ฉันดิ่งเพราะความไว้ใจผิด แต่ลุกขึ้นเพราะเสียงแผ่ว ๆ ของตัวเองที่บอกว่า “ยังไม่จบนะ…เธอยังมีค่า”

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต - บทที่ 3 ไฟที่หลอมให้ฉันแข็งแรงกว่าเดิม โดย ปลงปลง @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เล่าประสบการณ์,พล็อตสร้างกระแส,นิยายสั้น,เล่าเรื่อง,ดรามา,ดราม่า,เรื่องเล่า ,เรื่องราวชีวิต,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

เล่าประสบการณ์

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,นิยายสั้น,เล่าเรื่อง,ดรามา,ดราม่า,เรื่องเล่า ,เรื่องราวชีวิต

รายละเอียด

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต โดย ปลงปลง @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ฉันดิ่งเพราะความไว้ใจผิด แต่ลุกขึ้นเพราะเสียงแผ่ว ๆ ของตัวเองที่บอกว่า “ยังไม่จบนะ…เธอยังมีค่า”

ผู้แต่ง

ปลงปลง

เรื่องย่อ


ฉันถูกผลักลงไปในนรกบนดิน ด้วยความรักที่ไม่เคยปกป้อง และความไว้ใจที่ทำลายฉันทั้งชีวิต จากผู้หญิงที่เคยมีทุกอย่างฉันเหลือเพียงห้องมืดกับหัวใจที่แตกจนไม่เหลือชิ้นดีฉันดิ่งลงไปจนไม่เห็นแม้แสงของตัวเองจนคืนหนึ่ง…เสียงแผ่ว ๆในหัวกระซิบว่า

            ......“ยังไม่ตายนะ อย่าเพิ่งจบแบบนี้”

ฉันจึงเริ่มลุกขึ้นจากก้นเหวเก็บเศษหัวใจทีละชิ้นด้วยมือที่ยังสั่นร้องไห้ซ้ำ ๆ จนหมดแรง แต่ยังเลือกอยู่ต่อทางรวยของฉันไม่ได้เริ่มจากโชคแต่มาจากคืนที่ฉันนั่งร้องคนเดียว

แล้วรู้ว่าฉันยังมีค่า แม้ในวันที่ไม่มีใครเห็นฉันเลย

นี่คือเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่พัง ดิ่ง และลุกขึ้นมาจากความมืดด้วยตัวเอง

ถ้าคุณเคยเจ็บจนคิดว่าจะไม่รอด

คุณต้องอ่านเรื่องนี้




สารบัญ

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของนรกบนดิน,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 2 ไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นกลางความพัง,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 3 ไฟที่หลอมให้ฉันแข็งแรงกว่าเดิม,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 4 คืนที่มืดที่สุด ก่อนรุ่งสาง,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 5 ปลายทางของนรกบนดิน,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-ตอนพิเศษ บทส่งท้าย

เนื้อหา

บทที่ 3 ไฟที่หลอมให้ฉันแข็งแรงกว่าเดิม


กันยายนปี68


ที่ชีวิตสอนฉันด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง “ชีวิตไม่ได้สอนด้วยเสียงเบา ๆ แต่มันสอนด้วยการผลักเราล้ม…จนกว่าจะลุกขึ้นเข้าใจ” ชีวิตเหมือนเริ่มกลับมามีแสง ฉันเริ่มมีงาน เริ่มมีเงิน เริ่มรู้สึกว่าฉันกำลังกลับมายืนได้อีกครั้ง ฉันกลับมาทำอสังหาริมทรัพย์ รับงานเล็ก ๆ ทำเองแทบทุกขั้นตอน จากมือเปล่า ฉันสร้างทีมเล็ก ๆ เราหัวเราะกัน เหนื่อยด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตใหม่ที่สดใส ฉันไว้ใจเธอมากคนที่คิดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระในช่วงเริ่มต้น เธอพูดดี ทำงานคล่อง และทำให้ฉันเชื่อว่า “คราวนี้ทุกอย่างจะไม่พังเหมือนเดิม”

ฉันมอบหมายให้เธอดูแลเรื่องเงิน ควบคุมยอด ค่าใช้จ่าย เพราะคิดว่าเธอเป็นคนที่ฉันจะเชื่อใจได้ในตอนนั้นและเราลงเรือด้วยกันแล้วเราคือทีมเดียวกัน และในขณะที่ฉันเริ่มขยับออกไปทำสิ่งใหม่ ๆ เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ เรียนรู้ธุรกิจใหม่ ฉันไม่รู้เลยว่า “ความพัง” ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา รายจ่ายเริ่มไม่ตรง ยอดที่ควรได้กลับเลื่อน แต่ฉันก็ยังเชื่อ… เพราะไม่อยากคิดร้ายกับใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง โทรศัพท์ดัง เสียงปลายสายสั่น “พี่…เงินไม่ได้ตามที่ตกลงนะ” ลูกค้าซื้อบ้านโทรหาฉันด้วยความตกใจ

ประโยคนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางอก ฉันนั่งนิ่ง มือเย็นเฉียบ หัวใจเต้นจนเจ็บ ทุกอย่างที่สร้างมากับมือ—หายไปในพริบตา วันนั้น ฉันนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองแสงไฟจากตึกไกล ๆ สะท้อนในกระจก มือถือขวดเบียร์ที่ไม่รู้ขวดที่เท่าไหร่ แต่ความรู้สึกข้างในหนักเกินจะกลืน ฉันหัวเราะทั้งน้ำตา

“นรกบนดิน…กลับมาอีกแล้วสินะ”

หลังจากนั้น ฉันไม่อยากลุกจากเตียง ไม่อยากคุยกับใคร ไม่อยากรับโทรศัพท์ เสียงแจ้งเตือนกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่ทรมานที่สุดไม่ใช่การเสียเงิน แต่คือการเสียศรัทธา…ในคน และในตัวเอง ฉันเริ่มกินเบียร์แทนน้ำ จากหนึ่งขวดเป็นสอง จากสองเป็นสิบ แต่ก็ไม่เมา เพราะสิ่งที่อยากลืมมันฝังลึกกว่านั้น คืนหนึ่ง ฉันมองตัวเองในกระจก เห็นผู้หญิงที่ผมยุ่ง หน้าโทรม ดวงตาไร้แวว “นี่ฉัน…หรือซากของใครกันแน่” น้ำตาไหลเงียบ ๆ ฉันไม่ได้ร้องเพราะเสียใจ แต่ร้องเพราะเพิ่งรู้ว่าฉันปล่อยให้ชีวิตตัวเองพังอีกครั้ง ด้วยน้ำมือของ

“ความไว้ใจ”

เสียงผู้ใหญ่คนหนึ่งดังขึ้นในหัว “อย่าเมามากนักเลยลูก…มีชีวิตแบบคนปกติได้แล้ว” ฉันวางขวดเบียร์ลง หายใจลึก มือยังสั่น หัวใจยังเจ็บ แต่บางอย่างในใจเปลี่ยนไป เหมือนมีเสียงแผ่ว ๆ บอกว่า “พอได้แล้ว” และนั่นคือคืนที่ฉันเริ่ม “มองเห็นความมืด” ไม่ใช่เพื่อจมอยู่ในนั้น แต่เพื่อเรียนรู้ว่าจะเดินออกจากมันยังไง