เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน - ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย,ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี

รายละเอียด

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

ผู้แต่ง

Sk_สุณพัฒน์

เรื่องย่อ

เนื้อเรื่องย่อ

สุณพัฒน์ คุภาสิน เด็กหนุ่มธรรมดาจากครอบครัวที่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ เติบโตในอควาเรียสท่ามกลางสายตาดูถูกของผู้คน โดยไม่มีใครรู้ว่าในสายเลือดของเขาไหลเวียนด้วยความลับอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กลาซิเอล
วันพิธีปลุกคลาสอาชีพมาถึง ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของนางร้ายที่ประกาศยกเลิกคู่หมั้นต่อหน้าสาธารณชน พัฒน์กลับเผชิญกับสิ่งที่โลกไม่เคยเห็น — คลาสอาชีพคู่ระดับ SSS ที่ตกลงมาเป็นระดับ E ต่อหน้าทุกคน
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด นั่นคือจุดเริ่มต้นของบัลลังก์
   

   บทนำ
"ระดับ E... ขำดีนะ"
"ไม่น่าแปลกใจเลย ไอ้พวกไม่มีเชื้อสาย"
เสียงหัวเราะดังก้องในหอพิธีแห่งเทอร์ราการ์ด สุณพัฒน์ยืนนิ่งบนแท่น สายตาของเขาไม่ได้มองฝูงชนที่เย้ยหยัน แต่มองดูกำไลข้อมือที่เพิ่งสวมลงไป ตัวหนังสือเรืองแสงสีดำมะเมื่อมค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน
คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ
เลเวล : 1
ระดับ : E
เขาแค่ยิ้มเบาๆ — เพราะเขารู้ดี ว่าไม่มีใครในห้องนั้นเคยเห็นคลาสนี้มาก่อน และไม่มีใครเข้าใจว่า E ในกรณีนี้ ไม่ได้แปลว่าจุดต่ำสุด แต่แปลว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สารบัญ

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 1: พิธีปลุกคลาสแห่งเทอร์ราการ์ด,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว

เนื้อหา

ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว

รุ่งเช้าวันสุดท้ายในเทอร์ราการ์ด
หมอกหนากว่าทุกเช้าที่ผ่านมา ลอยปกคลุมถนนจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว แสงตะวันยังไม่ทันแทรกผ่านกลุ่มเมฆหนาที่กั้นอยู่เหมือนม่านสีเทา
ท่าเทียบรถโดยสารฝั่งใต้ของนคร คึกคักกว่าที่ควรจะเป็นในเวลานี้ ครอบครัวที่มาร่วมพิธีทยอยออกเดินทางกลับอาณาจักรของตน กระเป๋าเดินทาง เสียงคนเรียกกัน เสียงล้อกระทบพื้นหิน
ครอบครัวคุภาสินนั่งรอรถในมุมเงียบของท่า
อัคนีตรวจสอบตั๋วโดยสารอยู่เงียบๆ ชลิตานั่งข้างๆ มือถือถุงผ้าที่มีของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ซื้อมาสำหรับเพื่อนบ้านที่อควาเรียส อลิสานั่งแกว่งขาบนม้านั่งหิน มองฝูงชนที่วุ่นวายด้วยความสนใจ
พัฒน์ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
มองออกไปที่หมอกที่ยังไม่จาง
วิรัชยืนอยู่ข้างหลังเขาห่างออกไปสองก้าว ท่าทางของคนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องบอกให้ยืน
"พัฒน์"
เสียงรันดังมาจากทางขวา
เพื่อนเดินมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ดูหนักเกินไปสำหรับการเดินทางสามวัน ตามมาด้วยภูริชพ่อและณิชารีย์แม่ที่เดินตามหลังอย่างสบายๆ
"มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่" รันถาม
"นานแล้ว"
"ฉันว่ามาเร็วแล้วนะ" รันพูดพลางวางกระเป๋าลงด้วยเสียงดัง "เหนื่อยจริงๆ กระเป๋าพี่ชอบเอาของเต็มเลย"
"ใครบอกให้เอาเยอะ"
"ก็ฉันไม่รู้ว่าจะใช้อะไรบ้าง"
ภูริชเดินมาหาอัคนีและจับมือทักทาย ณิชารีย์กอดชลิตาสั้นๆ บทสนทนาของผู้ใหญ่เริ่มขึ้นเบาๆ
รันยืนข้างๆ พัฒน์ มองออกไปที่หมอกเหมือนกัน
"คิดเรื่องอะไรอยู่"
"หลายเรื่อง"
"เรียงลำดับความสำคัญแล้วเอาเรื่องที่หนักที่สุดมาบอกฉัน"
พัฒน์มองเพื่อนสักครู่ แล้วก็พูดเงียบๆ
"กฤตภาส อนันตรา"
รันหยุดยิ้ม
"เขาทำอะไรหรือเปล่า"
"ยังไม่ทำอะไร แต่จะทำ" พัฒน์พูด "ผมรู้สึกได้"
"สัญชาตญาณ?"
