พรจากพระเจ้า หรือ คำสาปที่พันทนาการไว้
ข้ามเวลา,แฟนตาซี,ไทย,อื่นๆ,ชาย-หญิง,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Death time ย้อนเวลาชีวิต พลิกวิกฤตความตายพรจากพระเจ้า หรือ คำสาปที่พันทนาการไว้
นาฬิกาชีวิตที่เธอเห็น กลับเป็นคำสาปที่นำชีวิตของเธอไปสู่จุดจบที่น่าสังเวชใจ แต่เบื้องบนกลับรู้สึกสงสารเธอ จึงนำพาเธอกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โอกาสที่สองที่ได้รับจะสามารถดึงชีวิตเธอกลับมาได้ไหม
วันต่อมา
“ลิลลี่ตื่นได้แล้วลูก รีบลงมาทานข้าว เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย” เสียงแม่ตะโกนจากชั้นล่างเรียกเธอ
เสียงดัง ทำให้เธอลืมตา เธอเริ่มลุกขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจไปมา เธอเริ่มขยี้ตาและปิดปากหาว เธอค่อยๆลงจากเตียงหยิบชุดที่แม่เตรียมไว้ แล้วเดินไปอาบน้ำด้วยสภาพงัวเงีย เธอเริ่มแปรงฟัน ล้างหน้า และอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จเธอตรวจความเรียบร้อย เธอยิ้มให้กับตัวเองในกระจกแล้วเธอลงไปหาแม่ เธอเดินดมตามกลิ่นหอมไป
“หอมจังเลยแม่ วันนี้มีอะไรกินเหรอคะ”
ขณะที่แม่กำลังทำอาหารอยู่ เมื่อลิลลี่กล่าวเธอหันหลังมายิ้มให้
“วันนี้แม่ทำของโปรดของลูก ข้าวผัดกุ้งไงจ้ะ”
“เย่ ดีใจจังเลย”
เธอกระโดดโลดเต้นไปมา ก่อนที่จะหันช่วยแม่จัดโต๊ะเตรียมให้ทุกคน ระหว่างจัดโต๊ะ เธอพลางคิดถึงเรื่องเมื่อวาน ครอบครัวกอดกันกลมร้องไห้สำนึกผิด หลังจากนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งกับใครอีก จะได้ไม่มีเหตุการณ์น่าสลดเช่นนี้ เธอนึกคิดอยู่สักพักพี่ชายเธอก็เดินลงมา
“เธอยืนนิ่งคิดอะไรอยู่ ไม่กินข้าวเหรอ”
เธอหลุดออกจากความคิดแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ ต่อมาแม่ก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะให้ทั้งสองได้ทาน
“อาหารมาแล้วจ้ะเด็กๆ”
ทั้งสามทานข้าวพร้อมกันด้วยความอบอุ่น เมื่อทานข้าวเสร็จ ลิลลี่และพี่ชายของเธอก็ออกจากบ้านไป ทั้งสองไปรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ใกล้บ้าน ป้ายรถเมล์ยามเช้าผู้คนเดินพลุกพล่านกันไปมา บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืนรอรถเมล์เช่นเดียวกับเธอและพี่ชาย
เมื่อรถเมล์มาถึงผู้คนต่างแย่งกันขึ้นรถเมล์ พี่ชายของเธอเจอเรื่องนี้เป็นปกติอยู่แล้ว ต่างกับเธอที่พึ่งย้อเวลากลับมาไม่นาน เธอไม่คุ้นชิน เธอกลัวการสัมผัสตัวจากผู้อื่น เธอพยายามเกาะติดพี่ชายให้ได้มากที่สุด เพื่อจะไม่ต้องไปโดนตัวใคร เธอกลัวถึงขนาดที่ตัวเองทรงตัวไม่อยู่แล้วมีคนข้างจะมายุงงเธอไว้ เธอกลับเบี่ยงหลบความช่วยเหลือดังกล่าว จนทำให้คนมาช่วยเสียหน้าแล้วโกรธเธอมาก
