กระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)
ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,อาชญากรรม,แฟนตาซี,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ปฏิบัติการล่ารักนักปล้นกระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)
ยามจันทราลอยลับในม่านรัตติกาล เข็มสั้นของนาฬิกาเดินบรรจบกับเข็มยาว เราจะปรากฏตัวต่อหน้าคุณ เพื่อขอรับจุมพิตจากผู้เป็นรักยิ่ง…
ไวท์ฟอกซ์
ม่านการแสดงได้เปิดฉาก ท่ามกลางร่องรอยอาชญากรรม จดหมายสีขาวประทับรอยเท้าจิ้งจอกที่ถูกส่งมาพร้อมปริศนาที่รอให้ไข ใครกันแน่ที่ซ้อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากใบนั้น
‘อาร์จิน’ ตำรวจตัวจิ๋วจากกองสืบสวนพิเศษ ได้รับหน้าที่ตามจับจอมโจรลึกลับนาม ‘ไวท์ฟอกซ์’ ผู้ที่โจรกรรมสิ่งของมีค่าโดยที่ไม่เคยทิ้งหลักฐานและร่องรอยให้ตามตัวเจอ และยังไม่เคยมีใครจับตัวเขาได้เลยสักครั้ง
การไล่ตามผู้ร้ายมาพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่เกิดจากความใกล้ชิดจนกลายเป็นความรักกับ ‘ชิน่อน’ จิ้งจอกหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าสถานีตำรวจ
แต่ความรักครั้งนี้กลับมีความลับบางอย่างซ้อนอยู่…
ในความมืดมีเพียงแสงสีเหลืองอุ่นสาดกระทบลงบนโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ ข้าง ๆ มีภาพถ่ายรูปทานตะวันกับแผนผังอาคารที่ถูกวงเส้นสีแดงไว้หลายจุด ปลายนิ้วยาวค่อย ๆ เลื่อนภาพถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันคือภาพของไฮบริดกระต่ายตัวเล็กในชุดราชการสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มหลับตาหยีเป็นเสี้ยวพระจันทร์ พร้อมรอยยิ้มที่ดูไร้พิษภัย
“ตำรวจคุณกระต่าย น่าสนใจแฮะ”
เขามองภาพถ่ายใบนั้นด้วยแววตาสนใจ แผ่นหลังกว้างเอนพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ริมฝีปากบางกระตุกรอยยิ้มร้ายอย่างคนเจ้าเล่ห์ ดวงตาสีทองสะท้อนแสงไฟเป็นประกายวาววับ ราวกับสัตว์นักล่าที่พบของเล่นชิ้นใหม่
หลายปีมานี้ไม่มีไฮบริดสัตว์กินพืชคนใดได้รับการบรรจุในสายงานตำรวจ เพราะร่างกายที่อ่อนแอ ไม่มีกำลังเทียบเท่าไฮบริดนักล่า ทำให้ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานและการลงภาคสนาม แต่ครั้งนี้กลับมี ‘กระต่ายแคระขาสั้น ๆ’ เข้ามาในบทบาทของผู้ปกป้องความยุติธรรมของเมือง ชักอยากเห็นฝีมือขึ้นมาแล้วสิ
ชายปริศนาในเงามืดยกตราประทับรูปจิ้งจอกยิ้มแสยะประทับลงไปบนแผ่นกระดาษ ก่อนจะพับมันใส่ลงไปในซองจดหมายสีเท้า พลางหยิบแมสสีดำพร้อมหมวกแก็ปสีน้ำเงินมาใส่ ขณะเอื้อมมือไปปิดโคมไฟ ก่อนจะออกจากห้องไป
ตึก ตึก ตึก
ยามราตรีบนถนนซอยหนึ่งศูนย์เก้า รองเท้าหนังสีดำขัดเป็นมันวาววิ่งกระทบบนพื้นซีเมนต์ที่เปียกแฉะ ชายปริศนาในชุดดำมุ่งหน้าตรงไปยังกล่องรับไปรษณีย์ที่หน้าสถานีตำรวจในเมืองซู ใบหน้าสวมแมสสีดำปกปิดนั้นมองซ้าย มองขวา ก่อนจะหย่อนซองจดหมายลงไปพลันวิ่งหายลับเข้าไปในความมืด
.
.
.
