กระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น - บทที่ 1 พ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ โดย BERIGIN @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,อาชญากรรม,แฟนตาซี,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,สืบสวนสอบสวน,อาชญากรรม,แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียด

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น โดย BERIGIN @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

กระต่ายแคระขาสั้น ๆ คิดจะวิ่งไล่จับกับสุนัขจิ้งจอก ผมว่าความน่าจะเป็นที่จะชนะมันน้อยไปหน่อยนะครับ คุณตำรวจ ;)

ผู้แต่ง

BERIGIN

เรื่องย่อ


ยามจันทราลอยลับในม่านรัตติกาล เข็มสั้นของนาฬิกาเดินบรรจบกับเข็มยาว เราจะปรากฏตัวต่อหน้าคุณ เพื่อขอรับจุมพิตจากผู้เป็นรักยิ่ง…


                                                       ไวท์ฟอกซ์


ม่านการแสดงได้เปิดฉาก ท่ามกลางร่องรอยอาชญากรรม จดหมายสีขาวประทับรอยเท้าจิ้งจอกที่ถูกส่งมาพร้อมปริศนาที่รอให้ไข ใครกันแน่ที่ซ้อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากใบนั้น


‘อาร์จิน’ ตำรวจตัวจิ๋วจากกองสืบสวนพิเศษ ได้รับหน้าที่ตามจับจอมโจรลึกลับนาม ‘ไวท์ฟอกซ์’ ผู้ที่โจรกรรมสิ่งของมีค่าโดยที่ไม่เคยทิ้งหลักฐานและร่องรอยให้ตามตัวเจอ และยังไม่เคยมีใครจับตัวเขาได้เลยสักครั้ง


การไล่ตามผู้ร้ายมาพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่เกิดจากความใกล้ชิดจนกลายเป็นความรักกับ ‘ชิน่อน’ จิ้งจอกหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าสถานีตำรวจ


แต่ความรักครั้งนี้กลับมีความลับบางอย่างซ้อนอยู่…

สารบัญ

ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-อารัมภบท ,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 1 พ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 2 จดหมายเตือนจากไวท์ฟอกซ์,ปฏิบัติการล่ารักนักปล้น-บทที่ 3 มื้อดึกกับคุณจิ้งจอก

เนื้อหา

บทที่ 1 พ่อหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ


“คดีของไวท์ฟอกซ์คือหนึ่งในคดีสำคัญของเมืองซู”

“คุณยังไม่ได้รับผิดชอบมันโดยตรง”

“แต่คุณจะเข้ามาอยู่ในทีมนี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยสืบสวน”

หลังจากที่ได้รับมอบหมายภารกิจจากหัวหน้าหน่วย ร่างเล็กก็เดินกลับออกมานั่งที่โต๊ะ พร้อมเอกสารที่ถูกยกมาให้กองใหญ่เท่าภูเขา แค่เห็นก็เหนื่อยรอแล้ว

แฟ้มคดีเก่าถูกหยิบออกมาจากกองเอกสาร นัยน์ตาสีลูกโอ๊คไล่อ่านข้อมูลตรงหน้าอย่างละเอียด ทั้งวันที่ก่อเหตุ สิ่งของที่ถูกโจรกรรม และเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในคดี รวมทั้งภาพถ่ายของจอมโจรนักปล้นจากหลาย ๆ มุม

“คุ้นจังแฮะ”

เขาพลิกรูปถ่ายหลายแผ่นไปมา ความรู้สึกคล้ายกับว่าเคยเจอนี่มันยังไง อาร์จินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวให้ตัวเอง เขาคงคิดมากไปเอง ไวท์ฟอกซ์ดังจะตาย คงจะคุ้นจากที่เคยดูข่าวล่ะมั้ง

ยามบ่ายคล้อยจวบจวนพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มยามเย็นสาดเข้ามาในสำนักงาน เมื่อเสียงจอแจเริ่มเงียบลงยามเหล่าพนักงานทยอยเก็บของเตรียมกลับบ้าน พลันเสียงหนึ่งก็ตะโกนมาจากไกล ๆ

“ลูกพี่!”

