เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน - ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย,ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ผจญภัย,สงคราม,ชาย-หญิง,ไทย

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผจญภัย,ดราม่า,แฟนตาซี

รายละเอียด

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน โดย Sk_สุณพัฒน์ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เส้นทางการทวงคืนบัลลังก์

ผู้แต่ง

Sk_สุณพัฒน์

เรื่องย่อ

เนื้อเรื่องย่อ

สุณพัฒน์ คุภาสิน เด็กหนุ่มธรรมดาจากครอบครัวที่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ เติบโตในอควาเรียสท่ามกลางสายตาดูถูกของผู้คน โดยไม่มีใครรู้ว่าในสายเลือดของเขาไหลเวียนด้วยความลับอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กลาซิเอล
วันพิธีปลุกคลาสอาชีพมาถึง ท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของนางร้ายที่ประกาศยกเลิกคู่หมั้นต่อหน้าสาธารณชน พัฒน์กลับเผชิญกับสิ่งที่โลกไม่เคยเห็น — คลาสอาชีพคู่ระดับ SSS ที่ตกลงมาเป็นระดับ E ต่อหน้าทุกคน
แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด นั่นคือจุดเริ่มต้นของบัลลังก์
   

   บทนำ
"ระดับ E... ขำดีนะ"
"ไม่น่าแปลกใจเลย ไอ้พวกไม่มีเชื้อสาย"
เสียงหัวเราะดังก้องในหอพิธีแห่งเทอร์ราการ์ด สุณพัฒน์ยืนนิ่งบนแท่น สายตาของเขาไม่ได้มองฝูงชนที่เย้ยหยัน แต่มองดูกำไลข้อมือที่เพิ่งสวมลงไป ตัวหนังสือเรืองแสงสีดำมะเมื่อมค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน
คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ
เลเวล : 1
ระดับ : E
เขาแค่ยิ้มเบาๆ — เพราะเขารู้ดี ว่าไม่มีใครในห้องนั้นเคยเห็นคลาสนี้มาก่อน และไม่มีใครเข้าใจว่า E ในกรณีนี้ ไม่ได้แปลว่าจุดต่ำสุด แต่แปลว่า จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สารบัญ

บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 1: พิธีปลุกคลาสแห่งเทอร์ราการ์ด,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 3 คู่หมั้นที่ถูกเหยียบย่ำ,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 4 คลาสต้องห้ามที่ไม่มีใครรู้จัก,บัลลังก์ของผู้ถูกดูแคลน-ตอนที่ 5 เงามืดที่เริ่มเคลื่อนไหว

เนื้อหา

ตอนที่ 2 ระดับ E ที่โลกหัวเราะ

ข่าวแพร่ออกไปเร็วกว่าที่ใครคิด

ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังพิธีปิด ชื่อของ สุณพัฒน์ คุภาสิน กลายเป็นที่พูดถึงในทุกโต๊ะอาหาร ทุกระเบียงโรงแรม และทุกมุมถนนของนครเทอร์ราการ์ด

ไม่ใช่เพราะระดับ SSS ที่ไม่เคยมีใครได้รับ

แต่เพราะระดับ E ที่ปรากฏบนกำไลข้อมือของเขาแทน

โรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งย่านกลางนคร เวลาเย็น

"ได้ยินไหม เรื่องเด็กคนนั้น"

"คนที่ได้ E น่ะหรือ ได้ยินสิ ทั้งเมืองพูดกัน"

"SSS แต่ E นี่มันเป็นไปได้ยังไง ระบบพัง หรือว่าเด็กคนนั้นพัง"

"ก็คงพังเอง ไม่งั้นระดับ SSS จะลงมาเป็น E ได้ยังไง ธรรมชาติมันไม่ได้บ้าขนาดนั้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้น แก้วกระทบกัน

ทางอีกฝั่งของเมือง ในห้องพักระดับสูงของตระกูลอัศวเมฆา

พลอยนั่งอยู่หน้ากระจก ผมยาวสีทองอ่อนถูกรวบขึ้นโดยคนรับใช้อย่างประณีต นิ้วของเธอปัดผ่านแผ่นรายงานบางๆ ที่ใครบางคนนำมาส่ง รายงานที่บันทึกปฏิกิริยาของผู้คนหลังพิธี

