เห้อ ไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะขังเด็กอย่างผมแบบกะไม่ให้เห็นโลกภายนอก แต่หึ…สุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเพื่อใช้เป็นกองกำลังให้สมกับพรสวรรค์ และผม…จะทำหน้าที่นั้นอย่างดีเลย~
แฟนตาซี,แอคชั่น,ดาร์ค,ตะวันตก,ผจญภัย,สปิริต,โลกแฟนตาซี,พลังพิเศษ,พระเอกเทพ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
“โห่ไม่เอาน่า~! ทำไมไม่ให้ผมเห็นด้านนอกก่อนเล่า!?”
นั่นคือคำพูดแรกอันน่าหดหู่หลังจากที่ผมมาอยู่บนเอ่อ…เครื่องบินอะไรนะ?? จะบ้า! แหวกออกไปดูสักแปปได้รึเปล่า? หน้าต่างไม่เห็นมีสักบาน
“รอนายซาบซึ้งกับวิวที่ ‘ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต’ คงเสียเวลาแย่ อีกอย่างแถวเขตกักกันมันโทรมจนไม่น่าประทับใจหรอก ฉันช่วยให้นายไม่มีความทรงจำแย่ ๆ เลยนะ~”
พี่ลูกัสอ้างแบบนั้นพร้อมยิ้มอ่อนกวน ๆ ทำให้ผมเซ็งหงุดหงิดยิ่งกว่าเก่า
อุตส่าห์รอลุ้นแทบตายว่าด้านนอกจะเหมือนกับที่มองผ่านโดมกระจกมั้ย แต่พี่เขาดันปิดตาพาขึ้นเครื่องบินเล็ก ๆ นี่ มีการโม้ว่าบินเร็วแปปเดียวก็ถึง ถามจริงใครจะสน!? โถ่เว้ย!
“เห้อ…” ผมกอดอกห่อเหี่ยวทันที นั่งสงบอารมณ์อย่างช่วยไม่ได้ ส่วนพี่ลูกัสก็นั่งข้าง ๆ อย่างสบายใจเหมือนสนุกที่แกล้งผม เป็นแบบนี้ทุกที…
เครื่องบินขนส่ง น่าจะเรียกแบบนั้น มีแค่เรากับคนขับ ไม่มีทหารคนอื่นติดเครื่องมา พูเท็คคงส่งมารับผมโดยเฉพาะ ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ แต่แค่สูดอากาศด้านนอกก็สดชื่นต่างจากเขตกักกันลิบลับ
ช่าย ๆ ผมทำแผลเรียบร้อยแต่ไม่สำคัญ เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าดี ๆ …ก็เสื้อฮู้ดกางเกงขายาวเหมือนเดิม ไปถึงฐานคงได้เปลี่ยนชุดอีก
“เบื่อเหรอเจ้าหนู~ มาคุยเล่นหน่อยเป็นงายย?”
เสียงผู้หญิงยาน ๆ เสนอขึ้นในหัวผม เจ้ามาร์ตินนี่เอง อืม…ไม่รู้สิ จะทำแบบนั้นแก้เบื่อก็ได้นะ แต่กลัวจะรำคาญจนอยู่ไม่สุขมากกว่า
“...สามร้อยศพ นั่นคือจำนวนเด็กคร่าว ๆ ที่นายกำจัดในเขตกักกัน”
“หืม?” จู่ ๆ พี่ลูกัสก็พูด ผมเหลือบจนเห็นว่าพี่แกมองหางตาเหมือนอยากชวนคุย ผมเลยยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เอนหลังพิงด้วยความภูมิใจ
“ก็~ ผมทำเพราะสนุก สปิริตที่แย่งร่างเด็กพวกนั้นมันอันตรายพี่ก็รู้ พอผมเสนอตัวจัดการก็ประหยัดงบไปได้เยอะ แต่นั่น…คงไม่ใช่เหตุผลที่พูเท็คเอาใจใส่”
คำพูดท้ายพาดิ่งอารมณ์ ผมหวนนึกถึงช่วงเวลานั้น เผชิญหน้ากับมาร์ตินครั้งแรก ผ่านก้าวข้ามจุดที่เด็กคนอื่นในเขตกักกันจะต้องตาย
และจากที่เป็นขยะรอวันทิ้ง พูเท็คกลับเชิดชูดั่งของล้ำค่า ทำให้มีคำถามนึงมาตลอด
“พวกเขาปั้นผมเป็นทหารไปเพื่ออะไรกันแน่? ผมคิดแค่ว่าแข็งแกร่งพอก็จะเป็นอิสระ… เป็นที่ยอมรับ”
พี่ลูกัสไม่ได้เปลี่ยนท่าทีมาก แค่เบี่ยงตาหลบอย่างเย็นชาแต่กลับแฝงความเศร้า ท่ามกลางความเงียบในเครื่องบินนี่
“อาวุธ…คงไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ แต้มแดงคือเด็กที่มีสปิริตที่แข็งแกร่งแต่ควบคุมไม่ได้ พอมีกรณีที่โคตรหายากแบบนาย…พูเท็คเลยเก็บไว้ใช้ เพื่อสู้กับองค์กรในระดับเดียวกัน”
คำพูดนั้นกระจ่างชัดทุกอย่าง คำสอนมากมายในเขตกักกันผุดกลับเข้ามาในหัว ทั้งหมดนั่นมีเพื่อให้ผมต่อกรกับโลกภายนอกได้ หรือเรียกง่าย ๆ คือเป็นเครื่องมือ
คิก…มันช่างน่า!