"ข้อมูลที่ประกอบกัน"
รันพยักหน้าช้าๆ เขาไม่ถามต่อว่าข้อมูลอะไร รู้ว่าถ้าพัฒน์อยากบอกจะบอกเอง
"ถ้าเขาทำอะไร ฉันอยู่ด้วยนะ" รันพูดตรงๆ "แกรู้ใช่ไหม"
"รู้"
"ดี"
อีกฝั่งหนึ่งของท่าเทียบรถ
ครอบครัวสิริวัฒน์อยู่ใกล้ทางออกฝั่งตะวันออก รถโดยสารของพวกเขาออกก่อน
ดาวียืนอยู่ข้างนอกกลุ่มครอบครัว สายตากวาดไปทั่วท่าอย่างที่เธอทำเป็นปกติ จนกระทั่งมาหยุดที่ร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมอก
พัฒน์
เขายืนหันหลังมาทาง ไม่รู้ว่าดาวีมองอยู่
ธาริณียืนข้างๆ น้องสาว สังเกตทิศทางของสายตา แล้วก็พูดเงียบๆ
"จะไปบอกลาไหม"
"ยังไม่แน่ใจว่าต้องบอกลาไหม" ดาวีตอบ
"ทำไม"
"เพราะนี่ไม่ใช่การลา" เธอพูดช้าๆ "มันเป็นแค่การหยุดพักระหว่างทาง"
ธาริณีมองน้องสาวสักครู่ แล้วก็ยิ้มเล็กน้อย
"แกฉลาดเกินวัยเสมอ"
"หรือว่าแค่คิดเยอะ"
"สองอย่างนั้นไม่ต่างกัน"
รถโดยสารของสิริวัฒน์เริ่มเคลื่อนตัว
ในขณะที่ทุกคนขึ้นรถ ดาวีหยุดอยู่ที่บันไดรถชั่วครู่ แล้วหันกลับมามองท่าอีกครั้ง
พัฒน์ยังยืนอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้เขาหันมาทางนี้
สองคนมองกัน ข้ามระยะทางและฝูงชนที่พลุกพล่าน
ไม่มีการโบกมือ ไม่มีคำพูด แค่สบตากันสั้นๆ ก่อนที่ดาวีจะหันขึ้นรถ
พัฒน์มองรถโดยสารนั้นจนขับออกไปพ้นสายตา แล้วก็มองกลับมาที่หมอกตรงหน้า
วิรัชที่ยืนอยู่ข้างหลังไม่พูดอะไร
ห้องโดยสารส่วนตัวของตระกูลอนันตรา รถม้าหรูที่ออกเดินทางก่อนใคร
กฤตนั่งอยู่คนเดียวในห้องโดยสาร วิชัยพี่ชายเลือกนั่งข้างนอกกับคนขับด้วยเหตุผลที่ไม่บอก
ม่านหน้าต่างถูกปิดลงครึ่งหนึ่ง
กฤตถือแผ่นกระดาษบางๆ ที่มีข้อมูลเขียนอยู่ อ่านซ้ำเป็นครั้งที่สาม แล้วพับเก็บไว้ในเสื้อ
รายงานที่สมุนของเขารวบรวมมาในสองวันที่อยู่เทอร์ราการ์ด ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวคุภาสิน ที่พัก การเคลื่อนไหว และบุคคลที่ติดต่อด้วย
ชื่อสิริวัฒน์ปรากฏในรายงาน
และชื่อกาลอสูร
กฤตมองออกไปนอกม่านหน้าต่างที่ปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์อะไร แต่ในความคิดของเขามีบางอย่างกำลังเรียบเรียงตัวเอง
สิริวัฒน์ พันธมิตรเก่าของคุภาสิน
กาลอสูร ผู้พิทักษ์ที่ไม่เคยละทิ้งหน้าที่
และสุณพัฒน์ คุภาสิน ที่ยืนบนแท่นพิธีเมื่อสองวันก่อนด้วยสายตาที่ไม่แสดงความกลัวแม้แต่น้อย
เขาเคาะนิ้วบนพนักแขนช้าๆ
ประตูห้องโดยสารเปิดออก วิชัยเดินเข้ามานั่งตรงข้าม
"คิดอยู่" วิชัยพูด ไม่ใช่คำถาม
"คิดอยู่เสมอ" กฤตตอบ