เธออ่านแล้วก็วางลง ไม่มีสีหน้า

"พลอย"

ลลินาพี่สาวเดินเข้ามาในห้อง ปิดประตูข้างหลัง แล้วยืนอยู่กลางห้องด้วยสีหน้าที่ไม่แน่ใจ

"ฉันต้องพูดอะไรบางอย่าง"

"ถ้าจะพูดเรื่องวันนี้" พลอยตอบโดยไม่หันหน้า "ก็ไม่จำเป็น"

"ฉันคิดว่าแกทำผิดพลาด" ลลินาพูดตรงๆ "ไม่ใช่เรื่องยกเลิกหมั้น แต่เรื่องวิธีที่แกทำ"

"วิธีไหนถึงจะถูกต้องในสายตาพีช"

"ไม่ใช่ต่อหน้าทุกคน ไม่ใช่แบบนั้น" ลลินาถอนหายใจ "ปู่ของเขาเคยช่วยตระกูลเราไว้ แม่บอกเองนะ และสิ่งที่เห็นวันนี้—"

"สิ่งที่เห็นวันนี้คือระดับ E" พลอยตัดบท น้ำเสียงยังเย็น "ฉันไม่ต้องการคู่หมั้นที่จะทำให้ตระกูลอัศวเมฆาเสียหน้า"

ลลินาเปิดปาก แล้วก็ปิด

สุดท้ายเธอพูดแค่ประโยคเดียว

"หวังว่าแกจะไม่เสียใจ"

แล้วก็เดินออกไป

พลอยมองกระจก สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่มือที่วางบนโต๊ะบีบแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

ห้องพักเล็กๆ ชั้นสามของโรงแรมระดับกลาง

พัฒน์นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองแสงไฟของเทอร์ราการ์ดที่เริ่มสว่างขึ้นตามถนนสายต่างๆ ในมือของเขาถือสร้อยคอที่หยิบขึ้นมาจากพื้นหอพิธี

ตราตระกูลคุภาสิน จำหลักอยู่บนจี้โลหะสีเข้ม

เขาไม่ได้มองมันด้วยความเจ็บปวด ไม่ได้มองด้วยความโกรธ แค่มอง เหมือนคนที่กำลังบันทึกภาพอะไรบางอย่างไว้ในความทรงจำ

เสียงน็อคประตูดังขึ้น

"พัฒน์ ฉันขอเข้าได้ไหม"

เสียงของรัน

"เข้าได้"

ประตูเปิด รันเดินเข้ามาพร้อมถุงอาหารสองใบ วางลงบนโต๊ะแล้วลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ โดยไม่ถามว่าได้ไหม

"กินก่อน" รันพูด "คุยทีหลัง"

พัฒน์วางสร้อยคอลงบนขอบหน้าต่าง แล้วหันมาหยิบอาหาร

สักครู่ผ่านไปในความเงียบที่ไม่อึดอัด

"แกโกรธไหม" รันถามในที่สุด

"เรื่องอะไร"

"เรื่องทุกอย่าง ทั้งระดับ E ทั้งที่เธอทำ"

พัฒน์เคี้ยวอาหารช้าๆ ก่อนจะตอบ

"โกรธ"

รันชะงัก ไม่ได้คาดว่าจะได้ยินคำนั้น

"แต่ไม่ใช่เรื่องที่แกคิด" พัฒน์พูดต่อ "ไม่ได้โกรธที่โดนยกเลิกหมั้น ไม่ได้โกรธที่โดนหัวเราะ"

"แล้วโกรธเรื่องอะไร"

พัฒน์มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง

"โกรธที่ต้องรอ"

รันไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่ถามต่อ เพราะรู้ดีว่าพัฒน์จะบอกเองเมื่อถึงเวลา

"รัน"

"ว่าไง"

"ขอบคุณที่ไม่หัวเราะ"

รันหยุดกิน แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่แบนราบกว่าปกติ เป็นน้ำเสียงที่พัฒน์รู้ว่ารันพูดจริง