ผมขบฟันแต่ฝืนยิ้มด้วยความปั่นป่วนภายใน ใช่ ชีวิตที่ต่อสู้ตลอดมันโคตรสนุก แต่ทำไมกัน ความรู้สึกอึดอัดนี่!
“ใจเย็น…”
มืออุ่นประกบไหล่ผมที่ตอนนี้กำลังก้มเคร่งเครียด เลยแหงนหน้ามองพี่ลูกัสที่เหมือนอยากจะปลอบประโลม
“ตอนนี้นายจะมีสถานะอะไรไม่สำคัญหรอก ยังไงซะเมื่อถึงจุดนึงต่อให้เป็นตัวตนที่ไม่มีใครต้องการ นายก็จะเลือกเส้นทางของตัวเองได้ ไม่ใช่ว่าคิดไว้แล้วหรอกเหรอ?”
คำพูดนั้นทำให้ผมเบิกตา ย้ำคิดถึงผู้หญิงคนนึงที่ผมเคารพนับถือที่สุดในเขตกักกันเน่า ๆ นั่น ใช่…เส้นทางที่เลือกเอาไว้ มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่ออกมาได้แล้ว
“ฮะฮะ…ใช่ครับ ผมคิดเอาไว้แล้ว จากนี้แค่สนุกกับชีวิตทหารของพูเท็คแล้วก็ทำผลงานเยอะ ๆ ใช่มั้ยล่ะ?”
ผมเปลี่ยนท่าทีกลับมาผ่อนคลาย มองเรื่องน่าตื่นเต้นที่คงจะต้องได้เจออีกเยอะ
“ถูก…พอยศสูงก็จะมีค่าตอบแทนมาก ได้ลุยงานใหญ่ ๆ แบบฉันนี่ไง”
“เห~ พูดเหมือนไม่น่ายินดี จริง ๆ แล้วพี่ก็เป็นพวกติดขี้เกียจไม่ใช่เหรอ”
“เห้อ นายก็รู้ว่าฉันขัดคำสั่งใครไม่ได้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ทหารใหม่ตลอดเวลามันเหนื่อยนะรู้มั้ย…”
เราคุยหยอกล้อกันตามประสารุ่นพี่รุ่นน้อง ทำเอานึกถึงเมื่อก่อน พี่แกอาสาทดสอบแต้มแดงที่ไม่ตายอย่างผม วัดพลังลองต่อสู้บลา ๆ ที่ไหนได้ แค่ใช้เป็นข้ออ้างหนีงานนี่แหละ ฮ่าฮ่า~
เราคุยเล่นกันนิดหน่อย ไหลถามไปเรื่อยว่าตอนนี้สถานการณ์ของพูเท็คเป็นยังไงบ้าง แล้วมีศัตรูแบบไหนที่ต้องระวัง
พี่ลูกัสตอบว่าค่อนข้างสงบ ไม่ใช่ว่าไม่มีภัย แต่เมื่อเทียบกับกำลังทหารในองค์กรก็ถือว่ายังรับมือได้ ส่วนศัตรูที่ต้องระวัง พี่แกบอกคร่าว ๆ ว่าเป็นพวกองค์กรต่าง ๆ กับอาชญากรที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ซึ่งผมมีวิธีดูอยู่
ส่วนศัตรูอีกแบบ…
“คุณลูกัสครับ! มีบางอย่างผิดปกติ!”
