กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ชาย-ชาย,อาชญากรรม,เกิดใหม่,จีน,รัก,มาเฟีย,วายจีนโบราณ,วาย,วายพีเรียด,ศิลปิน,พู่กันอสรพิษ,นิยายจีน ,จีนโบราณ,เกิดใหม่,ย้อนเวลา,พระเอกคลั่งรัก,พระเอกหล่อ,นายเอกเก่ง,ดรามา,โรแมนติก,สัตว์เลี้ยง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พู่กันอสรพิษ The Serpent's Brush หวนคืนครานี้ เขาจำรัก ข้าจำแค้นกู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ภาพที่เคยหยุดเพราะความตาย ครั้งนี้เดินต่อได้เพราะชีวิต กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต แต่เซี่ยเหิง ผู้นำกลุ่มมาเฟีย กลับก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ชายผู้ถือครองอำนาจมืดทั้งเมือง ผู้ที่ไม่เคยยอมปล่อยเขาไป ชายที่ปกป้องเขาอย่างไร้เหตุผล และมองเขาด้วยสายตาแห่งการโหยหา คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
เช้าวันนั้นโรงน้ำชาถิงเฟิงคึกคักกว่าปกติตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดร้านเต็มที่ เจ้หลิวสั่งให้เก็บกวาดพื้นชั้นสองเป็นพิเศษ ลุงเหอลุกขึ้นมาจัดเตาถ่านแต่เช้าตรู่กว่าที่เคย กู้หมัวเองก็ตื่นเร็วกว่าปกติ นั่งจัดอุปกรณ์วาดภาพในห้องชั้นสองซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่ทุกอย่างเรียบร้อยดีอยู่แล้วตั้งแต่ครั้งแรก
จู่ ๆ เสียงพูดคุยจากโต๊ะลูกค้าชั้นล่างที่เคยดังพอสมควรกลับเบาลงผิดสังเกต กู้หมัวที่กำลังเช็ดโต๊ะอยู่ชั้นสองหยุดมือ เงี่ยหูฟังความเงียบที่แปลกไปนั้นด้วยความสงสัย
ร่างสูงในชุดคลุมยาวสีดำก้าวผ่านประตูเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ผมสั้นหยาบเกล้าเป็นมวยครึ่งหัวไม่มีเครื่องประดับหรูหราใดๆ ปกขนสัตว์คลุมไหล่ แซมด้วยผ้าสีแดงเลือดหมู-ม่วงเข้มที่โผล่พ้นออกมาใต้ปกเสื้อเป็นริ้วบาง แหวนหัวเสือสวมอยู่ที่นิ้วมือข้างขวา เข็มขัดหนังลายเสือดุนนูนคาดรอบเอว เขาไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้กวาดตามองใครด้วยท่าทีข่มขู่ เพียงเดินเข้ามาตามปกติ แต่เสียงพูดคุยในร้านเบาลงเอง ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครเตือน เพียงแต่ทุกคนรู้สึกได้เองว่านี่ไม่ใช่คนที่ควรเข้าไปวุ่นวายด้วย
สายตาคมกริบของเขากวาดมองห้องโถงทั้งห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่กู้หมัวที่ยืนอยู่บนบันไดชั้นสอง
กู้หมัวรู้สึกถึงสายตานั้นกดทับลงมาราวกับมีน้ำหนักจริง หัวใจเต้นแรงขึ้นผิดจังหวะ เขารีบลงมาค้อมศีรษะทักทายตามมารยาท "ท่านคือท่านเซี่ยเหิงใช่หรือไม่ขอรับ"
ชายร่างสูงพยักหน้าเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ตอบด้วยคำพูด สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กู้หมัวนิ่งเกินกว่าจังหวะสนทนาปกติจะพึงมี
คนของเซี่ยเหิงที่ตามมาด้วยหยุดรอกันเป็นแถวอยู่นอกประตู ไม่มีใครก้าวตามเข้ามาแม้แต่คนเดียว เหมือนรู้กันเป็นนัยว่าห้องด้านในเป็นเขตที่ไม่ควรล้ำเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
"เชิญทางนี้ขอรับ" กู้หมัวพาเซี่ยเหิงขึ้นบันไดไม้ไปยังห้องวาดภาพชั้นสอง ห้องที่จัดแสงไว้ดีที่สุดในร้าน หน้าต่างไม้เปิดกว้างรับแสงเช้าที่ยังอ่อนนุ่มอยู่ ม่านบางกั้นด้านหนึ่งพลิ้วเบาตามลมที่ลอดเข้ามา
เซี่ยเหิงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่จัดเตรียมไว้ ท่วงท่านิ่งสงบ ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงนิ้วเดียวโดยไม่จำเป็น
กู้หมัวนั่งลงประจำที่ของตนหน้าโต๊ะเล็ก หยิบแท่นหินฝนหมึกที่ใช้จนผิวหน้าเป็นมันเงาออกมาวางตรงหน้า มือขวาหยิบกาน้ำเล็กหยดน้ำสะอาดลงบนแท่นหินเป็นหยดพอดี ก่อนจับแท่งหมึกสีดำสนิทขึ้นมาฝนลงบนผิวหินเป็นวงกลมช้า ๆ ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
