เห้อ ไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะขังเด็กอย่างผมแบบกะไม่ให้เห็นโลกภายนอก แต่หึ…สุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเพื่อใช้เป็นกองกำลังให้สมกับพรสวรรค์ และผม…จะทำหน้าที่นั้นอย่างดีเลย~
แฟนตาซี,แอคชั่น,ดาร์ค,ตะวันตก,ผจญภัย,สปิริต,โลกแฟนตาซี,พลังพิเศษ,พระเอกเทพ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
[ได้ยินฉันมั้ยอายร์?]
“อื้ม…” ผมพยักหน้าขณะนั่งพิงเก้าอี้ ตอบเสียงผู้ชายดังที่มาจากลำโพงสักที่ในห้อง
ไม่รู้สิ รอบด้านมืดไปหมด มีแค่ไฟดวงเดียวที่ส่องลงมา พวกนักวิจัยอยู่หลังกระจกทึบบานใหญ่ตรงหน้า คงกำลังเฝ้าดูผมที่เปรียบเสมือนหนูในห้องทดลอง
[เอาล่ะ ก่อนอื่นขอแสดงความยินดี เพราะนายอดทนถูกขังมานานมากจนในที่สุดวันปล่อยตัวก็มาถึง]
พอคิดตามผมก็ยิ้มขึ้น หึหึ…ช่าย~ ถึงในเขตกักกันนี่จะใช้ชีวิตสนุกดีแต่โลกภายนอกคือสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุด และเร็ววันคงได้เห็นกับตาเนื้อสักที
[แต่…ยังคงอยู่ในสัญญาขององค์กรพูเท็ค]
คำพูดที่ขัดขึ้นทำเอาหุบยิ้มแทบไม่ทัน ข้างหน้าผมมีแท่นโลหะยื่นขึ้นมาจากพื้น มันเผยภาพโฮโลแกรมโปร่งใสคล้ายเอกสารหนึ่งแผ่น แสงสีฟ้าสาดเข้าตาทันที
[ถ้านายอยากเป็นอิสระ ก็แค่ประทับลายนิ้วมือลงไป~]
เสียงร่าเริงนั่นน่าขัดใจตลอด… และใช่ พวกเขาคงไม่ปล่อยตัวผมไปฟรี ๆ ส่วนสัญญาที่ว่าอยู่ในเอกสารนี่
อืม… ผมไล่กวาดตาไปเรื่อย ๆ อย่างตั้งใจ ผ่านข้อมูลส่วนตัวกับประวัติบลา ๆ ไม่มีความสำคัญ จนสะดุดกับส่วนเงื่อนไขเข้า
“สรุปว่า ให้ผมเป็นกำลังทหารของพูเท็คแลกกับการปล่อยตัวจริง ๆ สินะ… แสดงว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้เห็นผมเป็นตัวอันตรายแล้วเหรอครับ?”
ผมเงยขึ้นจนใบหน้าอยู่ใต้เงาหมวกไหมพรมแดง แสดงความขบขันผ่านนัยตาสีเทา มองตรงเข้าไปยังกระจกทึบกะจะแกล้งให้กลัวเล่น…หึ
แต่ความรู้สึกนี่…มีคน ๆ เดียวที่ไม่กลัวผมคือ ‘เร็น’ เจ้าของเสียงในจากลำโพง หรือก็คือหัวหน้านักวิจัยในเขตกักกันแห่งนี้
[ต้องบอกว่าเห็นถึงประโยชน์มากกว่า เด็ก ๆ ที่นี่มีชะตากรรมที่น่าเศร้าและอันตราย เพราะงั้นถึงต้องขังแยกจากโลกภายนอกแบบนี้ แต่…พอนายเสนอตัวกำจัดพวกเขาในฐานะพี่ใหญ่ พูเท็คเลยประหยัดแรงไปมาก]