"คิดเรื่องเขา"
"เรื่องครอบครัวเขา" กฤตแก้ "เขาแค่ส่วนหนึ่งของภาพ"
วิชัยนั่งตัวตรง มองน้องชายด้วยสายตาที่ประเมิน
"กฤต" เขาพูดช้าๆ "พ่อต้องการรายงานจากเทอร์ราการ์ดเมื่อเราถึงกลาซิเอล"
"รู้"
"แล้วจะรายงานอะไร"
กฤตเงียบอยู่สักครู่
"ความจริง" เขาพูดในที่สุด "ว่าเด็กคนนั้นได้คลาสที่ไม่มีใครรู้จัก และน่าสนใจกว่าที่คาดไว้"
"แค่นั้นเหรอ"
"ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับมากกว่านั้น" กฤตพูด "พ่อสอนผมว่าอย่ารายงานในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจ"
วิชัยมองน้องชายนาน แล้วก็พูดเบาๆ
"แกเปลี่ยนไปจากก่อนออกเดินทาง"
"เดินทางแล้วต้องเปลี่ยนบ้าง" กฤตตอบเบาๆ "ไม่งั้นจะเดินทางทำไม"
วิชัยไม่ตอบ แต่สายตาของเขาไม่ได้จากไป
ในรถโดยสารสาธารณะที่แล่นออกจากเทอร์ราการ์ดมุ่งหน้าใต้
พัฒน์นั่งริมหน้าต่าง อลิสานั่งข้างๆ หลับอยู่โดยพิงไหล่พี่ชาย พ่อกับแม่นั่งฝั่งตรงข้าม
วิรัชนั่งอยู่ที่นั่งข้างหลังหนึ่งแถว ห่างพอที่จะให้ครอบครัวมีพื้นที่ แต่ใกล้พอที่จะเห็นทุกอย่าง
รันนั่งอยู่อีกฝั่งของทางเดิน กำลังพยายามหลับแต่ยังไม่หลับ
ป่าไม้สองข้างทางเคลื่อนผ่านหน้าต่าง เปลี่ยนจากอาคารหินของเทอร์ราการ์ดเป็นท้องทุ่งและป่าไม้ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา
พัฒน์ไม่ได้หลับ
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แต่สายตาไม่ได้มองต้นไม้ มองสิ่งที่อยู่ในหัว
เรื่องที่พ่อเล่า เรื่องที่ปู่เขียน เรื่องกลาซิเอล เรื่องอนันตรา และเรื่องของตัวเองที่เพิ่งเริ่มเข้าใจ
ทุกอย่างเรียงกันเป็นเส้นในหัว บางเส้นยังขาด บางเส้นยังไม่ชัด แต่ภาพรวมเริ่มปรากฏขึ้น
"พัฒน์"
เสียงแม่เบาๆ
เขาหันมา
ชลิตามองลูกชายด้วยสายตาของแม่ที่รู้ว่าลูกคิดอะไรอยู่โดยไม่ต้องถาม
"นอนบ้างก็ได้ ยังมีอีกนาน"
"ไม่ง่วงครับ"
"พ่อรู้" อัคนีพูดขึ้นจากการจ้องมองนอกหน้าต่างของตัวเอง "แกไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืนใช่ไหม"
พัฒน์ไม่ตอบ
"คิดมากไม่ผิด" อัคนีพูด "แต่ร่างกายต้องพักด้วย"
"รู้ครับ"
"แล้วก็" อัคนีหยุดสักครู่ "ไม่ต้องรีบ ไม่มีอะไรต้องตัดสินใจวันนี้"
พัฒน์มองพ่อ
"มีครับ" เขาพูดเงียบๆ
"อะไร"
"ตัดสินใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน"
อัคนีเปิดปากจะพูดอะไร แล้วก็ปิด ในสายตาของเขามีบางสิ่งที่ซับซ้อน ระหว่างความภูมิใจและความเป็นห่วง
ชลิตาวางมือบนมือสามีเบาๆ โดยไม่พูดอะไร