"ถ้าฉันหัวเราะเรื่องของแก แกก็คงเป็นเพื่อนที่แย่ที่สุดในชีวิตฉัน และฉันไม่ต้องการแบบนั้น"

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

แต่คราวนี้อุ่นกว่าเดิม

ห้องพักของตระกูลสิริวัฒน์ในโรงแรมระดับสูง

ดาวีนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แต่ไม่ได้เขียนอะไร ปากกาอยู่ในมือ แต่ปลายปากกาไม่ได้แตะกระดาษ

"ดาว"

ธาริณีพี่สาวเดินเข้ามาแล้วนั่งบนขอบเตียงใกล้ๆ

"คิดอะไรอยู่"

"คิดเรื่องระดับ E" ดาวีตอบตรงๆ

"แล้วคิดยังไง"

ดาวีวางปากกาลง หันมามองพี่สาว

"มันไม่สมเหตุสมผล"

"อะไรที่ไม่สมเหตุสมผล"

"ทุกอย่าง" ดาวีพูด "คลาส SSS ไม่เคยปรากฏมาก่อน คลาสคู่ระดับนั้นไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ แต่ระดับที่ออกมาเป็น E คนในห้องหัวเราะว่าระบบพัง แต่ผู้ควบคุมพิธีบอกว่าระบบไม่เคยผิดพลาด"

เธอหยุดสักครู่

"ถ้าระบบไม่ได้ผิดพลาด แล้ว E มันหมายความว่าอะไรกันแน่"

ธาริณีมองน้องสาวนิ่งๆ แล้วพูดช้าๆ

"แกคิดว่ามันหมายความว่าอะไร"

"ฉันคิดว่า" ดาวีหยิบปากกาขึ้นมาใหม่ "E อาจไม่ได้หมายถึงจุดต่ำสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบที่ยังไม่มีชื่อ"

ธาริณีเงียบอยู่นาน แล้วพูดในที่สุด

"ถ้าแกคิดถูก เด็กคนนั้นน่าสงสาร ที่ต้องแบกรับสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ"

"ไม่" ดาวีส่ายหัว "ฉันดูสายตาเขาตอนเดินลงจากแท่น เขาไม่ได้ดูน่าสงสาร"

"แล้วดูอะไร"

ดาวีคิดสักครู่ก่อนตอบ

"ดูเหมือนคนที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

ระเบียงโรงแรมหรูสุดของเทอร์ราการ์ด ชั้นบนสุด

กฤตยืนพิงราวระเบียง มองเมืองที่สว่างไสวอยู่ด้านล่าง มือหนึ่งถือแก้วน้ำ อีกมือหนึ่งจับราวเบาๆ

วิชัยพี่ชายเดินออกมาและยืนข้างๆ โดยไม่ถูกเชิญ

"กฤต"

"ว่าไง พี่"

"แกสังเกตเด็กคนนั้นตลอด" วิชัยพูดตรงๆ "ตั้งแต่เขาขึ้นแท่น"

"ก็ใครไม่สังเกตล่ะ" กฤตยิ้มเบาๆ "มันผิดปกติมาก"

"แต่แกสังเกตในแบบที่คนอื่นไม่ได้สังเกต" วิชัยพูดช้าๆ "คนอื่นสังเกตแล้วก็หัวเราะ แกสังเกตแล้วเงียบ"

กฤตหันมามองพี่ชาย สายตาเขาอ่านไม่ออก

"ระดับ SSS ที่กลายเป็น E" เขาพูดในที่สุด "พี่ไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรือ"

"มันน่าสนใจ" วิชัยยอมรับ "แต่ฉันอยากรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่จริงๆ"

กฤตมองออกไปที่เมืองอีกครั้ง

"ฉันคิดว่า" เขาพูดช้าๆ "คนที่ดูไม่มีค่าที่สุดในห้อง อาจเป็นคนที่อันตรายที่สุดในห้องก็ได้"

"แล้วถ้าคิดแบบนั้น แกจะทำอะไร"

"ยังไม่รู้" กฤตตอบ น้ำเสียงเบาแต่ชัดเจน "แต่จะไม่ปล่อยให้มันน่าเบื่อ"

