เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน - ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย,ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี

รายละเอียด

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

ผู้แต่ง

Sk_สุณพัฒน์

เรื่องย่อ

เนื้อเรื่องย่อ

สุณพัฒน์ คุภาสิน เด็กหนุ่มธรรมดาจากครอบครัวที่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ เติบโตในอควาเรียสท่ามกลางสายตาดูถูกของผู้คน โดยไม่มีใครรู้ว่าในสายเลือดของเขาไหลเวียนด้วยความลับอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กลาซิเอล
วันพิธีปลุกคลาสอาชีพมาถึง ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของนางร้ายที่ประกาศยกเลิกคู่หมั้นต่อหน้าสาธารณชน พัฒน์กลับเผชิญกับสิ่งที่โลกไม่เคยเห็น — คลาสอาชีพคู่ระดับ SSS ที่ตกลงมาเป็นระดับ E ต่อหน้าทุกคน
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด นั่นคือจุดเริ่มต้นของบัลลังก์
   

   บทนำ
"ระดับ E... ขำดีนะ"
"ไม่น่าแปลกใจเลย ไอ้พวกไม่มีเชื้อสาย"
เสียงหัวเราะดังก้องในหอพิธีแห่งเทอร์ราการ์ด สุณพัฒน์ยืนนิ่งบนแท่น สายตาของเขาไม่ได้มองฝูงชนที่เย้ยหยัน แต่มองดูกำไลข้อมือที่เพิ่งสวมลงไป ตัวหนังสือเรืองแสงสีดำมะเมื่อมค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน
คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ
เลเวล : 1
ระดับ : E
เขาแค่ยิ้มเบาๆ — เพราะเขารู้ดี ว่าไม่มีใครในห้องนั้นเคยเห็นคลาสนี้มาก่อน และไม่มีใครเข้าใจว่า E ในกรณีนี้ ไม่ได้แปลว่าจุดต่ำสุด แต่แปลว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สารบัญ

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 1: พิธีปลุกคลาสแห่งเทอร์ราการ์ด,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว

เนื้อหา

ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก

เช้าตรู่ก่อนรุ่งสาง
เทอร์ราการ์ดในเวลานี้เงียบกว่าปกติ แสงไฟตามถนนยังสว่างอยู่แต่ไม่มีคนเดิน ลมเย็นพัดมาจากทิศเหนือพาความชื้นของแม่น้ำมาด้วย หมอกบางๆ ลอยอยู่ระดับเข่า
อัคนี คุภาสินนั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นที่ไม่ได้เปิดไฟ
มือของเขาถือหนังสือเล่มเล็กปกหนังสีดำเก่าๆ หนังสือที่เขาพกติดตัวมาสิบปี ไม่เคยเปิด ไม่เคยอ่านซ้ำ แต่ก็ไม่เคยวาง
เสียงประตูเปิดเบาๆ