เสียงหินเสียดสีแท่งหมึกแผ่วเบาดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวซ้ำไปซ้ำมา ระหว่างที่มือขยับไปด้วย สายตากู้หมัวเหลือบมองแท่งหมึกสีดำสนิทในมือตัวเอง ก่อนจะนึกถึงผอบหมึกสีครามที่เห็นในตลาดเมื่อคืนขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว เนื้อสีเข้มลึกที่ระยิบระยับเป็นประกาย เมื่อต้องแสงยังคงติดตาอยู่ไม่จาง สีนั้นสวยจนเขายังเสียดายไม่หาย แต่ราคาที่สูงกว่าทองคำก็เกินกำลังคนอย่างเขาจะเอื้อมถึงได้ เขาได้แต่ถอนหายใจ แล้วกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ
เซี่ยเหิงนั่งนิ่งมองการฝนหมึกนั้นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร สายตาจับอยู่ที่สีหน้ากู้หมัวที่เปลี่ยนไปเพียงแวบเดียวเมื่อครู่ เขาสังเกตเห็นความเหม่อลอยเล็กๆ นั้นได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร
จนกระทั่งหมึกได้ความหนืดที่พอดี เนื้อสีดำสนิทเข้มข้นพร้อมสำหรับการวาด กู้หมัววางแท่งหมึกลง เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเหิงเป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง
"ท่านเซี่ยเหิง" เขาเอ่ยขึ้นสุภาพ "รบกวนท่านคลายอาภรณ์ชั้นนอกลงเล็กน้อยขอรับ เพื่อให้เห็นแนวไหล่และท่วงท่าชัดเจนขึ้น เป็นธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนเต็มตัว"
เซี่ยเหิงมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นคลายเชือกผูกอาภรณ์ชั้นนอกออกอย่างช้าๆ ปลดปกขนสัตว์ลงพาดไว้ข้างกาย เผยให้เห็นแนวไหล่และลำแขนใต้เสื้อชั้นในบาง ไม่มีท่าทีอึดอัดหรือลังเลใดๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติที่เคยทำมาอยู่แล้ว
ขณะนั้นเองสิ่งที่พันข้อมือของกู้หมัวก็ขยับตัว เกล็ดสีขาวโผล่พ้นชายแขนเสื้อออกมาเล็กน้อย หัวเล็กชูขึ้นขู่เสียงแผ่วเบา ตื่นตัวต่อคนแปลกหน้าในห้อง
กู้หมัวชะงักมือที่กำลังจะหยิบพู่กัน "ซูเจิน อย่า"
แต่ยังไม่ทันพูดจบ งูขาวกลับเลื้อยข้ามมือกู้หมัวไปพันรอบข้อมือของเซี่ยเหิง ไม่มีท่าทีขู่ฟ่อหรือตื่นตระหนกอีกต่อไป มันไม่ยอมเลื้อยหนี กลับขดตัวอยู่นิ่งอย่างสบายใจ ราวกับพบที่ที่มันควรอยู่มาตั้งนานแล้ว
กู้หมัวเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ "ขออภัยด้วยท่านเซี่ยเหิง มันไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อนเลยขอรับ"
เซี่ยเหิงมองงูขาวที่พันข้อมือตัวเองอยู่ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือรังเกียจแม้แต่น้อย ปลายนิ้วขยับแตะผิวเกล็ดเรียบเนียนนั้นอย่างคุ้นชิน ราวกับสัมผัสนี้ไม่ใช่ของแปลกใหม่สำหรับเขาเลย
"มันคงแค่ชอบท่านเป็นพิเศษกระมัง" กู้หมัวเอ่ย พยายามกลบความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจ ก่อนจะหันความสนใจกลับไปที่มุมห้องที่แขวนภาพเก่าไว้หลายภาพเป็นตัวอย่างผลงาน
สายตาของเซี่ยเหิงเลื่อนตามไปยังภาพนั้นเช่นกัน ภาพวาดหญิงชราคนหนึ่งที่มุมล่างขวามีลายเซ็นเล็กๆ กำกับไว้ ตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันหมึกลากเส้นสวยงามคมชัด
"เยี่ยหมัว" เซี่ยเหิงเอ่ยถาม สายตายังคงมองที่ลายเซ็นนั้น น้ำเสียงราบเรียบแต่มีบางอย่างแฝงอยู่ลึกกว่าคำถามทั่วไป
"ชื่อที่ใช้ทำงานขอรับ" กู้หมัวตอบตามปกติ เป็นคำตอบที่เขาเคยให้กับคนถามมาหลายครั้งแล้ว
"ข้ารู้"
คำตอบนั้นทำให้กู้หมัวชะงักเล็กน้อย เพราะโดยปกติคนที่เพิ่งรู้จักกันมักจะถามต่อว่าชื่อนี้มีความหมายว่าอะไร หรือทำไมถึงเลือกใช้ชื่อนี้ แต่เซี่ยเหิงกลับไม่ถามอะไรเพิ่มเติมเลย เหมือนรู้คำตอบอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
"กู้หมัว" เซี่ยเหิงเอ่ยเรียกชื่อจริงขึ้นมาเฉยๆ ไม่มีคำนำหน้า ไม่มีคำยกย่องใดๆ เป็นชื่อที่ออกจากปากเขาราวกับเคยเรียกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
