เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน - ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย,ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี

รายละเอียด

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

ผู้แต่ง

Sk_สุณพัฒน์

เรื่องย่อ

เนื้อเรื่องย่อ

สุณพัฒน์ คุภาสิน เด็กหนุ่มธรรมดาจากครอบครัวที่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ เติบโตในอควาเรียสท่ามกลางสายตาดูถูกของผู้คน โดยไม่มีใครรู้ว่าในสายเลือดของเขาไหลเวียนด้วยความลับอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กลาซิเอล
วันพิธีปลุกคลาสอาชีพมาถึง ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของนางร้ายที่ประกาศยกเลิกคู่หมั้นต่อหน้าสาธารณชน พัฒน์กลับเผชิญกับสิ่งที่โลกไม่เคยเห็น — คลาสอาชีพคู่ระดับ SSS ที่ตกลงมาเป็นระดับ E ต่อหน้าทุกคน
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด นั่นคือจุดเริ่มต้นของบัลลังก์
   

   บทนำ
"ระดับ E... ขำดีนะ"
"ไม่น่าแปลกใจเลย ไอ้พวกไม่มีเชื้อสาย"
เสียงหัวเราะดังก้องในหอพิธีแห่งเทอร์ราการ์ด สุณพัฒน์ยืนนิ่งบนแท่น สายตาของเขาไม่ได้มองฝูงชนที่เย้ยหยัน แต่มองดูกำไลข้อมือที่เพิ่งสวมลงไป ตัวหนังสือเรืองแสงสีดำมะเมื่อมค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน
คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ
เลเวล : 1
ระดับ : E
เขาแค่ยิ้มเบาๆ — เพราะเขารู้ดี ว่าไม่มีใครในห้องนั้นเคยเห็นคลาสนี้มาก่อน และไม่มีใครเข้าใจว่า E ในกรณีนี้ ไม่ได้แปลว่าจุดต่ำสุด แต่แปลว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สารบัญ

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 1: พิธีปลุกคลาสแห่งเทอร์ราการ์ด,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว

เนื้อหา

ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ

     เช้าวันที่สองในเทอร์ราการ์ด
หมอกบางๆ ยังลอยอยู่เหนือท่าน้ำเมื่อแสงแรกของวันแทรกผ่านหลังคาอาคารสูงมาแตะถนนเบื้องล่าง พ่อค้าแม่ขายเริ่มเปิดร้าน เสียงล้อเกวียนดังกุกกักบนหินปูถนน และกลิ่นขนมปังอบสดจากร้านเบเกอรีหัวมุมถนนลอยมาตามลม
โรงแรมระดับสูงย่านใจกลางนคร ฝั่งของตระกูลสิริวัฒน์
พิมพ์ดาวตื่นก่อนทุกคน
เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ หน้าต่างเปิดออกรับลมเช้า มือถือถ้วยชาร้อนแต่ยังไม่ดื่ม สายตามองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่ได้มองอะไรเป็นพิเศษ
บนโต๊ะข้างๆ ถ้วยชา มีกระดาษแผ่นหนึ่งที่เธอเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
ไม่ใช่จดหมาย ไม่ใช่บันทึก แค่รายการคำถาม
— คลาส SSS ที่กลายเป็น E มีความหมายว่าอะไรในระบบที่ไม่เคยผิดพลาด
— ตระกูลคุภาสินมาจากไหน ทำไมพ่อแม่ถึงรู้จักพวกเขาดีขนาดนั้น
— เขารู้ว่าฉันเป็นคู่หมั้นของเขาหรือเปล่า
เธออ่านซ้ำ แล้วพับกระดาษเก็บไว้ในกระเป๋าชุด
ยังไม่ถึงเวลาของคำถามเหล่านี้
แต่ก็ใกล้แล้ว
"ดาวี"
เสียงเคาะประตูเบาๆ ตามมาด้วยเสียงของธาริณี
"เข้ามาได้"
พี่สาวเปิดประตูเดินเข้ามา มองเห็นน้องสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วถอนหายใจเบาๆ
"นอนหลับบ้างไหมเมื่อคืน"
"หลับ" ดาวีตอบ "สักสี่ชั่วโมง"
"นั่นไม่เรียกว่าหลับ นั่นเรียกว่าหยุดคิดชั่วคราว" ธาริณีลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ "คิดเรื่องเขาอยู่ใช่ไหม"
"คิดเรื่องสถานการณ์" ดาวีแก้คำ
"สถานการณ์ที่ชื่อสุณพัฒน์"
ดาวีไม่ตอบ
ธาริณีมองน้องสาวสักครู่แล้วพูดตรงๆ
"วันนี้แม่จะพาไปเยี่ยมครอบครัวคุภาสิน แกรู้ไหม"
ดาวีหยุดนิ่ง แล้วหันมามองพี่สาว
"รู้แล้ว?"