พัฒน์เดินเข้ามาในความมืด แล้วนั่งลงตรงข้ามพ่อโดยไม่เปิดไฟ ราวกับรู้ว่าบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ต้องการแสง
สักครู่ผ่านไปในความเงียบ
แล้วอัคนีก็วางหนังสือลงบนโต๊ะ ดันมันไปให้ลูกชายเบาๆ
พัฒน์มองหนังสือ แต่ยังไม่หยิบ
"เล่าให้ฟังก่อนได้ไหมครับ"
อัคนีถอนหายใจยาว แล้วเริ่ม
"อาณาจักรกลาซิเอล" อัคนีพูด เสียงต่ำและช้า "ก่อนที่แกจะเกิด มีราชวงศ์ที่ปกครองมาหลายร้อยปี ราชวงศ์ที่เป็นที่รักของประชาชนและเป็นที่เคารพของอาณาจักรอื่นๆ"
พัฒน์ฟังโดยไม่ขัด
"ชื่อของราชวงศ์นั้นคือ คุภาสิน"
ความเงียบ
"พ่อ..." พัฒน์พูดช้าๆ
"ปู่ของแกคือกษัตริย์องค์สุดท้ายของกลาซิเอล" อัคนีพูดต่อโดยไม่หยุด ราวกับว่าถ้าหยุดแล้วจะพูดต่อไม่ได้ "และพ่อคือเจ้าชายที่ถูกลืม เพราะตอนที่ทุกอย่างพังทลาย แกยังเล็กเกินไปที่จะรู้อะไร"
พัฒน์นิ่งสนิท
"ใครทำลายราชวงศ์"
"อนันตรา"
คำเดียว แต่หนักราวกับหินถล่ม
"กฤตภาส" พัฒน์พูดชื่อออกมาเงียบๆ
"พ่อของเขา อนันตภพ" อัคนีแก้ "กฤตยังเด็กอยู่ตอนนั้นเหมือนกัน เท่าๆ กับแก แต่เขาโตมากับการรู้ว่าตระกูลของเขาทำอะไรไว้ และเขาเลือกที่จะสืบทอดเจตนานั้น"
"เจตนาอะไร"
"ทำให้แน่ใจว่าสายเลือดคุภาสินจะไม่มีวันกลับคืนสู่บัลลังก์"
อัคนีพูดต่อไปช้าๆ ทีละประโยค ทีละเหตุการณ์
เรื่องของคืนที่ราชวงศ์คุภาสินล่มสลาย กองทัพที่บุกเข้ามาภายใต้การวางแผนของอนันตภพ ข้าราชบริพารที่ทรยศ ไฟที่เผาพระราชวัง และการหลบหนีที่แทบไม่ทันในคืนที่พัฒน์อายุแปดขวบ
"แม่อุ้มแกไว้ในผ้าห่ม" อัคนีพูด น้ำเสียงเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงตรงนี้ "แกไม่ร้อง ไม่รู้ว่าเพราะไม่เข้าใจหรือเพราะรู้สึกได้ว่าต้องเงียบ พ่อไม่รู้จนถึงทุกวันนี้"
พัฒน์ไม่พูดอะไร
"เราหนีมาอยู่อควาเรียสโดยความช่วยเหลือของสิริวัฒน์ และกาลอสูร ทั้งสองตระกูลเสี่ยงทุกอย่างเพื่อพวกเรา"
"นั่นคือสาเหตุที่ตระกูลกาลอสูรติดตามเรามา" พัฒน์พูด
"ใช่ ธาราเวศยอมละทิ้งดินแดนเกิดเพื่อทำหน้าที่ที่เขาสาบานไว้กับปู่ของแก และสัญญาการหมั้นหมายกับตระกูลสิริวัฒน์ก็เกิดขึ้นในคืนนั้น เป็นการผนึกพันธมิตรในยามที่พวกเราไม่มีอะไรเหลือนอกจากสัญญา"
พัฒน์นิ่งอยู่นาน
นานมาก
แล้วก็พูดประโยคแรกหลังจากฟังมาสักพัก
"แล้วปู่ล่ะครับ"
อัคนีหยุดนิ่ง
"ปู่เป็นยังไง"
ความเงียบยาวนานเกินไป
"พ่อ"
"ปู่ของแกไม่ได้มาด้วย" อัคนีพูดในที่สุด เสียงแผ่วลง "เขาอยู่ข้างหลังเพื่อให้พวกเราหนีได้ ทหารที่จงรักภักดีสิบกว่าคนอยู่กับเขา และ..."
