เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์
แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย,ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลนเส้นทางการทวงคืนบัลลังก์
เนื้อเรื่องย่อ
นครเทอร์ราการ์ดตื่นขึ้นก่อนรุ่งสาง
แสงตะวันแรกยังไม่ทันแตะขอบฟ้า แต่ถนนสายหลักของอาณาจักรกลางแห่งการค้าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนแล้ว พ่อค้าแม่ขาย เหล่าขุนนางในชุดสูทประดับตรา คนธรรมดาที่แต่งตัวดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่างพากันหลั่งไหลสู่จัตุรัสกลางเมืองเพื่อชมพิธีที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง
พิธีปลุกคลาสอาชีพ
หอพิธีอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางนคร หินอ่อนสีขาวนวลสลักลวดลายของทั้งห้าอาณาจักรไว้อย่างประณีต แสงเวทย์มนตร์สีทองไหลเวียนผ่านร่องหินราวกับเส้นเลือดที่มีชีวิต บนยอดโดมทรงกลมมีสัญลักษณ์ของเดเซียร์เรืองแสงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยดับไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
วันนี้คือวันของเยาวชนที่อายุครบสิบแปดปีในรอบนี้ — วันที่ชะตาจะถูกประทับตราว่าพวกเขาเป็นใคร จะทำอะไรได้ และจะยิ่งใหญ่เพียงใดในโลกใบนี้
ภายในหอพิธี บรรยากาศแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ฝั่งซ้ายของห้องโถงใหญ่ เหล่าขุนนางและบุตรหลานตระกูลชั้นสูงนั่งบนที่นั่งกำมะหยี่สีแดงเข้ม แต่ละคนสวมชุดที่ประดับตราตระกูลอย่างภาคภูมิ เสียงพูดคุยของพวกเขาดังแต่ไม่เคยเอิกเกริก เพราะคนมีฐานะรู้ว่าต้องอวดโอ้อย่างสุขุม
ฝั่งขวาคือที่นั่งทั่วไป เสียงดังกว่า มีชีวิตชีวากว่า แต่ก็ตึงเครียดกว่าไม่แพ้กัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าคลาสที่ได้รับในวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล
"รัน"
เสียงเรียกดังขึ้นจากฝั่งขวาของห้องโถง
สุณพัฒน์หันไปตามเสียง ศรัณย์ วรอสูรกำลังโบกมืออย่างกระตือรือร้น ผมสีน้ำตาลเข้มของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อยแม้จะแต่งตัวเรียบร้อย ใบหน้ายิ้มกว้างราวกับวันนี้เป็นงานเทศกาล ไม่ใช่พิธีที่กำหนดอนาคต
"พัฒน์! มานี่เลย ฉันจองที่ไว้ให้แล้ว"
พัฒน์เดินไปอย่างเงียบๆ ไม่รีบ ไม่ช้า สายตาเขาปัดผ่านทุกส่วนของห้องโถงโดยไม่หยุดนานที่ไหนเป็นพิเศษ
"ขอบคุณ" เขาพูดสั้นๆ แล้วนั่งลง
"แค่นั้นเลยเหรอ?" รันทำหน้าผิดหวังแกล้งทำ "ฉันมาถึงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อจองที่ให้แก นะ"
"รู้"
"แล้วก็...?"