"เพิ่งรู้ตอนเช้า แม่บอกว่าพ่อโทรนัดไว้แล้วตั้งแต่ก่อนมาเทอร์ราการ์ด" ธาริณีพูด "ว่าจะพบกันหลังพิธี"
ดาวีนิ่งอยู่สักครู่ มือถือถ้วยชาแน่นขึ้นเล็กน้อย
"เขารู้ด้วยไหม ว่าเราจะไป"
"ไม่รู้ ครอบครัวคุภาสินรู้ แต่ตัวเขาอาจไม่รู้"
"งั้น..." ดาวีวางถ้วยชาลง "ก็จะได้รู้กัน"
โรงแรมระดับกลาง ห้องของตระกูลคุภาสิน เช้าตรู่
อัคนีรับสายพูดคุยอยู่สักครู่ก่อนวางโทรศัพท์ลง แล้วก็หันไปหาชลิตาที่นั่งอยู่ตรงข้าม
"ศรัณย์โทรมา"
"ภพ?" ชลิตาพักหน้าจากหนังสือ
**"ใช่ บอกว่าอยากพบวันนี้ และ..." ** อัคนีหยุดสักครู่ "บอกว่าจะพาดาวีมาด้วย"
ชลิตาวางหนังสือลง
"ถึงเวลาแล้วเหรอ"
"ดูเหมือนอย่างนั้น"
ทั้งสองเงียบอยู่สักครู่ แล้วชลิตาถามเบาๆ
"แล้วพัฒน์ล่ะ เขารู้เรื่องดาวีไหม"
"ยังไม่รู้" อัคนีพูด "แต่ก็ต้องรู้สักวัน ไม่ช้าก็เร็ว"
"วันนี้" ชลิตาพูดช้าๆ "ถ้าพบกัน ก็คือวันนี้แล้ว"
ห้องของพัฒน์
เขากำลังผูกเชือกรองเท้าอยู่เมื่ออลิสาเปิดประตูโดยไม่เคาะ
"พี่"
"ว่าไง"
"แม่บอกให้บอกพี่ว่าวันนี้มีคนจะมาเยี่ยม" อลิสาพูด ท่าทางพิกลกว่าปกติ "ให้แต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อยนะ"
พัฒน์หยุดผูกเชือก แล้วมองน้องสาว
"ใคร"
"ไม่รู้" อลิสาตอบเร็วเกินไป
"อลิสา"
"อะไร"
"แกรู้"
น้องสาวหลบสายตา แล้วก็ถอนหายใจ
"ไม่รู้จริงๆ นะ รู้แค่ว่าแม่กับพ่อดูแปลกๆ ตั้งแต่เช้า แบบว่าตื่นเต้นแต่ไม่ยอมบอก"
พัฒน์มองน้องสาวสักครู่ แล้วพยักหน้า
"ได้"
ห้องนั่งเล่นขนาดเล็กของโรงแรม เวลาสายโมง
ชลิตาจัดถ้วยชาและขนมเล็กๆ น้อยๆ บนโต๊ะด้วยมือของตัวเอง แม้จะมีคนรับใช้อยู่ก็ตาม เธอทำด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะหน้าที่
อัคนียืนอยู่ข้างประตู มือสอดอยู่ในกระเป๋า สายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทางของคนที่กำลังรอสิ่งที่สำคัญ
พัฒน์นั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็ก อลิสานั่งข้างๆ ขาแกว่งช้าๆ แต่ไม่ได้ดูสบายนัก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
อัคนีเดินไปเปิด
ชายสูงอายุผมเงินรูปร่างสง่างามยืนอยู่หน้าประตู ข้างๆ เขา หญิงวัยกลางคนผิวขาวนวลยิ้มเบาๆ ด้านหลังทั้งสอง มีลูกชายและลูกสาวสองคน
พัฒน์สังเกตทุกคนในทันที แต่สายตาเขาหยุดอยู่ที่คนสุดท้ายที่ก้าวเข้ามา
หญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ผมสีดำเรียบลงมาถึงไหล่ ชุดสีน้ำเงินเข้มเรียบง่ายแต่มีคุณภาพ สายตาของเธอสงบ แต่ไม่ได้สงบในแบบที่ไม่สนใจอะไร
เธอก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของเธอกวาดห้องสักครู่ก่อนจะมาหยุดที่พัฒน์
สองคนมองกันชั่วขณะ
แล้วก็ต่างคนต่างมองไปทางอื่น
"คิน" ชายสูงอายุพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ยื่นมือออกมาจับกับอัคนี "นานมากเลยนะ"
"ภพ" อัคนีจับมือกลับ มุมปากของเขายกขึ้นในแบบที่พัฒน์แทบไม่เคยเห็น "นานจริงๆ"
หญิงวัยกลางคนก้าวเข้ามาและกอดชลิตาก่อนที่จะพูดอะไร
"พิม"
"นาริน"
เสียงของสองคนแทบจะพร้อมกัน
ทุกคนนั่งลง ชาถูกรินใส่ถ้วย บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วๆ ไป เรื่องการเดินทาง เรื่องเทอร์ราการ์ด เรื่องพิธีเมื่อวาน
พัฒน์นั่งฟังอย่างเงียบๆ สังเกตทุกอย่าง
ชายสูงอายุชื่อศรัณย์นั่งด้วยท่าทางสบายแต่มีความสง่างามที่ฝังอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว เขาพูดน้อย แต่เมื่อพูดทุกคนฟัง
สุริยันต์ชายหนุ่มผมสั้นนั่งตัวตรง ดื่มชาโดยไม่มีส่วนร่วมในบทสนทนา แต่สายตาของเขาไม่ได้อยู่เฉย มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอด สังเกตทุกคนในห้อง และบ่อยครั้งที่มาหยุดที่พัฒน์
ธาริณีพี่สาวพูดคุยกับอลิสาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสียงหัวเราะเบาๆ ของอลิสาดังขึ้นสองสามครั้ง
และดาวี
นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพัฒน์ ระยะห่างประมาณสามก้าว ไม่ได้ดื่มชา ไม่ได้ร่วมบทสนทนา แต่ก็ไม่ได้ดูอึดอัด เหมือนคนที่คุ้นชินกับการนั่งสังเกตอยู่เงียบๆ
เหมือนพัฒน์
"พัฒน์"
อัคนีเรียกลูกชาย
"ว่าครับ"
"มาแนะนำตัวก่อน" พ่อพูด น้ำเสียงปกติ แต่มีบางอย่างในนั้นที่ไม่ปกติ "นี่คือครอบครัวสิริวัฒน์ พวกเขาเป็นมิตรเก่าแก่ของตระกูลเรา"
พัฒน์พยักหน้าและทำความเคารพตามมารยาท
"สุณพัฒน์ คุภาสิน ครับ"
"ศรัณย์ สิริวัฒน์" ชายสูงอายุพูดพร้อมพยักหน้า "ยินดีที่ได้พบ เคยได้ยินชื่อแกมานานแล้ว"
พัฒน์ไม่แสดงออก แต่บันทึกประโยคนั้นไว้
เคยได้ยินชื่อมานาน
การแนะนำตัวเวียนรอบ จนกระทั่งมาถึงคนสุดท้าย
ดาวีลุกขึ้นอย่างเงียบๆ ก้มศีรษะเล็กน้อย
"พิมพ์ดาว สิริวัฒน์ค่ะ"
"สุณพัฒน์" พัฒน์ตอบ
สองคนมองกัน
