กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ชาย-ชาย,อาชญากรรม,เกิดใหม่,จีน,รัก,มาเฟีย,วายจีนโบราณ,วาย,วายพีเรียด,ศิลปิน,พู่กันอสรพิษ,นิยายจีน ,จีนโบราณ,เกิดใหม่,ย้อนเวลา,พระเอกคลั่งรัก,พระเอกหล่อ,นายเอกเก่ง,ดรามา,โรแมนติก,สัตว์เลี้ยง,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พู่กันอสรพิษ The Serpent's Brush หวนคืนครานี้ เขาจำรัก ข้าจำแค้นกู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
ภาพที่เคยหยุดเพราะความตาย ครั้งนี้เดินต่อได้เพราะชีวิต กู้หมัว เคยถูกคนที่ไว้ใจที่สุดสังหาร เมื่อได้รับโอกาสหวนคืน ศิลปินหนุ่มจึงต้องสืบหาตัวฆาตกรในอดีต แต่เซี่ยเหิง ผู้นำกลุ่มมาเฟีย กลับก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้ง ชายผู้ถือครองอำนาจมืดทั้งเมือง ผู้ที่ไม่เคยยอมปล่อยเขาไป ชายที่ปกป้องเขาอย่างไร้เหตุผล และมองเขาด้วยสายตาแห่งการโหยหา คนที่เขาสงสัยว่าเป็นฆาตกร... อาจเป็นคนเดียวกับคนที่กอดเขาไว้ในคืนที่สิ้นลม
หลังจากวันแรกที่เซี่ยเหิงมานั่งให้วาดภาพ เขาก็แวะเวียนมาที่โรงน้ำชาถิงเฟิงบ่อยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งมาดูความคืบหน้าของภาพ บางครั้งก็เพียงนั่งอยู่ที่มุมห้อง ไม่ได้พูดอะไรมาก ปล่อยให้กู้หมัวทำงานของตัวเองไปตามปกติ คนของเขาที่เคยยืนรอเป็นแถวหน้าร้านก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเหลือเพียงสองสามคน เหมือนเขาเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีคนคุ้มกันมากขนาดนั้น เจ้หลิวเริ่มแซวลับหลังว่าลูกค้ารายนี้มาบ่อยเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องภาพวาดภาพเดียว ลุงเหอเองก็เริ่มจดจำได้ว่าเซี่ยเหิงชอบดื่มชาแบบไม่เติมน้ำตาล ชงรอไว้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
เช้าวันหนึ่งฝนไม่ตกแต่ท้องฟ้าครึ้มเทา ลมพัดเย็นกว่าปกติ กู้หมัวตื่นแต่เช้าเพื่อจัดของในห้องวาดภาพชั้นสองใหม่ทั้งหมด ม้วนกระดาษเนื้อบางหลายม้วนที่เก็บไว้บนชั้นสูงเริ่มเก่าและไม่เหมาะกับงานละเอียดอีกต่อไป เขาจึงตั้งใจจะจัดเรียงใหม่ เอาม้วนเก่าไปพักไว้ในชั้น ส่วนม้วนใหม่วางไว้ให้หยิบง่าย
เขาลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งเข้ามาวางใกล้ชั้น ปีนขึ้นไปยืนอย่างที่เคยทำมาหลายครั้งแล้วโดยไม่คิดอะไรมาก มือเอื้อมไปหยิบม้วนกระดาษที่วางอยู่ชั้นบนสุด
เซี่ยเหิงเดินเข้ามาในห้องพอดีตอนนั้น เห็นภาพกู้หมัวยืนอยู่บนเก้าอี้เอื้อมมือขึ้นสูง จึงหยุดฝีเท้าไว้แต่ไกล ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงยืนดูเงียบ ๆ อยู่ตรงประตู
ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งดันเข้าไปติดตรงรอยแตกของพื้นไม้พอดี เกิดเสียงลั่นแผ่วขึ้นใต้เท้า เก้าอี้เสียหลักโยกแรงกว่าที่คิด กู้หมัวเซถอยหลังพร้อมมือที่เอื้อมไปคว้าขอบชั้นเพื่อทรงตัวทันที ขอบไม้ที่แตกเป็นเสี้ยนบาดฝ่ามือเป็นแผลยาวหนึ่งเส้น ความเจ็บแปลบวาบขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกตัวลอยเมื่อเก้าอี้เอียงจนแทบจะพลิกคว่ำ
ก่อนที่เขาจะทันรู้ตัวว่ากำลังล้ม แขนหนึ่งก็สอดเข้ามารองรับเอวไว้ทัน
กู้หมัวหันกลับไปมองประตู เมื่อครู่เซี่ยเหิงยังยืนอยู่ตรงนั้น แล้วเขามาถึงตรงนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
"ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่" เสียงเซี่ยเหิงเรียบแต่มีน้ำหนักผิดปกติ มือหนึ่งประคองเอวกู้หมัวให้ยืนตรงบนพื้น อีกมือจับข้อมือที่มีเลือดไหลซิบขึ้นมาดูทันที
"แค่โดนบาดนิดหน่อยเองขอรับ" กู้หมัวพยายามดึงมือกลับ แต่เซี่ยเหิงจับไว้แน่นไม่ปล่อย สายตาจับจ้องอยู่ที่แผลนั้นนิ่งเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำกับแผลที่ดูไม่มีอะไรสำคัญแบบนี้
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ที่พกติดตัวออกมา ข้างในมีทั้งผ้าพันแผลพับเรียบร้อยและขวดยาห้ามเลือดเล็กๆ ทำจากเครื่องปั้นดินเผาเนื้อละเอียด เซี่ยเหิงเปิดฝาขวด เทผงยาสีน้ำตาลลงบนแผลอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพันผ้าทับให้แน่นพอดี ทุกขั้นตอนทำด้วยความชำนาญราวกับทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ใช่ท่าทีของคนที่เพิ่งหยิบของมาใช้เป็นครั้งแรก
กู้หมัวมองมือใหญ่หนาที่กำลังพันผ้าอยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ "ท่านพกของพวกนี้ติดตัวตลอดเลยหรือขอรับ"
"คนอย่างข้าพกยาฉุกเฉินติดตัวเป็นปกติอยู่แล้ว" เซี่ยเหิงตอบเสียงเรียบ ไม่เงยหน้าขึ้นมอง สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่ปมผ้าที่กำลังผูก
"แผลแค่นี้เอง ท่านไม่ต้องทำถึงเพียงนี้ก็ได้ขอรับ" กู้หมัวเอ่ยอีกครั้ง รู้สึกเกร็งเล็กน้อยกับความใส่ใจที่มากเกินกว่าแผลเล็ก ๆ จะสมควรได้รับ "ปกติข้าก็แค่เอาผ้าพันไว้เอง เดี๋ยวก็หายเอง"
"ข้าไม่ชอบเห็นเลือด" เซี่ยเหิงตอบ
คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่นผิดปกติสำหรับประโยคนั้น ราวกับมีความหมายมากกว่าที่คำพูดบอกไว้
ขณะนั้นเองสิ่งที่พันข้อมือกู้หมัวก็ขยับ หัวเล็กโผล่พ้นแขนเสื้อออกมาแลบลิ้น ซูเจินได้กลิ่นเลือดจึงตื่นตัวขึ้นทันที เลื้อยขยับจะออกมาดูให้ใกล้ขึ้น แต่พอเห็นว่าเป็นเซี่ยเหิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า มันก็หุบปากสงบลง เลื้อยกลับเข้าไปในแขนเสื้อตามเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เซี่ยเหิงพันผ้าไปเกือบเสร็จ นิ้วที่เคยกดน้ำหนักมั่นคงกลับสั่นเทาขึ้นมาแวบหนึ่ง กู้หมัวรู้สึกได้ถึงอาการนั้นผ่านผิวหนัง
"ท่านกลัวหรือ" กู้หมัวถามด้วยความสงสัย