"รู้และขอบคุณ" พัฒน์หันมามองเพื่อนสักครู่ มุมปากกระดิกขึ้นนิดหน่อย "ดีใจด้วยที่แกไม่ตาย"
รันหัวเราะเบาๆ "นั่นแหละคือพัฒน์ที่ฉันรู้จัก"
ที่นั่งฝั่งขุนนาง ห่างออกไปไม่มากนัก
"พลอย"
วิรัญญา อัศวเมฆาไม่ได้ยินเสียงเรียกของน้องสาวตัวเองในทันที เพราะสายตาเธอจดจ่ออยู่กับชายหนุ่มผมดำที่เพิ่งนั่งลงฝั่งตรงข้าม
ใบหน้าธรรมดา ชุดธรรมดา ไม่มีตราตระกูลที่โดดเด่น
สุณพัฒน์ คุภาสิน
เธอรู้จักชื่อนั้น รู้จักสัญญาที่ตระกูลของเธอผูกไว้กับตระกูลนั้น แต่ทุกครั้งที่นึกถึงสัญญานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในทรวงอกเธอไม่ใช่ความอบอุ่น แต่เป็นความรำคาญ
"พลอย" ไอริณ น้องสาวเรียกอีกครั้ง เสียงเบาลงเป็นการกระซิบ "พี่มองอะไรอยู่"
"ไม่มีอะไร" พลอยดึงสายตากลับ แล้วยกคางขึ้นเล็กน้อย "แค่กำลังคิดว่าวันนี้จะจัดการเรื่องน่าเบื่อนั้นให้เสร็จ"
ลลินา พี่สาว ที่นั่งอยู่อีกฝั่งชะเง้อมองเธอ "พลอย คิดให้ดีก่อนนะ เรื่องแบบนี้—"
"พีช" พลอยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันคิดแล้ว"
อีกมุมหนึ่งของห้องโถง ใกล้กับเสาหินขนาดใหญ่
"วิรัช"
ชายหนุ่มผมสั้นในชุดสีเข้มตอบสนองต่อเสียงเรียกด้วยการหันหน้าไปทางพ่อของเขาอย่างเงียบๆ
ธาราเวศ กาลอสูร ผู้ชายวัยกลางคนผิวคล้ำ หน้าตาเข้มแข็ง ยืนอยู่ด้านหลังลูกชายโดยไม่นั่ง สายตาของเขาไม่ได้มองเวทีพิธี แต่มองไปที่หนุ่มผมดำฝั่งตรงข้ามเหมือนกัน
"เห็นเขาแล้ว" ธาราเวศพูดเบาจนแทบได้ยิน "ดูแลให้ดี"
วิรัชไม่พูดอะไร แค่พยักหน้า
ทางด้านซ้ายสุดของฝั่งขุนนาง ตระกูลสิริวัฒน์นั่งเรียงกัน
พิมพ์ดาวนั่งตัวตรง มือวางบนตักอย่างสงบ แต่สายตาเธอไม่ได้สงบเลย เธอมองไปที่พัฒน์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้องโถง และในความคิดของเธอมีคำถามหลายข้อที่รอคำตอบ
เขารู้ไหมว่าฉันมีอยู่
เขารู้ไหมว่าสัญญาของปู่เขาผูกพวกเราไว้ด้วยกัน
แล้วเขาจะเป็นอย่างไรกันแน่ หลังจากวันนี้
"ดาวี" ธาริณีพี่สาวตุ้บไหล่เบาๆ "อย่าจ้องขนาดนั้นสิ คนเห็น"
"ฉันแค่สังเกต"
"สังเกตแบบไม่กะพริบตาเลย?"
ดาวีกะพริบตาช้าๆ แล้วมองไปทางอื่น "เขาไม่เหมือนที่คิด"
"คิดว่ายังไง"
"คิดว่าจะตื่นเต้นกว่านี้" ดาวีตอบ "แต่เขาดูสงบมากเกินไปสำหรับคนที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิต"
สุริยันต์พี่ชายที่นั่งอีกฝั่งได้ยินและพูดขึ้นโดยไม่หันมา "หรือเปล่า ก็อาจเป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าชีวิตเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับพิธีนี้"
ไม่มีใครตอบ แต่ดาวีคิดอยู่นานว่าพี่ชายพูดถูก
เสียงระฆังทองดังขึ้นสามครั้ง
ห้องโถงเงียบลงในทันที เหมือนมีใครดูดเสียงทั้งหมดออกจากอากาศ
ผู้ควบคุมพิธีในชุดขาวเดินออกมากลางเวที ชายชราผมสีเงินที่ดูเหมือนอายุมากพอจะจำพิธีนี้ได้ตั้งแต่รุ่นปู่ของทุกคนในห้อง
"ขอต้อนรับสู่พิธีปลุกคลาสอาชีพ ประจำปีนี้" เสียงของเขาดังกังวานผิดปกติสำหรับร่างกายที่ดูเหนื่อยล้านั้น "ตามธรรมเนียมของเดเซียร์ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี เยาวชนที่อายุครบสิบแปดปีจะก้าวเข้าสู่แท่นพิธี รับการปลุกพลัง และค้นพบชะตากรรมที่ธรรมชาติกำหนดไว้ให้"
เขาหยุดหายใจ แล้วพูดต่อ
"เชิญผู้เข้าพิธีคนแรก"
ชื่อถูกเรียกทีละคน ทีละคน