วิชัยมองน้องชายนานสักครู่ แล้วพูดเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง

"ระวังด้วย กฤต คนที่เราประเมินผิดพลาด มักทำให้เราจ่ายราคาแพงที่สุดเสมอ"

กฤตไม่ตอบ แค่ยิ้มคนเดียวในความมืด

เช้าวันรุ่งขึ้น

ตลาดเช้าของเทอร์ราการ์ดคึกคักตามปกติ แผงขายของเรียงรายสองข้างทางเดิน กลิ่นอาหารและเสียงต่อรองราคาปะปนกันจนเป็นเพลงประจำเมือง

พัฒน์เดินเพียงคนเดียว

เขาออกมาตั้งแต่ฟ้าสางด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครถามและเขาก็ไม่ได้อธิบาย เพียงแค่ต้องการเดิน ต้องการอากาศ ต้องการพื้นที่ที่เสียงของตัวเองดังกว่าเสียงของคนอื่น

เขาเดินผ่านแผงขายผ้า แผงขายเครื่องเงิน แผงขายสมุนไพรจากอิกนิสเซีย ก้าวช้าๆ โดยไม่หยุดที่ไหน สายตาจดจ่อกับกำไลข้อมือที่ข้อมือซ้าย

ชื่อ : สุณพัฒน์ คุภาสิน

คลาสอาชีพ : นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ

เลเวล : 1

ระดับ : E

เขาอ่านซ้ำเป็นครั้งที่ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

ไม่ใช่เพราะสับสน แต่เพราะกำลังเข้าใจ

"ระวัง—!"

เสียงเตือนดังขึ้นก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว

บางสิ่งพุ่งมาจากด้านข้างด้วยความเร็วที่ปกติคนทั่วไปไม่ทันรับมือ ของหนักจากแผงขายเครื่องเงินที่โครงไม้ผุหักและพังทลายลงอย่างไม่มีสัญญาณ กล่องโลหะขนาดใหญ่กำลังร่วงลงตรงๆ หัวคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

พัฒน์ไม่ได้คิด เพียงแค่เคลื่อนที่

ก้าวเดียว ไปทางซ้าย มือซ้ายยกขึ้นรับน้ำหนักของกล่องโลหะก่อนที่มันจะตกถึงพื้น แล้วดันออกไปด้านข้างในมุมที่ไม่ทำให้ของกระจาย เสียงดังสนั่นเมื่อโลหะกระทบพื้นหิน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ทุกอย่างใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที

ความเงียบตามมาชั่วขณะ จากนั้นก็เป็นเสียงตลาดที่กลับมาวุ่นวายตามปกติ พร้อมเสียงของเจ้าของแผงที่รีบวิ่งมาดูความเสียหาย

"ขอบคุณ ขอบคุณมากนะคุณหนุ่ม" ชายแก่เจ้าของแผงพูดเสียงสั่น "เกือบโดนหัว โชคดีที่—"

เขาหยุดกลางประโยค เพราะชายหนุ่มที่ช่วยเขาเดินออกไปแล้ว ไม่หันกลับมา ไม่รอฟังคำขอบคุณ

"นั่นคือ—"

"ใช่ไหมวะ เด็กคนเมื่อวาน"

"คนที่ได้ระดับ E"

"รับกล่องโลหะด้วยมือเปล่าได้ยังงั้น"

"เห็นไหม เห็นไหม มือเขาไม่ได้สั่นเลยแม้แต่น้อย"

เสียงกระซิบในตลาดไล่ตามหลังพัฒน์อยู่สักครู่ แล้วก็ค่อยๆ เบาลงเมื่อเขาเดินออกไปไกลขึ้น

เขาเดินต่อไปจนถึงสวนสาธารณะขนาดเล็กใกล้ท่าน้ำ และนั่งลงบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ใหญ่

ยกมือซ้ายขึ้นมอง ฝ่ามือของเขาแดงเล็กน้อยจากน้ำหนักของกล่องโลหะ แต่ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีบาดแผล

เขาบีบมือช้าๆ แล้วคลาย

แล้วก็บีบอีกครั้ง

สังเกตความรู้สึก สังเกตแรง สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายที่เขาเริ่มสัมผัสได้ตั้งแต่ขึ้นแท่นพิธีเมื่อวาน

