ฉันดิ่งเพราะความไว้ใจผิด แต่ลุกขึ้นเพราะเสียงแผ่ว ๆ ของตัวเองที่บอกว่า “ยังไม่จบนะ…เธอยังมีค่า”

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต - บทที่ 2 ไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นกลางความพัง โดย ปลงปลง @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เล่าประสบการณ์,พล็อตสร้างกระแส,นิยายสั้น,เล่าเรื่อง,ดรามา,ดราม่า,เรื่องเล่า ,เรื่องราวชีวิต,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

เล่าประสบการณ์

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,นิยายสั้น,เล่าเรื่อง,ดรามา,ดราม่า,เรื่องเล่า ,เรื่องราวชีวิต

รายละเอียด

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต โดย ปลงปลง @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ฉันดิ่งเพราะความไว้ใจผิด แต่ลุกขึ้นเพราะเสียงแผ่ว ๆ ของตัวเองที่บอกว่า “ยังไม่จบนะ…เธอยังมีค่า”

ผู้แต่ง

ปลงปลง

เรื่องย่อ


ฉันถูกผลักลงไปในนรกบนดิน ด้วยความรักที่ไม่เคยปกป้อง และความไว้ใจที่ทำลายฉันทั้งชีวิต จากผู้หญิงที่เคยมีทุกอย่างฉันเหลือเพียงห้องมืดกับหัวใจที่แตกจนไม่เหลือชิ้นดีฉันดิ่งลงไปจนไม่เห็นแม้แสงของตัวเองจนคืนหนึ่ง…เสียงแผ่ว ๆในหัวกระซิบว่า

            ......“ยังไม่ตายนะ อย่าเพิ่งจบแบบนี้”

ฉันจึงเริ่มลุกขึ้นจากก้นเหวเก็บเศษหัวใจทีละชิ้นด้วยมือที่ยังสั่นร้องไห้ซ้ำ ๆ จนหมดแรง แต่ยังเลือกอยู่ต่อทางรวยของฉันไม่ได้เริ่มจากโชคแต่มาจากคืนที่ฉันนั่งร้องคนเดียว

แล้วรู้ว่าฉันยังมีค่า แม้ในวันที่ไม่มีใครเห็นฉันเลย

นี่คือเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่พัง ดิ่ง และลุกขึ้นมาจากความมืดด้วยตัวเอง

ถ้าคุณเคยเจ็บจนคิดว่าจะไม่รอด

คุณต้องอ่านเรื่องนี้




สารบัญ

ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของนรกบนดิน,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 2 ไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นกลางความพัง,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 3 ไฟที่หลอมให้ฉันแข็งแรงกว่าเดิม,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 4 คืนที่มืดที่สุด ก่อนรุ่งสาง,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-บทที่ 5 ปลายทางของนรกบนดิน,ดิ่ง เศร้า จนเข้าใจชีวิต-ตอนพิเศษ บทส่งท้าย

เนื้อหา

บทที่ 2 ไฟเล็ก ๆ ที่จุดขึ้นกลางความพัง



ปลายปี 2567


ยังเป็นปีที่ไฟในใจเริ่มกลับมาลุกอีกครั้ง “บางครั้ง ไฟไม่ได้เกิดจากความแค้นหรือความเจ็บ แต่มันเกิดจากความพยายามจะมีชีวิต…อีกครั้ง” หลังจากที่ทุกอย่างพังทลาย ฉันเริ่มคุ้นกับความเงียบของคอนโด เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยเย็นชา กลายเป็นเสียงเพื่อนที่ฟังฉันร้องไห้ทุกคืน และในคืนที่ความเศร้าเริ่มจางลง ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่างในใจพูดขึ้นเบา ๆ  “พอได้แล้ว…ถึงเวลาลุก”

วันนั้นฉันลุกขึ้นมาจากเตียงจริง ๆ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรดี แต่เริ่มจากสิ่งที่พอทำได้ก่อนเก็บห้อง ล้างจาน ซักผ้า และเขียนสิ่งเล็ก ๆ ที่อยากทำลงในกระดาษ คำแรกที่ฉันเขียนคือ เงิน จากนั้น ฉันเริ่มหางานเล็ก ๆ ทำ ขายของออนไลน์ป็อปมาร์ท และทุกอย่างที่ได้เงินโดยไม่ต้องพึ่งใครนอกจากตัวเอง วันที่ได้เงินครั้งแรกจากการขายออนไลน์ไม่กี่ร้อยบาท ฉันมองธนบัตรในมือแล้วหัวเราะทั้งน้ำตา มันไม่มากพอจะเปลี่ยนชีวิต แต่เพียงพอจะเปลี่ยน “หัวใจของฉัน” มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันยังทำได้ และตราบใดที่ยังทำได้ ฉันก็ยังไม่แพ้