สี่ชั่วโมงต่อมา ที่หยุดพักกลางทาง
รถจอดที่สถานีเล็กๆ ริมทาง มีร้านอาหารและห้องน้ำ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ลงมาเดินหรือซื้ออาหาร
พัฒน์ลงมายืนข้างนอก
อากาศที่นี่เย็นกว่าเทอร์ราการ์ด ป่าไม้ล้อมรอบสถานี กลิ่นดินและใบไม้ลอยมาตามลม
เขายืนอยู่ห่างจากตัวรถพอสมควร มองออกไปที่ขอบป่า
ข้างหลังเขา เสียงคนพูดคุย เสียงเด็กวิ่ง เสียงของสถานีที่มีชีวิตชีวา
แต่ตรงที่เขายืน เงียบ
"ท่าน"
วิรัชเดินมายืนข้างๆ
"ว่าไง"
"มีคนดูอยู่" วิรัชพูดเบาๆ เสียงต่ำจนแทบได้ยิน "ตั้งแต่ออกจากเทอร์ราการ์ด ผมสังเกตเห็นชายคนหนึ่งในรถโดยสารเดียวกัน นั่งห่างออกไปสี่ที่นั่ง ลงมาที่นี่ด้วยแต่ไม่ได้เข้าร้านอาหาร ยืนอยู่ฝั่งซ้ายของสถานี"
พัฒน์ไม่หันไปมอง
"อายุเท่าไหร่"
"สามสิบต้นๆ ครับ ชุดธรรมดา ไม่มีตราตระกูล แต่ท่าทางไม่ใช่คนธรรมดา"
"แกแน่ใจไหมว่าดูเราอยู่"
"แน่ใจครับ ผมทดสอบแล้ว เปลี่ยนทิศทางเดินสองครั้ง เขาเปลี่ยนตามทุกครั้ง"
พัฒน์นิ่งอยู่สักครู่
"ตระกูลไหน"
"ยังไม่รู้ครับ แต่ถ้าต้องเดา..."
"อนันตรา" พัฒน์พูดก่อน
วิรัชเงียบสักครู่ แล้วพยักหน้า
"ผมคิดแบบเดียวกันครับ"
พัฒน์ขยับมือซ้ายเล็กน้อย
ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่เงาของเขาบนพื้นดินขยับช้าๆ ยืดออกไปทางซ้ายของสถานีอย่างเงียบๆ ค่อยๆ คลานไปตามพื้น แนบกับเงาของสิ่งของและคนอื่นๆ จนแยกไม่ออก
ผ่านไปสิบวินาที
เงานั้นหดกลับมา
"ชายเสื้อน้ำเงินเข้ม" พัฒน์พูดเบาๆ "มีมีดอยู่ข้างซ้าย ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ยืนอยู่ข้างเสาไม้ ห่างออกไปประมาณสิบห้าก้าว"
วิรัชมองพัฒน์ด้วยสายตาที่ไม่ได้ซ่อนความประหลาดใจทั้งหมด
"ท่านทำอะไร"
"สังเกต" พัฒน์ตอบ "ในแบบที่ไม่ต้องหัน"
"มีดอย่างเดียวไหมครับ หรือมีอื่นด้วย"
"น่าจะมีอื่นด้วย แต่ยังไม่แน่ใจ ยังไม่ชำนาญพอที่จะอ่านรายละเอียดได้หมด"
"แต่ก็ทำได้แล้ว" วิรัชพูดเบาๆ
"ระดับพื้นฐาน" พัฒน์ตอบ น้ำเสียงไม่ได้โอ้อวด แค่บอกความจริง
"ทำอะไรดีครับ" วิรัชถาม
"ยังไม่ทำอะไร" พัฒน์พูด "เขาแค่ดู ไม่ได้ทำอะไร ถ้าเราเดินหนีจะดูผิดปกติ ถ้าเผชิญหน้าก็ยังไม่มีเหตุผล"
"แล้ว"
"แค่รู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น" พัฒน์พูด "และให้เขารู้ว่าเราไม่ได้รู้"
วิรัชพยักหน้าช้าๆ
"เข้าใจครับ"
"รัช"
"ครับ"
"บอกพ่อด้วย แต่เงียบๆ อย่าให้แม่กับอลิสากังวล"
"รับทราบครับ"
รันเดินออกมาจากร้านอาหารพร้อมขนมปังสองชิ้น ยื่นให้พัฒน์หนึ่งชิ้น