เซี่ยเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง มือยังคงอยู่กับปมผ้าที่ผูกค้าง สายตาจับอยู่ที่แผลบนฝ่ามือนั้น ลมนอกหน้าต่างพัดม่านบางไหวเบา ๆ เป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องขณะนั้น
"...ข้าเคยเห็นคนสำคัญเจ็บต่อหน้าตัวเอง" เขาตอบในที่สุด เสียงเบาลงกว่าที่ผ่านมา
นิ้วมือที่เคยมั่นคงสั่นเทาลงฉับพลันจนผูกปมสุดท้ายไม่สำเร็จในครั้งเดียว ต้องขยับผูกใหม่อีกรอบ สายตาที่มองบาดแผลไม่ได้แฝงความสมเพชหรือความเฉยชาแบบที่คนทั่วไปมักมีต่อบาดแผลของคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่ลึกกว่านั้นมากเซี่ยเหิงยังคงมองแผลนั้น กรามของเขาเกร็งขึ้นช้า ๆ นิ้วที่กำลังผูกปมผ้าสั่นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่กู้หมัวเห็นว่า คนที่ดูนิ่งสงบมาตลอดกำลังพยายามควบคุมตัวเองด้วยความยากลำบาก
กู้หมัวไม่ได้ถามต่อ เพียงนั่งนิ่งปล่อยให้เซี่ยเหิงผูกปมผ้าให้เสร็จ รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก โดยไม่รู้ว่าคำถามง่าย ๆ ของตัวเองพาเรื่องมาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เขาแอบชำเลืองมองใบหน้าเซี่ยเหิงที่ก้มอยู่ตรงหน้า สังเกตเห็นกรามของเขามีอาการเกร็ง ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดหลายวันที่รู้จักกัน
"เสร็จแล้ว" เซี่ยเหิงเอ่ยขึ้นในที่สุด ปล่อยมือกู้หมัวลง แต่ยังคงไม่ละสายตาไปจากรอยแผลนั้น
"ขอบคุณท่านมากขอรับ" กู้หมัวขยับมือทดสอบดูผ้าที่พันไว้แน่นหนาดี "ท่านพันได้ดีทีเดียว ราวกับเคยทำมาก่อนหลายครั้ง"
เซี่ยเหิงไม่ตอบ เพียงแต่นิ่งอยู่อย่างนั้น สายตายังคงตรึงอยู่ที่มือของกู้หมัวนานเกินกว่าที่บทสนทนาจะดำเนินต่อได้อย่างปกติ ราวกับภาพตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงมือของคนที่นั่งอยู่ด้วยกันในห้องนี้ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ซ้อนทับขึ้นมาจากที่อื่น ณ เวลาอื่น
"ท่านเซี่ยเหิง" กู้หมัวเอ่ยเรียกสติ
เซี่ยเหิงกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่ปัจจุบัน สีหน้ากลับมานิ่งเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ไม่มีอะไร" เขาตอบ ลุกขึ้นจากที่นั่งเร็วผิดปกติ "เจ้าเองก็ระวังตัวให้มากกว่านี้"
พูดจบก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบ ทิ้งกู้หมัวไว้กับความรู้สึกค้างคาที่อธิบายไม่ถูก มือข้างที่พันผ้าไว้ยังคงอุ่นอยู่จากสัมผัสเมื่อครู่ เขามองตามแผ่นหลังนั้นจนลับประตูไป ก่อนจะก้มลงมองผ้าพันแผลสีขาวที่พันรอบฝ่ามือ นึกถึงแววตานั้นที่มองมือตัวเอง ราวกับกำลังเห็นภาพอื่นซ้อนทับอยู่ ภาพที่ไม่ใช่ของเขา แต่เขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างประหลาด เขาเพิ่งรู้จักเซี่ยเหิงได้ไม่กี่วัน เหตุใดคนผู้นี้ถึงได้ดีกับเขานัก ทั้งที่เป็นเพียงลูกค้าที่มาจ้างวาดภาพคนหนึ่งเท่านั้น