เมื่อเงินเริ่มเข้ามาเยอะจนฉันงง ฉันเริ่มมั่นใจมากขึ้น เริ่มลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้จริง เริ่มเชื่อคำพูดดี ๆ จากคนรอบข้าง เริ่มคิดว่า “ชีวิตคงไม่ยากเท่าไร” แต่โลกแห่งความเป็นจริง…ไม่ใจดีขนาดนั้น การใจดีเกินไปทำให้ฉันพลาดอีกครั้ง เงินที่หามาเริ่มหายไปทีละนิด บางคนที่บอกว่าจะช่วย กลับหายไปพร้อมกับผลประโยชน์ จนวันหนึ่ง ฉันมองบัญชีธนาคารที่เหลือเงินไม่กี่หลักแล้วหัวเราะทั้งน้ำตา หัวเราะเพราะมันขม…แต่จริงเหลือเกิน ฉันเริ่มโทษตัวเอง โทษที่เชื่อคนง่าย โทษที่ไม่ระวัง โทษแม้กระทั่งหัวใจตัวเองที่ยังอยากเชื่อในความดีของคนไม่ดี

แต่ในห้วงเวลานั้นเอง ฉันก็ได้เจอ “แสงเล็ก ๆ” ที่ส่องเข้ามาอีกครั้ง จากชายวัยกลางคนที่นั่งรอกาแฟอยู่โต๊ะข้าง ๆ ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ประวัติ แต่กลับปรากฏขึ้นในวันที่หัวใจฉันอ่อนแอที่สุด วันนั้นร้านกาแฟเล็ก ๆ เงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟและแสงแดดอุ่น ๆ ที่ลอดผ่านกระจก ฉันนั่งเหม่ออยู่กับถ้วยกาแฟเย็นชืด ในขณะที่เขานั่งพิงเก้าอี้ นับเวลารอแก้วของตัวเองอย่างใจเย็น เขาหันมามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ ยิ้มแบบคนที่ผ่านโลกมาไกล และรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเหนื่อยล้าที่สุด แล้วเขาก็เดินเข้ามาใกล้โต๊ะฉันก่อนพูดเรียบ ๆ

“ขอนั่งด้วยได้ไหม?”

ฉันพยักหน้าให้แบบงง ๆเขานั่งลง มองฉันครู่หนึ่งก่อนถามต่อ“ทำงานอะไรล่ะเรา?”ฉันถอนหายใจเบา ๆ“ไม่ได้ทำค่ะ…เจ๊งมาโดนเทงาน และผิดพลาดทุกการลงทุน และก็ให้คนยืมเงินไปหมดแล้ว”

เขาไม่พูดอะไรสักพักแค่พยักหน้าเหมือนเข้าใจมากกว่าที่ฉันเล่าเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาหันกลับมาบอกสั้น ๆ

“โลกนี้ไม่ใช่สีชมพูนะ อย่าวางใจใครง่าย ๆ ล่ะ”และอย่าผิดซ้ำอีก

แล้วเขาก็เดินจากไปหลังจากพูดจบ เขาก็ลุกเดินออกไป ทิ้งฉันไว้กับกาแฟเย็น ๆ และหัวใจที่กำลังเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เหมือนใครสักคนจุดไฟเล็ก ๆ ไว้ในอก แสงไฟนั้นไม่ได้เร่าร้อน แต่มันอุ่นพอให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรจมลงไปอีก และไม่ควรปล่อยให้ความใจดีของตัวเองพาฉันกลับไปสู่วงจรเดิม

นั่นคือวันหนึ่ง วันที่ “คนแปลกหน้า” กลายเป็นครูที่ไม่ตั้งใจสอน แต่ช่วยดึงฉันขึ้นมาจากหลุมความผิดหวังที่ฉันขุดให้ตัวเอง และตั้งแต่วินาทีนั้น ฉันก็เริ่มมองโลก…ช้าลง

เริ่มรู้ว่า “เมตตา” ต้องมาคู่กับ “ขอบเขต” และ “ความเก่ง” ที่แท้จริง คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพอ ฉันจดประโยคหนึ่งไว้ในสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ  “ในวิกฤติ มักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ แต่คนที่จะเห็นมันได้…ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองพลาด” และเมื่อมองย้อนกลับไปตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่า…ช่วงเวลานั้นแหละ คือจุดที่ไฟในใจฉันเริ่มกลับมาลุกอีกครั้งไฟที่ไม่ได้เผาฉันให้ตาย แต่หลอมให้ฉันแข็งแกร่งกว่าเดิม