"ทำไมไม่เข้ามากิน"
"ไม่หิว"
"กินเถอะ ยังมีอีกนานกว่าจะถึง" รันกัดขนมปังของตัวเอง มองออกไปที่ป่าอย่างสบายๆ "อากาศดีนะ"
"ดี"
"แกเป็นยังไง ดูปกติแต่ก็ไม่ปกติ"
"แกสังเกตได้ดีขึ้น"
"อยู่กับแกมาหลายปี จะไม่ได้ก็แปลก" รันพูด เสียงเบาลงเล็กน้อย "มีอะไรหรือเปล่า"
พัฒน์หยิบขนมปังจากมือรัน แล้วพูดเบาๆ
"มีคนดูเราอยู่ ทางซ้ายของเสาไม้นั้น อย่าหัน"
รันเคี้ยวขนมปังช้าลง แต่ไม่หัน
"โอเค" เขาพูดเงียบๆ "แล้วทำไม"
"ยังไม่แน่ใจ แต่คาดว่ารู้ว่าใคร"
"ต้องการให้ฉันทำอะไรไหม"
"กินขนมปังต่อไป"
รันกัดขนมปังต่อด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"แกรู้ไหมว่าฉันเก่งมากในการทำตัวสบายๆ"
"รู้"
"แต่ข้างในตอนนี้ไม่สบายเลยนะ"
"รู้เหมือนกัน"
รันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
รถออกเดินทางต่อ
ชายเสื้อน้ำเงินเข้มขึ้นรถโดยสารคันเดิม นั่งในตำแหน่งเดิม ห่างออกไปสี่ที่นั่ง
พัฒน์นั่งริมหน้าต่างตามเดิม หน้าตาไม่เปลี่ยนแปลง
แต่คราวนี้เขารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของชายคนนั้นโดยไม่ต้องหัน
เงาในรถยนต์ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ไม่มีใครสังเกตได้ว่าเงาของใครขยับเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุ
สองชั่วโมงต่อมา เมื่อรถแล่นผ่านส่วนที่เป็นป่าทึบ
ชายเสื้อน้ำเงินขยับในที่นั่ง เอื้อมมือไปในเสื้อชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็หยุด
แค่นั้น
แต่พัฒน์รู้
วิรัชที่นั่งอยู่ข้างหลังรู้เหมือนกัน เขาเกร็งเล็กน้อย แต่ไม่ขยับ
แล้วชายคนนั้นก็วางมือลง
เงียบอีกครั้ง
พัฒน์มองออกนอกหน้าต่าง ป่าทึบเคลื่อนผ่านในความเร็วของรถ
ในหัวของเขา บางอย่างค่อยๆ ชัดขึ้น
ชายคนนั้นไม่ได้มาเพื่อทำอะไรในรถ เขามาเพื่อดู เพื่อรายงาน เพื่อยืนยันว่าเป้าหมายคือใคร อยู่ที่ไหน และเดินทางไปทางไหน
ข้อมูลสำหรับใครบางคน
กฤต
หรือ อนันตภพ
หรือทั้งคู่
อลิสาที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับเอนไหล่พี่ชาย ขยี้ตา แล้วมองพี่ชายด้วยสายตาง่วงนอน
"พี่ยังไม่หลับเลยเหรอ"
"ยัง"
"ทำไมล่ะ" เธอบ่นเบาๆ "พี่ควรนอนพักบ้าง"
"ต่อไปก็จะนอน"
"ต่อไปนั้นคือเมื่อไหร่"
พัฒน์ไม่ตอบ แค่วางมือบนหัวน้องสาวเบาๆ ในท่าทางที่ไม่ค่อยแสดงออกมาให้เห็น
อลิสาไม่พูดอะไรต่อ แค่พิงไหล่พี่อีกครั้งและหลับตาลง
เย็นวันนั้น รถโดยสารถึงชายแดนของอควาเรียส