“! / !” เราชะงักตาตื่นจากเสียงเตือนของคนขับยาน ฉงนเล็กน้อยก่อนพากันไปดูที่ด้านหน้า
“เกิดอะไรขึ้น?” พี่ลูกัสรีบถามอย่างจริงจัง ส่วนผมก็พยายามชะเง้อมองออกไปด้านนอกผ่านกระจกทึบ เอิ่ม…เห็นแต่ควันดำเพราะหัวเครื่องบินบัง
“เห็นในเมืองมั้ยครับ เกิดเรื่องแล้ว!”
ได้ยินแบบนั้น พี่ลูกัสเลยยืนค้ำแผงควบคุม เพ่งมองอย่างเรียบนิ่ง ถ้าเป็นคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าประหลาด แต่ผมรู้ว่าพี่แกใช้ความสามารถนั้น เนตรโลกันตร์…
และหนึ่งในความสามารถของมันคือการมองทะลุได้ไกล ซึ่งพี่ลูกัสเคยใช้หาตัวผมในเขตกักกัน ถ้าจากระยะนี้คงเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองนั่น
“แย่แล้วล่ะ…รีบติดต่อศูนย์ใหญ่ซะ”
พี่เขาสั่งด้วยท่าทางเคร่งตึง กลับมายืนตรงครุ่นคิดแต่ยังใจเย็น คนขับยานทำตามทันที ผมก็คาดเดาก่อนถาม
“เมืองโดนโจมตีเหรอครับ?”
“ใช่…เป็นพวกปีศาจ”
“โห~!” ผมหูผึ่งพลันตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เท่าที่ได้ยิน เมืองข้างนอกนี่ก็ถูกโจมตีประจำอยู่แล้ว แต่เป็นปีศาจไม่ใช่คน! น่าสนุกกว่าอีก! จะเหมือนที่เคยเรียนมั้ยน้า~
“ถึงศูนย์บัญชาการ! นี่ยานขนส่งเฉพาะรหัสแปดพูด ที่เมืองทางทิศตะวันตกถูกโจมตี!”
[เราเตรียมจะส่งกำลังเสริมไปแล้ว ที่เมืองมีทหารประจำการพอสมควร เราคุมสถานการณ์ได้ ทางนั้นขนส่งแต้มแดงตามหน้าที่ก็พอ]
เสียงเหมือนลุงหน้าเข้มคนนั้นสั่งการอย่างมืออาชีพ ดูแล้วสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง แต่เห้ยไม่ได้สิ! แบบนั้นน่าเสียดายแย่ รอไม่ไหวแล้ว
“?”
ผมดึงแขนเสื้อพี่ลูกัสสองทีก่อนส่งตาแป๋วพร้อมยิ้มเหมือนเด็กเรียกร้อง พี่ก็รู้ว่าผมมีนิสัยยังไง ขอร้องให้ทีน้า~
“หึ…ฉันคิดไว้แล้วล่ะ” พี่แกยกมุมปากตอบกลับเหมือนรู้ใจ คงไม่อยากปล่อยโอกาสไปเฉย ๆ ต้องแบบนี้สิ~!
“ทำความเคารพผู้บัญชาการครับ นี่ลูกัสพูด ผมมีเรื่องจะร้องขอ”
พี่ลูกัสโน้มตัวถามกับวิทยุในมือคนขับอย่างรอบคอบ เสียงนิ่งดูเป็นงานเป็นการ
[หือ? เรื่องอะไรเหรอลูกัส?]
“ผมไม่ได้ตั้งใจขัดคำสั่งครับแต่ผมอยากให้อายร์เข้าร่วมจัดการปีศาจครั้งนี้ด้วย”
[อะไรนะ!?] ชายชราอีกฝั่งถึงกับลั่นถาม แต่ดูเหมือนจะตกใจมากกว่าโมโห
[ไม่เห็นมีความจำเป็น…หน่วยวิเคราะห์ของเราประเมินระดับไว้ไม่เกินหกสิบเท่านั้น บอกมาว่าทำไมต้องใช้แต้มแดงด้วย?]
หกสิบ…มันหมายถึงระดับความอันตรายที่พูเท็คตั้งขึ้น ไว้ใช้ประเมินปีศาจและอาชญากร มีสูงสุดถึงหนึ่งร้อย ซึ่ง…ไม่สูงเท่าไหร่
พี่ลูกัสเพียงถือเครื่องมือสื่อสารนิ่ง ๆ และบอก “แค่คิดว่าไหน ๆ ก็อยู่ใกล้น่ะครับ ให้อายร์ลองทดสอบฝีมือแล้วก็ลดความเสียหายในเมืองด้วย ถ้าผมด้วยยังไงปัญหาก็ไม่ลุกลาม”
พี่แกก็อ้างเหตุผลที่ดูดี พยายามช่วยให้ผมได้ลงไปออกแรง แล้วลุงนั่นจะตอบอะไร?
[เห้อ…อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ บอกมาตามตรงเถอะ แค่อยากสู้ใช่มั้ยล่ะ? ทั้งสองคนเลย]
“... / …”
เอ่อ…ผู้บัญชาการรู้ทันแฮะ เราต่างหน้าเสียทันที บรรยากาศในยานเงียบและปนไปด้วยความอาย
“แหะ ๆ แล้วให้ผมลงไปไม่ได้เหรอครับ?” ผมถามอย่างตรงไปตรงมา หรือเรียกว่าหน้าด้านดี… ออกแนวขอร้อง ทำให้ฝั่งนั้นดูเหนื่อยใจ
[ตอนอยู่เขตกักกันก็เอาแต่ใจตลอดสิน่า…แต่ได้ ฉันมอบภารกิจให้พวกนายจัดการปีศาจในเมืองซะ คิดซะว่าสะสมผลงานไป]
“เอ๊ะ?” ผมแทบตั้งตัวไม่ทัน ไม่นึกว่าผู้บัญชาการจะยอมง่าย ๆ พี่ลูกัสเลยยิ้มและกลับมายืนตรงรับคำสั่ง
[แต่ถ้าเกิดเจ้าแต้มแดงทำเรื่องร้ายแรงหรือหนีล่ะก็ นายต้องรับผิดชอบนะลูกัส เข้าใจมั้ย?]
“ครับ!” พี่เขาตอบอย่างแข็งขันด้วยความมั่นใจ ส่วนผมยังยืนงง ๆ เพราะตามไม่ทัน แต่สรุปว่าได้สู้ใช่มะ? อะ-โอเค
[เอาล่ะเดี๋ยวฉันบอกรายละเอียดของปีศาจที่โจมตีเมืองให้ฟัง]
///
** ทหารในเมือง **
สถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายมาก เราทหารหน้าใหม่เพิ่งมาฝึกงานที่เมืองนี้แต่ดันมีพวกปีศาจบุกโจมตีซะได้ เลือกเวลาได้แย่ชะมัด
“เส้นทางนั้นปลอดภัย! รีบพาชาวเมืองหนีไปครับ!!” ผมตะโกนลั่นพร้อมชี้ปลายดาบใหญ่ไปบนถนนที่เสียหายจากเศษซากอาคาร แต่ผมประเมินแล้วว่าไม่มีพวกปีศาจดัก
ทหารชุดดำเลยพาขบวนประชาชนที่เหลือรอดไปทางนั้น ผมวางใจเพราะมีทหารยศสูงคุ้มกันอยู่ เลยรีบยกกำไลข้อมือขึ้นมารายงาน
“ติดต่อคุณราซิล นี่เมโครพูด ผมนำผู้รอดชีวิตออกจากเขตตะวันตกเฉียงใต้ได้แล้วครับ”
[ดีมาก จัดการปีศาจแถวนั้นให้หมดแล้วเจอกันที่ใจกลางเมือง ท่านผู้บัญชาการให้ข้อมูลมาว่าต้นตออยู่ที่นั่น]
“รับทราบครับ”
ผมวางสายพลางยกแขนปาดเหงื่อจากหน้าผาก คุณราซิลนำเรามาดูงานที่นี่แต่ต้องกลายเป็นผู้สั่งการจำเป็น
…สายตาผมยังสอดส่องหาสิ่งผิดปกติ ไม่มีอะไรบังเพราะผมยาวเสยหลัง มีเสียงแว่วมาจากที่ไกล ๆ
ดูท่าพวกปีศาจจะกระจายไปทั่วเมือง ตึกสูงมีแต่ควันไฟ ยานพาหนะคว่ำไม่มีชิ้นดี แต่แถวนี้ดูสงบกว่าที่อื่น หรือว่าจะไม่มีแล้ว…?
