จะเป็นคำอธิบายที่เพียงพอหรือไม่
เจย์เดนเป็นใคร…หรืออะไรกันแน่
“อึก!”
ร่างของเขาถูกโยนลงบนเตียงนุ่มอย่างแรงจนจุก ยังไม่ทันได้ตั้งสติ มือทั้งสองข้างก็ถูกตรึงเหนือศีรษะ ถูกเชือกไนลอนเส้นหยาบรัดแน่น ผูกยึดเข้ากับซี่เหล็กของหัวเตียงอย่างรวดเร็ว
ขาทั้งสองข้างถูกจับแยกออกกว้าง ก่อนจะถูกกดตรึงไว้ไม่ให้ขยับ
และเจย์เดนทำเรื่องทั้งหมดนี้ภายในเวลาไม่กี่วินาที เหมือนเคยทำเรื่องเหล่านี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ไอ้เวร! ปล่อยสิวะ!”
เลียมตะคอกอย่างจนตรอก แววตาเดือดดาลมองสบกับคนที่กำลังขึ้นคร่อมทาบทับตัวเขา แขนขาถูกพันธนการจนไม่เหลือทางให้หนี
เจย์เดนโน้มหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิว
“กลัวรึไง” ฟันคมขบติ่งหูนิ่มด้วยแรงที่ไม่เบารักจนเลียมสะดุ้งสุดตัว
“ไม่ได้กลัว” คนใต้ร่างกัดฟันตอบ “แต่รังเกียจ”
ทว่าเจย์เดนกลับไร้การตอบสนอง ไม่มีอารมณ์โกรธ ไม่มีรอยยิ้ม ทำเพียงแค่ยักไหล่เล็กน้อย ปลายนิ้วเย็นไล้ไปตามซิปแจ็คเก็ต ก่อนจะรูดลงช้าๆ
สาบเสื้อชั้นนอกถูกแยกออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามตัวบางที่ไม่อาจป้องกันอะไรได้เลย
ปลายมีดลากผ่านหน้าท้องผ่านเนื้อผ้าเบาๆ เลียมพลันหายใจติดขัด ด้วยกลัวว่าคมโลหะจะกรีดลึกลงไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ฉึบ
ผ้าเนื้อบางถูกกรีดขาดอย่างง่ายดาย แผ่นอกขาวกับรอยสักรูปจิ้งจอกบนอกซ้ายจึงถูกเปิดเปลือยใต้แสงไฟ ดวงตาสีฟ้าเข้มทอประกายวาววับวูบหนึ่ง ก่อนจะกวาดมองมันราวกับกำลังประเมินวัตถุสักชิ้น
“ลวดลายสวยดี” น้ำเสียงต่ำลึกเอ่ยเบาๆ “คงน่าเสียดายถ้ามันต้องเหวอะหวะ”
สายตาคมกริบไม่ต่างจากพญาราชสีห์ที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ
เลียมไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เพราะรู้ดีว่าหากก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว...
เขาอาจไม่มีโอกาสได้ออกไปจากที่นี่อีกเลย
TBC.