ไม่ใช่ครั้งแรกของวันนี้ แต่เป็นครั้งแรกที่มีชื่อประกอบ
ดาวีนั่งลงก่อน พัฒน์นั่งลงตาม
ผ่านไปสักครู่ บทสนทนาของผู้ใหญ่ดำเนินต่อไป เรื่องราวที่พัฒน์รับรู้แค่เปลือกนอก เพราะทุกประโยคมีความหมายที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งเขายังถอดรหัสไม่ได้ครบทั้งหมด
แล้วก็มีช่วงหนึ่งที่ผู้ใหญ่พูดคุยกันเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเด็กๆ และทุกคนก็แยกออกไปโดยธรรมชาติ
อลิสากับธาริณีเดินออกไปที่ระเบียง
สุริยันต์ยืนขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง
และพัฒน์กับดาวีก็เหลืออยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้ามกัน โดยไม่มีใครชวน
ความเงียบระหว่างสองคนยืดออกไปสักครู่
ไม่อึดอัด แต่ก็ไม่สบาย มันเป็นความเงียบของคนสองคนที่ต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่อยากพูด แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร
ดาวีเริ่มก่อน
"ได้ยินเรื่องเมื่อวาน" เธอพูดเบาๆ ไม่ได้มองพัฒน์ แต่มองถ้วยชาในมือ
"ทุกคนได้ยิน" พัฒน์ตอบ
"ฉันหมายถึงทั้งสองเรื่อง"
พัฒน์ไม่ตอบ รอให้เธอพูดต่อ
"เรื่องคลาส และเรื่องที่เธอยกเลิกหมั้น" ดาวีพูดตรงๆ แล้วหันมามองเขาครั้งแรก "เป็นยังไงบ้าง"
"ทำไมถามเรื่องนั้น"
"เพราะอยากรู้" เธอตอบง่ายๆ "ฉันไม่ได้ถามเพื่อความสงสัย แต่ถามเพราะคิดว่ามันไม่ยุติธรรม"
พัฒน์มองเธอสักครู่ ในสายตาของเขามีบางสิ่งที่ประเมินค่า ไม่ใช่ในแบบที่ดูถูก แต่ในแบบที่กำลังทำความเข้าใจ
"ไม่ยุติธรรมตรงไหน" เขาถาม
ดาวีวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
"การยกเลิกหมั้นไม่ใช่เรื่องผิด" เธอพูดช้าๆ "แต่วิธีที่เธอทำมันไม่ใช่แค่การยกเลิก มันคือการแสดงต่อหน้าสาธารณชนเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าแกไม่มีค่าพอ นั่นต่างหากที่ไม่ยุติธรรม"
พัฒน์ไม่ตอบในทันที
เขานิ่งอยู่นาน แล้วก็พูดช้าๆ
"คนที่พูดแบบนี้กับฉัน มีน้อยมาก"
"เพราะส่วนใหญ่ไม่กล้า หรือไม่ก็ไม่สนใจ" ดาวีพูดตรงๆ "ฉันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง"
ความเงียบสั้นๆ
"แกชื่อดาวี" พัฒน์พูด
"ใช่"
"แล้วดาวีรู้จักฉันจากไหน นอกจากเมื่อวาน"
ดาวีลังเลชั่วขณะ เพียงขณะเดียว ก่อนจะตอบ
"พ่อกับแม่พูดถึงตระกูลคุภาสินมานานแล้ว" เธอพูด "และ..." เธอหยุด
"และ?"