บางอย่างกำลังตื่นขึ้น

ช้าๆ เงียบๆ แต่แน่นอน

"สุณพัฒน์"

เสียงเรียกมาจากด้านหลัง

เขาไม่ได้สะดุ้ง แค่หันไปอย่างเงียบๆ

ชายหนุ่มในชุดสีเข้มยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว ผมสั้น ท่าทางตั้งตรง สายตาจดจ่อ ไม่มีความเป็นมิตรในสีหน้า แต่ก็ไม่มีความเป็นศัตรู

วิรัช กาลอสูร

พัฒน์มองเขาสักครู่ แล้วพูด

"นั่งได้"

วิรัชลังเลเพียงชั่วขณะ แล้วก็นั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน แต่เว้นระยะห่างพอสมควร

ความเงียบระหว่างสองคนยืดออกไปนานกว่าที่คนทั่วไปจะทนได้

แต่ไม่มีฝ่ายใดรีบ

"แกตามฉันมา" พัฒน์พูดก่อน ไม่ใช่คำถาม

"ใช่" วิรัชตอบตรงๆ

"ทำไม"

วิรัชมองออกไปที่ท่าน้ำสักครู่ก่อนตอบ

"เพราะนั่นคือหน้าที่ของผม"

พัฒน์หันมามองเขา สายตาของพัฒน์ไม่ได้ถามว่าหน้าที่อะไร แต่รอให้คนตรงหน้าอธิบายเอง

"ตระกูลกาลอสูรปกป้องตระกูลคุภาสินมาหลายรุ่นแล้ว" วิรัชพูดช้าๆ เหมือนชั่งน้ำหนักทุกคำ "พ่อของผมบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องทำหน้าที่ที่รับมาจากเขา"

ความเงียบสั้นๆ

"แกรู้ว่าฉันเป็นใคร" พัฒน์พูด อีกครั้งที่ไม่ใช่คำถาม

"ผมรู้"

"แต่ฉันไม่รู้" พัฒน์พูดเบาๆ "ไม่ทั้งหมด"

วิรัชหันมามองเขาครั้งแรก สีหน้าของชายหนุ่มเข้มงวดคนนี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับไม่ได้คาดว่าจะได้ยินคำนั้น

"ท่านไม่รู้เรื่องของตัวเอง?"

"รู้บางส่วน" พัฒน์ตอบ "พ่อกับแม่ไม่เคยบอกทั้งหมด บอกแค่ว่าถ้าถึงเวลา จะรู้เอง"

"แล้วตอนนี้ล่ะ ท่านรู้แล้วไหม"

พัฒน์มองกำไลข้อมือซ้ายของตัวเอง

"กำลังเริ่มรู้" เขาตอบ

วิรัชมองตามสายตาเขาไปที่กำไล แล้วพูดอย่างเงียบๆ

"ระดับ E ไม่ใช่จุดสิ้นสุด"

"รู้"

"ผมไม่ได้พูดเพื่อปลอบ" วิรัชพูดต่อ น้ำเสียงตรงและไม่มีอารมณ์ "แต่พ่อบอกว่าคลาสที่ท่านได้รับ ระบบมันไม่มีตัวอ้างอิง ไม่มีใครเคยได้คลาสนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ฉะนั้นระดับ E ที่ปรากฏขึ้นนั้น..."

เขาหยุดสักครู่

"อาจหมายถึงระบบกำลังเริ่มนับใหม่"

พัฒน์ไม่พูดอะไร แต่บางสิ่งในสายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็นสิ่งที่วิรัชสังเกตเห็นแต่อ่านไม่ออก

"วิรัช"

"ครับ"

"แกชื่อรัชใช่ไหม"

ชายหนุ่มหน้าเข้มงวดลังเลชั่วขณะ แล้วตอบ

"ใช่ครับ คนใกล้ชิดเรียกกันอย่างนั้น"

"งั้นฉันจะเรียกแกว่ารัชก็แล้วกัน"

วิรัชไม่ตอบ แต่บางสิ่งในใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงอย่างแทบไม่เห็น