“แปลก”
“ปกติจดหมายจะถูกส่งให้เหยื่อ แล้วเหยื่อจะนำมาแจ้งความกับเรา แต่ครั้งนี้เจ้านั่นกลับส่งตรงมาที่สำนักงานเลย”
ดวงตาคมกริบของผู้เป็นหัวหน้าหรี่ลง เขาวางซองจดหมายเตือนไว้บนโต๊ะ พลันบรรยาศในห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบ เมื่อทุกคนต่างกำลังใช้ความคิด คดีในครั้งนี้ต่างออกไปจากทุกที
“คิดจะทำอะไรของมันกันแน่”
“แล้วจดหมายนั่นว่ายังไงบ้างครับ”
ทุกสายตาจับจ้องไปยังจดหมายหนึ่งฉบับที่วางอยู่กลางโต๊ะตัวยาวพร้อมเสียงกระซิบพูดคุยกันด้วยความใคร่รู้ กระทั่งหนึ่งในตำรวจผู้ร่วมประชุมยกมือเอ่ยถามขึ้น เมื่อยังไม่มีใครได้เห็นข้อความในสารเตือนนั่นนอกจากหัวหน้า
ยามตะวันขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือมุทธา เข็มของนาฬิกาเคลื่อนมาบรรจบที่เลขหก เราจะมาพบท่านเพื่อขอรับภาพวาดทานตะวันแห่งแสงอรุณไป
ไวท์ฟอกซ์
“เป้าหมายของมันคือภาพวาดทานตะวัน แต่สิ่งที่เราไม่ทราบคือสถานที่ที่มันต้องการจะก่อเหตุ”
“แล้ววันที่ก่อเหตุล่ะครับหัวหน้า”
“คาดว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เพราะมีการจัดแสดงภาพวาดและนิทรรศการศิลปะที่จัดขึ้นพร้อมกันตามหอศิลป์และแกลเลอรีต่าง ๆ ร่วมสิบสามแห่ง”
“โหหหหห สิบสามแห่ง”
“อาร์จิน คุณช่วยสืบให้ผมหน่อยได้ไหม ว่ามีที่ไหนบ้างที่มีการจัดแสดงภาพถ่ายทานตะวัน”
“ได้ครับหัวหน้า”
“ขอบคุณมาก เอาล่ะ แยกย้ายได้”
แม้เวลาจะล่วงเลยเวลาเลิกงานไปแล้ว แต่แสงไฟจากห้องทำงานชั้นสามของสถานียังคงสว่าง ทั้ง ๆ ที่ตำรวจคนอื่นต่างพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่คนตัวเล็กที่ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่หน้าจอคอมและกองเอกสารขนาดใหญ่
“ดึกขนาดนี้แล้วหรอเนี้ย”
หน้าปัดของนาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาที มือเล็กป้องปากหาวด้วยความง่วง ขณะขยี้ตาเบา ๆ นัยน์ตาสีลูกโอ๊คเริ่มล้า แม้ว่าจะสวมแว่นตากรองแสงอยู่ก็ตาม ใบหน้าหวานพักสายตาหันมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ เมืองซูยังคงสว่างไสวจากแสงไฟของตึกรามบ้านช่อง รวมถึงร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงข้ามหน้าสถานีนั่นด้วย
“ทำไมยังไม่ปิดร้านอีกนะ”
ก่อนจะได้คิดอะไร สายตาพลันสะดุดเข้ากับตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินบนโพสอิทแผ่นเล็กสีชมพูหวานที่ถูกแปะไว้เหนือโต๊ะทำงาน มันคือเบอร์โทรที่อีกคนให้เขาไว้
“ดึกขนาดนี้โทรไปจะรบกวนไหมนะ”
“หรือไม่โทรดี”
“ตะ…แต่ร้านก็ยังไม่ปิด คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นขณะเลื่อนสายตาไปยังสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้าง ๆ ลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็กดโทรออก
ตื้ด ตื้ด ตื้ดดด
[สวัสดีครับ ร้านคาเฟ่ฟอกซ์พูดครับ]
เสียงทุ้มตอบกลับมาจากปลายสาย พลันหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวจนเผลอกำมือถือแน่น ในหัวขาวโพลนพยายามนึกเมนูที่อยากกินเพื่อตอบคนปลายสายที่รออยู่
“ขอกาแฟเย็นแก้วหนึ่งครับ”
[ครับ กาแฟเย็นแก้วหนึ่งนะครับ]
[ส่งที่ไหนครับคุณลูกค้า]
“สถานีตำรวจเมืองซูครับ”
“รอสักครู่นะครับ”
ไม่ถึงสิบนาที ร่างสูงก็ปรากฏตัวพร้อมกลิ่นหอมของกาแฟที่อยู่ในมือ ใบหน้าหล่อเปื้อนรอยยิ้มเดินตรงเข้ามาใกล้ ขณะยื่นแก้วกาแฟให้คนตัวเล็กกว่า