กู้หมัวชะงักมืออีกครั้ง ปลายพู่กันที่กำลังจะจุ่มลงในหมึกหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีใครในเมืองนี้ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกจะเรียกชื่อจริงเขาแบบนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่เอ่ยชื่อนั้นออกมายังฟังดูเป็นธรรมชาติเกินกว่าจะเป็นครั้งแรก
"ท่านเซี่ยเหิง..." กู้หมัวพยายามหาคำถามที่เหมาะสม แต่เซี่ยเหิงกลับพูดขึ้นก่อน
"เริ่มวาดเถิด"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กู้หมัวกลืนคำถามที่ค้างอยู่ในคอลงไป พยักหน้ารับก่อนจะจุ่มพู่กันลงในหมึกที่ฝนไว้อย่างตั้งใจ เริ่มลากเส้นร่างแรกลงบนกระดาษเนื้อบาง มือที่เคยมั่นคงกลับสั่นเล็กน้อยอย่างหาต้นสายปลายเหตุไม่เจอ
ห้องเงียบไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกับผิวกระดาษแผ่วเบาเป็นจังหวะ กู้หมัวจดจ่ออยู่กับเส้นร่างตรงหน้า ค่อยๆ ลากเก็บรายละเอียดของแนวไหล่ ลำคอ และโครงหน้าที่คมชัดของชายตรงหน้า ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมองต้นแบบ สายตาของเซี่ยเหิงก็จับอยู่ที่เขาเสมอ ไม่มองไปที่อื่นเลยสักครั้ง
"ท่านเซี่ยเหิงนั่งมาแล้วกี่ครั้งขอรับ" กู้หมัวถามขึ้นเพื่อคลายความเงียบ ก้มหน้าลากเส้นต่อไปโดยไม่เงยขึ้นมอง
"ครั้งแรก" เซี่ยเหิงตอบสั้นๆ
"ท่านนั่งนิ่งเก่งมากสำหรับคนที่ไม่เคยนั่งมาก่อนขอรับ ลูกค้าส่วนใหญ่มักขยับตัวบ่อยจนข้าต้องเตือน"
"ข้าเคยนั่งนิ่งมามาก" เซี่ยเหิงตอบ น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
กู้หมัวเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ ไม่ได้ถามลึกไปกว่านั้น เพราะรู้สึกว่าบางเรื่องไม่ควรจะถามคนที่เพิ่งรู้จักกันมากเกินไป
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ พู่กันในมือกู้หมัวเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ค่อย ๆ ประกอบร่างของชายตรงหน้าให้ปรากฏขึ้นบนกระดาษทีละส่วน แสงเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างขยับตำแหน่งไปตามเวลาที่ล่วงเลย ทาบลงบนพื้นไม้เป็นเส้นทางยาวขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งกู้หมัววางพู่กันลงพักมือครู่หนึ่ง เอนหลังเล็กน้อยเพื่อพิจารณาเส้นร่างที่ทำไปแล้ว เซี่ยเหิงมองตามการเคลื่อนไหวนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับกู้หมัว
"เจ้ายังมีนิสัยเอนหลังแบบนี้เวลาพักมืออยู่อีกหรือ"
กู้หมัวเงยหน้าขึ้นทันที ขนลุกซู่ไปทั้งแขนอย่างงุนงง "ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ"
เซี่ยเหิงชะงักไปเสี้ยววินาที สีหน้าเปลี่ยนแวบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งเรียบเหมือนเดิม "ข้าได้ยินมาจากเฉินกุ้ย" เขาตอบ "ว่าท่านมีนิสัยเช่นนี้เวลาทำงาน"
คำอธิบายนั้นฟังดูสมเหตุสมผลดี เฉินกุ้ยเคยมาที่ร้านหลายครั้ง อาจสังเกตเห็นก็เป็นได้ กู้หมัวพยักหน้ารับคำตอบนั้น แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกว่าแปลกอยู่ดี เพราะน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่ไม่ได้ฟังดูเหมือนกำลังเล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากคนอื่นเลยแม้แต่น้อย มันฟังดูเหมือนความทรงจำของตัวเขาเองมากกว่า
เขาก้มหน้าลงหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง พยายามสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แต่มือที่จุ่มลงในหมึกกลับสั่นเล็กน้อยจนต้องหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลากเส้นต่อ
ลมที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาแผ่วเบา พัดม่านบางไหวเป็นจังหวะ ซูเจินยังคงพันอยู่ที่ข้อมือเซี่ยเหิงนิ่งสงบไม่ยอมเลื้อยกลับไปหากู้หมัวเหมือนทุกครั้ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดงูตัวนี้ จึงดูคุ้นเคยกับชายที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกนัก