กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ชาย-ชาย,อาชญากรรม,เกิดใหม่,จีน,รัก,มาเฟีย,วายจีนโบราณ,วาย,วายพีเรียด,ศิลปิน,พู่กันอสรพิษ,นิยายจีน ,จีนโบราณ,เกิดใหม่,ย้อนเวลา,พระเอกคลั่งรัก,พระเอกหล่อ,นายเอกเก่ง,ดรามา,โรแมนติก,สัตว์เลี้ยง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พู่กันอสรพิษ The Serpent's Brush หวนคืนครานี้ เขาจำรัก ข้าจำแค้นกู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ภาพที่เคยหยุดเพราะความตาย ครั้งนี้เดินต่อได้เพราะชีวิต กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต แต่เซี่ยเหิง ผู้นำกลุ่มมาเฟีย กลับก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ชายผู้ถือครองอำนาจมืดทั้งเมือง ผู้ที่ไม่เคยยอมปล่อยเขาไป ชายที่ปกป้องเขาอย่างไร้เหตุผล และมองเขาด้วยสายตาแห่งการโหยหา คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
เครื่องประดับที่พันอยู่รอบข้อมือของกู้หมัวเริ่มผิดปกติตั้งแต่สองสามวันก่อนหน้า
ปกติมันจะนิ่งอยู่กับที่ตลอดวัน ผิวสัมผัสเรียบเย็นเหมือนหยกชั้นดีที่แนบสนิทไปกับผิวหนัง ขยับเพียงเบาๆ ตามจังหวะลมหายใจของเขาเท่านั้น แต่ช่วงนี้กลับกระสับกระส่ายผิดวิสัย บางครั้งรัดแน่นขึ้นจนรู้สึกได้ถึงแรงบีบที่ข้อมือ บางครั้งกลับเย็นเยียบเสียดผิวเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ราวกับกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่างที่เขาฟังไม่ออก กู้หมัวลูบปลายนิ้วผ่านผิวเรียบลื่นนั้นเบา ๆ หลายครั้งระหว่างวัน สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดที่ไม่เหมือนหยกแท้ แต่ก็ไม่พบเหตุผลใดที่ชัดเจน
เย็นวันหนึ่งใกล้พลบค่ำ กู้หมัวออกจากร้านไปหาซื้อกระดาษเนื้อบางสำหรับงานวาดภาพที่ใกล้จะหมด เส้นทางไปตลาดที่เขาเดินจนคุ้นทุกซอกมุมยามนี้เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนร้านค้าต่าง ๆ จะทยอยปิด เสียงพ่อค้าตะโกนขายถ่านดังแข่งกับเสียงคนขายสมุนไพรตากแห้งที่วางเรียงกันเป็นแผงยาว กลิ่นดินแห้งปนกลิ่นใบไม้แห้งลอยคละกันในอากาศ ร้านขายกระดาษที่เขาตั้งใจมาซื้อของตั้งอยู่ถัดจากร้านขายหมึกและพู่กันไม่กี่ห้อง คนหาบของเดินสวนไปมาไม่ขาดสาย บ่าแบกคานไม้ไผ่ที่โยกตามจังหวะฝีเท้า ร้านเล็ก ๆ ริมทางผูกผ้าแดงผืนโตไว้หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ให้คนเดินผ่านรู้ว่านี่คือที่ขายสุรา
กู้หมัวเดินผ่านแผงขายเครื่องเขียนแผงหนึ่ง สายตาแวบไปเห็นชุดพู่กันวางเรียงอยู่ในกล่องไม้เปิดฝา ด้ามไม้ขัดมันหลายขนาดจัดวางลดหลั่นกันอย่างมีระเบียบ ปลายขนพู่กันแต่ละด้ามแน่นเป็นทรงสวยงามราวกับไม่เคยผ่านการใช้งาน เป็นชุดที่ทำมาสำหรับงานพู่กันหมึกโดยเฉพาะ เขามองอยู่ครู่หนึ่งด้วยความชื่นชม ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดนิ่งอยู่ที่ตลับเล็ก ๆ วางอยู่ถัดไปบนแผงเดียวกัน
ฝาตลับเปิดแง้มไว้ เผยให้เห็นผงสีครามเข้มอัดเป็นก้อนอยู่ภายใน สีเข้มลึกราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ เมื่อแสงตะเกียงข้างแผงต้องเข้า ผิวของมันกลับระยิบระยับเป็นประกายจาง ๆ เหมือนมีเศษดาวเล็ก ๆ ปนอยู่ในเนื้อสี