แต่ละคนที่ก้าวขึ้นแท่น แสงจะพุ่งออกมาจากแท่นหินกลมสีขาวกลางเวที สีของแสงบอกถึงประเภทคลาส ความสว่างบ่งบอกระดับ กำไลข้อมือจะสว่างขึ้นพร้อมกับตัวหนังสือที่เริ่มปรากฏ
ระดับ A — เสียงปรบมือปานกลาง
ระดับ B — เสียงพยักหน้ารับ
ระดับ S — เสียงฮือฮา
ระดับ SS ขึ้นไป — เสียงอึ้ง ตามด้วยเสียงดังกว่าเดิม
"วิรัญญา อัศวเมฆา"
พลอยลุกขึ้นด้วยความสง่างามที่ฝึกมาตลอดชีวิต ชุดสีทองอ่อนของเธอระยิบระยับภายใต้แสงหอพิธี เธอก้าวขึ้นแท่นอย่างมั่นใจ ไม่รีบไม่ช้า ราวกับที่นี่คือสถานที่ที่เธอเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
แท่นพิธีสั่นไหวเบาๆ
แล้วแสงสีขาวทองพุ่งขึ้น — สว่างจ้า สูงเกือบถึงโดม
"จอมเวทย์แสง — ระดับ S!"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มทั่วห้อง
"เยี่ยมมาก พลอย!" เสียงของคีรินและปาริฉัตรดังขึ้นพร้อมกัน
พลอยรับกำไลข้อมือด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วมองดูตัวหนังสือที่ปรากฏบนผิวโลหะสีเงินด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเดินลงจากแท่นพร้อมรอยยิ้มที่คำนวณไว้แล้ว
ชื่อยังคงถูกเรียกต่อไป
"พิมพ์ดาว สิริวัฒน์"
ดาวีลุกขึ้นอย่างเงียบๆ ก้าวขึ้นแท่นพิธีด้วยท่าทางที่ไม่พยายามจะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่หดตัว
แท่นพิธีสั่น — แรงกว่าครั้งก่อน
แสงพุ่งขึ้น ครั้งนี้เป็นสองสี ฟ้าอมเขียวและสีเหลืองทอง พุ่งขึ้นพร้อมกันราวกับสองสายฟ้าที่เกิดจากแหล่งเดียวกัน
ห้องโถงเงียบชั่วครู่
"คลาสคู่ — นักธนูวายุ และสายฟ้า — ระดับ SS!"
เสียงดังกระหึ่มขึ้นจนผนังหินสั่น
ดาวีเดินลงจากแท่นโดยไม่ยิ้ม ไม่ทำหน้าภูมิใจ เธอแค่รับกำไลข้อมือและกลับไปที่นั่ง สายตาของเธอปัดผ่านพัฒน์เพียงชั่วขณะก่อนมองไปทางอื่น
"ศรัณย์ วรอสูร"
"อ้าว คิวฉันแล้ว" รันพึมพำ ลุกขึ้นพลางดึงเสื้อให้เรียบ "ขอให้โชคดีด้วยนะ ตัวเอง"
เขาก้าวขึ้นแท่นพิธีด้วยท่าทางสบายๆ เกินไปสำหรับพิธีสำคัญ
แท่นสั่น แสงสีแดงเข้มพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
"นักรบทมิฬ — ระดับ S Plus!"
รันชูกำปั้นขึ้นคนเดียว แล้วเดินลงมาพร้อมรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในห้อง เขานั่งลงข้างพัฒน์แล้วตุ้บไหล่เพื่อนเบาๆ
"S Plus นะ แก! S Plus! ฉันไม่ได้คาดหวังขนาดนี้เลย"
"ดีมาก" พัฒน์พูด ไม่ได้เป็นคำปลอบใจ แต่เป็นคำที่หนักแน่นจริงๆ
"แล้วแกล่ะ?" รันหันมามอง "แกรู้สึกอะไรบ้าง"
"ไม่รู้สึกอะไร"
"โกหก"
พัฒน์ไม่ตอบ แค่มองไปที่เวทีพิธีที่ยังเรียกชื่อต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งชื่อหนึ่งถูกเรียกขึ้นก่อนพัฒน์
"กฤตภาส อนันตรา"
พัฒน์ไม่ได้หันไปมอง แต่สายตาเขาเลื่อนไปโดยสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มที่ก้าวขึ้นแท่นพิธีมีรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีน้ำตาลอมดำเรียบเนี้ยบ ใบหน้ามีเส้นขากรรไกรคม หล่อในแบบที่ดูตั้งใจ ไม่ใช่บังเอิญ เขาสวมชุดสีดำตัดขลิบทองที่บ่งบอกตระกูลชัดเจน
เขาก้าวขึ้นแท่นแล้วหยุดยืนนิ่ง
ในห้องโถงนั้น คนส่วนใหญ่รู้จักชื่ออนันตรา รู้จักอิทธิพลของตระกูลในกลาซิเอล และทุกคนรอดูด้วยความคาดหวัง
แท่นพิธีสั่นอย่างรุนแรง
แสงสีดำและทองพุ่งขึ้นราวกับไฟระเบิด
"นักดาบเงา — ระดับ SS!"
เสียงฮือฮาดังกระหึ่มทันที สมุนผู้ติดตามหลายคนปรบมือทันที
กฤตรับกำไลข้อมือ แล้วหันมองทั่วห้อง สายตาของเขาผ่านทุกคนอย่างเงียบๆ ราวกับกำลังนับสิ่งของในคลัง
จนกระทั่งมาหยุดที่พัฒน์เป็นชั่วขณะ
สองสายตาพบกันครั้งแรก
พัฒน์ไม่ได้มองหนี ไม่ได้แสดงออก แค่รับสายตานั้นไว้เงียบๆ เหมือนคนที่เห็นสิ่งที่คาดว่าจะได้เห็นอยู่แล้ว
กฤตยิ้มเบาๆ มุมปากข้างเดียว แล้วเดินลงจากแท่น
และในที่สุด ผู้ควบคุมพิธีก็เรียกชื่อสุดท้าย
"สุณพัฒน์ คุภาสิน"
ห้องโถงไม่ได้เงียบ แต่เสียงพูดคุยลดลงเล็กน้อย คนที่สังเกตว่ามีชื่อนี้อยู่ในรายการตั้งแต่ต้นเริ่มกระซิบกัน
"คุภาสิน? ตระกูลไหน"
"ไม่รู้จักนะ ไม่ใช่คนมีชื่อเสียง"
"ดูออกเลย — ชุดก็ไม่มีตราตระกูลด้วย"
พัฒน์ลุกขึ้น
ไม่มีใครสังเกตเห็นวิรัชที่เปลี่ยนท่าทางเล็กน้อยในทันที ไม่มีใครสังเกตเห็นธาราเวศที่ขยับนิ้วแน่นขึ้น ไม่มีใครสังเกตเห็นดาวีที่หยุดหายใจชั่วขณะ
พัฒน์เดินขึ้นแท่นพิธีด้วยก้าวที่เท่ากันทุกย่าง ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่หยุด
เขายืนบนแท่นกลมสีขาว มองไปข้างหน้าด้วยสายตาที่ราบเรียบราวกับผิวน้ำนิ่ง
สักครู่ผ่านไป
แท่นพิธีไม่สั่น
ห้องโถงเริ่มกระซิบ
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมนานจัง"
"ไม่มีปฏิกิริยาหรือเปล่า"
"หรือว่า..."
แล้วมันก็เกิดขึ้น
แท่นพิธีไม่ได้สั่น แต่สั่นสะเทือน — แรงจนพื้นหอพิธีทั้งหลังรู้สึกได้ เหมือนบางสิ่งใต้ดินกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
แสงไม่ได้พุ่งขึ้น แต่ระเบิดออก — ทั้งสีดำมะเมื่อมและสีม่วงเข้มพุ่งออกทุกทิศทุกทาง กระทบผนังหินจนเส้นเวทย์มนตร์สีทองที่ไหลเวียนในรอยสลักสั่นไหวและดับลงชั่วขณะ
ก่อนจะสว่างขึ้นมาใหม่ พร้อมกับแสงที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ห้องโถงเงียบสนิท
ผู้ควบคุมพิธีในชุดขาวหยุดนิ่ง มือที่กำลังจะจดบันทึกหยุดอยู่กลางอากาศ
"คลาสคู่..." เสียงเขาสั่นเล็กน้อย "นักฆ่าเงามืด และจอมเวทย์อัญเชิญ"
เขาหยุด ดูที่แท่นอีกครั้ง ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่เห็น
"ระดับ SSS"
ห้องโถงระเบิดออก
ไม่ใช่ด้วยเสียงปรบมือ แต่ด้วยเสียงอึ้ง เสียงผู้คนหันไปมองกัน เสียงกระซิบที่ดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงพูดคุยปนสับสน
"SSS?!"