"และรัช" พัฒน์พูดต่อ สายตามองออกไปที่ท่าน้ำ "ฉันไม่ต้องการผู้พิทักษ์ที่คอยตามหลัง"

วิรัชเกร็งเล็กน้อย

"แต่ถ้าแกอยากเดินข้างๆ" พัฒน์หันมามองเขา "ฉันไม่ขัด"

ความเงียบสั้นๆ

แล้ววิรัชพยักหน้า ไม่มากไม่น้อย เป็นการพยักหน้าที่มีความหมายชัดเจน

"ได้ครับ"

เวลาบ่าย

ศาลาริมน้ำฝั่งตะวันออกของนคร

ที่นี่เงียบกว่าตลาด คนเดินผ่านไปมาบ้างแต่ไม่หนาแน่น บางคนมานั่งพักริมน้ำ บางคนเดินผ่านไปโดยไม่สนใจใคร

พัฒน์นั่งพิงเสาศาลา กำไลข้อมือบนข้อมือซ้ายสว่างจางๆ เขาไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งนิ่ง หายใจเข้าออกช้าๆ

แล้วก็รู้สึก

ไม่ใช่ความรู้สึกธรรมดา แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น ราวกับมีกระแสน้ำที่ไม่มีตัวตนไหลผ่านร่างกาย จากปลายนิ้วไปถึงก้านสมอง บางอย่างที่เคยหลับอยู่กำลังลืมตา

เขาหยิบก้อนหินเล็กๆ จากพื้น แล้ววางบนฝ่ามือ

มองมัน

คิดถึงสิ่งที่วิรัชพูด คิดถึงกำไลข้อมือ คิดถึงคำว่า นักฆ่าเงามืด — จอมเวทย์อัญเชิญ ที่เขายังไม่เข้าใจเต็มที่

แล้วก็คิดถึงคำว่า ปล้นเอฟเฟกต์สกิล

"นั่งคนเดียวเหรอ"

เสียงที่ไม่คุ้นเคยทำให้เขาเปิดตา

ชายหนุ่มในชุดสีเข้มตัดขลิบทองยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว มือสอดอยู่ในกระเป๋าชุด ท่าทางสบายๆ แต่สายตาไม่ได้สบายเลยแม้แต่น้อย

กฤตภาส อนันตรา

พัฒน์ไม่ได้ลุกขึ้น แค่มองกลับไปด้วยสายตาที่เท่าเทียม

"ใช่"

"คนเดียวจริงๆ เหรอ" กฤตเหลือบมองรอบๆ "ไม่มีเพื่อนมาด้วย"

"แกต้องการอะไร"

กฤตยิ้มเบาๆ ยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติแต่ไม่ได้ให้ความอบอุ่น

"แค่อยากทำความรู้จัก" เขาพูด "เมื่อวานเราอยู่ในห้องเดียวกัน แต่ไม่มีโอกาสได้พูดคุย"

"เราไม่เคยรู้จักกัน"

"ใช่" กฤตพยักหน้า "นั่นแหละที่น่าแปลก เพราะฉันคิดว่าเราน่าจะรู้จักกันก่อนหน้านี้แล้ว"

พัฒน์ไม่ตอบ แต่ก็ไม่ถามต่อ

กฤตมองเขาสักครู่ราวกับกำลังอ่านหน้า แล้วเดินมานั่งลงบนเสาศาลาตรงข้ามโดยไม่ถูกเชิญ

"ระดับ E" กฤตพูดขึ้น เสียงไม่มีเจตนาเยาะเย้ย "คนทั้งเมืองพูดถึงแก"

"รู้"

"แกไม่โกรธเลยหรือ"

"ไม่มีประโยชน์"

กฤตเอนตัวไปข้างหลัง ท่าทางสบาย แต่สายตาไม่ได้ละจากพัฒน์

"คนส่วนใหญ่ถ้าโดนแบบนั้น จะโกรธหรือไม่ก็เสียใจ" เขาพูด "แต่แกไม่ได้ดูเป็นแบบนั้นเลย ตั้งแต่เมื่อวาน"