“ช่วยด้วย!!”
“กร๊าซ!!”
หือ!? จู่ ๆ ก็มีเสียงเด็กผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ ผมไม่รอช้ารีบเก็บดาบไว้ด้านหลัง วิ่งผ่านอาคารจนออกไปบนถนนอีกเส้น สภาพเละพอกัน แต่สายตาผมเพ่งหาจนเจอที่มา
นั่น! สิ่งมีชีวิตใกล้เคียงมนุษย์ร่างสูงกำลังวิ่งไล่ผู้หญิงตัวเล็กที่สะพายปืนยาว เดี๋ยวนะ เธอคือหนึ่งในทหารฝึกหัดเพื่อนเรา! ต้องรีบช่วย!
“โอ้ย!!”
แล้วจังหวะนรกแบบนี้เธอดันสะดุดหินล้ม เวรเอ้ย!! ผมไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากวิ่งให้เร็วที่สุด ปีศาจนั่นกำลังจะโจมตี ผมพุ่งตัวไปอุ้มเธอพยายามพาหลบ
ตู้ม!!
“อึก!!”
ประจวบเหมาะที่มันยิงบอลพลังงานขนาดใหญ่ โชคดีที่เราออกมาข้างทางได้ทัน ทำให้การโจมตีพุ่งไประเบิดตึกใกล้ ๆ ลมกระแทกกลับมาจนต้องปิดตาเบี่ยงหลบ เกือบไปแล้ว…
“นี่ เธอเป็นอะไรรึเปล่า!? ตั้งสติไว้!”
ผมรีบเขย่ายัยตัวเล็กที่ดูจะมึน เธอมีแผลนิดหน่อย ผมสีชมพูสั้นมัดแกละสองข้างแต่หน้าม้าปิดตาซะผมงงว่าเธอสู้อีท่าไหน
“อึก…เมโคร? ขอบคุณนะ ฉันไม่เป็นไร”
เสียงใสนั่นดูอ่อนล้าแต่ยังไม่น่าห่วง เอิ่ม…ถึงจะบอกว่าเพื่อนทหารแต่ผมจำชื่อเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ
“กร๊าซ!!”
“!” ผมตอบสนองเสียงคำรามฉับไว รีบคว้าดาบออกมาตั้งท่ามั่นคง ขวางหน้ายัยผู้หญิงหัวชมพูไว้
สายตาแข็งกร้าวได้เห็นว่าปีศาจตัวนั้นมีแขนสี่ข้างที่ติดกรงเล็บยาว ร่างผอมแต่หัวเป็นนกที่เน่าเปื่อย จุดเด่นคือมีลายเส้นเลือดสีทองพาดไปทั้งตัว ห้ะ? นี่มันแค่ ‘วอยด์’ นี่นา…
“เธอหนีวอยด์ที่เป็นปีศาจวรรณะต่ำสุดเนี่ยนะ? แถมมันมาตัวเดียวด้วย”
ปีศาจนั่นค่อย ๆ เดินมาพลางส่ายหัวสมกับที่ไม่มีสติปัญญา ถึงจะดูทึ่มแต่ท่าทางสั่นคลุ้มคลั่งพอตัว
“กะ-ก็กระสุนฉันหมดนี่นา! ตอนแรกก็เกาะกลุ่มกับคนอื่นอยู่ดี ๆ แต่สำรวจหาปีศาจไปมาฉันดันหลงไปเจอเจ้านั่นคนเดียวซะงั้น โชคดีที่วิ่งมาแถวนี้…”
“...” ผมถึงกับทำหน้าเอือม ดูเป็นเหตุผลที่งี่เง่าสิ้นดีเลย แต่ช่างเถอะ หน้าที่เราตอนนี้คือกำจัดวอยด์ตัวนั้นซะ!
“หาที่กำบังไว้!”
