กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ชาย-ชาย,อาชญากรรม,เกิดใหม่,จีน,รัก,มาเฟีย,วายจีนโบราณ,วาย,วายพีเรียด,ศิลปิน,พู่กันอสรพิษ,นิยายจีน ,จีนโบราณ,เกิดใหม่,ย้อนเวลา,พระเอกคลั่งรัก,พระเอกหล่อ,นายเอกเก่ง,ดรามา,โรแมนติก,สัตว์เลี้ยง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พู่กันอสรพิษ The Serpent's Brush หวนคืนครานี้ เขาจำรัก ข้าจำแค้นกู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ภาพที่เคยหยุดเพราะความตาย ครั้งนี้เดินต่อได้เพราะชีวิต กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต แต่เซี่ยเหิง ผู้นำกลุ่มมาเฟีย กลับก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ชายผู้ถือครองอำนาจมืดทั้งเมือง ผู้ที่ไม่เคยยอมปล่อยเขาไป ชายที่ปกป้องเขาอย่างไร้เหตุผล และมองเขาด้วยสายตาแห่งการโหยหา คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ฟ้าครึ้มมาตั้งแต่บ่าย กู้หมัวออกจากร้านไปหาซื้อสีสำหรับแต้มลงบนภาพที่ใกล้เสร็จ คิดว่าจะไปสักครู่น่าจะไม่นาน จึงไม่ได้พกร่มติดตัวไปด้วย
เดินไปได้ครึ่งทาง ฟ้าที่ครึ้มมาทั้งวันก็คงทนไม่ไหว สายฝนเทลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว คนเดินถนนต่างวิ่งหาที่กำบังกันจ้าละหวั่น กู้หมัวรีบหลบเข้าไปยืนใต้ชายคาร้านค้าแห่งหนึ่ง มองสายฝนที่ตกลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกจนตรอก เสื้อผ้าเปียกไปบางส่วนแล้วตั้งแต่วิ่งหลบเมื่อครู่ ผมบางส่วนที่หลุดจากทรงเกาะติดใบหน้าเป็นทาง
เขายืนอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ กะเวลาว่าฝนจะซาลงเมื่อไร
"เจ้าไม่พกร่มมาหรือ"
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย กู้หมัวหันไปมองเห็นเซี่ยเหิงยืนอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งกางร่มไม้ไผ่คันใหญ่บังฝนให้ตัวเองอยู่แล้ว เสื้อคลุมชั้นนอกยังแห้งสนิทราวกับเพิ่งออกจากบ้านมาไม่นาน
"ท่านเซี่ยเหิง" กู้หมัวเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ท่านมาทำอะไรแถวนี้ขอรับ"
"ผ่านมาพอดี" เซี่ยเหิงตอบ
กู้หมัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมืองนี้ก็กว้างไม่น้อย เหตุใดท่านเซี่ยถึงได้ “ผ่านมาพอดี” แถวโรงน้ำชาอยู่บ่อยครั้งนัก เขาขยับร่มเข้ามาใกล้จนคลุมร่างกู้หมัวไว้ด้วย ไหล่ข้างหนึ่งของเขาเปียกปอนขึ้นทันทีจากละอองฝนที่สาดเข้ามาแทน "ไปเถิด ร้านของเจ้าไม่ไกลจากที่นี่"
กู้หมัวมองไหล่ที่เปียกชื้นนั้นด้วยความรู้สึกผิด "ท่านไม่ต้องขยับมาทางข้าก็ได้ขอรับ เดี๋ยวท่านจะเปียกไปด้วย"
เซี่ยเหิงไม่ตอบ เพียงเดินนำหน้าไปช้า ๆ ให้จังหวะก้าวพอดีกับกู้หมัวที่เดินตามใต้ร่มเดียวกัน "ร่มคันนี้กว้างพอสำหรับสองคนอยู่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องเอียงมาทางข้าขนาดนี้ก็ได้ขอรับ" เซี่ยเหิงเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว "เจ้าเปียกมากกว่า" กู้หมัวไม่รู้จะตอบอะไรต่อ มีเพียงร่างกายที่แนบชิดอยู่ใกล้กันใต้ร่มคันเดียว และเสียงฝนที่กระทบไม้ไผ่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงน้ำกระเซ็นใต้ฝ่าเท้าทุกครั้งที่ก้าวย่ำผ่านแอ่งน้ำขังบนถนน