ชายเสื้อน้ำเงินลงที่สถานีก่อนหน้า ไม่ได้ผ่านชายแดน
พัฒน์สังเกตเห็น ไม่แสดงออก
วิรัชเดินมาข้างๆ เมื่อรถจอดให้ผู้โดยสารตรวจเอกสารชายแดน
"เขาลงไปแล้วครับ" วิรัชพูดเบาๆ
"รู้"
"ภารกิจของเขาเสร็จแล้ว ได้ข้อมูลที่ต้องการ"
"ใช่" พัฒน์พูด "และตอนนี้ข้อมูลนั้นกำลังเดินทางไปหาใครบางคน"
"ท่านกังวลไหมครับ"
พัฒน์คิดสักครู่
"ไม่ใช่กังวล" เขาตอบ "แค่รับรู้ว่าเกมเริ่มแล้ว"
วิรัชมองเขาสักครู่
"ท่านพร้อมไหมครับ"
"ยังไม่พร้อมเต็มที่" พัฒน์ตอบตรงๆ "แต่รอให้พร้อมเต็มที่ก่อนคงไม่ได้"
ผ่านชายแดน รถแล่นเข้าสู่อควาเรียส
อากาศเปลี่ยน กลิ่นทะเลอ่อนๆ ลอยมาแม้จะยังอยู่ห่างจากชายฝั่ง ท้องฟ้าของอควาเรียสสีน้ำเงินเข้มกว่าเทอร์ราการ์ด เมฆก้อนใหญ่ลอยอยู่ขอบฟ้าทางตะวันตก
ชลิตามองออกนอกหน้าต่างแล้วหายใจเข้าลึก
"กลับบ้านแล้ว"
อัคนีมองภรรยาสักครู่ แล้วก็มองออกนอกหน้าต่างตาม
"ใช่"
อลิสาลืมตาขึ้น มองออกนอกหน้าต่าง แล้วก็ยิ้มในแบบที่บางครั้งเธอทำเมื่อเห็นสิ่งที่คุ้นเคย
"กลับบ้านแล้ว" เธอพูดซ้ำ เสียงของเธอเบากว่าของแม่
พัฒน์มองออกนอกหน้าต่างด้วย
อควาเรียส บ้านที่เขาโตขึ้นที่นี่
แต่ไม่ใช่บ้านแรก
เขาไม่พูดอะไร แค่มอง
รถโดยสารวรอสูรแยกทางที่สถานีกลางของอควาเรียส
รันลุกขึ้นหยิบกระเป๋า แล้วหยุดอยู่ที่ทางเดินกลางรถ
"พัฒน์"
"ว่าไง"
"ฉันจะแวะมาหาสัปดาห์หน้า" รันพูด "มีเรื่องอยากคุย"
"เรื่องอะไร"
"ยังไม่บอก รอให้ถึงวันนั้นก่อน" รันยิ้ม แต่มีบางอย่างในสายตาที่จริงจังกว่าปกติ "แกดูแลตัวเองด้วยนะ"
"แกก็เหมือนกัน"
รันพยักหน้า แล้วก็เดินลงจากรถ ก่อนจะถึงชานชาลา เขาหันกลับมาอีกครั้ง
"พัฒน์"
"ว่าไง"
"เรื่องที่มีคนดูอยู่ในรถ" รันพูดเบาๆ ให้ได้ยินเฉพาะพัฒน์ "ฉันเห็นนะ ตั้งแต่สถานีกลางทาง"
พัฒน์มองเพื่อน
"รู้ว่าแกเห็น"
"แล้วทำไมไม่บอก"
"เพราะแกไม่ได้ถามและไม่ได้ทำอะไรผิดปกติ" พัฒน์ตอบ "แปลว่าแกจัดการได้"
รันมองเขาอยู่สักครู่ แล้วก็หัวเราะเบาๆ
"แกประเมินคนเก่งมากนะ"
"ฝึกมาเยอะ"
รันเดินออกไป เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ เบาลงในชานชาลา
บ้านของครอบครัวคุภาสิน ชานเมืองของอควาเรียส
บ้านขนาดกลาง สองชั้น ล้อมรอบด้วยต้นไม้ที่ชลิตาปลูกไว้มาหลายปี สวนเล็กๆ ข้างบ้านมีผักและดอกไม้ปะปนกัน รั้วไม้สีน้ำตาลเตี้ยๆ กั้นขอบเขต
บ้านที่ดูธรรมดาทุกประการ
แต่ตอนนี้ เมื่อพัฒน์ยืนอยู่หน้าประตู มองบ้านที่อยู่มาสิบปี บางอย่างในความรู้สึกต่างออกไป
ไม่ใช่บ้านที่ต่างออกไป แต่เขาเองที่ต่างออกไป