โอ้…รื้อฟื้นวีรกรรมของผมแบบนี้ จะบอกว่านั่นเป็นความดีความชอบที่พูเท็คประทับใจสินะ หึหึ…กลิ่นเลือดจางยังอาบมือผมอยู่เลย แค่ฆ่าพวกที่ไม่มีความเป็นคนน่ะ ผมทำได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว
[อีกอย่างนายก็รู้ดีว่าเคสของตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ จะให้หมกอยู่ที่นี่ทั้งชีวิตคงเสียดายแย่~]
เข้าใจอยู่ เพราะผมมันไม่ธรรมดานี่นา~ แต่ยังอ่านเอกสารโฮโลแกรมไม่หมด เหมือนจะมีคำเตือนเขียนกำกับไว้
‘หากทำความผิดร้ายแรง จะถูกจับกลับมาขังในเขตกักกันตลอดชีวิต’
“...” เห้อ ยุ่งยากจัง ชีวิตจากนี้จะเป็นยังไงต่อ? ได้รับอิสระภายใต้งานขององค์กรที่ตั้งตัวเองเปรียบดั่งฮีโร่… ไม่เลวแฮะ
มุมปากมันยกแสยะอย่างไม่ทุกข์ร้อน ยังไงซะทั้งชีวิตผมก็ต้องการแค่ความตื่นเต้น นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว~
หลังจากความคิดพวกนั้น ผมโน้มตัวและขยับมือ บรรยากาศเงียบเชียบผ่านไปขณะที่นิ้วโป้งสัมผัสลงคำยินยอม ลายนิ้วมือประทับติดเรียบร้อย
ภาพโฮโลแกรมเอกสารสั่นจนหายไปพร้อมแท่นโลหะที่หุบลงพื้น สำเนาน่าจะถูกส่งเข้าห้องควบคุม ต่อด้วยผมที่สัมผัสถึงความพึงพอใจของเขาได้
[ดีมากเจ้าหนู~ แต่ก่อนที่ฉันจะอนุมัติ ทางพูเท็คอยากให้ ‘ของขวัญ’ ฉลองที่นายได้เป็นอิสระ เอาเข้ามาได้เลย]
“?” ผมกะพริบตาสงสัย ไม่ได้คาดหวังว่าพูเท็คจะมีอะไรแบบนั้นให้ เลยหันมองทางขวาที่เป็นประตูเลื่อนของห้องทดลองนี้
มันเปิดออกก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรโดนเข็นเข้ามา แต่มืดไปหน่อยแฮะ ขอหรี่ตาดูซิ มันคืออะไรหว่า…
“??”
เป็นเวลาเดียวกันที่ไฟในห้องสีขาวโพลนสว่างทั่ว ผมจึงได้เห็นชายร่างสูงที่สวมชุดผู้ป่วยจิตเวช ถูกสายรัดมัดไว้กับรถเข็นแน่น
“...” อะไรกัน หมอนั่นมองกลับมาด้วยสายตาหยิ่งเยือกเย็น ปากเขามีหน้ากากเหล็กดำปิดไว้ ผมหงอกเฉายาวถึงบ่ายกเว้นกลางหัวที่โล้นสมเป็นคนสูงวัย ทำผมมองแข็งกร้าวด้วยความระมัดระวัง
หืม? มีปลอกคอด้วย ทำจากโลหะหนาสีดำ จำได้ว่ามันมีไว้ผนึกพลัง หรือว่าหมอนี่…?