ถึงหน้าโรงน้ำชาถิงเฟิง เจ้หลิวที่กำลังสั่งให้คนเก็บโต๊ะเก้าอี้หน้าร้านเข้าไปด้านในเห็นทั้งสองเดินมาด้วยกันก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร นางยิ้มแล้วหลบไปทางประตูให้เข้ามาก่อน
ลูกค้าคนสุดท้ายของวันลุกจากโต๊ะกลับไปพอดีในจังหวะนั้น เจ้หลิวปิดประตูร้านตามหลัง เหลือเพียงกู้หมัวกับเซี่ยเหิงในห้องโถงที่เงียบสงบลงกว่าเดิม
"ท่านนั่งพักก่อนเถิดขอรับ" กู้หมัวรินชาที่ชงเตรียมไว้สำหรับแขกยื่นให้ เมื่อพวกเขามาถึงชั้นสอง
เซี่ยเหิงรับถ้วยชามานั่งลงตรงข้าม ไอร้อนจากตัวเขาที่เพิ่งฝ่าละอองฝนเข้ามาลอยขึ้นปนกับไอชาอุ่น ๆ ในห้อง กู้หมัวนั่งลงตรงข้ามเขา ลูบข้อมือตัวเองด้วยความเคยชิน
ร้านเครื่องยาจีนเล็ก ๆ ริมตลาดเต็มไปด้วยโหลแก้วเรียงราย ภายในมีทั้งแมลงแห้ง แมงป่อง และตะขาบวางเรียงเป็นแถว บ้างก็ติดอยู่ตามผนัง กลิ่นสมุนไพรแห้งฟุ้งอบอวลอยู่ทั่วร้าน ชายขี้เมาคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามา มือหนึ่งถือโหลแก้วที่มีงูขาวตัวเล็กบรรจุอยู่ด้านใน
กู้หมัวในวันนั้นเดินผ่านพอดี หยุดมองงูตัวนั้นนานกว่าปกติ งูตัวน้อย ตาเขียวใสดุจอัญมณี เกล็ดเป็นสีขาวงาช้างมีประกายเคลือบบาง ๆ เมื่อแสงตกกระทบ มันพยายามเลื้อยหนีอย่างสุดกำลัง เอาหัวดุนผนังด้านในของโหลอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่พบทางออก เหนื่อยแล้วจึงได้แต่ขดตัวนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น
"งูตัวนี้ขาวประหลาดนัก" เขาเอ่ยขึ้น
ชายขี้เมาหัวเราะเสียงดัง "ของดีเชียวล่ะ ข้าจะเอาไปดองเหล้า"
กู้หมัวขัดขึ้นทันที "พี่ชาย...ขายมันให้ข้าได้หรือไม่ อย่าเอาไปดองเหล้าเลย"
"เจ้าจะเอางูไปทำอะไร งูขาวแบบนี้เลี้ยงยากนัก"
"ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเพียงแต่เห็นแล้วรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้มันตาย"
กลับมาสู่ปัจจุบัน ปลายนิ้วของกู้หมัวลูบหัวงูขาวที่โผล่ออกมาจากแขนเสื้อ
"ข้าซื้อเจ้ามาเองแท้ ๆ ทำไมถึงยังชอบทำให้ข้าตกใจอยู่เรื่อย" เขาพึมพำ นึกถึงวันนั้นที่ยังจำได้แม่นราวกับเพิ่งผ่านมา
ซูเจินเลื้อยกลับเข้าแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
เซี่ยเหิงฟังเรื่องราวทั้งหมดเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร สายตาเลื่อนไปจับที่ข้อมือกู้หมัวนานผิดปกติ ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ "เจ้าเก็บมันไว้ตั้งแต่ตอนนั้นหรือ" เขาถามขึ้นเบา ๆ
กู้หมัวชะงัก "ขอรับ"
เซี่ยเหิงส่ายหน้าเล็กน้อย "ไม่มีอะไร"
เสียงหยดน้ำดังขึ้นเป็นจังหวะจากมุมห้องด้านหลัง กู้หมัวหันไปมองเห็นรอยเปียกบนพื้นไม้ใต้ผนังด้านในสุด ถอนหายใจเบาๆ