เขาไม่พูดต่อ
ไม่จำเป็นต้องพูด
พัฒน์เข้าใจ
บางสิ่งในทรวงอกของพัฒน์ขยับ
ไม่ใช่ความเจ็บปวด ไม่ใช่ความโศกเศร้า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ มันเป็นบางสิ่งที่แข็งกว่านั้น เย็นกว่านั้น และหนักกว่านั้น
บางสิ่งที่เริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่าง
"หนังสือเล่มนั้น" เขาพูดเงียบๆ มองหนังสือปกหนังบนโต๊ะ "คืออะไร"
อัคนีดันหนังสือมาให้ลูกชายอีกครั้ง
"บันทึกของปู่ เขียนไว้ก่อนที่คืนนั้นจะมาถึง ส่งมาให้พ่อผ่านกาลอสูร พ่อไม่เคยอ่าน"
"ทำไม"
"เพราะกลัว" อัคนีพูดตรงๆ ไม่มีความอาย "กลัวว่าถ้าอ่านแล้วจะทนอยู่เฉยไม่ได้ และตอนนั้นพ่อยังไม่พร้อม ยังต้องดูแลครอบครัว ยังต้องซ่อนตัว"
เขามองลูกชาย
"แต่ตอนนี้มันเป็นของแก"
พัฒน์หยิบหนังสือขึ้นมา
ปกหนังสีดำเก่าๆ มีตัวอักษรสลักเป็นทองที่เลือนแล้ว แต่ยังอ่านได้
สุณพัฒน์
แค่ชื่อเขา ไม่มีอะไรอื่น
เขาเปิดหน้าแรก
ลายมือที่ไม่รู้จัก แต่มีบางอย่างในมันที่ทำให้นึกถึงตัวเอง ตัวอักษรชัดเจน ไม่ประดับประดา ตรงไปตรงมา
"ถึงพัฒน์
ถ้าเจ้าอ่านสิ่งนี้ได้ แสดงว่าเราไม่มีโอกาสได้พบกัน และปู่เสียใจในเรื่องนั้นมากกว่าอะไรทั้งหมด
แต่มีสิ่งที่ปู่ต้องบอกไว้ เพราะสิ่งที่เจ้าเป็นนั้น เจ้าต้องรู้ก่อนที่โลกจะบังคับให้รู้
สายเลือดของตระกูลคุภาสินไม่ได้มีแค่เลือดของกษัตริย์ มันมีบางอย่างที่ฝังลึกกว่านั้น บางอย่างที่บรรพบุรุษเราได้รับมาในยุคที่โลกยังอายุน้อย ในยุคที่พลังและมนุษย์ยังพูดภาษาเดียวกัน
เราเรียกมันว่า พรสวรรค์แห่งเงา
มันไม่ใช่คลาสอาชีพ มันฝังอยู่ในสายเลือดก่อนที่ระบบคลาสจะถูกสร้างขึ้น และเมื่อระบบพยายามจะอ่านเจ้า มันจะอ่านไม่ออก เพราะเจ้าไม่ได้อยู่ในระบบ
SSS ที่กลายเป็น E ไม่ใช่ความผิดพลาด นั่นคือระบบกำลังบอกว่ามันไม่มีตัวเลขสำหรับสิ่งที่เจ้าเป็น
E คือ Empty — ที่ว่างที่รอจะเต็ม
และสิ่งที่จะเติมที่ว่างนั้น คือสิ่งที่เจ้าพิชิตได้ ทุกครั้งที่เจ้าเอาชนะ เจ้าจะรับสิ่งที่อีกฝ่ายมีมาเป็นของเจ้า ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเพดาน
แต่ปู่ต้องเตือนไว้ด้วย สิ่งนี้คือเหตุผลที่อนันตราต้องการกำจัดสายเลือดเรา เพราะถ้าเจ้าโตขึ้นและเข้าใจตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครในเดเซียร์ที่จะหยุดเจ้าได้
นั่นคือสิ่งที่พวกเขากลัว
ปู่ไม่ได้ขอให้เจ้าแก้แค้น ปู่แค่ขอให้เจ้าไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใคร
ไม่ว่าโลกจะบอกว่าแกเป็นอะไร
— ปู่"
พัฒน์อ่านจนจบ แล้วก็อ่านซ้ำอีกครั้ง
ห้องเงียบสนิท
อัคนีไม่พูดอะไร แค่นั่งดูลูกชายด้วยสายตาที่ไม่อาจอ่านออก
เวลาผ่านไปนานพอสมควรก่อนที่พัฒน์จะวางหนังสือลง
"พ่อรู้เรื่องนี้ไหมครับ" เขาถาม "เรื่องพรสวรรค์"
