กระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น - บทที่ 2 จดหมายเตือนจากไวท์ฟอกซ์ โดย BERIGIN @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,อาชญากรรม,แฟนตาซี,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,อาชญากรรม,แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียด

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น โดย BERIGIN @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

กระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)

ผู้แต่ง

BERIGIN

เรื่องย่อ


ยามจันทราลอยลับในม่านรัตติกาล เข็มสั้นของนาฬิกาเดินบรรจบกับเข็มยาว เราจะปรากฏตัวต่อหน้าคุณ เพื่อขอรับจุมพิตจากผู้เป็นรักยิ่ง…


                                                       ไวท์ฟอกซ์


ม่านการแสดงได้เปิดฉาก ท่ามกลางร่องรอยอาชญากรรม จดหมายสีขาวประทับรอยเท้าจิ้งจอกที่ถูกส่งมาพร้อมปริศนาที่รอให้ไข ใครกันแน่ที่ซ้อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากใบนั้น


‘อาร์จิน’ ตำรวจตัวจิ๋วจากกองสืบสวนพิเศษ ได้รับหน้าที่ตามจับจอมโจรลึกลับนาม ‘ไวท์ฟอกซ์’ ผู้ที่โจรกรรมสิ่งของมีค่าโดยที่ไม่เคยทิ้งหลักฐานและร่องรอยให้ตามตัวเจอ และยังไม่เคยมีใครจับตัวเขาได้เลยสักครั้ง


การไล่ตามผู้ร้ายมาพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่เกิดจากความใกล้ชิดจนกลายเป็นความรักกับ ‘ชิน่อน’ จิ้งจอกหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าสถานีตำรวจ


แต่ความรักครั้งนี้กลับมีความลับบางอย่างซ้อนอยู่…

สารบัญ

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-อารัมภบท ,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 1 พ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 2 จดหมายเตือนจากไวท์ฟอกซ์,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 3 มื้อดึกกับคุณจิ้งจอก

เนื้อหา

บทที่ 2 จดหมายเตือนจากไวท์ฟอกซ์


ในความมืดมีเพียงแสงสีเหลืองอุ่นสาดกระทบลงบนโต๊ะไม้ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่ ข้าง ๆ มีภาพถ่ายรูปทานตะวันกับแผนผังอาคารที่ถูกวงเส้นสีแดงไว้หลายจุด ปลายนิ้วยาวค่อย ๆ เลื่อนภาพถ่ายใบหนึ่งขึ้นมา มันคือภาพของไฮบริดกระต่ายตัวเล็กในชุดราชการสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มหลับตาหยีเป็นเสี้ยวพระจันทร์ พร้อมรอยยิ้มที่ดูไร้พิษภัย

“ตำรวจคุณกระต่าย น่าสนใจแฮะ”

เขามองภาพถ่ายใบนั้นด้วยแววตาสนใจ แผ่นหลังกว้างเอนพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ริมฝีปากบางกระตุกรอยยิ้มร้ายอย่างคนเจ้าเล่ห์ ดวงตาสีทองสะท้อนแสงไฟเป็นประกายวาววับ ราวกับสัตว์นักล่าที่พบของเล่นชิ้นใหม่

หลายปีมานี้ไม่มีไฮบริดสัตว์กินพืชคนใดได้รับการบรรจุในสายงานตำรวจ เพราะร่างกายที่อ่อนแอ ไม่มีกำลังเทียบเท่าไฮบริดนักล่า ทำให้ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานและการลงภาคสนาม แต่ครั้งนี้กลับมี ‘กระต่ายแคระขาสั้น ๆ’ เข้ามาในบทบาทของผู้ปกป้องความยุติธรรมของเมือง ชักอยากเห็นฝีมือขึ้นมาแล้วสิ

ชายปริศนาในเงามืดยกตราประทับรูปจิ้งจอกยิ้มแสยะประทับลงไปบนแผ่นกระดาษ ก่อนจะพับมันใส่ลงไปในซองจดหมายสีเท้า พลางหยิบแมสสีดำพร้อมหมวกแก็ปสีน้ำเงินมาใส่ ขณะเอื้อมมือไปปิดโคมไฟ ก่อนจะออกจากห้องไป

ตึก ตึก ตึก

ยามราตรีบนถนนซอยหนึ่งศูนย์เก้า รองเท้าหนังสีดำขัดเป็นมันวาววิ่งกระทบบนพื้นซีเมนต์ที่เปียกแฉะ ชายปริศนาในชุดดำมุ่งหน้าตรงไปยังกล่องรับไปรษณีย์ที่หน้าสถานีตำรวจในเมืองซู ใบหน้าสวมแมสสีดำปกปิดนั้นมองซ้าย มองขวา ก่อนจะหย่อนซองจดหมายลงไปพลันวิ่งหายลับเข้าไปในความมืด

.


.


.