"ยังไม่ใช่เวลาของเรื่องนั้น" ดาวีพูดในที่สุด น้ำเสียงเงียบแต่ชัดเจน
พัฒน์มองเธอนาน
แล้วก็พยักหน้า
"ได้"
สุริยันต์ที่ยืนอยู่ที่หน้าต่างเหลือบมองน้องสาวกับชายหนุ่มที่นั่งคุยกันอยู่โดยสายตาของผู้พิทักษ์ที่กำลังประเมิน
เขาไม่ได้ฟังบทสนทนา แต่สังเกตอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คำพูด
ท่าทางของพัฒน์เมื่อฟังน้องสาวพูด
ท่าทางของดาวีเมื่อมองพัฒน์
และระยะห่างระหว่างสองคนที่ไม่ได้ขยับออกไปแม้แต่นิดเดียวตลอดบทสนทนา
เขาดื่มชาของตัวเอง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
น่าสนใจ
ระเบียง
อลิสาและธาริณีนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ อลิสาเล่าเรื่องพัฒน์ที่บ้านอย่างตรงไปตรงมา ธาริณีฟังและถามเป็นครั้งคราว
"พี่ชายแกแบบนี้ตลอดเลยเหรอ" ธาริณีถาม "เงียบ สังเกตทุกอย่าง พูดน้อย"
"ตลอดเลยค่ะ" อลิสาตอบอย่างภูมิใจในแบบที่แปลก "ตั้งแต่เล็กๆ แล้ว พี่ไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าใคร ไม่เคยโกรธออกมาให้เห็น แต่ถ้าใครทำร้ายคนที่พี่รัก..."
"แล้วอะไร"
อลิสาคิดสักครู่ แล้วพูด
"จำไม่ได้ว่าเคยมีใครทำแบบนั้นแล้วไม่เจ็บตัวเลย" เธอพูดเงียบๆ "แต่พี่ไม่เคยทำให้ใครเห็น เสมอ"
ธาริณีมองน้องสาวของตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นห้องนั่งเล่น
"น้องสาวฉันชอบสังเกตคนเหมือนกัน" เธอพูดเบาๆ "เป็นเรื่องบังเอิญที่พวกเขาเหมือนกันขนาดนี้"
"หรือเปล่านะ" อลิสาพึมพำ แล้วก็หันมายิ้มกว้างๆ ในแบบที่ทำให้ธาริณีรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้รู้มากกว่าที่แสดงออก
ห้องนั่งเล่น อีกมุมหนึ่ง
ผู้ใหญ่ทั้งสี่นั่งคุยกันในเสียงที่เบาลง
"พัฒน์ยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด" อัคนีพูดเงียบๆ
"รู้" ศรัณย์พยักหน้า "ดาวีก็รู้แค่บางส่วน"
"แล้วเมื่อไหรจะบอก" นารินถาม
ชลิตามองสามีของเธอ
อัคนีถือถ้วยชาในมือ ไม่ดื่ม แค่มอง แล้วก็พูดเบาๆ
"สัญญากับพัฒน์ว่าจะบอกก่อนออกจากเทอร์ราการ์ด"
"แล้วการหมั้นหมาย" ศรัณย์พูด "เขารู้ว่ามีดาวีอยู่ไหม"
"ยังไม่รู้"
"แต่เขาต้องรู้" นารินพูด "เราไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ค้างอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจากเมื่อวาน"
ทั้งสี่นิ่งอยู่สักครู่
"วันนี้" ชลิตาพูดในที่สุด "เราบอกเขาวันนี้"
บ่ายโมงครึ่ง