"แกสังเกตฉันตั้งแต่เมื่อวาน"

"ก็ต้องสังเกต" กฤตตอบตรงๆ โดยไม่ปิดบัง "คลาส SSS ที่กลายเป็น E ใครไม่สังเกต"

พัฒน์มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

คนนี้พูดน่าฟัง ท่าทางดูเปิดเผย แต่มีบางอย่างที่ไม่ตรงกัน เหมือนคนที่ฝึกให้ตัวเองดูธรรมชาติมานาน จนลืมไปว่าธรรมชาติจริงๆ ไม่ต้องฝึก

"กฤตภาส อนันตรา" พัฒน์พูดชื่อออกมา

กฤตยิ้มเล็กน้อย "แกรู้จักฉัน"

"รู้จักชื่อ"

"พอแล้ว ชื่อก็เพียงพอสำหรับจุดเริ่มต้น" กฤตยืดตัว "แล้วต่อไปก็รู้จักคนกัน"

พัฒน์ไม่ตอบ

กฤตมองเขาอยู่สักครู่ ในสายตาของเขามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆ บางสิ่งที่พัฒน์จดบันทึกไว้ในความทรงจำโดยไม่แสดงออก

"อาชีพคู่ SSS" กฤตพูดเบาๆ "มันไม่เคยปรากฏมาก่อน ฉันเช็คแล้ว"

"รู้"

"ฉันสงสัยว่ามันจะพัฒนาไปในทิศทางไหน"

"ฉันก็สงสัย"

กฤตมองเขาแล้วก็หัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูจริง

"แกพูดน้อยมาก"

"พูดเท่าที่จำเป็น"

"นั่นเป็นทักษะที่หายาก" กฤตลุกขึ้น ปัดชุดเบาๆ แล้วมองพัฒน์ครั้งสุดท้าย "ถ้ามีโอกาสก็พบกันอีก สุณพัฒน์"

เขาเดินออกไปโดยไม่หันกลับ

พัฒน์มองหลังของกฤตจนหายไปในฝูงชน แล้วก็มองก้อนหินในฝ่ามือของตัวเองอีกครั้ง

ก้อนหินที่เขาไม่ได้วางลงตลอดบทสนทนา

"นั่นใครน่ะ"

รันโผล่มาจากหลังเสาศาลาด้วยใบหน้าที่ระวังเกินปกติ ตามมาด้วยวิรัชที่เดินออกมาจากอีกทิศหนึ่งอย่างเงียบๆ

"แกซ่อนอยู่ที่นั่นตลอดหรอ" พัฒน์ถามรัน

"ฉันมาสาย" รันพูดแก้ตัว "เห็นแกคุยกับใครอยู่เลยไม่กล้าเข้าไป แต่ไม่ยอมไปไหนด้วย" เขาหันมาถามจริงๆ "ใครน่ะ"

"กฤตภาส อนันตรา"

รันหยุดนิ่ง

"อนันตรา? กลาซิเอล?"

"ใช่"

รันมองตามทิศทางที่กฤตเดินไป แล้วหันกลับมาหาพัฒน์

"เขามาหาแกทำไม"

"บอกว่าแค่อยากทำความรู้จัก"

"แล้วแกเชื่อไหม"

พัฒน์วางก้อนหินลงบนราวศาลา แล้วลุกขึ้น

"ไม่"

คืนนั้น ห้องพักของตระกูลคุภาสินในโรงแรมระดับกลาง

อัคนีนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ มือถือจดหมายที่เพิ่งได้รับ ข้างๆ เขา ชลิตานั่งเงียบๆ มือถือถ้วยชาโดยไม่ดื่ม

ประตูเปิดออก พัฒน์เดินเข้ามา วิรัชหยุดอยู่ที่ระเบียง

"พ่อ"

อัคนีหันมา ในสายตาของเขามีบางอย่างที่พัฒน์สังเกตได้ตั้งแต่เด็ก บางอย่างที่พ่อของเขาซ่อนไว้เสมอแต่ไม่เคยซ่อนได้สมบูรณ์