ผมเตือนสั้น ๆ ก่อนพุ่งตัววิ่งออกไปอย่างไม่ลังเล จับดาบที่ใหญ่แต่บางเฉียบแน่น ขณะที่ปีศาจหัวนกนั่นก็วิ่งเข้ามาเหมือนกัน
“กร๊าซซซ!!”
มันใช้แขนสี่ข้างฉีกซากรถที่ขวางทางพลันแทงกรงเล็บตรงมาสองข้าง แต่ผมไม่หวั่น รอจังหวะเข้าใกล้ก่อนเบี่ยงหลบ สะบั้นดาบขึ้นไปตัดแขนพวกนั้น
เลือดสีม่วงกระเด็นออกทันที แต่ผมไม่ปล่อยเวลามาก ตั้งท่ายันเท้าแน่น ดึงดาบกลับมาก่อนเหวี่ยงเฉียงขึ้นไปที่คอมัน!
ชิ้ง…
หัวเจ้าวอยด์ขาดปลิวขึ้นไปกลางอากาศท่ามกลางสายตาอันเฉียบคมของผม แค่ก็ปีศาจอ่อนแอ
“เร็วมาก!” ยัยหัวชมพูพูดแบบนั้น คงตกใจเพราะดูไม่ทัน แต่ผมยังไม่หลุดสมาธิ ใช้เวลาไม่กี่วิที่ร่างนั้นโซเซ สังเกตเส้นเลือดสีทองจนเห็นจุดรวมตรงเอวของมัน เป็นก้อนเนื้อที่เต้นดั่งหัวใจ
“หึยย่ะ!!”
ผมเลยปิดบัญชีด้วยการพุ่งเข้าไปแทงปลายดาบที่จุดนั้นจนฉีกทะลุ ทำให้มันกระเด็นล้มนอนแน่นิ่ง… เรียบร้อย
“เห้อ…” ผมสูดอากาศหนึ่งเฮือกคลายเกร็ง ยังระแวงนิดหน่อยว่าอาจมีตัวอื่น…แต่สัมผัสไม่ได้แฮะ
“ทำไมต้องแทงซ้ำด้วยเหรอ?”
แล้วเหมือนยัยหัวชมพูจะไม่เข้าใจ ผมย่นคิ้วพลางเดินกลับมาหาเธอ มองเลือดเหม็นเน่าหยดลงจากดาบบาง พลันก็เหลือบเห็นรอยกระสุนบนหัวนกตรงพื้นหิน อืม…
“ขอเดานะ เธอยิงวอยด์นั่นจนกระสุนหมดแต่ดันไม่ตายใช่มั้ย?” ผมเท้าเอวข้างนึงประกอบการถามเพราะกำลังเคือง
“เอ๋? ใช่ ๆ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่นายฆ่ามันได้ถือว่าสุดยอดเลยนะ”
“เฮ้อ…”
นั่นเป็นการตอกย้ำว่ายัยนี่ไม่รู้เรื่องเลย ให้ตายสิ ไม่คิดว่าในหมู่ทหารจะมีคนไร้ความสามารถขนาดนี้ แต่จะด่าก็คงไม่ช่วย บอกให้เธอเข้าใจดีกว่า
“นี่ฟังให้ดี พวกวอยด์มันมีจุดตายเฉพาะเรียกว่า ‘แกนเนื้อ’ เธอต้องสังเกตจากเส้นเลือดสีทองว่ามันมาจากส่วน ยิงหัวไปก็ใช่ว่าจะตายทุกตัวนะ”
“เอ๋…งั้นหรอกเหรอ” เธอดูหงอยไปทันที นั่งก้มหน้าดูจะสำนึก แต่ดีแล้วล่ะ รอบหน้าก็เรียนรู้ด้วย
ตึง!!
“กรรรรร!!”
“!!?”
มีบางอย่างทะลุขึ้นมาจากพื้นถนนใกล้ ๆ ผมสะดุ้งพลันหันมองจนเห็นร่างยักษ์ใหญ่ของวอยด์คล้ายกอริลล่าที่มีหัวเป็นมังกรหิน มันยกแขนสองข้างเตรียมทุบเรา
แย่ล่ะสิ!! ระยะนี้หลบไม่ทันแน่ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันยกดาบป้องกัน เตรียมรับแรงกระแทก