ทุกคนยังอยู่ครบ อาหารกลางวันเสร็จสิ้นไปนาน บทสนทนาเบาลงกลายเป็นบรรยากาศผ่อนคลาย
แล้วอัคนีก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไม่มากแต่พอให้ทุกคนในห้องรู้ว่าบทสนทนาที่สำคัญกำลังจะเริ่ม
"พัฒน์"
ลูกชายหันมา
"มีเรื่องที่พ่อต้องบอกแก" อัคนีพูด "และครอบครัวสิริวัฒน์อยู่ที่นี่ด้วยในวันนี้ ก็เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาด้วยเช่นกัน"
พัฒน์ไม่พูดอะไร แค่มองพ่อและรอ
อลิสาที่เพิ่งกลับเข้ามาจากระเบียงหยุดนิ่ง ธาริณียืนอยู่ข้างๆ น้องสาว สุริยันต์หันมาจากหน้าต่าง
ดาวีนั่งนิ่ง
"สัญญาการหมั้นหมายของตระกูลคุภาสินไม่ได้จบลงเมื่อวาน" อัคนีพูดช้าๆ ทุกคำชัดถ้อยชัดความ "มันไม่เคยเป็นสัญญาระหว่างเรากับตระกูลอัศวเมฆา"
พัฒน์นิ่งอยู่สักครู่ สายตาของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่มีบางสิ่งลึกลงไปข้างในที่เริ่มตั้งคำถาม
"สัญญาที่แท้จริง" อัคนีพูดต่อ "ทำขึ้นก่อนที่แกจะเกิดมา ระหว่างตระกูลคุภาสินกับตระกูลสิริวัฒน์"
เงียบ
"และคู่หมั้นที่แท้จริงของแก คือพิมพ์ดาว สิริวัฒน์"
ห้องนั่งเล่นเงียบสนิท
ไม่มีเสียงลมพัด ไม่มีเสียงอะไรทั้งนั้น นานพอให้ได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
พัฒน์ไม่ขยับ
เขานั่งนิ่งด้วยท่าทางที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียวจากภายนอก แต่ข้างในมีบางสิ่งที่กำลังเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดใหม่อย่างรวดเร็ว
ครอบครัวสิริวัฒน์ที่ดูคุ้นเคยกับพ่อแม่ของเขาอย่างผิดปกติ
ดาวีที่ถามเรื่องส่วนตัวได้อย่างตรงไปตรงมาราวกับรู้จักกันมานาน
ท่าทางของสุริยันต์ที่มองเขาตลอดวัน
และคำที่ดาวีพูดก่อนหน้านี้ — ยังไม่ใช่เวลาของเรื่องนั้น
เขาหันไปมองดาวี
ดาวีมองกลับมา สายตาของเธอไม่ได้หลบ แต่ก็ไม่ได้ท้าทาย มันเป็นสายตาของคนที่รอให้อีกฝ่ายประมวลผลข้อมูล
"แกรู้" พัฒน์พูด ไม่ใช่คำถาม
"รู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นของแก" ดาวีตอบตรงๆ "รู้มาตลอด"
"แล้วทำไมไม่บอก"
"เพราะไม่ใช่หน้าที่ฉัน" เธอพูดเงียบๆ "และเพราะเพิ่งพบกันวันนี้"
พัฒน์มองเธอสักครู่ แล้วก็หันกลับไปหาพ่อ
"ทำไมถึงมีสัญญากับอัศวเมฆาด้วย"
อัคนีถอนหายใจ
"นั่นเป็นความผิดพลาดของพ่อ" เขาพูดตรงๆ "พ่อเชื่อคำพูดของดนุพล อัศวเมฆาว่าจะรักษาสัญญาเดิม แต่ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และเขาก็... ลืมไปว่าบุญคุณคืออะไร"