กู้หมัวไม่รู้ตัวว่าเท้าหยุดเดินไปแล้ว มือขยับเข้าใกล้อย่างไม่ทันคิด ก่อนจะชะงักอยู่ห่างจากผอบนั้นเพียงคืบ ไม่กล้าแตะ
"คุณชายตาถึงนัก" คนขายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงภูมิใจ เห็นสายตาที่จับจ้องอยู่นานผิดปกติ "นี่คือผงลาพิสลาซูลี ที่บดจากแร่หายากจากแดนไกล ต้องขนข้ามทะเล และภูเขามาหลายลูกกว่าจะถึงมือได้สักส่วนหนึ่ง ว่ากันว่าหนักเท่ากัน ราคายังสูงกว่าทองคำเสียอีก"
กู้หมัวไม่ได้ตอบทันที สายตายังคงจับจ้องที่เนื้อสีนั้นราวกับถูกดึงดูดโดยไม่มีเหตุผล เขาเองก็อธิบายไม่ถูกว่าเหตุใดสีครามสีหนึ่งจึงทำให้ใจเต้นแรงผิดปกติเช่นนี้ ไม่ใช่ความอยากได้แบบที่ศิลปินอยากได้สีสวยๆ ไปใช้งาน แต่เป็นความรู้สึกลึกกว่านั้น เหมือนมีบางส่วนในตัวเขาที่โหยหาสีนี้มานานแล้วโดยไม่รู้ตัว
"ราคาเท่าใดขอรับ" เขาถามเบา ๆ ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ควรถาม
คนขายบอกราคามาตัวเลขหนึ่ง กู้หมัวชะงักไปครู่หนึ่ง นั่นเป็นราคาที่เกินกำลังของช่างวาดภาพธรรมดาคนหนึ่งจะจ่ายได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
"คุณชายจะเอาสักหน่อยไหม แบ่งขายได้เหมือนกัน" คนขายเสนอ เมื่อเห็นเขาทำท่าทีลังเล
กู้หมัวส่ายหน้าช้า ๆ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น "ข้าแค่ดู เอาไว้มีเงินก่อนค่อยว่ากัน" เขาตอบเรียบ ๆ เสียงเดียวกับที่เคยตอบเรื่องพู่กันด้ามอื่นมาหลายครั้ง แต่คราวนี้มือที่ถอยกลับมากลับรู้สึกหนักกว่าที่ควรจะเป็น เหมือนกำลังทิ้งบางสิ่งที่สำคัญไว้ข้างหลัง
เขาเดินจากไปโดยไม่ได้ซื้อ แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็อดหันกลับไปมองตลับสีครามนั้นอีกครั้งไม่ได้ แสงตะเกียงยังคงต้องผิวของมันจนส่องประกายอยู่เช่นเดิม กู้หมัวสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปยังร้านขายกระดาษที่ตั้งใจมาแต่แรก
หลังจากซื้อของเสร็จ ท้องฟ้ามืดลงกว่าเดิม แสงตะเกียงตามร้านรวงทยอยจุดขึ้นทีละดวง กู้หมัวเดินกลับทางเดิมโดยเลือกตัดผ่านตรอกเล็ก ๆ ทางลัดใกล้กว่า เป็นเส้นทางที่เขาเดินผ่านมาหลายครั้งจนไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติ
จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังมาเร็วผิดจังหวะ
กู้หมัวหันไปมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนมีแรงกระชากที่แขนเสื้อดึงเขาเข้าไปในความมืดของกำแพงตรอก มือหยาบกร้านปิดปากเขาไว้ ลมหายใจร้อนรนของคนแปลกหน้ากระทบใบหน้า กู้หมัวรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ข้อมือฉับพลัน ไม่ใช่ความเจ็บจากถูกจับ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วใต้แขนเสื้อ
เกล็ดสีขาวไหลออกจากแขนเสื้อเป็นทางยาวในพริบตา ลำตัวเรียวยาวพันรอบแขนของคนร้ายแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาสีเขียวเล็กเรืองแวววาวอยู่ในความมืด ก่อนที่หัวของมันจะพุ่งฉกกัดลงหนึ่งครั้งตรงข้อมือ
เสียงร้องอุทานหลุดออกมาจากปากคนร้าย มือที่ปิดปากกู้หมัวคลายลงทันที ร่างนั้นทรุดเซถอยหลังไปชนกำแพง แขนข้างที่ถูกกัดเริ่มชาไปทั้งแขน อ่อนแรงลงจนยืนไม่มั่นคง แต่ยังหายใจอยู่ไม่ถึงตาย
