ลูซี่นักฆ่าสาวที่มีฝีมือระดับพระกาฬหาตัวจับยากแต่ต้องมาข้ามมิติไปในยุคโบราญที่อยู่ในช่วงภัยแล้ง ภัยแล้งก็ต้องหนีไหนจะโจรป่าที่ค่อยดักปล้นอีก เธอจะสามามรสพาครอบครัวผ่านภัยแล้งไปได้ยังไง

ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง - บทที่5 ภัยแล้งใกล้ฉัน โดย ไหล่ซ่า @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ครอบครัว,เกิดใหม่,จีน,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ครอบครัว,เกิดใหม่,จีน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

รายละเอียด

ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง โดย ไหล่ซ่า @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ลูซี่นักฆ่าสาวที่มีฝีมือระดับพระกาฬหาตัวจับยากแต่ต้องมาข้ามมิติไปในยุคโบราญที่อยู่ในช่วงภัยแล้ง ภัยแล้งก็ต้องหนีไหนจะโจรป่าที่ค่อยดักปล้นอีก เธอจะสามามรสพาครอบครัวผ่านภัยแล้งไปได้ยังไง

ผู้แต่ง

ไหล่ซ่า

เรื่องย่อ

ลูซี่นักฆ่าสาวที่มีฝีมือระดับพระกาฬหาตัวจับยากแต่ต้องมาข้ามมิติไปในยุคโบราญที่อยู่ในช่วงภัยแล้ง ภัยแล้งก็ต้องหนีไหนจะโจรป่าที่ค่อยดักปล้นอีก เธอจะสามามรสพาครอบครัวผ่านภัยแล้งไปได้ยังไง 

สารบัญ

ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่1 นักฆ่าสาวข้ามมิติ,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่2 หลีชิงอี่คนใหม่,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่3 ท่านยายมาร่วมขบวน,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่4 มีโจรป่ามาปล้นเสบียง,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่5 ภัยแล้งใกล้ฉัน,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่6 โรคระบาด,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่7 โสมนี้ให้เจ้า,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่8 มนุษย์น่ากลัวกว่สัตว์,ข้ามมิติมาพาครอบครัวหนีภัยแล้ง-บทที่9 ที่อันตรายคือที่ปลอดภัย

เนื้อหา

บทที่5 ภัยแล้งใกล้ฉัน

ขบวนหนีภัยแล้งเดินทางต่อโดยมีหัวหน้าหมู่บ้านนำขบวนและครอบครัวหลีปิดท้ายขบวน ชิงอี่ค่อยใช้กล้องส่องทางไกลดูรอบๆว่าปลอดภัยหรือไม่

"ชิงอี่เห็นอะไรบ้าง"พ่อหลีถามบุตรสาวด้วยกลัวพวกโจรจะตามมา 

"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่มีใครตามขบวนเรามา "ที่เธอกังวลไม่ใช้โจร แต่เป็นพวกเจ้าหน้าที่ต่างหากละ จากที่เธออ่านในสมุดบัญชี เจ้าเมืองเฉียงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้วพวกเธอกำลังเดินทางผ่านเมืองนี้พอดี พวกเธอจะเจออะไรบ้างยากที่จะเดาจริงๆ ช่วงหยุดพักกลางวันหลายๆครอบครัวเลือกที่จะนอนพักเอาแรงเพราะเมื่อคืนทุกคนเกือบจะไม่ได้นอนกันเลย 

หัวหน้าหมู่บ้านก็เหมือนจะเข้าใจเลยพักให้นานอีกหน่อย เฟยหลงไปดูรอบๆพอรู้มีแหล่งน้ำ ไห่เม้ยกับฮวาหลิวเลยพาเสี่ยวซากับเสี่ยวหลิงไปอาบน้ำสระผมให้สะอาดตาขึ้น เพราะเมื่อคืนแค่เช็ดตัวแต่ยังไม่สะอาดหมดและผมที่เกาะกันเป็นก้อนๆต้องค่อยๆสางกว่าจะอาบน้ำสระผมเสร็จก็หมดเวลาพักพอดี ชิงอี่ต้องเอายาสระผมกับสบู่ให้ทั้งสองใช้เพราะทนเห็นสภาพสองพี่น้องไม่ได้