ถ้าจำไม่ผิด คนคนนี้คือไฮบริดกวางตำรวจรุ่นน้องจากแผนกวิเคราะห์ข้อมูลและเอกสารคดี คนที่ยกกองเอกสารมาใหัเขาเมื่อช่วงเช้า เจ้าตัวเอ่ยทักเขาพร้อมมุ่งตรงเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี

“ฉันหรอ”

“ครับ กลับบ้านกันเถอะ ถึงเวลาเลิกงานแล้ว”

“ขอโทษที ว่าแต่นายชื่ออะไรนะ”

“ชาร์ปครับ ชาร์ปที่แปลว่าฉลาด”

เขาหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะเกาหลังหัว ขณะพูดต่ออย่างติดตลก

“ถึงผมจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ก็เถอะนะ”

“ฮ่า ๆ นายตลกดีนะ ฉันอาร์จิน”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ต่อจากนี้ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ!”

เจ้าตัวพูดเสียงดังพร้อมยืดตัวตรง พลางทำท่าตะเบ๊ะแบบทหาร จนคนตัวเล็กหลุดขำออกมาอย่างไม่รู้ตัว นึกว่าในกรมตำรวจใหญ่ ๆ แบบนี้จะมีแต่คนเคร่งขรึมเสียอีก

“เช่นกันนะ”

“แล้วลูกพี่กลับบ้านยังไงอะ”

“นั่งโดยสารกลับน่ะ ว่าแต่นายพอจะมีร้านอาหารแนะนำไหม”

“แถวนี้มีร้านอร่อยเพียบเลยครับ ไว้วันหลังผมพาไปนะ แต่วันนี้คงจะไม่ได้”

เขายิ้มกว้าง

“เพราะนัดกับเบบี๋สุดที่รักเอาไว้”

“โอเค ฮ่า ๆ ๆ”

“ลูกพี่ก็รีบกลับนะครับ ฝนดูท่าจะตกแล้ว”

เมื่อเดินออกจากตัวตึก พวกเราก็แยกย้ายกัน ชาร์ปกล่าวลาพร้อมกับวิ่งแจ้นไปหาหญิงสาวที่ยืนรออยู่ไม่ไกล

นัยน์ตาสีลูกโอ๊คเงยหน้ามองเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมา มวลเมฆมืดครึ้มจับตัวเป็นก้อนสีเทาขนาดใหญ่ ดูท่าอีกไม่กี่อึดใจฝนคงเทกระหน่ำลง ร่างเล็กของไฮบริดกระต่ายรีบสาวเท้าเร็วขึ้น มองหาที่หลบฝนใกล้ ๆ ก่อนที่เขาจะได้เปียกชุ่มไปทั้งตัว นัยน์ตาพลันเหลือบไปเห็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ฝั่งตรงข้ามถนน ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้าจิ้มลิ้ม

กริ้ง

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ยามประตูถูกผลักเข้าไป กลิ่นหอมของกาแฟคั่วลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ด้านในเงียบไร้เสียงของผู้คน คงเพราะใกล้ค่ำแล้ว ลูกค้าถึงได้บางตา

นัยน์ตาสีลูกโอ๊คกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ร้าน บนผนังข้างเคาน์เตอร์มีกระดานเมนูสีดำเขียนด้วยชอล์กสีขาวแขวนอยู่ พร้อมรูปจิ้งจอกตัวเล็ก ๆ ที่มุมกระดาน อีกมุมหนึ่งของร้านมีชั้นวางขนมอบที่เหลือเพียงไม่กี่ชิ้นวางอยู่

“เชิญครับลูกค้า”

เจ้าของใบหน้าหล่อเงยหน้าจากเคาเตอร์ ก่อนที่เสียงทุ้มจะชะงักไป พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแทน 

“คุณตำรวจนี่เอง ไม่นึกว่าจะมา ดีใจจัง”

“แฮะ”

“จะรับอะไรดีครับ”

นัยน์ตากลมไล่สายตาอ่านเมนูตรงหน้า ก่อนจะยิ้มเก้อ ๆ เขาไม่ค่อยดื่มอะไรพวกนี้สักเท่าไหร่

“แนะนำหน่อยได้ไหมครับ”

“งั้น รับเป็นลาเต้ดีไหมครับ ”

“เป็นกาแฟสไตล์อิตาเลียน เราใช้น้ำกาแฟเอสเปรสโซ่หนึ่งช็อต ผสมกับนมสดที่ตีด้วยไอน้ำจนเนียนนุ่ม อัตราส่วนจะอยู่ประมาณหนึ่งต่อสามหรือหนึ่งต่อสี่ แล้วปิดด้านบนด้วยฟองนมบาง ๆ ครับ”

“รสชาติจะไม่ขมจัดเหมือนกาแฟดำ คาเฟอีนกำลังพอดี ดื่มง่าย ให้ความรู้สึกนุ่มละมุน กลมกล่อม เหมือนเอาความเข้มของกาแฟมาผสมกับความนวลของนมสดแบบลงตัว”

คำสาธยายยาวเหยียดทำให้คนตัวเล็กกระพริบตาปริบ ๆ

“เอาเป็นลาเต้ก็ได้ครับ”

“ได้ครับ รอสักครู่น้า”

คนตัวโตหันไปจัดการหลังเคาน์เตอร์ เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังเบา ๆ กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นลอยมาแตะปลายจมูก คนตัวเล็กกวาดสายตามองหาที่นั่ง ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะมุมสุดใกล้หน้าต่าง ระหว่างรอเขาเผลอมองแผ่นหลังของจิ้งจอกหนุ่มที่กำลังทำกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์

ตัวใหญ่จังแฮะ

ไม่นานนักคนตัวโตก็ยกแก้วลาเต้มาเสิร์ฟ เขายิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่าง สายฝนที่โปรยปรายลงมาค่อย ๆ ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถนนด้านนอกเริ่มพร่าไปด้วยม่านฝน

“ดูท่าฝนจะตกหนักเลยนะครับ”

อาร์จินเหลือบมองออกไปด้านนอก ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

“ถ้าออกไปตอนนี้ คุณตำรวจคงได้อาบน้ำฝนกลับบ้านแน่”

“ครับ สงสัยผมคงต้องอยู่ที่นี่อีกนาน”

“งั้นก็นั่งอยู่เป็นเพื่อนผมก่อนก็ได้นะครับ ร้านก็เงียบพอดี”

คำชวนที่ฟังดูสุภาพ แต่หัวใจคนฟังกลับเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล อาร์จินก้มมองกาแฟในแก้ว พยายามซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ที่เผลอปรากฏบนริมฝีปาก

“ผมขอนั่งด้วยหน่อยนะครับ”

คนตัวเล็กพยักหน้าเป็นการตอบกลับ ขณะที่ร่างสูงขยับเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามกับลูกค้าตัวเล็ก ก่อนจะเริ่มชวนคุย

“คุณตำรวจเพิ่งย้ายมาที่เมืองซูหรอครับ”

“ครับ วันนี้วันแรกเลย”

“อ่า วันแรกก็โดนคดีใหญ่เลยสินะ”

ร่างสูงพูดขณะปลายสายตามองภาพวาดสเก็ตซ์หน้าตาแปลกประหลาดที่คาดว่าน่าจะเป็นภาพของจอมโจรชื่อดังบนสมุดโน้ตที่เปิดค้างไว้ หัวกลม ๆ มีหูของสุนัขจิ้งจอกด้านบน พร้อมกับเส้นยาว ๆ ที่ถูกขีดลงมาเหมือนตัวการ์ตูนก้างปลาของเด็กอนุบาล พร้อมกับความสูงที่ถูกเขียนกำกับไว้ใกล้ ๆ กัน

มุมปากของไฮบริดจิ้งจอกตัวสูงยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปนความเอ็นดูปรากฏบนใบหน้าหล่อ ก่อนที่เจ้าตัวจะถือวิสาสะหยิบดินสอขึ้นมาวาดหนวดสามเส้นเติมลงไปบนภาพสเก็ตซ์แผ่นนั้น

“แล้วคุณตำรวจตัวเล็กแบบนี้…”

“?”

เขาโน้มตัวลงมานิดหนึ่งจนระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลง ใกล้พอที่อาร์จินจะเห็นประกายสีทองในดวงตาของอีกฝ่าย

“จะวิ่งไล่จับโจรทันหรอครับ”

“ผะ ผมวิ่งเร็วนะครับ!”

“ผมไม่ได้บอกว่าวิ่งช้าซะหน่อย”

“…”

“แค่คิดภาพไม่ออกเฉย ๆ”

“เห็นแบบนี้ผมก็ถูกฝึกมาอย่างดีนะครับ”

“งั้นผมคงต้องระวังตัวไว้หน่อยแล้วสิ”

“ระวังอะไรครับ”

ประโยคชวนงงของคนตัวโตทำให้คนซื่อบื้อถึงกับต้องเอียงคอถามอย่างสงสัย อีกฝ่ายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่คนตัวโตจะหัวเราะในลำคอก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงกวนเล็ก ๆ

“เผื่อวันหนึ่งผมทำผิดกฎหมายขึ้นมา”

“…”

“คุณตำรวจจะได้จับผมไม่ทัน” ;)

.


.


.

“เป็นไงมึง ทำงานวันแรกโอเคปะวะ”

ประโยคแรกของไฮบริดแฮมสเตอร์เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาเอ่ยทัก เมื่อร่างเล็กของคุณตำรวจเปิดประตูห้องเดินเข้ามา

“โอเคแหละ แต่งานแรกก็หินเลยอ่า”

กระต่ายตัวขาวบ่นอุบอิบ พลางถอนหายใจด้วยใบหน้ามู่ทู่ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มอย่างหมดแรง ขณะที่เจอร์รี่เท้าคางถามด้วยความใคร่รู้

“ทำไมวะ ยังไงไหนเล่า”

“มึงรู้จักไวท์ฟอกซ์ไหม”

“นักปล้นดัง ๆ คนนั้นอะนะ”

“อื้อ”

“อย่าบอกนะว่ามึงได้ทำคดีของพ่อหนุ่มคนนี้”

กระต่ายตัวเล็กพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบกลับ เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะอธิบายยาว ๆ ทันใดนั้นเจอร์รี่ก็เบิกตากว้างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“เชี่ยยย! เพิ่งวันแรกก็เจองานบิ๊กบอสเลยเหรอวะ กูว่าเดี๋ยวมึงโดนไล่ออกแน่”

“ไอ้บ้า! ทำไมพูดไม่ให้กำลังใจเลยวะ”

“ก็กูพูดจริง มึงตัวเล็กขนาดนี้ จะไปจับโจรตัวเบ้อเร้อได้ยังไง”

กระต่ายตัวขาวเด้งตัวขึ้นจากที่นอน พลางพองลมในแก้ม หูยาวกระดิกแรงขึ้นอย่างขัดใจ ก่อนจะมองค้อนเพื่อนด้วยสายตาเคือง ๆ พลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

“ก็เลยต้องจับให้ได้ไง! กูจะพิสูจน์ให้พวกนั้นเห็น ว่าคนตัวเล็กก็ทำอะไรได้เหมือนกัน”

น้ำเสียงจริงจังที่เปล่งออกมา ทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ แฮมสเตอร์ตัวจิ๋วมองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ดวงตากลมเล็กเปลี่ยนจากล้อเลียนเป็นแววอบอุ่น เขายกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบา ๆ

“โอเคกูเชื่อมึง แต่ถ้ามีอะไรบอกกูได้เสมอนะเว้ย กูยินดีช่วย”

รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนหน้าเล็ก ๆ ของไฮบริดกระต่ายตัวขาวทันที

“ขอบใจนะมึง”