"ผนังตรงนี้บางมานานแล้วขอรับ" เขาบ่นติดตลกพลางลุกไปหยิบผ้าเก่ามารองน้ำที่รั่ว "สักวันคงต้องซ่อมจริงจังสักที"
"เจ้าพูดแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ" เสียงเจ้หลิวดังแทรกขึ้นจากประตู เธอเดินเข้ามาพร้อมถาดขนมเล็กๆ วางลงบนโต๊ะ "ข้าจำได้ว่าปีที่แล้วเจ้าก็พูดแบบนี้ ปีก่อนหน้านั้นก็เหมือนกัน"
"ปีนี้ข้าจะซ่อมจริงๆ แล้ว" กู้หมัวแก้ตัวพลางวางผ้ารองน้ำรั่วเรียบร้อย
"อืม" เจ้หลิวลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อทั้งหมด ก่อนหันไปมองเซี่ยเหิง "ท่านเซี่ยเปียกไปทั้งไหล่เชียว วันนี้ต้องฝ่าฝนมาไกลสินะเจ้าคะ"
เซี่ยเหิงเพียงพยักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไรมาก เจ้หลิวยิ้มรู้ทันอะไรบางอย่างแต่ไม่ได้พูดต่อ วางถาดขนมไว้แล้วเดินกลับไปทางครัว
ไม่นานลุงเหอก็เดินออกมาจากครัวพอดี ชายสูงวัยรูปร่างล่ำ สวมเอี๊ยมผ้าสีน้ำตาลเข้มทับเสื้อสีเบจซีด มือทั้งสองหยาบกร้านจากการอยู่กับไฟและใบชามาทั้งชีวิต เขาเดินตรงไปที่เตาถ่านมุมห้อง เติมถ่านก้อนใหม่ลงไปโดยไม่ต้องมีใครสั่งสักคำ ไฟในเตาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ให้ความอบอุ่นกระจายไปทั่วห้องเล็กๆ นั้น
"อากาศแบบนี้ต้องมีไฟอุ่นๆ ไว้หน่อย" ลุงเหอพึมพำกับตัวเองมากกว่าพูดกับใคร ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไปเหมือนเดิม
กู้หมัวมองตามหลังลุงเหอไปพลางยิ้มเล็กน้อย หันกลับมามองเซี่ยเหิงที่ยังคงจิบชาอยู่เงียบๆ ไอความอุ่นจากเตาถ่านลอยปนกับไอชา กลิ่นดินชื้นจากฝนที่ยังตกไม่หยุดลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทุกอย่างในห้องนั้นดูสงบเรียบง่ายอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นบ่อยนัก
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันจนฝนซาลง แสงเย็นเริ่มอ่อนลงจากฟ้าที่ยังคงครึ้มอยู่ เซี่ยเหิงลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าฝนเบาบางพอจะเดินได้แล้ว
"ข้าไปก่อน" เขาว่า หยิบเสื้อคลุมที่ยังไม่แห้งสนิทสวมกลับเข้าที่
"ท่านเอาร่มไปด้วยสิขอรับ" กู้หมัวรีบหยิบร่มไม้ไผ่ยื่นให้
"เอาไว้ให้เจ้า เผื่อวันหลังลืมพกอีก" เซี่ยเหิงตอบ ไม่รับร่มนั้นไป ก่อนเดินออกจากห้องไปโดยไม่ให้โอกาสกู้หมัวได้ทันปฏิเสธ
กู้หมัวเดินตามไปส่งถึงหน้าร้าน ยืนอยู่ใต้ชายคาไม้มองร่างสูงของเซี่ยเหิงเดินฝ่าละอองฝนที่โปรยปรายออกไป ไม่กางร่มแม้จะมีอยู่ในมือคนของเขาที่รอรับอยู่ไม่ไกล เขาเดินตัวเปล่าเข้าไปในความมืดที่เริ่มปกคลุมถนนสายนั้น
กู้หมัวยืนมองแผ่นหลังนั้นจนลับตา รู้สึกถึงมุมปากที่ยกขึ้นเองโดยไม่ทันคิด กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังยิ้มอยู่คนเดียวหน้าร้าน ก็ต่อเมื่อเจ้หลิวเดินมาแอบมองอยู่ข้างหลัง ซ่อนหน้าอยู่หลังพัดพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