"รู้บางส่วน ปู่เล่าให้พ่อฟังก่อนที่จะเกิดคืนนั้น แต่พ่อก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด"
"ธาราเวศรู้ไหม"
"เขารู้มากกว่าพ่อ กาลอสูรรับใช้ราชวงศ์มาหลายรุ่น บางเรื่องที่พ่อไม่รู้ เขาอาจรู้"
พัฒน์พยักหน้า เก็บข้อมูลไว้ แล้วถามต่อ
"ตอนนี้อนันตราอยู่ที่ไหน"
"ยังอยู่กลาซิเอล ควบคุมอาณาจักรอยู่ในฐานะมาร์ควิส ไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์เพราะยังไม่มีเหตุผลเพียงพอในสายตาอาณาจักรอื่น แต่ก็ไม่ต้องการบัลลังก์ เขาแค่ต้องการแน่ใจว่าไม่มีใครอ้างสิทธิ์คืน"
"กฤตรู้ว่าผมเป็นใคร"
อัคนีหยุดนิ่ง
"พ่อไม่รู้ว่าเขารู้มากแค่ไหน"
"แต่เขาสงสัย" พัฒน์พูด เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม
"อาจใช่"
"เขาเข้ามาหาผมเมื่อวาน"
อัคนีเกร็ง
"พูดอะไร"
"บอกว่าอยากทำความรู้จัก" พัฒน์พูด "แต่ผมไม่เชื่อเหตุผลนั้น"
"แกควรระวัง—"
"ผมรู้ครับ" พัฒน์ตัดบทเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความไม่เคารพ แต่เป็นการบอกว่าเรื่องนั้นอยู่ในการควบคุมแล้ว "พ่อไม่ต้องเป็นห่วง"
อัคนีมองลูกชายสักครู่ แล้วก็ถอนหายใจ
"แกโตขึ้นโดยที่พ่อไม่ทันเห็น"
"พ่อเห็นทุกอย่างครับ" พัฒน์พูดเบาๆ "แค่ผมไม่ได้แสดงให้เห็น"
แสงแรกของวันเริ่มแทรกผ่านผ้าม่าน
อัคนีลุกขึ้น แล้วหยุดอยู่ก่อนจะเดินออกไป
"พัฒน์"
"ครับ"
"พ่อขอโทษ ที่บอกช้า"
พัฒน์มองพ่อสักครู่
"พ่อบอกตอนที่ผมพร้อมรับ" เขาพูด "นั่นไม่ใช่การบอกช้า"
อัคนีไม่ตอบ แค่พยักหน้า แล้วก็เดินออกไป
พัฒน์นั่งอยู่คนเดียวในห้องที่ค่อยๆ สว่างขึ้น
หนังสือเล่มเล็กอยู่ในมือ กำไลข้อมือเรืองแสงจางๆ บนข้อมือซ้าย
เขาเปิดหนังสือไปที่หน้าสุดท้าย มีบางอย่างที่เขาอ่านข้ามไปครั้งแรก ประโยคสั้นๆ ที่ปู่เขียนไว้ใต้ลายเซ็น
"ระดับ E จะเป็น SSS เมื่อโลกพร้อมรับ
และเมื่อถึงวันนั้น คนที่เคยหัวเราะจะจำคืนนี้ไปตลอดชีวิต"
พัฒน์ปิดหนังสือ
แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างที่ฟ้าเริ่มสีชมพู
ในทรวงอกของเขา บางสิ่งที่เคยหลับมาสิบปีขยับตัวอีกครั้ง
ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเศร้า
แต่เป็นสิ่งที่เงียบกว่า เย็นกว่า และคงทนกว่า
เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความมุ่งมั่น
เช้าของวันเดียวกัน สวนสาธารณะริมท่าน้ำ
พัฒน์เดินมาถึงก่อน นั่งลงบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ออกกว้าง ที่นี่เงียบ คนยังไม่มาก แสงแรกของวันส่องผ่านใบไม้เป็นลายทอง
วิรัชมาถึงสิบนาทีให้หลัง เดินมาแล้วนั่งลงข้างๆ โดยไม่พูดอะไร
ความเงียบนั้นอยู่สักครู่
"รัช"
"ครับ"
"แกรู้เรื่องที่พ่อเพิ่งบอกผมไหม"
วิรัชมองออกไปที่ท่าน้ำ
"รู้บางส่วนครับ พ่อเล่าให้ผมฟังเมื่อผมอายุสิบห้า บอกว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องรู้ว่ากำลังปกป้องใคร"