"ไม่เคยมีใครได้ระดับนั้นมาก่อนนะ"
"คลาสคู่ด้วย!"
"แต่..."
แล้วกำไลข้อมือก็สว่างขึ้นบนข้อมือพัฒน์
ตัวหนังสือเรืองแสงค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน
คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ
เลเวล : 1
ระดับ : E
ความเงียบที่ตามมาหลังจากนั้น หนักกว่าความเงียบแรก
"E?"
"E...?!"
"ระดับ SSS แล้วแสดงผลเป็น E?"
"เกิดข้อผิดพลาดหรือเปล่า"
ผู้ควบคุมพิธียืนนิ่ง ดูที่แท่นพิธี ดูที่กำไล ดูที่แท่นพิธีอีกครั้ง ใบหน้าของชายชราผู้เคยเห็นพิธีนี้มานับไม่ถ้วนซีดจางลงอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ใช่ข้อผิดพลาด" เขาพูดเบาๆ "ระบบไม่เคยผิดพลาด"
เสียงหัวเราะเบาๆ แรกมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง จากนั้นก็มีเสียงอื่นตามมา
"ระดับ E สิ ขำดีนะ"
"SSS แต่ E? นั่นหมายความว่าอะไร"
"หมายความว่าไม่มีค่าอะไรนั่นแหละ"
"ไม่น่าแปลกใจเลย ไม่รู้จักตระกูลด้วยซ้ำ"
พัฒน์ยืนนิ่งบนแท่น
เขาไม่ได้มองคนที่หัวเราะ ไม่ได้มองห้องโถง แต่มองลงมาที่กำไลข้อมือบนข้อมือซ้ายของตัวเอง
ตัวหนังสือสีดำเรืองแสง
ระดับ E
เขาอ่านซ้ำอีกครั้ง แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในทรวงอกของเขาไม่ใช่ความอับอาย ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความสับสน
แต่เป็นบางสิ่งที่คล้ายกับ การยืนยัน
ในห้องโถงที่กำลังวุ่นวาย มีหลายคู่ตาที่มองพัฒน์ด้วยความรู้สึกต่างกัน
รันที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบีบปากแน่น ไม่หัวเราะ ไม่ทำหน้าตกใจ แค่มองเพื่อนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
ดาวีไม่ขยับ แต่นิ้วมือของเธอที่วางบนตักบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
วิรัชปิดตาหนึ่งวินาที ก่อนจะเปิดขึ้นมาใหม่พร้อมใบหน้าที่ราบเรียบกว่าเดิม
ธาราเวศถอนหายใจเบาๆ แล้วพึมพำสิ่งที่ไม่มีใครได้ยิน
"เริ่มแล้ว"
และพลอย
วิรัญญา อัศวเมฆานั่งมองพัฒน์บนแท่นพิธี มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อย ในสายตาของเธอไม่มีความสงสาร ไม่มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น นอกจากการยืนยันในสิ่งที่เธอตัดสินใจไว้แล้ว
เธอหันไปหาลลินา พี่สาว แล้วพูดเงียบๆ
"ฉันจะทำวันนี้เลย"
"พลอย—"
"พีช" เสียงของเธอไม่ดัง แต่ไม่มีห้วงสงสัยแม้แต่น้อย "ฉันตัดสินใจแล้ว"
พัฒน์เดินลงจากแท่นพิธี
เสียงหัวเราะและเสียงกระซิบยังดังอยู่รอบๆ แต่เขาเดินผ่านมันทั้งหมดราวกับเดินผ่านอากาศเปล่า ก้าวเท่ากันทุกย่าง ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่หยุด
เหมือนตอนขึ้นไปทุกประการ
เขาเดินกลับไปที่นั่งข้างรัน และก่อนที่เพื่อนจะพูดอะไร เขาก็นั่งลงอย่างเงียบๆ มองไปที่กำไลข้อมือบนข้อมือซ้ายอีกครั้ง
"พัฒน์..." รันเริ่ม
"ไม่เป็นไร" พัฒน์ตัดบทก่อน เสียงของเขาราบเรียบเหมือนเดิม
"แต่—"
"รัน" พัฒน์หันมามองเพื่อนเป็นครั้งแรกในบทสนทนานี้ สายตาของเขาไม่ได้เจ็บปวด ไม่ได้สับสน แต่สงบ — สงบในแบบที่รันไม่แน่ใจว่าสบายใจหรือเปล่า