"เข้าไปก่อนนะ" ชลิตาพูดพลางเปิดประตู "แม่ไปจัดของก่อน"
อลิสาวิ่งเข้าไปในบ้านทันที เสียงเธอดังขึ้นจากข้างในพร้อมกับเสียงหมาตัวเล็กที่เลี้ยงไว้ที่ออกมาต้อนรับ
อัคนีเดินตามภรรยาเข้าไป แต่หยุดที่ประตูแล้วหันกลับมามองลูกชายที่ยังยืนอยู่ข้างนอก
"พัฒน์"
"ครับ"
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน"
พัฒน์มองพ่อสักครู่ แล้วก็พยักหน้าเบาๆ
"ครับ"
อัคนีเดินเข้าไปในบ้าน
วิรัชหยุดอยู่ข้างๆ พัฒน์
"ท่านจะเข้าไปไหมครับ"
"เดี๋ยว"
พัฒน์ยืนอยู่หน้าบ้านอีกสักครู่ มองดาวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ
ในหัวของเขา ทุกอย่างยังคงเรียบเรียงตัวเองอยู่
สายเลือดกษัตริย์ที่ถูกซ่อนไว้สิบปี
คลาสที่ไม่มีใครรู้จัก
ศัตรูที่เริ่มขยับแล้ว
พันธมิตรที่เริ่มรวมตัว
และบางสิ่งในตัวเองที่เพิ่งเริ่มตื่น
เขาไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากแค่ไหน แต่เขารู้ว่าเส้นทางนั้นเริ่มแล้ว และจะไม่หยุด
เขามองกำไลข้อมือบนข้อมือซ้าย
ระดับ E เลเวล 1
แล้วก็เดินเข้าบ้าน
คืนนั้น ในห้องของพัฒน์
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะ กางสมุดโน้ตว่างๆ ออก แล้วเริ่มเขียน
ไม่ใช่บันทึก ไม่ใช่แผนการ แค่เขียนสิ่งที่รู้ สิ่งที่ไม่รู้ และสิ่งที่ต้องรู้
สิ่งที่รู้แล้ว
— สายเลือดและที่มา
— พรสวรรค์แห่งเงา และหลักการทำงาน
— ศัตรู : อนันตรา
— พันธมิตร : สิริวัฒน์ กาลอสูร วรอสูร
— มีคนติดตามตั้งแต่เทอร์ราการ์ด
สิ่งที่ยังไม่รู้
— กฤตรู้มากแค่ไหนเรื่องตระกูลเรา
— อนันตราวางแผนอะไรอยู่ตอนนี้
— คลาสนักฆ่าเงามืดและจอมเวทย์อัญเชิญทำงานอย่างไรจริงๆ
— ดาวี สิริวัฒน์ — รู้อะไรอีกบ้างที่ยังไม่ได้บอก
สิ่งที่ต้องทำ
— ฝึก ทุกวัน ไม่หยุด
— เข้าใจพรสวรรค์ให้ลึกกว่านี้
— รอดูว่าอนันตราจะขยับอะไร
— ไม่แสดงอะไรให้เห็นก่อนที่จะถึงเวลา
เขาปิดสมุดโน้ต วางปากกาลง แล้วมองเพดาน
แสงเทียนในห้องไม่ได้สว่างมาก เงาของเฟอร์นิเจอร์ทอดยาวบนผนัง
แต่เงาที่ยาวที่สุดคือเงาของเขาเอง
และคืนนี้ เขารู้สึกได้ว่ามันมีชีวิต
ในอควาเรียสที่เงียบสงบ
บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งมีแสงไฟดวงเดียว
ดวงไฟในห้องของเด็กหนุ่มที่โลกเพิ่งเริ่มรู้จัก
แต่ยังไม่รู้ว่ารู้จักใคร
ในกลาซิเอลที่ไกลออกไป มีคนได้รับรายงาน
และในรายงานนั้น มีชื่อหนึ่งที่ถูกขีดเส้นใต้
สุณพัฒน์ คุภาสิน
ตรวจพบ ยืนยันแล้ว
กำลังติดตาม
— จบตอนที่ 5 —