"แล้วรู้สึกอย่างไร"
วิรัชคิดสักครู่ก่อนตอบ
"รู้สึกว่าภาระหนักกว่าที่คิด" เขาพูดตรงๆ "แต่ก็ไม่เคยคิดจะวาง"
"ทำไม"
"เพราะตระกูลกาลอสูรสาบานไว้ครับ และผมเชื่อว่าคำสาบานมีความหมาย"
พัฒน์มองเขาสักครู่
"ผมไม่ได้ขอให้แกสาบาน"
"รู้ครับ"
"และผมไม่ต้องการให้ใครอยู่ข้างๆ เพราะรู้สึกว่าต้องทำ"
วิรัชหันมามองพัฒน์เป็นครั้งแรกในบทสนทนา
"ผมรู้ว่าท่านพูดอะไร" เขาพูด "และผมตอบตรงๆ ว่า ถ้าผมไม่อยากอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่มา แค่นั้น"
ความเงียบสั้นๆ
"แล้วพรสวรรค์" พัฒน์พูดต่อ เสียงเบาลง "แกรู้เรื่องนั้นด้วยไหม"
วิรัชพยักหน้าช้าๆ
"พ่อบอกว่าสายเลือดคุภาสินมีบางอย่างที่ต่างจากคนทั่วไป แต่ไม่รู้รายละเอียด รู้แค่ว่ามันเป็นสาเหตุที่อนันตราต้องการกำจัดท่าน"
พัฒน์พยักหน้า แล้วเงยหน้ามองฟ้าสักครู่
"ผมเพิ่งรู้รายละเอียดตอนเช้า" เขาพูด "และผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มเข้าใจตัวเอง"
"จะเริ่มอย่างไร"
"ทดสอบ"
พัฒน์ลุกขึ้นจากม้านั่ง เดินออกไปยังพื้นที่โล่งของสวนสาธารณะที่ยังไม่มีคน วิรัชลุกตามมาและยืนห่างออกไปสักระยะ
ไม่มีคนอื่นในบริเวณนี้ในเวลานี้
พัฒน์ยืนกลางพื้นที่โล่ง มองมือของตัวเองสักครู่ แล้วก็หลับตา
เขาไม่ได้พยายามทำอะไร ไม่ได้บีบบังคับ แค่ฟัง ฟังสิ่งที่มีอยู่ข้างในที่ปู่เขียนถึง
บางสิ่งที่ฝังอยู่ในสายเลือด
ในความมืดของการหลับตา เขารู้สึกถึงมัน
ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่ มันอยู่ที่นั่นมาตลอด เหมือนกระแสน้ำใต้ดินที่ไหลผ่านหินมาตลอดโดยไม่มีใครเห็น แต่ตอนนี้เมื่อเขารู้ว่ามันมีอยู่ เขาก็สัมผัสได้ชัดขึ้น
สีดำ ลึก เย็น
ไม่ใช่ความมืดในแบบที่น่ากลัว แต่เป็นความมืดในแบบที่กำบัง ปกป้อง ซ่อนเร้น
เงา
เขาเปิดตา
วิรัชที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถอนหายใจเข้าอย่างแผ่วเบา
เงาของพัฒน์บนพื้นหญ้าขยับ
ไม่ใช่เพราะแสงเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะลมพัด แต่เพราะเงานั้นขยับด้วยตัวเอง ยืดออก หดกลับ แล้วก็ขยับอีกครั้งในทิศทางที่ไม่ตรงกับแสงที่ส่องมา
แล้วก็หยุด
พัฒน์มองเงาของตัวเองอยู่นานสักครู่ ไม่มีสีหน้าพิเศษ แค่สังเกต เหมือนคนที่เห็นสิ่งที่คาดว่าจะได้เห็น
"ท่าน..." วิรัชพูดเบาๆ
"เห็น" พัฒน์ตอบ
"มันขยับเอง"
"ใช่"
ความเงียบสักครู่
"แล้วรู้สึกอย่างไรครับ" วิรัชถาม
พัฒน์คิดสักครู่ก่อนตอบ
"เหมือนหายใจ" เขาพูดช้าๆ "รู้สึกเหมือนหายใจตามปกติ แต่ลึกกว่าเดิม"
เขาลองอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งใจมากขึ้น ไม่ใช่บังคับ แต่ชี้นำ
เงาของเขาขยายออกตามพื้น ช้าๆ เป็นระเบียบ จนคลุมพื้นที่รอบๆ ได้สักสองสามก้าว แล้วพัฒน์ก็ดึงมันกลับ เก็บมันเข้ามาใกล้ๆ ตัว