เมื่อถึงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน เธอรีบวิ่งไม่สนใครลงจากรถด้วยความรวดเร็ว คนทั้งรถมองตามเธอด้วยความไม่เข้าใจ แม้แต่พี่ชายของเธอก็อึ้งกับการกระทำของเธอ เมื่อเขาลงรถตามหลังเธอมา เขาจึงเอ่ยถามเธอ
“เธอจะรีบไปไหนเนี่ย โรงเรียนมันไม่หายไปไหนหรอก ทำตัวลุกลี้ลุกลนจนคนในรถเขามองเธอกันหมดแล้ว”
“ก็ ก็ ก็ฉันกลัวสายไงเลยรีบวิ่งลงมา ฉันอยากเข้าโรงเรียนไวๆ ฉันผิดด้วยเหรอ”
“มันไม่ผิดหรอก แต่ก็ไม่ต้องทำตัวหน้าสงสัยขนาดนี้ก็ได้ แล้วจะเรื่องบนรถอีกที่ไปเสียมารยาทกับคนที่มาช่วยเธออีก เธอกลัวอะไรหนักหนา”
“ก็ฉันไม่ชอบให้ใครมาสงสารฉันหนิ”
พี่ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าคนที่เคยถูกใครตราหน้าว่าตัวซวย ปีศาจ หมอผี ขนาดตายแล้วยังมีคนมาก่นด่า ตายไปก็ไม่มีใครเห็นค่า ตอนนี้มันเลยกลายเป็นระบบป้องกันอัตโนมัติไปโดยปริยาย ฉันจะไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากใครเด็ดขาด แค่นี้ก็จะไม่เข้าไปยุ่งกับคนอื่นแล้ว เธอคิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา
เธอและพี่ชายเดินเข้าโรงเรียนไป พี่ชายเดินไปตึกหลังเธอก็เดิมตามเขาไป เมื่อเขารู้สึกว่ามีคนเดินตามตลอดเวลาจึงหันหลังกลับมามองแล้วพบว่า ลิลลี่เธอกำลังเดินตามหลังเขาอยู่
“เธอจะเดินตามฉันมาทำไม ตึกนี้เป็นของมอปลาย ตึกมอต้นอยู่ด้านหน้านู่น” เขาพูดพล่างชี้ไปที่ตึกด้านหน้า
เธอพยักหน้าแล้วเดินกลับไปที่ตึกด้านหน้า
“น้องมันโอเคจริงๆใช่มั้ยเนี่ย” เขาเดินส่ายหน้าขึ้นชั้นเรียนไป
เมื่อลิลลี่เดินมาถึงตึกด้านหน้า เธอยืน งง อยู่ครู่นึง จู่ๆก็มีมืออุ่นมาจับที่ไหล่ของเธอ ทำให้เธอสะดุ้งโหย่ง
“แล้วต้องไปตึกไหนล่ะเนี่ย”
“ลิลลี่”
“ว้ายย ใครหน่ะ”
“ฉันเอง ทิวลิปเพื่อนแกไง”
ลิลลี่มองไปตามเสียง เมื่อเธอเห็นหน้าของผู้กล่าว เธออดอุทานไม่ได้
“ทิวลิป ทิวลิปไหนอ่า”
ลิลลี่เธอพลางคิดเรื่องสมัยเรียนในชีวิตก่อน เธอนึกอะไรแทบไม่ออก สิ่งที่เธอจำได้คือ เธอไม่มีครอบครัว เธอไม่เพื่อนพ้อง เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาโดยตลอด
“หรือจะเป็นเพื่อนฉัน ก่อนที่จะเกิดเรื่อง และเมื่อครอบครัวและตัวฉันเองเกิดเรื่องก็เลยไม่ได้เจอกันอีก” ลิลลี่เธอบ่นพึมพำไปมา ถึงแม้ลิลลี่เธอจะนึกอะไรไม่ออก แต่สกิลการเอาตัวรอดของเธอค่อนข้างสูง เธอ เออ ออ ไปกับสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามพูด
“อ่อ ทิวเองเหรอ พอดีฉันประสบอุบัติเหตุมาเลยรู้สึกมึนๆ งงๆ อยู่”
“แกเกิดอุบัติเหรอ เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่ความทรงจำบางส่วนของฉันมันขาดหายไป”
“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวฉันจะช่วยแกฟื้นความทรงจำเอง”
“ขอบคุณนะ”
แล้วทั้งสองก็พากันเดินขึ้นตึกไป โดยที่ให้ทิวลิปเป็นคนนำ แล้วลิลลี่เธอค่อยๆ เดินตามหลัง ทั้งสองเดินมาเรื่อยจนมาถึงห้องริ่มสุดของชั้น 3 ทิวลิปก็พาลิลลี่เข้าห้องนั้น แล้วเดินไปยังโต๊ะหลังสุด พร้อมบอกเธอว่า
“นี่คือโต๊ะของเธอนะ ฉันคือเพื่อนข้างๆเธอ”
ลิลลี่พยักหน้า ก่อนจะเริ่มนั่งยังที่นั่งที่ทิวลิปบอกไว้ เมื่อเธอนั่งกลับพบว่า เก้าอี้ตัวนี้มีปัญหา เธอมองซ้ายมองขวา แล้วไปสะดุดกับรอยยิ้มของทิวลิป เธอนึกในใจ
“เพื่อนรักเลยสินะ” เธอเลือกที่จะไม่โต้ตอบอะไร และไม่สนใจทิวลิปอีก เธอนั่งรออาจารย์เข้ามาสอนโดยการหาหนังสือมาอ่านเพื่อค่าเวลา
ถึงลิลลี่เธอจะเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่ความคิดและความรู้ของเธอไม่ธรรมดา เพราะในชาติก่อนที่เธอไม่ค่อยได้เรียน แต่เมื่อเธอไปวัดระดับ เธอกลับทำได้ดีกว่าคนที่เรียนเสียอีก ไอคิวของเธอสูงถึง 150 และเนื่องจากที่เธออยู่คนเดียวมานาน การกลั่นแกล้งแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เมื่อทิวลิปเห็นท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านของเธอ ก็เดินฉุนเฉียวออกไป
เมื่อคาบเรียนเริ่มขึ้นอาจารย์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กนักเรียนชายคนนึง อาจารย์แนะนำเขาให้นักเรียนในห้องรู้จัก เขาเริ่มเอ่ยแนะนำตัว
“สวัสดีทุกคน เรา แอล นะ พึ่งจะย้ายมาที่นี่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” เขากล่าวพร้อมโค้งตัว
ขณะที่แอลกำลังแนะนำตัว ลิลลี่มองหน้าเขาไม่ลดละ ก่อนที่จะคิดออกไปว่า
“ทำไมหน้าผู้ชายคนนี้ คุ้นๆจัง” เธอมองไปมองมาสักพัก ก็เหมือนจะเริ่มนึกออก สีหน้าและแววตาของเธอค่อยๆเปลี่ยนไป
“ผู้ชายคนที่ฆ่าเราเมื่อชาติที่แล้วหนิ เขาก็เคยอยู่ โรงเรียนนี้เหรอ ขอร้องละ ขอร้อง อย่าใช่คนเดียวกันเลย ขอเป็นคนหน้าเหมือนก็พอ” เธอบ่นพึมพำไปมาพร้อมก้มหน้าฟลุบตัวเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ แต่เหมือนคำขอของเธอจะไม่เป็นผล เขาเดินตรงมาหาเธอ แล้วนั่งลงข้างๆเธอ และแนะนำตัวกับเธออีกครั้ง
“สวัสดี ยัยตัวซวย เจอกันอีกแล้วนะ”