“แปลก”

“ปกติจดหมายจะถูกส่งให้เหยื่อ แล้วเหยื่อจะนำมาแจ้งความกับเรา แต่ครั้งนี้เจ้านั่นกลับส่งตรงมาที่สำนักงานเลย”

ดวงตาคมกริบของผู้เป็นหัวหน้าหรี่ลง เขาวางซองจดหมายเตือนไว้บนโต๊ะ พลันบรรยาศในห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบ เมื่อทุกคนต่างกำลังใช้ความคิด คดีในครั้งนี้ต่างออกไปจากทุกที

“คิดจะทำอะไรของมันกันแน่”

“แล้วจดหมายนั่นว่ายังไงบ้างครับ”

ทุกสายตาจับจ้องไปยังจดหมายหนึ่งฉบับที่วางอยู่กลางโต๊ะตัวยาวพร้อมเสียงกระซิบพูดคุยกันด้วยความใคร่รู้ กระทั่งหนึ่งในตำรวจผู้ร่วมประชุมยกมือเอ่ยถามขึ้น เมื่อยังไม่มีใครได้เห็นข้อความในสารเตือนนั่นนอกจากหัวหน้า

ยามตะวันขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือมุทธา เข็มของนาฬิกาเคลื่อนมาบรรจบที่เลขหก เราจะมาพบท่านเพื่อขอรับภาพวาดทานตะวันแห่งแสงอรุณไป

 ไวท์ฟอกซ์

“เป้าหมายของมันคือภาพวาดทานตะวัน แต่สิ่งที่เราไม่ทราบคือสถานที่ที่มันต้องการจะก่อเหตุ”

“แล้ววันที่ก่อเหตุล่ะครับหัวหน้า”

“คาดว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เพราะมีการจัดแสดงภาพวาดและนิทรรศการศิลปะที่จัดขึ้นพร้อมกันตามหอศิลป์และแกลเลอรีต่าง ๆ ร่วมสิบสามแห่ง”

“โหหหหห สิบสามแห่ง”

“อาร์จิน คุณช่วยสืบให้ผมหน่อยได้ไหม ว่ามีที่ไหนบ้างที่มีการจัดแสดงภาพถ่ายทานตะวัน”

“ได้ครับหัวหน้า”

“ขอบคุณมาก เอาล่ะ แยกย้ายได้”


แม้เวลาจะล่วงเลยเวลาเลิกงานไปแล้ว แต่แสงไฟจากห้องทำงานชั้นสามของสถานียังคงสว่าง ทั้ง ๆ ที่ตำรวจคนอื่นต่างพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่คนตัวเล็กที่ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่หน้าจอคอมและกองเอกสารขนาดใหญ่

“ดึกขนาดนี้แล้วหรอเนี้ย”

หน้าปัดของนาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาที มือเล็กป้องปากหาวด้วยความง่วง ขณะขยี้ตาเบา ๆ นัยน์ตาสีลูกโอ๊คเริ่มล้า แม้ว่าจะสวมแว่นตากรองแสงอยู่ก็ตาม ใบหน้าหวานพักสายตาหันมองออกไปนอกกระจกบานใหญ่ เมืองซูยังคงสว่างไสวจากแสงไฟของตึกรามบ้านช่อง รวมถึงร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงข้ามหน้าสถานีนั่นด้วย

“ทำไมยังไม่ปิดร้านอีกนะ”

ก่อนจะได้คิดอะไร สายตาพลันสะดุดเข้ากับตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินบนโพสอิทแผ่นเล็กสีชมพูหวานที่ถูกแปะไว้เหนือโต๊ะทำงาน มันคือเบอร์โทรที่อีกคนให้เขาไว้

“ดึกขนาดนี้โทรไปจะรบกวนไหมนะ”

“หรือไม่โทรดี”

“ตะ…แต่ร้านก็ยังไม่ปิด คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”

ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นขณะเลื่อนสายตาไปยังสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้าง ๆ ลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็กดโทรออก

ตื้ด ตื้ด ตื้ดดด

[สวัสดีครับ ร้านคาเฟ่ฟอกซ์พูดครับ]

เสียงทุ้มตอบกลับมาจากปลายสาย พลันหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวจนเผลอกำมือถือแน่น ในหัวขาวโพลนพยายามนึกเมนูที่อยากกินเพื่อตอบคนปลายสายที่รออยู่

“ขอกาแฟเย็นแก้วหนึ่งครับ”

[ครับ กาแฟเย็นแก้วหนึ่งนะครับ]

[ส่งที่ไหนครับคุณลูกค้า]

“สถานีตำรวจเมืองซูครับ”

“รอสักครู่นะครับ”

ไม่ถึงสิบนาที ร่างสูงก็ปรากฏตัวพร้อมกลิ่นหอมของกาแฟที่อยู่ในมือ ใบหน้าหล่อเปื้อนรอยยิ้มเดินตรงเข้ามาใกล้ ขณะยื่นแก้วกาแฟให้คนตัวเล็กกว่า