ไม่มีแสงสี ไม่มีเสียง ไม่มีอะไรที่ดึงดูดความสนใจ
เงียบ
เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
"สมบูรณ์แบบมาก" วิรัชพูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปกปิดความประทับใจ "ไม่มีสัญญาณเลยครับ ถ้าไม่ได้ยืนดูอยู่ตรงๆ ก็ไม่มีทางรู้"
"นั่นแหละที่ควรเป็น" พัฒน์พูด
เขาเดินกลับมาที่ม้านั่ง นั่งลง แล้วมองกำไลข้อมือ
ตัวหนังสือยังคงเดิม ระดับ E เลเวล 1
แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่ามันหมายความว่าอะไร
"รัช"
"ครับ"
"แกเคยต่อสู้กับใครที่มีคลาสสูงกว่าแกไหม"
วิรัชคิดสักครู่
"เคยครับ ตอนฝึกกับพ่อ"
"ผลเป็นยังไง"
"แพ้ครับ หลายครั้งมาก" วิรัชพูดตรงๆ ไม่มีความอายในน้ำเสียง "แต่ก็เรียนรู้จากทุกครั้ง"
"ผมอยากฝึก" พัฒน์พูด "ไม่ใช่เพื่อแสดง แต่เพื่อเข้าใจ ว่าสิ่งที่มีอยู่นี้ทำงานอย่างไร"
"ท่านต้องการให้ผมเป็นคู่ฝึกไหมครับ"
"ถ้าแกไม่ขัด"
วิรัชพยักหน้า ไม่รีบ ไม่ลังเล
"ไม่ขัดครับ"
พวกเขาใช้เวลาที่เหลือของเช้านั้นอยู่ในสวนสาธารณะ
ไม่ใช่การฝึกต่อสู้เต็มรูปแบบ แค่การเคลื่อนไหว การสังเกต การทำความเข้าใจ
พัฒน์เรียนรู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ในเขานั้นไม่ได้ทำงานด้วยการบังคับ มันทำงานด้วยความเข้าใจ เหมือนภาษาที่ต้องเรียนรู้ไวยากรณ์ก่อนถึงจะพูดได้คล่อง
และในทุกครั้งที่เขาลอง กำไลข้อมือก็สว่างจางๆ ขึ้นมาเบาๆ เหมือนกำลังบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น
รันมาถึงสวนสาธารณะโดยไม่บอกล่วงหน้า พบสองคนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ก็เดินมานั่งลงด้วย
"ทำอะไรกันอยู่"
"คุย" พัฒน์ตอบ
รันมองพัฒน์ มองวิรัช แล้วก็มองพัฒน์อีกครั้ง
"โกหก"
"ฝึก" พัฒน์แก้คำ
"ฝึกอะไร"
พัฒน์คิดสักครู่ว่าจะอธิบายอย่างไร แล้วก็ตัดสินใจพูดตรงๆ
"ทำความเข้าใจคลาสของตัวเอง"
รันนิ่ง แล้วก็พยักหน้าช้าๆ
"โอเค" เขาพูด "แล้วฉันช่วยได้ไหม"
"ยังไม่รู้ว่าช่วยได้ยังไง"
"งั้นก็ดูก่อนแล้วกัน" รันเอนหลัง "ฉันไม่รีบ"
บ่ายวันนั้น
ก่อนที่ทุกคนจะกลับโรงแรม พัฒน์หยุดอยู่กลางสวนสักครู่
เขามองกำไลข้อมือ
ระดับ E เลเวล 1
ตัวหนังสือเดิม แต่มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในความรู้สึก เหมือนตัวเลขนั้นมีความหมายต่างออกไปเมื่อเข้าใจว่ามันคืออะไรจริงๆ
E — Empty ที่ว่างที่รอจะเต็ม
เขาบีบกำมือช้าๆ
ระหว่างทางกลับโรงแรม
รันเดินเคียงข้างพัฒน์ วิรัชเดินอยู่ข้างหลังห่างออกไปสักก้าว
"พัฒน์" รันพูดขึ้น เสียงเบากว่าปกติ
"ว่าไง"
"แกเปลี่ยนไปนะ ตั้งแต่เช้า"
"เปลี่ยนยังไง"
รันคิดสักครู่
"ไม่รู้จะอธิบายยังไง" เขาพูดในที่สุด "แต่แกดูหนักขึ้น ในแบบที่ไม่ใช่เรื่องแย่"
พัฒน์ไม่ตอบทันที
แล้วก็พูดเงียบๆ
"รู้เรื่องบางอย่างแล้ว"
"เรื่องสำคัญ?"