"พออาบน้ำแล้วค่อยน่ารักขึ้นมาหน่อย"ชิงอี่พูดด้วยความเอ็นดู 

"ข้าว่าแหล่งน้ำเริ่มลดลงแล้วนะ"เฟยหลงเห็นปริมาณน้ำที่ลดลงมากจากรอยเดิม

"หมายความว่าภัยแล้งเริ่มขยายพื้นที่แล้วเหรอ"แม่เฒ่าหวองเป็นกังกล กว่าพวกนางจะเดินไปถึงทางเหนือก็ใช้เวลากว่าอีกสองเดือน

"มีความเป็นไปได้สูงขอรับ เพราะตั้งแต่ที่เราเดินทางมายังไม่เคยเห็นฝนตกเลย มีแต่แดดแล้วก็แดด"หลีฟูสังเกตตั้งแต่พวกเขาหลีภัยมายังไม่เคยเห็นแม่แต่น้ำค้าง 

"งั้นถ้าเราเจอแหล่งน้ำอีกต้องพยามกักตุนไว้ให้มากหน่อย"แม่เฒ่าหวองวางแผนการตุนน้ำ 

"เรื่องน้ำครอบครัวเราไม่เดือดร้อนขอรับแต่มันอาจสร้างความเดือดร้อนให้เราได้"หลีฟูหมายถึงคนอื่นจะมาสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวเขาได้

"ต่อไปนี้เราต้องระวังการใช้น้ำจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าครอบครัวพวกเรามีน้ำใช้ตลอด"เฟยเทียนคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่แนถ้ามีคนรู้ความลับของหลานสาว 

เป็นอันตกลงกันว่าทุกคนจะทำตัวปกติเหมือนผู้ลี้ภัยทั่วไปจะไม่อาบน้ำทุกวันอย่างที่ชิงอี่ให้ทำเพราะไม่อย่างนั้นผิดปกติแน ชิงอี่เลยได้แต่ทำใจแต่มีข้อแม้ว่าทุกคนต้องเช็ดตัวทุกวัน 

ตกเย็นพักตั้งกระโจมบุรุษทั้งสองครอบครัวก็สลับกันทำหน้าที่หลีฟูไปล่าสัตว์เฟยเทียนกับเฟยหลงออกไปหาแหล่งน้ำ ส่วนเสี่ยงหมิงกับชิงอี่เฝ้าระวังรอบๆกระโจม 

ด้านฮวาหลิวกับไห่เม้ยช่วยกันหุงข้าวธัญพืชและเตรียมผักดอง

หลีฟูกับเฟยเทียนก็แบกหมูป่าน้ำหนัก200กว่าชั่ง สร้างความหือฮาให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก 

หลีฟูกับเฟยเทียนเลยตกลงกันว่าจะแบ่งเนื้อหมูป่าให้ชาวบ้านทุกครัวเรือนแล้วแต่จะจัดสันปั่นส่วยได้ส่วนใดไป 

"ขอบใจมากนะหลีฟูที่แบ่งเนื้อหมูป่ามาให้ชาวบ้าน"หัวหมาหมู่บ้านรู้สึกซึ้งน้ำใจส่วนนี้มาก 

"ถือว่าช่วยเหลือกันขอรับ ยังไงก็หมู่บ้านเดียวกัน"เขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วเพราะเสบียงพวกเขาไม่เคยขาดแต่ที่ล่าสัตว์์์เพราะจะได้ออกกำลังฝึกฝีมือการต่อสู้ 

มีชาวบ้านรู้สึกขอบคุณครอบครัวหลีที่มีน้ำใจแบ่งปั่นอาหารให้ทั้งๆที่พวกเขาจะไม่แบ่งเลยก็ได้เพราะถือเป็นสิทธิของพวกเขา แต่ก็มีบางครอบครัวที่ไม่พอใจในส่วนแบ่งเพราะอยากได้มากกว่าที่แจกแต่ก็พูดอะไรไม่ได้เพราะหัวหน้าหมูบ้านขู่ว่าถ้าเรื่องเยอะก็ไม่ต้องรับส่วนแบ่ง 

แต่เรื่องพวกนี้หาได้รอดสายตาชิงอี่ที่มีความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาตามสัญชาตญาณเดิมจากภพที่แล้ว  