กู้หมัวถอยหลังไปชนกำแพงอีกด้าน หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเอง มือขวากดลงบนแขนเสื้อซ้ายที่ยังพันด้วยงูขาวเกล็ดเรียบเนียนนั้น
"ซูเจิน..." เขาพูดเบาๆ เสียงสั่นเล็กน้อย "อย่ากัดเขาอีก"
งูขาวคลายตัวช้าๆ เลื้อยกลับขึ้นมาพันรอบข้อมือกู้หมัวตามเดิม เหมือนได้ยินเสียงเจ้าของแล้วยอมทำตาม ทว่ายังคงชูหัวเกร็งตัวนิ่งเหมือนพร้อมจะจู่โจมอีกครั้งหากจำเป็น
คนร้ายที่พิงกำแพงอยู่ครางเบาๆ ก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้น แขนข้างที่ถูกกัดชาจนขยับไม่ได้ ใบหน้าซีดลงในความมืด กู้หมัวยังไม่ทันตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อ เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นจากปากตรอก
"เกิดอะไรขึ้น"
เฉินกุ้ยเดินเข้ามาในตรอกด้วยท่าทางรวดเร็วผิดจากภาพสุภาพเรียบร้อยที่กู้หมัวเคยเห็นตอนกลางวัน ชายเสื้อคลุมสะบัดตามจังหวะก้าว สายตาที่กวาดมองสถานการณ์ทั้งหมดในพริบตาเดียวคมกริบกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับคนทำบัญชี
"ท่านเฉินกุ้ย" กู้หมัวเอ่ยด้วยความประหลาดใจ ลมหายใจยังไม่ทันเรียบ
"ท่านเยี่ยหมัว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่" เฉินกุ้ยเข้ามาใกล้ทันที มือหนึ่งประคองแขนกู้หมัวไว้ สายตากวาดตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหาบาดแผล ก่อนจะหันไปมองคนร้ายที่นั่งอยู่กับพื้นแขนชาไปทั้งข้าง แล้วเหลือบไปเห็นงูขาวที่ยังพันอยู่รอบข้อมือกู้หมัว
เฉินกุ้ยพยักหน้าเข้าใจอะไรบางอย่างทันทีที่เห็นทั้งงูและร่องรอยเล็ก ๆ ที่ข้อมือคนร้าย เขาเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกทบทวนบางอย่าง ก่อนจะหันมาสบตากู้หมัวอีกครั้ง สีหน้ากลับมาสงบเรียบร้อยเช่นเดิม เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
"มันไม่ได้ทำร้ายท่านใช่หรือไม่" เฉินกุ้ยถามอีกครั้ง สายตาเหลือบไปที่แขนเสื้อซ้ายของกู้หมัวแวบหนึ่งก่อนจะละไป
"ไม่ขอรับ มันเป็นของข้าเอง" กู้หมัวรีบพูดขึ้น เสียงยังไม่นิ่งเต็มที่ มือขวากุมแขนซ้ายไว้อย่างระวัง "มันแค่ตกใจแทนข้า"
เฉินกุ้ยพยักหน้าไม่ถามซ้ำ ราวกับเรื่องคนมีงูพันข้อมือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา "เช่นนั้นข้าจะให้คนพาเขาไปส่งหมอก่อน" เขาส่งเสียงเรียกคนที่รออยู่ปากตรอกให้เข้ามาช่วยจัดการ ทั้งท่วงท่าและจังหวะสั่งการดูเป็นธรรมชาติจนกู้หมัวอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่ดูแลบัญชีให้เซี่ยเหิงจะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร
"ท่านเฉินกุ้ยมาทำอะไรแถวนี้หรือ" กู้หมัวถามขึ้นเมื่อคนของเฉินกุ้ยพาคนร้ายออกไปแล้ว
"ข้าเพิ่งเสร็จธุระให้ท่านเซี่ย" เฉินกุ้ยตอบเรียบๆ ไม่ได้ขยายความ "เดินผ่านมาพอดี ได้ยินเสียงจึงแวะดู"
กู้หมัวพยักหน้ารับคำตอบนั้นโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แม้จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่คนของสมาคมม่อเซียวจะเดินอยู่ในตรอกเล็กๆ แบบนี้ยามค่ำคืน
"ท่านแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ" เฉินกุ้ยถามอีกครั้ง
"ไม่เป็นไรขอรับ แค่ตกใจ" กู้หมัวยิ้มบางๆ ให้ความมั่นใจ