"สำคัญมาก"
รันพยักหน้า ไม่ถาม ไม่กด รอให้พัฒน์บอกเองเมื่อพร้อม
นั่นคือสิ่งที่พัฒน์ชอบในตัวรัน รู้ว่าเมื่อไหรต้องเงียบ
หน้าโรงแรม ก่อนแยกทางเข้าไป
"รัน"
"ว่าไง"
"ขอบคุณที่มาอยู่ด้วยเช้านี้" พัฒน์พูด "แม้จะไม่ได้ถูกเชิญ"
รันยิ้มกว้าง
"นั่นแหละคือความดีของฉัน ไม่ต้องรอให้เชิญ"
พัฒน์มองเพื่อนสักครู่ แล้วก็พูดสิ่งที่เขาพูดน้อยมากในชีวิต
"ดีที่มีแกเป็นเพื่อน"
รันหยุดนิ่ง แล้วก็กลายเป็นว่าเขาเองที่ไม่รู้จะพูดอะไร
สักครู่ต่อมาจึงพูดได้
"ฉันก็ดีที่มีแกเป็นเพื่อนเหมือนกัน" เขาพูด เสียงเบากว่าที่ตั้งใจ
ชั้นสี่ของโรงแรม ระเบียงที่มองลงมาเห็นสวนสาธารณะ
ดาวีนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว เธอสังเกตเห็นสามคนเดินกลับมาจากสวนในเวลาบ่าย และหยุดดูอยู่สักครู่
สุริยันต์ออกมายืนที่ระเบียงด้วย มองตามสายตาน้องสาว
"มองอะไรอยู่"
"สังเกต" ดาวีตอบ
"สังเกตเขา"
"สังเกตว่าเขาเปลี่ยนไป" ดาวีพูดเงียบๆ "ตั้งแต่เมื่อคืนถึงตอนนี้ บางอย่างในท่าทางของเขาต่างออกไป"
สุริยันต์มองลงไปด้วย พัฒน์เดินเข้าโรงแรมไปแล้ว แต่ภาพยังติดอยู่
"พี่ว่าเขาเป็นยังไง" ดาวีถาม
"ยังไม่รู้" สุริยันต์ตอบตรงๆ "แต่ฉันชอบคนที่ทำให้ยังไม่รู้"
"หมายความว่าอะไร"
"หมายความว่าน่าสนใจพอที่จะต้องสังเกตต่อ" สุริยันต์เดินกลับเข้าห้อง "เหมือนที่แกกำลังทำอยู่นั่นแหละ"
ดาวีมองตามพี่ชาย แล้วก็มองกลับออกไปนอกระเบียง
เธอหยิบกระดาษที่พับอยู่ในกระเป๋าออกมา รายการคำถามที่เขียนไว้เมื่อคืน
เธออ่านคำถามสุดท้าย
— เขารู้ว่าฉันเป็นคู่หมั้นของเขาหรือเปล่า
ขีดทับมัน แล้วเขียนแทนที่
— เขารู้แล้ว และเขาก็รับรู้ได้อย่างสงบ
— ต่อไปคืออะไร
คืนก่อนออกเดินทางจากเทอร์ราการ์ด
พัฒน์นั่งอยู่คนเดียวอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้นั่งเฉยๆ
เขาถือหนังสือปกหนังสีดำ เปิดไปที่หน้าว่างหลังจากตัวอักษรสุดท้ายของปู่
หยิบปากกาขึ้นมา
แล้วเขียนลงไป
"ผมรับทราบแล้ว
และผมจะไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใคร"
เขาปิดหนังสือ วางลงบนโต๊ะ
มองกำไลข้อมือสักครู่
แล้วก็หลับตา
ในความมืด เขาสัมผัสถึงเงาที่ไหลเวียนอยู่รอบๆ ตัว เย็น เงียบ ซื่อสัตย์
มันไม่ได้ตัดสินเขา ไม่ได้ถามว่าเขาเป็นใคร แค่อยู่ที่นั่น รอ
เหมือนมันรู้ว่าเขาจะมาถึงในที่สุด
คืนนั้นเทอร์ราการ์ดสว่างไสวตามปกติ
เมืองที่ไม่เคยหลับ
แต่ในโรงแรมเล็กๆ ชั้นสาม
มีเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
สำหรับคนที่พยายามทำให้เขาไม่รู้
— จบตอนที่ 4 —