ครอบครัวที่ไม่พอใจคือครอบครัวอู๋ พวกเขาไม่ชอบครอบครัวหลีมาแต่เดิมตอนอยู่หมู่บ้านนางอู๋นางอยากดองกับบ้านหลีเพราะเห็นว่าเสียงหมิงขยันถ้าได้มาเป็นเขยคงจะมาช่วยงานลงนาที่บ้านได้ดีแนนอนเพราะเห็นหลีฟูกับเสียวหมิงไปช่วยทำนาแถมดูแลบ้านแม่เฒ่าหวองที่เป็นบ้านเดิมภรรยาไม่เคยขาดถ้าเสียวหมิงได้แต่งกับบุตรสาวนางก็คงมาช่วยเหลืองานไร่บ้านนางแนๆ แต่พอนางลองเรียบๆเคียงๆถามฮวาหลิวกับบอกปัดว่าให้บุตรชายตัดสินเอง นางเลยพยายามให้บุตรสาวค่อยเข้าใกล้เสี่ยวหมิงฝ่ายชายได้สนใจ แต่เสี่ยวหมิงกลับไม่สนใจสร้างความอับอายให้บุตรสาวนางอย่างมากจนต้องแต่งออกไปอยู่อีกหมู่บ้านแล้วเจอครอบครัวสามีไม่ดี ถ้าตอนนั้นเสียวหมิงยอมรับความหวังดีของบุตรสาวนาง หมี่เย่วคงไม่ต้องแต่งไปเจอครอบครัวสามีที่ไม่ดีแนๆ ทั้งหมดเป็นเพราะเสี่ยวหมิงและครอบครัวหลี

"ท่านพี่ ดูเหมือนท่านป้าอู๋จะยังโทษท่านที่ไม่ยอมแต่งงานกับบุตรสาวนางนะ"

"ปล่อยนางไปเถอะ"เสี่ยวหมิงบอกปัดด้วยความไม่ใส่ใจ

ชิงอี่จำได้อู๋หมี่เย่วเคยมาขอร้องให้พี่ชายเธอไปสู่ขอนางเพราะนางไม่อยากแต่งงานกับคนปลูกผักอีกหมู่บ้าน แต่พี่ชายเธอเพิ่งจะอายุ13ไหนเลยจะคิดถึงเรื่องคู่ครองเลยบอกปัดไปหมี่เย่วในวัย15ถึงต้องแต่งออกไปอีกหมู่บ้านแล้วก็ได้ข่าวบ้านสามีใช้งานนางสารพัด จนทำให้แม่อู๋ร้องไห้แล้วบ่นให้คนใกล้ชินได้ฟังว่าเป็นเพราะเสียวหมิงที่ไม่ยอมไปสู่ขอหมี่เย่ว

"ถ้าตอนนั้นบ้านหลียอมมาขอลูกสาวข้านางคงไม่ต้องทรมานอย่างทุกวันนี้แน"พูดแล้วก็ร้องไห้ตีอกตัวเองว่าช่วยอะไรบุตรสาวไม่ได้ 

"ลูกชายบ้านหลีเพิ่งจะอายุ13เองไม่ใช้เหรอแม่อู๋"ชาวบ้านที่ฟังก็ขัดคำพูดนางเพราะคิดว่าการที่บุตรสาวนางจะแต่งกับใครแล้วไม่ดีมันไปโทษลูกชาบบ้านหลีดูจะไม่เหมาะ 

แต่แม่อู๋ก็ไม่ฟังยังคงโทษว่าเป็นความผิดของคนสกุลหลีจนทุกวันนี้ 

บ้านหลีไม่ได้สนใจความคิดคนอื่นตอนนี้ทุกคนกำลังพยายามช่วยกันแปลรูปหมูููป่าที่เหลือให้เก็บไว้กินได้นานที่สุด 

หลังจากนั้นผ่านไปอีกเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่มีเค้ารางว่าฝนจะตกและสภาพอากาศก็เริ่มแห้งแล้งขึ้นทุกที

การหาแหล่งน้ำก็ยากขึ้น หลีฟูพยายามออกหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ประทังชีวิต 

"ข้างหน้ามีแอ่งน้ำพอให้พวกเราตักมาใช้บ้างขอรับ"เฟยเทียนกลับมาแจ้งข่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน 

"แต่เราจะอยู่นานไม่ได้นะขอรับเพราะแหล่งน้ำที่มีพอแค่ใช้ครั้งนี้"หัวหน้าหมู่บ้านพอได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ

"กลุ่มเราถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ การใช้น้ำมันเลยมีความต้องการมาก ไม่รู้กว่าจะถึงชายแดนเราจะเหลือชาวบ้านกันครบมั้ย"หัวหน้าหมู่บ้านพยายามจะช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่เขาจะช่วยได้

"พวกข้าจะพยายามช่วยอีกแรงขอรับ ออกเดินทางมาด้วยกันก็อยากให้ถึงที่หมายด้วยกัน"เขาจะพยายามเท่าที่ช่วยได้แล้วกัน