“ลูกค้าน่ะ สั่งตอนดึกทีไร ผมต้องมาส่งเองทุกทีเลยนะครับ”
กระต่ายตัวขาวหน้าแดงนิด ๆ ขณะยื่นมือรับแก้วกาแฟ ก่อนบ่นงึมงำเบา ๆ
“กะ…ก็ผมทำงานอยู่นี่นา ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนสักหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจจะถูกรบกวนอยู่แล้ว”
ร่างสูงตอบอย่างขี้เล่น พร้อมทิ้งตัวลงนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม เขาวางคางพาดแขน จ้องมองคนตัวเล็กที่ยังง่วนกับเอกสารตรงหน้า
“แล้วทำไมดึกขนาดนี้ยังทำงานอยู่ล่ะครับ คนอื่นเค้ากลับหมดแล้วนี่หน่า”
“ขนาดชิน่อนยังไม่ปิดร้านเลยนี่ครับ”
“จริง ๆ ร้านปิดแล้วครับ แต่ผมกำลังเก็บร้านอยู่ เลยเห็นว่าไฟร้านยังไม่ปิดน่ะครับ”
“แล้วทำไม…”
“ก็เป็นลูกค้าคนพิเศษนี่หน่า”
น้ำเสียงทุ้มดูตั้งใจเน้นเสียงคำว่า ‘ลูกค้าคนพิเศษ’ ขณะนัยน์ตาคมมองคนขี้เขินด้วยแววตาเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด
“คุณตำรวจใส่แว่นก็น่ารักนะครับ”
“ขะ…ขอบคุณครับ แล้วชิน่อนไม่กลับหรอครับ”
น้ำเสียงตะกุกตะกักเอ่ยตอบ ขณะขยับแว่นตาอย่างทำตัวไม่ถูก พวงแก้มนิ่มขึ้นริ้วสีแดง ยามถูกอีกฝ่ายชม
“รีบไล่ผมจัง เขินผมหรอครับ”
“มะ…ไม่ใช่นะครับ!”
“เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”
คำพูดหยอกล้อเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง ทำให้คนตัวเล็กไม่กล้าปฏิเสธ บรรยากาศเริ่มเงียบลงเมื่อจิ้งจอกตัวสูงไม่ได้ชวนคุย เพื่อรบกวนสมาธิของคนที่กำลังทำงานอยู่
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงปลายนิ้วเล็ก ๆ กดแป้นพิมพ์ดังแผ่วในห้องที่มีแสงไฟสลัวจากโคมตั้งโต๊ะ
นัยน์ตาคู่คมมองคนตัวเล็กด้วยแววตาอ่อนโยน แสงไฟที่อาบเงาร่างเล็กบนโต๊ะทำงานทำให้เขานึกเป็นห่วง
“จริงจังจังเลยนะครับ…”
เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา เหมือนบ่นแต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู ไม่นานนักเปลือกตาของจิ้งจอกหนุ่มก็ค่อย ๆ หนักลง โดยไม่รู้ตัว หัวทุยสีส้มก็เอนพิงพนักโซฟาเข้าสู่ห้วงนิทรา
“ชิน่อน”
“ชิน่อนครับ”
เสียงเล็กปลุกพร้อมแรงเขย่าที่แขนเบา ๆ ดึงเขาออกจากความฝัน ดวงตาคมค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นร่างกระต่ายน้อยยืนกอดแฟ้มงานไว้แนบอก ใบหน้าขาวใสมีเหงื่อบาง ๆ เกาะจากการตรากตรำทำงานจนเกือบเที่ยงคืน
“กลับกันครับ ดึกมากแล้ว”
รอยยิ้มเล็ก ๆ ผสมความเหนื่อยอ่อนบนใบหน้า ทำเอาคนตื่นใหม่ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่ว ๆ ออกมา
“แล้วนี่คุณตำรวจกลับยังไงครับ เพื่อนมารับหรอ”
“เปล่าครับ ว่าจะโบกรถกลับน่ะ”
“ดึกขนาดนี้ไม่น่ามีรถแล้วนะครับ”
คนตัวเล็กนิ่งไปสักพัก เพราะอยากจะให้งานมันออกมาดี จนลืมคิดไปเสียสนิทว่าเวลานี้ไม่มีรถโดยสารแล่นแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าหล่อเพียงเสี้ยววิ พร้อมคำเชื้อเชิญเอื้อนเอ่ยออกมาขณะแววตานักล่ายังคงจ้องคนตัวเล็กไม่วางตา
“กลับกับผมไหมครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”
คนตัวเล็กหลบสายตาเจ้าเล่ห์นั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ ขณะเอียงคอถามเสียงทุ้มอย่างต้องดารจะหยอกล้อ
“หรือว่าคุณตำรวจกลัวผมหรอครับ หืม”