"ปู่ของผม" พัฒน์พูดช้าๆ "เคยช่วยตระกูลอัศวเมฆาไว้"
"ใช่"
"และพวกเขาแทนคุณด้วยการยกเลิกหมั้นต่อหน้าสาธารณชน"
ความเงียบตอบแทน
พัฒน์พยักหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังจัดเรียงข้อมูลในหัว แล้วก็เงียบอยู่นานพอสมควร
ไม่มีใครรีบ
"แกโกรธไหม" อลิสาถามเบาๆ จากมุมห้อง เสียงของเธอเล็กลงผิดปกติ
พัฒน์หันไปมองน้องสาว
"โกรธที่ไม่มีใครบอกเร็วกว่านี้" เขาพูดตรงๆ แต่ไม่ได้พูดอย่างโกรธ "แต่เข้าใจว่าทำไม"
แล้วเขาหันกลับไปหาพ่อ
"มีเรื่องอื่นที่ผมควรรู้อีกไหม"
อัคนีมองลูกชาย แล้วก็มองศรัณย์ คนสองคนสบตากันสักครู่
"มี" อัคนีตอบ "แต่ไม่ใช่ที่นี่"
พัฒน์พยักหน้า
"ได้" เขาพูดแค่คำเดียว
หลังจากนั้น บทสนทนากลับมาเป็นเรื่องทั่วๆ ไปอีกครั้ง แต่บรรยากาศในห้องต่างออกไป ราวกับมีบางอย่างที่ถูกวางลงบนโต๊ะแล้วทุกคนก็เห็นมันอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะพูดเรื่องอื่นไป
และในบรรยากาศนั้น พัฒน์กับดาวีนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอีกครั้ง
ยังคงมีระยะห่างพอสมควร
"สุณพัฒน์"
ดาวีเรียกชื่อเขาเบาๆ ในเวลาที่ผู้ใหญ่คุยกันจนไม่ได้ยิน
"ว่าไง"
"ฉันอยากบอกอะไรบางอย่าง" เธอพูดเงียบๆ "ส่วนตัว"
พัฒน์มองเธอ รอ
"ฉันรู้ว่าวันนี้แกรับข้อมูลหนักมาก" เธอพูด "และฉันไม่ได้ต้องการให้แกรู้สึกว่าถูกบังคับหรือผูกมัดกับอะไรก็ตามเพียงเพราะสัญญาที่คนอื่นทำไว้ก่อนเราเกิด"
พัฒน์ไม่ขัด ฟังต่อ
"แต่ฉันก็อยากให้รู้ว่า" ดาวีมองเขาตรงๆ "ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะหน้าที่ของตระกูล"
"แล้วอยู่เพราะอะไร"
เธอคิดอยู่สักครู่ก่อนตอบ
"เพราะฉันเลือกมา"
พัฒน์ไม่ตอบทันที เขานิ่งอยู่นานพอสมควร แล้วก็พูดเงียบๆ
"ฉันจะจำไว้"
ดาวีพยักหน้า แล้วมองไปทางอื่น
มุมปากของเธอขยับขึ้นเล็กน้อย เพียงนิดเดียว ในแบบที่แทบมองไม่เห็น
บ่ายสาม ครอบครัวสิริวัฒน์เริ่มลากลับ
ทุกคนลุกขึ้น จับมือ พูดคุยสั้นๆ ตามมารยาท
ตอนที่ดาวีเดินผ่านพัฒน์ เธอหยุดอยู่ชั่วขณะ แล้วพูดเบาๆ โดยไม่มองหน้า
"ถ้าแกอยากคุยเรื่องอะไรก็ตาม ฉันอยู่โรงแรมเดิม ชั้นสี่"
แล้วก็เดินต่อไปโดยไม่รอคำตอบ
พัฒน์มองหลังของเธอ แล้วก็มองสุริยันต์ที่เดินตามออกไปพร้อมสายตาที่ชั่งน้ำหนักเขาอยู่จนถึงประตู
ก่อนจะหายไป สุริยันต์หันกลับมาสักครู่ สายตาสองคนพบกัน
ไม่มีคำพูด แต่ความหมายชัดเจน
ฉันดูอยู่
พัฒน์รับสายตานั้นด้วยความสงบ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