ผมเริ่มวิเคราะห์อย่างรอบคอบ แต่มือยังล้วงกระเป๋ากางเกงแสดงความนิ่ง สัญชาตญาณกำลังบอกว่าตาแก่ชุดขาวนั่นไม่ปกติ เหมือนพวกโรคจิตไม่มีผิด
เอ่อ…แต่จะว่าเขาก็ไม่ได้ พอเหลือบกลับมามองตัวเองในกระจก ผิวคอผิวหน้าผมซีดเผือด ชุดเสื้อฮู้ดกางเกงขายาวเทาไม่อาจปิดมิด ขอบตาดำคล้ำอย่างกับพวกติดยา สภาพหนักพอกันนี่หว่า…
ระหว่างคิดเรื่อยเปื่อย เจ้าหน้าที่ก็ค่อย ๆ ปลดพันธนาการของลุงแก่นั่น ถอดสายรัดออกจากรถเข็นท่ามกลางความสนใจของผม พวกนักวิจัยคงกำลังดูอยู่เหมือนกัน
“ยืนนิ่ง ๆ”
เจ้าหน้าที่คนนึงสั่งก่อนหยิบกุญแจไขถอดปลอกคอหนาเสียงลั่นแกร็ก จากนั้นก็พากันออกจากห้องทดลองไป ปล่อยให้ตาลุงตัวสูงอยู่กับผม ต่างฝ่ายก็จ้องตาไม่กะพริบ
“... / …”
[อู้ว~ บรรยากาศตึงเครียดดีจัง ฉันรู้ว่าพวกนายคงสงสัย งั้นขอแนะนำให้รู้จัก ผู้ชายที่สวมชุดผู้ป่วยจิตเวชมีชื่อว่า ‘ไรเซอร์’ เป็นนักโทษที่จะต้องโดนประหารในวันนี้]
“นักโทษ…” ผมย้ำอย่างฉงน กวาดตาดูลุงผอมขี้ก้างตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่รู้ว่ามีความผิดอะไร…แต่ถึงขั้นโทษประหารคงมีของอยู่บ้าง
[ตามนั้นแหละ~ เขามาที่นี่เพราะพูเท็คอยากให้ทางเลือก นี่ไรเซอร์ ทางเรามีข้อเสนอ นายสนใจมั้ย?]
“ข้อเสนอ? หมายความว่าไง?” เสียงเข้มถามกลับพลางหันมองเข้ากระจกแบบไร้อารมณ์
[ก็…ไม่ต้องพูดเยอะ ถ้านายฆ่าเด็กที่นั่งเก้าอี้ตรงหน้าได้ พูเท็คจะลดโทษทั้งหมดและปล่อยให้นายเป็นอิสระ]
“!? / !”
อะไรนะ? เราต่างเบิกตาตกใจพร้อม ๆ กัน ผมถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสับสน พูเท็คคิดอะไรอยู่ฟ่ะ…
แต่ขณะที่ผมกำลังคิดหนัก ตาแก่ตัวสูงกลับก้มหน้าเปลี่ยนท่าที ไหล่กระตุกราวกับมีความยินดีเอ่อล้น
“ล้อกันเล่นรึเปล่า…ฆ่าเด็กนี่น่ะเหรอ? เยี่ยมไปเลย”
สายตาเจ้านั่นเบนมองมาทางนี้อย่างกระหายเลือด สัมผัสได้ถึงการดูถูกดูแคลนจนผมต้องเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างอย่างไม่สบอารมณ์
แต่ถึงจะดูอันตรายขนาดนั้น ผมก็ยังเฉยชา หันมองทางกระจกด้วยสีหน้าบึ้งตึงเพราะข้องใจสุด ๆ แล้วจะให้ฉันทำอะไร??
[ฮ่าฮ่า~ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เราไม่สั่งให้นายยอมถูกฆ่าหรอกนะ เพราะนายก็มีเป้าหมายเดียว…]
เขาเว้นจังหวะ ผมรับรู้ได้ว่าสายตาเกียจคร้านที่จริงจังนั่นกำลังมองดูเราอย่างสนอกสนใจ
[คือการ ‘ประหาร’ เขาซะ]
“...!” ตึกตัก
หัวใจผมหล่นวูบคล้ายจะโดนกระตุ้น เนื้อเต้นตามอารมณ์ที่พรั่งพรู ชวนให้นึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่โปรดปราน ความเจ็บปวดที่จะได้สัมผัสและสร้างเองกับมือ!
ความน่าตื่นเต้นนั้นทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าผม “เข้าใจแล้วคร้าบ~”
เอาล่ะตาแก่ เราต่างก็หวังอิสระภาพ ถึงจะไม่รู้ว่าพูเท็คต้องการอะไร แต่บอกได้เลยว่าผมยินดีทำเป็นอย่างยิ่ง! แล้วเหมือนไอ้โรคจิตจะคึกพอกัน หันมาเผชิญหน้าอย่างไม่ลีลา
“อย่าได้โกรธแค้นกันเลยไอ้หนู ฉันคงต้องทำให้ห้องขาวสะอาดนี่มีสีสันขึ้นมาหน่อย แถมเสียงร้องโหยหวนเป็นของรางวัล” ชิ้ง!