"E คือเริ่มต้น ไม่ใช่จบสิ้น"
รันเปิดปากค้าง ปิด แล้วเปิดอีกครั้ง
"แกรู้เรื่องนี้อยู่แล้วหรือเปล่า"
พัฒน์ไม่ตอบ แค่มองกลับไปที่เวทีพิธีที่ผู้ควบคุมกำลังประกาศปิดพิธีอย่างงงๆ
พิธีปิดลง
แต่ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มทยอยออก
เสียงก้าวเท้าที่มั่นคงและตั้งใจดังขึ้นจากฝั่งขุนนาง เสียงที่คนรอบข้างรู้ดีว่าหมายความว่าอะไร
วิรัญญา อัศวเมฆาเดินออกมากลางทางเดิน ยืนในตำแหน่งที่ทุกคนในห้องมองเห็น แล้วเงยหน้าขึ้น เสียงของเธอดังกังวานและชัดเจนเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ
"สุณพัฒน์ คุภาสิน"
พัฒน์หันไปมอง
พลอยยืนตรง ผมสีทองอ่อนของเธอย้อยลงข้างแก้มอย่างงดงาม แต่ในสายตาของเธอไม่มีความอ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย
"ฉันขอประกาศต่อหน้าพยานทั้งหมดในที่นี้ว่า—"
เธอดึงอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าชุด แล้วยื่นออกมา สร้อยคอที่มีตราตระกูลคุภาสินจำหลักบนจี้รูปทรงแปดเหลี่ยม สัญลักษณ์แห่งการหมั้นหมาย
"ข้าพเจ้า วิรัญญา อัศวเมฆา ขอยกเลิกพันธสัญญาการหมั้นหมายกับตระกูลคุภาสิน ณ วันนี้ ต่อหน้าพยาน"
เธอปล่อยสร้อยคอนั้นลงบนพื้นหินอย่างตั้งใจ เสียงกระทบดังชัดเจนในห้องโถงที่เงียบลงทันที
"ฉันไม่ต้องการคู่หมั้นที่ระดับ E" เธอพูดต่อ น้ำเสียงเย็นชา "ขอให้โชคดีในชีวิต"
แล้วเธอก็หันกลับไป
ห้องโถงระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงกระซิบวุ่นวายทั้งความตกใจ ความสนใจ และเสียงหัวเราะที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้
"ยกเลิกหมั้นต่อหน้าพยานเลย"
"อ้าว น่าสงสาร"
"จะน่าสงสารได้ยังไงในเมื่อระดับ E"
ไอริณ น้องสาวของพลอยนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อย แต่ไม่กล้าพูดอะไร
ลลินาพี่สาวบีบปากแน่น มือกำชุดข้างตัว
พัฒน์มองสร้อยคอที่ตกอยู่บนพื้น
แล้วก็มองพลอยที่กำลังเดินออกไปพร้อมท่าทางราบเรียบ
เขาไม่ได้โกรธ ไม่ได้เจ็บปวด อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบที่คนรอบข้างคาดหวัง
สิ่งที่เกิดขึ้นในทรวงอกเขาแทน คือบางอย่างที่เย็นชา ชัดเจน และเป็นรูปเป็นร่าง
เขาก้มลง หยิบสร้อยคอจากพื้น แล้วถือไว้ในฝ่ามือ มองดูตราตระกูลที่จำหลักไว้บนจี้โลหะ ก่อนจะบีบมันไว้แน่นในกำมือ
รันที่ยืนอยู่ข้างๆ จ้องดูเพื่อนโดยไม่พูดอะไรเป็นครั้งแรก
"พัฒน์" เขาเรียกในที่สุด เสียงเบาแต่ห่วงใย
"ไม่เป็นไร" พัฒน์ตอบเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบอย่างเดิมทั้งหมด มันมีบางสิ่งซ่อนอยู่ลึกๆ ที่ฟังไม่ออกว่าเป็นอะไร
เขาชูกำมือที่ถือสร้อยคอขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดเบาๆ คนเดียว เสียงต่ำจนรันแทบได้ยิน
"จำไว้แล้ว"
ภายนอกหอพิธี แสงบ่ายของเทอร์ราการ์ดยังสว่างไสว
แต่สำหรับบางคน วันนี้ไม่ใช่วันที่แสงส่องถึง
และสำหรับบางคน วันนี้คือวันที่ความมืดเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะเดิน
— จบตอนที่ 1 —