เฉินกุ้ยพยักหน้า ยื่นแขนออกมาประคอง "เช่นนั้นให้ข้าพาท่านกลับร้านเถิด ตรอกนี้ค่ำแล้วไม่ปลอดภัย"
กู้หมัวไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้เฉินกุ้ยพยุงแขนพากลับไปตามทางที่มาจากตลาด ตลอดทางเฉินกุ้ยเงียบผิดปกติ ไม่ได้พูดคุยเรื่อยเปื่อยเหมือนตอนเช้าวันแรกที่พบกัน สายตาของเขาเหลือบมองแขนเสื้อของกู้หมัวเป็นระยะโดยไม่ให้สังเกตเห็นชัด ราวกับกำลังคิดคำนวณบางอย่างอยู่ในใจ
ถึงหน้าโรงน้ำชาถิงเฟิง แสงตะเกียงจากภายในส่องผ่านบานประตูไม้ที่เปิดค้างไว้เป็นทางกว้าง เสียงคนคุยกันเบาๆ จากโต๊ะสองสามโต๊ะที่ยังไม่กลับ กลิ่นชาอุ่นๆ ลอยปนกับกลิ่นถ่านจากเตาในครัว
"ถึงแล้ว" เฉินกุ้ยปล่อยแขนกู้หมัวเมื่อเข้ามาถึงหน้าประตู "พักผ่อนให้เพียงพอเถิด"
"ขอบคุณท่านเฉินกุ้ยขอรับ" กู้หมัวค้อมศีรษะให้ "ถ้าไม่ได้ท่าน ข้าคงลำบากมากกว่านี้"
เฉินกุ้ยยิ้มให้เบาๆ "เรื่องเล็กน้อยอย่าใส่ใจเลย" น้ำเสียงกลับมาสุภาพเรียบร้อยเหมือนที่เคยได้ยินตอนเช้าวันนั้น ราวกับความรวดเร็วเฉียบขาดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เขาค้อมศีรษะลาแล้วเดินจากไปในความมืด
กู้หมัวยืนมองแผ่นหลังนั้นจนลับตา ก่อนจะก้าวเข้าประตูร้าน มือขวายังคงกุมแขนซ้ายไว้เบาๆ ราวกับต้องการความมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
"กู้หมัว"
เสียงเรียกดังขึ้นจากบันไดชั้นบน เจ้หลิวเดินลงมาพอดี ชุดสีแดงเข้มแซมชมพูบานเย็นสว่างจ้าตัดกับแสงตะเกียงสีอุ่นของร้าน ปิ่นทองประดับดอกไม้บนผมที่เกล้าสูงสั่นไหวตามจังหวะฝีเท้า พัดในมือลายนกนางแอ่นโบกสะบัด สีสันของเธอทำให้บรรยากาศทั้งร้านที่กำลังจะเงียบสงบลงยามค่ำกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นทันที
"เจ้าไปไหนมาถึงเพิ่งกลับ" เจ้หลิวเดินเข้ามาใกล้ สายตากวาดมองกู้หมัวจากหัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว "หน้าตาดูซีดนะ เป็นอะไรไปหรือ"
"ไม่มีอะไรหรอกเจ้" กู้หมัวยิ้มให้ พยายามให้เสียงฟังดูปกติ "แค่เดินเร็วไปหน่อย"
เจ้หลิวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งเหมือนจะไม่เชื่อทั้งหมด เพียงปิดพัดแปะลงฝ่ามือ"งั้นก็ดี" เธอเปลี่ยนเรื่องทันที "เจ้าต้องรีบพักผ่อนแล้วล่ะ พรุ่งนี้แขกคนสำคัญจะมาถึงแล้วนะ"
กู้หมัวเลิกคิ้วเล็กน้อย "แขกคนสำคัญ?"
"ท่านเซี่ยเหิงไงล่ะ" เจ้หลิวยิ้มเจ้าเล่ห์ กางพัดออกอีกครั้งพัดให้ตัวเองเบา ๆ "พรุ่งนี้เขาจะมาให้เจ้าวาดภาพด้วยตัวเองแล้ว เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ อย่ามัวแต่คิดเรื่องอื่น"
คำพูดนั้นทำให้ภาพความวุ่นวายในตรอกเมื่อครู่จางหายไปจากหัวกู้หมัวชั่วขณะ แทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนประหม่าที่อธิบายไม่ถูก เขานึกถึงชื่อสองคำที่ปลายพู่กันหยุดค้างอยู่นานผิดปกติเมื่อไม่กี่วันก่อน
เซี่ยเหิง
"ข้าเตรียมพร้อมอยู่แล้วขอรับ" เขาตอบเบาๆ พยายามให้เสียงฟังดูมั่นใจกว่าที่รู้สึกอยู่ในใจ
เจ้หลิวยิ้มพอใจ พยักหน้าก่อนหันหลังเดินกลับไปจัดการงานในร้านต่อ กู้หมัวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ใต้แขนเสื้อ ซูเจินขยับตัวเล็กน้อย เขาก้มมองมัน ก่อนจะนึกถึงชื่อสองคำที่วนอยู่ในหัวมาตลอดหลายวัน
เซี่ยเหิง
พรุ่งนี้...เขาจะได้พบคนผู้นั้นแล้ว