พูดจบ แขนของเขามีหนามสีเดียวกับผิวแทงทะลุออกมาจากชุดผู้ป่วยจิตเวช มันฉีกแขนเสื้อที่รัดออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นเสื้อกล้ามดำด้านใน ผมก็มีสีหน้าอึ้งนิด ๆ เพราะตื่นเต้น
“น่าสนใจแฮะ…นั่นคือพลังของลุงเหรอ?” ผมถามเสียงนิ่ง ประกอบรอยยิ้มหวังจะยั่วยุ หลังพิงเก้าอี้แกว่งเท้าชิล ๆ
“หึหึ ดูท่าจะไม่ได้ไร้เดียงสา นี่แหละคือพลังจาก ‘สปิริต’ ของฉัน”
สปิริต…กะไว้แล้วเชียว ผู้มีพลังทุกคนล้วนมีสิ่งนั้นอยู่ในตัว ตาแก่เงยหน้าสูดหายใจราวกับได้ปลดปล่อย พลันก้มมองมือของตัวเองอย่างสุขใจ
“อา…ไม่ได้ใช้มานานมาก ล่าสุดมือคู่นี้ปลิดชีพทหารพูเท็คไปหนึ่งคน”
“?” ผมหูผึ่งอย่างคาดไม่ถึง ตาเลื่อนมองเจ้าฆาตกรที่เดินเข้ามาใกล้ขึ้น
ทหารพูเท็ค…นั่นคือสาเหตุที่เจ้านี่โดนโทษประหารเหรอ? ไม่อยากฟันธงว่าเก่งขนาดไหนเพราะทหารที่ว่าก็มีหลายระดับ แต่บอกตามตรงว่าน่าคาดหวัง
ไรเซอร์หยุดนิ่งพลางกำมือ ยืนห่างจากผมเพียงไม่กี่ก้าว สายตาเย็นชานั่นกำลังประเมิน
“น่าแปลกใจ…แกดูไม่ได้กลัวเลย ไม่คิดจะดิ้นรนหน่อยเหรอ?”
พูดจบตาแก่ยื่นมือนึงออกมาและงอกเล็บให้ยาวแหลมคม คล้ายจะขู่ขวัญให้หัวหด แต่ผมแค่มองอย่างเย้ยหยันแถมยังรู้สึกตลก เงยหน้าขำไปที
“อะไรเนี่ย~ นี่ลุงเป็นสูตรสำเร็จของพวกฆาตกรโรคจิตในหนังสือการ์ตูนหรือไง? พอคนไม่กลัวแล้วหมดไม่สนุกเหรอ?”
“...”
เขายังคงสีหน้าเดิมแม้ผมจะวางท่าท้าทาย นั่งปล่อยตัวเพราะไม่ได้เห็นไอ้แก่นี่เป็นภัย ทำเอาเขาคิ้วกระตุก
“หมดสนุกเหรอ? เปล่าเลย~ แบบนี้สิถึงจะน่าสนใจ…หึ ๆๆๆ”
“?” ผมเอียงคอนิด ๆ เลิกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างเพราะไม่รู้ว่าทางนั้นคิดอะไร แต่ไรเซอร์โอบแขนเข้าหาตัวเองและเกร็งกล้ามเนื้อราวกับจะทำบางอย่าง
“แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ?”
จู่ ๆ ร่างกายเขาก็เปลี่ยนไป กล้ามเนื้อขยายขึ้นทีละส่วน เสียงคร่ำครวญตามมาจากในลำคอ กระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ ขนาดตัวใหญ่โตจนเสื้อผ้าฉีกขาดเหลือแค่กางเกง เอ๋…
“กรรรร!!!”