"สัตว์เลี้ยงพวกเจ้าดีจังเลยนะขนาดไม่ค่อยได้กินยังดูดีเลยว่ามั้ย"แม่อู๋เดินมาเห็นสัตว์ทั้ง4ของครอบครัวหลีก็รู้สึกอิจฉา เกวียนวัวสองรถรากล่อหนึ่งลาอีกหนึ่ง แถมรูปร่างแต่ละตัวก็ดูแข็งแรงไม่มีสภาพอดอยากเลย มันจะดีแค่ไหนนะถ้าพวกมันเป็นของครอบครัวนาง 

ซานซาที่กำลังเอาหญ้าให้บันดาสัตว์ทั้ง4ก็หันมามอง 

"ท่านป้ามีอะไรเหรอเจ้าค่ะ"ซานซาเห็นท่านป้าพูดถึงเจ้าสี่สหายก็สงสัย

"เรื่องของเจ้านาย ทาสอย่างเจ้าไม่ต้องมายุ่ง"นางเห็นนะว่าเสี่ยวหมิงค่อยดูแลนังเด็กนี้กับน้องสาวตลอด 

ซานซาเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนพูดแบบนั้นก็เลิกสนใจ 

เสี่ยวหมิงอุ้มหลิงหลงมาหาซานซาทันได้ฟังคำพูดของท่านป้าอู๋ก็รู้สึกไม่ชอบใจแต่ซานซาส่งสายตาไม่ให้ใส่ใจเขาเลยปล่อยผ่าน 

ส่วนแม่อู๋เมื่อเห็นทั้งสองคนไม่สนใจก็นึกโกรธจึงอยากจะทำร้ายสัตว์เลี้ยงแต่พอจะเอาไม้ไปตีเจ้าลาโง่ ตัวล่อก็เดินมาส่งเสียงไล่ไม่ให้นางเข้าใกล้น้องชายมัน จนนางต้องวิ่งหนี



หลีฟูกับเฟยเทียนนั้งปรึกษากันเรื่องปัญหาภัยแล้ง 

"ถ้ายังเป็นแบบนี้ชาวบ้านต้องแยแนๆ เราหนีภัยแล้งมาแต่กลับมาเจอแล้งหนักกว่าเก่า "

"แล้วเราจะขึ้นเหนือไปอีกหรือไม่ขอรับ" เสี่ยวหมิงเอ่ยถามบิดา

"เราเดินทางกันมาเป็นสองเดือนแล้วนะ อีกไม่ถึงสองเดือนก็ถึงชายแดน แล้วถ้าไปถึงแล้วชายแดนก็แล้งเราไม่แยกว่าเก่าหรือ"เฟยหลงกังวลถึงอนาคต 

ชิงอี่ก็คิดหนักไม่รู้ว่าต้องทำยังไง เธอเป็นนักประดิษไม่ใช้นักวิทยาศาตร์ จะต้องทำไงฝนถึงจะตก แล้วเธอก็นึกอะไรออกก่อนจะปีนขึ้นไปบนเกวียนแต่จริงๆแล้วหายเข้าไปในมิติ บ้านหวองเริ่มชินกับการกระทำของชิงอี่ ส่วนซานซากับหลิงหลงถือว่าชิงอี่เป็นผู้ช่วยชีวิตไม่ว่าชิงอี่จะทำอะไรสองพี่น้องล้วนรับได้หมด 

ผ่านไปครึ่งชั่วยามชิงอี่ก็ออกมาจากมิติพร้อมกล่องอะไรสักอย่าง

"มันคืออะไรนะชิงอี่"เสียวหมิงมองด้วยความสงสัย 

"มันเหมือนที่ตรวจจับว่าจะมีฝนตกมั้ยนะเจ้าค่ะ..ข้าก็ไม่แนใจว่าช่วยอะไรได้บ้างมั้ย"เธอซื้อเครื่องนี้มาเหมือนจะเอาไว้ตรวจสภาพอากาศว่าวันนั้นจะมีลมหรือปริมาณฝนเท่าไร เธอได้มาตอนปลอมตัวอยู่ศูนย์วิจัยสภาพอากาศ กว่าเธอจะหาเจอก็เสียเวลาไปมิใช่น้อย

ชิงอี่เอาเครื่องมานั่งเปิดและรอ ผ่านไปชั่วครู่เครื่องก็ปรากฏภาพหน้าจอแล้วบอกปริมาณน้ำฝน 

"อีกไม่เกินเจ็ดวันอาจฝนตกเจ้าค่ะ"