“ลูกค้าน่ะ สั่งตอนดึกทีไร ผมต้องมาส่งเองทุกทีเลยนะครับ”

กระต่ายตัวขาวหน้าแดงนิด ๆ ขณะยื่นมือรับแก้วกาแฟ ก่อนบ่นงึมงำเบา ๆ

“กะ…ก็ผมทำงานอยู่นี่นา ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนสักหน่อย”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจจะถูกรบกวนอยู่แล้ว”

ร่างสูงตอบอย่างขี้เล่น พร้อมทิ้งตัวลงนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม เขาวางคางพาดแขน จ้องมองคนตัวเล็กที่ยังง่วนกับเอกสารตรงหน้า

“แล้วทำไมดึกขนาดนี้ยังทำงานอยู่ล่ะครับ คนอื่นเค้ากลับหมดแล้วนี่หน่า”

“ขนาดชิน่อนยังไม่ปิดร้านเลยนี่ครับ”

“จริง ๆ ร้านปิดแล้วครับ แต่ผมกำลังเก็บร้านอยู่ เลยเห็นว่าไฟร้านยังไม่ปิดน่ะครับ”

“แล้วทำไม…”

“ก็เป็นลูกค้าคนพิเศษนี่หน่า”

น้ำเสียงทุ้มดูตั้งใจเน้นเสียงคำว่า ‘ลูกค้าคนพิเศษ’ ขณะนัยน์ตาคมมองคนขี้เขินด้วยแววตาเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด

“คุณตำรวจใส่แว่นก็น่ารักนะครับ”

“ขะ…ขอบคุณครับ แล้วชิน่อนไม่กลับหรอครับ”

น้ำเสียงตะกุกตะกักเอ่ยตอบ ขณะขยับแว่นตาอย่างทำตัวไม่ถูก พวงแก้มนิ่มขึ้นริ้วสีแดง ยามถูกอีกฝ่ายชม

“รีบไล่ผมจัง เขินผมหรอครับ”

“มะ…ไม่ใช่นะครับ!”

“เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”

คำพูดหยอกล้อเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง ทำให้คนตัวเล็กไม่กล้าปฏิเสธ บรรยากาศเริ่มเงียบลงเมื่อจิ้งจอกตัวสูงไม่ได้ชวนคุย เพื่อรบกวนสมาธิของคนที่กำลังทำงานอยู่

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงปลายนิ้วเล็ก ๆ กดแป้นพิมพ์ดังแผ่วในห้องที่มีแสงไฟสลัวจากโคมตั้งโต๊ะ

นัยน์ตาคู่คมมองคนตัวเล็กด้วยแววตาอ่อนโยน แสงไฟที่อาบเงาร่างเล็กบนโต๊ะทำงานทำให้เขานึกเป็นห่วง

“จริงจังจังเลยนะครับ…”

เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา เหมือนบ่นแต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู ไม่นานนักเปลือกตาของจิ้งจอกหนุ่มก็ค่อย ๆ หนักลง โดยไม่รู้ตัว หัวทุยสีส้มก็เอนพิงพนักโซฟาเข้าสู่ห้วงนิทรา

“ชิน่อน”

“ชิน่อนครับ”

เสียงเล็กปลุกพร้อมแรงเขย่าที่แขนเบา ๆ ดึงเขาออกจากความฝัน ดวงตาคมค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นร่างกระต่ายน้อยยืนกอดแฟ้มงานไว้แนบอก ใบหน้าขาวใสมีเหงื่อบาง ๆ เกาะจากการตรากตรำทำงานจนเกือบเที่ยงคืน

“กลับกันครับ ดึกมากแล้ว”

รอยยิ้มเล็ก ๆ ผสมความเหนื่อยอ่อนบนใบหน้า ทำเอาคนตื่นใหม่ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่ว ๆ ออกมา

“แล้วนี่คุณตำรวจกลับยังไงครับ เพื่อนมารับหรอ”

“เปล่าครับ ว่าจะโบกรถกลับน่ะ”

“ดึกขนาดนี้ไม่น่ามีรถแล้วนะครับ”

คนตัวเล็กนิ่งไปสักพัก เพราะอยากจะให้งานมันออกมาดี จนลืมคิดไปเสียสนิทว่าเวลานี้ไม่มีรถโดยสารแล่นแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าหล่อเพียงเสี้ยววิ พร้อมคำเชื้อเชิญเอื้อนเอ่ยออกมาขณะแววตานักล่ายังคงจ้องคนตัวเล็กไม่วางตา

“กลับกับผมไหมครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

คนตัวเล็กหลบสายตาเจ้าเล่ห์นั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ ขณะเอียงคอถามเสียงทุ้มอย่างต้องดารจะหยอกล้อ

“หรือว่าคุณตำรวจกลัวผมหรอครับ หืม”