เสียงคำรามดังสนั่น ลมปะทะเข้ามาขณะที่ผมเงยมองทั้งที่อ้าปากอึ้ง เท่ชะมัด…
พริบตาเดียว จากตาลุงผอมแห้งกลับกลายเป็นอสูรกายร่างกำยำ ตัวสูงแทบคับห้อง หน้ากากแตกร้าวร่วงลงพื้น ปรากฏปากที่เต็มไปด้วยฟันคมไม่เป็นระเบียบ
“เหอะ ๆ …ดูสีหน้าตกใจของแกสิ คิดว่าฉันเป็นพวกปลายแถวเหรอ? แค่เพิ่มกล้ามเนื้อน่ะสบายมาก”
เสียงโอ้อวดของตาลุงหยาบกร้านขึ้น ดูมีกำลังวังชาจนคนธรรมดาไม่อาจเทียบ ตอนแรกงอกหนามตอนนี้กลายร่าง เดาว่าพลังสปิริตของลุงคงเปลี่ยนแปลงอวัยวะร่างกายได้ เกินคาดนะเนี่ย
“ฉันฆ่าพวกอ่อนแอมามากถึงหนึ่งร้อยคน และคิดว่าคงไม่มีโอกาสรอดตอนที่พูเท็คจับตัวได้ ต้องขอบคุณแกจริง ๆ ที่ทำให้จำนวนนั้นไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย~”
รอยยิ้มน่าเกลียดเปี่ยมสุขด้วยความมั่นใจ ขนาดตัวเราต่างกันสองสามเท่า มองผ่าน ๆ คงไม่มีใครคิดว่าผมจะชนะ
“หึ…ดีใจเร็วเกินไปมั้งลุง~”
“?”
เจ้ายักษ์ชะงัก เหลือบมองผมที่แสดงแววตาอันเฉียบคมพอกัน ประกอบกับรอยยิ้มที่ไม่ควรมีในตอนนี้
“พวกเขาก็บอกแล้วนี่ ว่าถ้าฆ่าผมได้ลุงถึงจะเป็นอิสระ แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้”
คำพูดย้อนสอนที่โคตรขัดอารมณ์ทำให้มันหลุดหัวเราะสองสามครั้ง มือกำแน่นเหมือนอยากบดขยี้ผมให้จบ ๆ
“ฉันไม่รีบหรอก~ เพราะแกเองก็มีของไม่ใช่เหรอ? แสดงออกมาสิ พลังสปิริตของแกน่ะ แล้วก็ดิ้นรนเอาชีวิตรอดซะ!”
คำท้าทายลั่นออกมาอย่างแข็งขัน สายตาคล้ายสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง หายใจปล่อยลมอย่างน่าเกรงขาม แต่ทั้งหมดนั่น…ไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนท่าทีเลย
“เอาเลยอายร์ ถึงเวลาปลดปล่อยแล้ววว~”
จู่ ๆ ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาในหัวผม มันบิดเบี้ยวราวกับวิญญาณที่เสพสุขนับสิบ พยายามเชียร์ให้ต่อสู้ หึ ดูท่าสปิริตของผมจะรอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน งั้นคงต้องโชว์ให้ตาแก่นี่เห็นสินะ
จากที่นั่งอยู่นาน ในที่สุดผมก็ลุกขึ้นยืนอย่างผ่อนคลาย แค่หมุนไหล่กับคอนิดหน่อย มุมปากยิ้มแสยะพลันมองเจ้าอสูรตรงหน้า
“ช่าย~ ผมก็มีพลังสปิริตเหมือนกันแต่ไม่ได้หวือหวาอะไรหรอก” วิ้ง…
ผมชูแขนหนึ่งขึ้นมาข้าง ๆ ก่อนที่จะมีวงแหวนแสงทองปรากฏลอยตรงข้อมือ แผ่ออร่าสีเหลืองสว่างเคลือบไปทั้งแขน ทำให้เจ้าไรเซอร์ย่นคิ้วอย่างฉงน
“???”
แต่ตอนนั้นเจ้ายักษ์กลับตัวแข็งราวกับเสียววาบ ขนลุกชูชันไล่ไปทั่วแขนคล้ายจะมีบางอย่างไม่ปกติ ทำให้มันมองตามเนื้อตัวที่ตอนนี้สั่นเกร็ง
“หมายความว่ายังไง… หือ!?”
แต่ขณะที่สายตามันเพ่งกลับ ตอนนี้ผมลอยอยู่เบื้องหน้าเพราะเพิ่งเหยียบเก้าอี้กระโดดขึ้นมา พลันก็มองด้วยนัยตาสีแดงฉานพร้อมง้างกำปั้นที่มีวงแหวนสว่าง
“คนที่ต้องดิ้นรนน่ะ…ไม่ใช่ผมหรอก”