สุริยันต์หันออกไป
ห้องนั่งเล่น หลังจากแขกกลับไปแล้ว
อัคนี ชลิตา พัฒน์ และอลิสานั่งอยู่ด้วยกันสี่คน
บรรยากาศไม่ตึงเครียด แต่มีน้ำหนักอยู่
"พัฒน์" ชลิตาเริ่มก่อน เสียงของเธออ่อนโยนกว่าเสมอ "แกเป็นยังไงบ้าง"
"ปกติ"
"ปกติจริงๆ ไหม"
พัฒน์มองแม่ แล้วก็พูดตรงๆ
"ไม่แน่ใจว่ารู้สึกอะไรอยู่ แต่ไม่ได้เจ็บปวดหรือโกรธ ถ้าแม่ถามเรื่องนั้น"
ชลิตาพยักหน้า แล้วก็นิ่งลง
"พ่อ" พัฒน์หันไปหาอัคนี
"ว่าไง"
"เรื่องที่บอกว่าจะเล่า ที่ไม่ใช่ที่นี่" พัฒน์พูด "พรุ่งนี้ได้ไหม ก่อนที่เราจะออกจากเทอร์ราการ์ด"
อัคนีมองลูกชายนาน แล้วก็พยักหน้า
"พรุ่งนี้เช้า" เขาพูด "ฉันจะบอกทุกอย่าง"
"ทุกอย่าง" พัฒน์ทวน
"ทุกอย่าง" อัคนียืนยัน
อลิสาที่นั่งฟังอยู่ตลอดกัดริมฝีปาก แล้วก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะเป็นปกติ
"แล้วดาวีเป็นยังไง พี่คิดยังไงกับเธอ"
"อลิสา"
"ถามตรงๆ นะ"
พัฒน์มองน้องสาวสักครู่ แล้วตอบสั้นๆ
"ยังไม่รู้จักกันพอ"
"แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ใช่ไหม"
พัฒน์ไม่ตอบ
อลิสายิ้มเล็กน้อย
"ใช่แล้ว" เธอพูดให้ตัวเอง
คืนนั้น ห้องพักของพัฒน์
เขานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างอีกครั้ง ท่าทางเดิม มือถือสร้อยคอที่หยิบขึ้นมาจากพื้นหอพิธีเมื่อวาน
แต่คราวนี้เขาไม่ได้มองมัน
เขาคิด
คิดถึงเรื่องที่พ่อบอก คิดถึงสัญญาที่มีอยู่ก่อนที่เขาจะรู้ คิดถึงชื่อของครอบครัวที่เขายังไม่เข้าใจเต็มที่ และคิดถึงสิ่งที่พ่อบอกว่าจะเล่า ที่ยังต้องรออีกคืน
และในท่ามกลางความคิดเหล่านั้น มีภาพหนึ่งที่ปรากฏขึ้นซ้ำๆ
สายตาของดาวีที่มองเขาตรงๆ โดยไม่หลบ
เขาไม่แน่ใจว่ารู้สึกอะไรกับเรื่องนี้
แต่เขาแน่ใจในสิ่งเดียว
ดาวีพูดจริง ในทุกประโยคที่พูด
และคนที่พูดจริงในโลกที่เขาอยู่ มีน้อยมาก
เขาวางสร้อยคอลงบนขอบหน้าต่าง มองมันสักครู่ แล้วก็หยิบขึ้นมาใหม่
แล้วก็สวมมันลงที่คอตัวเอง
ไม่ใช่เพราะความรู้สึก แต่เพราะบางอย่างที่เขายังอธิบายตัวเองไม่ได้
บางทีมันคือการบอกตัวเองว่า เรื่องราวยังไม่จบ
บางทีมันคือการจดจำ
หรือบางทีมันก็แค่เป็นอย่างนั้น โดยไม่ต้องมีเหตุผล
ในคืนนั้นของเทอร์ราการ์ด
มีคนสองคนที่ไม่รู้จักกันเพียงพอ
แต่ก็รู้จักกันมากกว่าที่คิด
และมีบางสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีใครตั้งชื่อให้มัน
ยังไม่ใช่เวลาของชื่อ
แต่ก็ใกล้แล้ว
— จบตอนที่ 3 —