ความกังวล

"นั่งก่อน" อัคนีพูด

พัฒน์นั่งลงตรงข้ามพ่อ ชลิตาวางถ้วยชาลง

"พ่อได้ยินเรื่องเมื่อวาน" อัคนีพูด "ทั้งเรื่องคลาส และเรื่องตระกูลอัศวเมฆา"

"รู้ว่าพ่อจะได้ยิน"

"เป็นยังไงบ้าง"

พัฒน์มองพ่อสักครู่ แล้วถามกลับ

"พ่อหมายถึงเรื่องไหน"

อัคนีถอนหายใจ แล้วก็ตอบ

"ทุกเรื่อง"

"ระดับ E ไม่มีปัญหา" พัฒน์ตอบช้าๆ "เรื่องการหมั้นหมาย ก็ไม่มีปัญหา" เขาหยุด แล้วพูดต่อ "แต่พ่อ มีเรื่องที่ผมอยากถามมานานแล้ว"

ชลิตามองสามีของเธอ

อัคนีไม่ขยับ แต่บางอย่างในร่างกายของเขาเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ถามได้" เขาพูดในที่สุด

"ปู่ของผม" พัฒน์พูดช้าๆ "เขาเป็นใคร"

ความเงียบยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น

แล้วอัคนีก็พูด น้ำเสียงเหนื่อยล้าในแบบที่ลูกชายไม่เคยได้ยินมาก่อน

"พัฒน์... มีบางเรื่องที่พ่อต้องบอกแก แต่ไม่ใช่ที่นี่ และไม่ใช่คืนนี้"

"ทำไม"

"เพราะมันต้องการเวลา" อัคนีมองลูกชายตรงๆ "และเพราะบางเรื่องเมื่อได้ยินแล้ว จะไม่มีทางถอยหลังได้"

พัฒน์มองพ่อสักครู่ แล้วพยักหน้า

"ได้" เขาพูด "แต่พ่อต้องบอกผมก่อนที่เราจะออกจากเทอร์ราการ์ด"

อัคนีเปิดปาก จะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ปิดลง

แล้วพยักหน้า

"ได้"

อลิสาที่นั่งอยู่ในห้องข้างๆ แอบฟังอยู่ตลอด เธอกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วมองเพดาน

พี่พัฒน์เริ่มรู้แล้ว

ถ้าพี่รู้ทุกอย่าง จะเป็นยังไง

เธอไม่รู้คำตอบ แต่ที่รู้แน่ๆ คือหัวใจเธอเต้นแรงกว่าปกติ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับการรอคอยอะไรบางอย่างที่มาช้านานเกินไป

ดึกของคืนนั้น เมื่อทุกคนหลับแล้ว

พัฒน์นั่งอยู่คนเดียวในความมืดของห้อง ไม่ได้เปิดไฟ แค่นั่งนิ่งด้วยหลังพิงผนัง

กำไลข้อมือของเขายังคงเรืองแสงจางๆ ในความมืด

ระดับ E

เขามองมันนาน แล้วก็หลับตา

ในความมืดของความคิด เขาเห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังกลายเป็น เห็นเส้นทางที่กำลังเริ่มต้น เห็นใบหน้าของคนที่หัวเราะเขา เห็นใบหน้าของพ่อที่ซ่อนบางสิ่ง เห็นสายตาของกฤตที่อ่านไม่ออก

เขาไม่โกรธ ไม่เสียใจ ไม่กลัว

แค่รู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนขอบของบางสิ่ง และอีกก้าวหนึ่งข้างหน้า ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

เขาเปิดตาขึ้นมามองกำไลข้อมืออีกครั้ง แล้วพูดเงียบๆ คนเดียวในความมืด

"ระดับ E"

หยุดสักครู่

"งั้นก็เริ่มจาก E ก่อนแล้วกัน"

ภายนอก เมืองเทอร์ราการ์ดยังคงสว่างไสวตลอดคืน

เพราะเมืองแห่งการค้าไม่มีวันหยุดพัก

แต่ในโรงแรมเล็กๆ ชั้นสาม

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตัดสินใจแล้วว่า

เขาจะไม่ขอให้ใครเชื่อ

เขาแค่จะพิสูจน์ให้โลกเห็น

— จบตอนที่ 2 —